กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 197 : อู อวี้ สาวกแหงนิกายเซียนซูซัน
เนื่องจากว่าเป็น จาง ฝูถู เป็นสาวกในมหาวงจรสี่วิถี
กระบี่ขั้นปฐพี การตรวจตราของ วังกระบี่แก้วมรกต
จึงไม่ค่อยเข้มงวดมากนัก
นับตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง จาง ฝูถู ก็เริ่มบอกกล่าว
รายละเอียดภูมิหลังของ อู่ อวี้ ทันที พร้อมกับ
รายงานข้อมูลต่าง ๆ ที่จะต้องถูกตรวจสอบโดย วัง
กระบี่แก้วมรกต แน่นอนว่า จาง ฝูถู เป็นคนนำเขา
มาด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการตรวจสอบ
แต่อย่างใด
หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้ว อู่ อวี้ จึงกลายเป็น
ศิษย์ของ นิกายเซียนซูซัน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่
วันนี้เป็นค้นไปอนาคตของเขา จะพุ่งทะยานอย่างไม่
อาจหยุดยั้งได้!
อู่ อวี้ ถูกยอมรับในฐานะศิษย์ฝึกหัด ของสาวกใน
มหาวงจรสี่วิถีกระบี่ขั้นปฐพี ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่
จำเป็นต้องเริ่มต้น ด้วยการเป็นศิษย์สามัญเหมือนกับ
คนทั่วไป คนธรรมดาต้องเดินทางข้ามผ่านบรรพตนับ
พันสายธารานับหมื่น ต้องผ่านการประเมินอัน
เข้มงวด จากผู้เข้ารับการทดสอบใหม่จำนวนนับไม่
ถ้วน ต้องโดนตรวจสอบทั้งตัวตน และ พื้นเพ เมื่อ
ผ่านการตรวจสอบทั้งหมดนี้มาได้ ถึงจะกลายเป็น
ศิษย์สามัญของนิกายเซียนซูซัน
แน่นอนว่าสำหรับเหล่าสาวกที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์
ล้ำเลิศนั้น คือเหล่าบุตรหลานของผู้มีตำแหน่งสูงส่ง
ในนิกาย ซึ่งถือกำเนิดอยู่ภายใน ‘เทือกเขาซูซัน’
ตั้งแต่ถือกำเนิดพวกเขาก็กลายเป็นคนของนิกาย
เซียนซูซันแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกหลานจากผู้อยู่ใน
มหาวงจรสี่วิถีกระบี่ แต่ก็สามารถอาศัยอยู่ใน
เทือกเขาซูซันได้
เมื่อเดินข้ามผ่านประตูนิกายมา เขาก็ก้าวเข้าสู่อาณา
เขตของลานกระบี่ เมื่อมองดูรอบ ๆ เขาจะเห็นว่า
ด้านหน้าของตนมีหิมะแลน้ำแข็งแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้ง
ผืนแผ่นดิน
“วิหารฝูถูไปทางด้านนี้”
จาง ฝูถู กับ อู่ อวี้ เดินลึกเข้าไปใน ‘วังกระบี่แก้ว
มรกต’ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเทือกเขาซูซัน
ระหว่างทาง อู่ อวี้ มองเห็นบางส่วนของยอดเขาสูง
ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปได้อย่างครุมเครือ มีทั้ง
พระราชวังแลวิหารสวยงามตั้งอยู่ ปราณกระบี่อันไร้
ที่เปรียบถูกปลดปล่อยออกมา มีแม้กระทั่งเสียงของ
ผู้ฝึกตนดังก้องกังวานขึ้นมา คาดว่าคงเป็นตำแหน่ง
ของ โถงวิหาร
วิหารฝูถูเป็นโถงวิหารชนิดหนึ่ง มีลานกระบี่ตั้งอยู่
ประมาณ สองพันแห่ง แต่ละโถงวิหารมีสาวกอยู่
ประมาณสามร้อยคน คาดว่าเมื่อรวมลานกระบี่
ทั้งหมดเข้าด้วยกัน มีผู้ฝึกตนกระบี่ผู้เปียมพรสวรรค์
อยู่มากกว่า หกแสนคน อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าเขา
กำลังอยู่ภายในทะเลผู้คนอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ลานกระบี่นั้นมีขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก คาดว่า
ใช้เวลาเดินนานกว่า 10 วันก็ยังไม่ถึงสุดปลายทางอีก
ด้านหนึ่ง แต่ อู่ อวี้ ก็ต้องละความสนใจลงชั่วคราว
เนื่องจากเปั้าหมายหลักที่เขาจะต้องมุ่งความสนใจไป
ก็คือ ‘วิหารฝูถู’
ไม่นานหลังจากนั้น เทือกเขาหิมะและน้ำแข็งอัน
กว้างใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา เทือกเขานี้มี
ขนาดกว้างใหญ่กว่าเทือกเขาครามนับสิบเท่า
หนาแน่นไปด้วยยอดเขาและปรานกระบี่อันน่า
สะพรึงกลัว
“ที่นี่เป็นเทือกเขาฝูถูของข้า” จาง ฝูถู กล่าว
วิหารฝูถูตั้งอยู่ในสถานที่แห่งนี้
เมื่อยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ หากแหงนหน้าขึ้นไปมอง
ด้านบน จะเห็นเกาะลอยฟั้าอยู่มากมาย รายล้อมไป
ด้วยเมฆหมอกหลากสี ทางด้านตะวันตกเป็น
เทือกเขาซูซัน ทอดยาวขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา ปราณ
กระบี่นับไม่ถ้วนม้วนกวาดผ่าน ก่อรูปเป็นหมู่เมฆ
หมอก ส่งเสียงหวีดหวิวดังกระจายไปทั่ว
น้ำแข็งแลหิมะปลิวปลิวลอยไปตามสายลม ผืน
น้ำแข็งแผ่ขยายปกคลุมไปนับหมื่นนี้
“ตามข้าไปที่วิหารฝูถู”
จาง ฝูถู หันไปคว้าตัว อู่ อวี้ อย่างฉับพลัน ใช้เคล็ด
กระบี่บินจักรพรรดิ บินทะยานไปยังใจกลางของ
‘เทือกเขาฝูถู’
“ข้าจะบอกเจ้าอีกครั้ง ภายในนิกายเซียนซูซัน สถาน
ที่ตั้งของวิหารแต่ละคนนั้น ถูกจัดแบ่งไว้อย่าง
เคร่งครัดชัดเจน หากไม่จำเป็นจริง ๆ เจ้าไม่ควร
ออกไปด้านนอกเทือกเขาฝูถู โดยเฉพาะเจ้าซึ่งเป็น
ศิษย์ผู้มาใหม่ หากเจ้าออกไปไหน แล้วถูกรังแก
ขึ้นมา ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ เข้าใจหรือไม่? ”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ ภายในอาณาจักรกระบี่ นั้นมีสถานที่ต้องห้ามอยู่
มากมายนับร้อยนับพันแห่งจนนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังคง
เป็นสถานที่ต้องห้าม ซึ่งศิษย์ระดับแกนสามัญ ไม่ได้
รับอนุญาตให้ล่วงล้ำเข้าไป ฉะนั้นข้าจะให้
รายละเอียดแผนภูมิแก่เจ้า สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำคือ
ต้องอ่านมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน แลจดจำมันให้ขึ้นใจ
” จาง ฝูถู กล่าว
อู่ อวี้ เข้าใจว่ามันเหมือนกับ ‘ตำรากฎนิกายกระบี่’
กับ ‘บันทึกเทือกเขาคราม’
แน่นอนว่ามันมีความซับซ้อนมากกว่าร้อยเท่า
ไม่นานนัก อู่ อวี้ ก็เห็นยอดเขาสูงสุดในเทือกเขาฝูถู
ที่นั่นคือหุบเขาหลัก ‘เขาฝูถู’ บนจุดสูงสุดของยอด
เขาฝูถู เป็นที่ราบซึ่งมี ‘วิหารฝูถู’ ตั้งอยู่ ถ้ากล่าวให้
ถูกมากกว่านั้น มันคืออาณาเขตควบคุมของ จาง ฝูถู
เขาได้พา อู่ อวี้ ไปลงสู่พื้นดินที่ด้านหน้าวิหารฝูถู ซึ่ง
สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาแน่น
อู่ อวี้ ที่เพิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ จ้องมองไปยัง
วิหารฝูถู วิหารแห่งนี้ดูงดงามน่าเกรงขามไร้ที่เปรียบ
มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าวังเทพสวรรค์นับสิบเท่า ทั้ง
กระเบื้องอิฐ เสาวิหาร สามารถแลเห็นวงเวทย์
มากมายถูกประทับเอาไว้อยู่ ท่ามกลางความไม่แน่น
แน สามารถสัมผัสได้ถึงพลังฟั้าดินซึ่งซึ่งถูกดูดเข้าไป
ภายในวิหาร ฝูถู ทำให้ภายในวิหารนั้น หนาแน่นไป
ด้วยกลิ่นอายฟั้าดินซึ่งเหนือล้ำยิ่งกว่าระดับที่อยู่ข้าง
นอก
วงเวทเหล่านี้ คาดว่า จาง ฝูถู ต้องเป็นคนวาดมัน
เอาไว้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน
เพิ่งมาถึงที่นี่ จาง ฝูถู ก็หันหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
พร้อมกับตะโกนขึ้นว่า “สาวกแกนสามัญทั้งหมด
นอกจากผู้ที่กำลังปิดด่านฝึกตนหรือออกไปด้านนอก
จงมารวมตัวกัน ที่ด้านหน้าวิหารฝูถูภายในสิบลม
หายใจ”
คำพูดของ จาง ฝูถู เปลี่ยนเสมือนดั่งคำสั่งประกาศิต
ทันใดนั้นเอง ทั่วทั้งวิหารฝูถูก็เกิดการสั่นไหวอย่าง
รุนแรง อู่ อวี้ สัมผัสได้ว่าด้านหน้าดวงตาของเขาเกิด
ประกายแสงบางอย่าง เมื่อมองไปด้านหน้า
ท่ามกลางบรรพตมากมายนับไม่ถ้วน ก็ปรากฏกระบี่
บินมากมาย บินทะยานขึ้นสู่ท้องนภา กระบี่แต่ละ
เล่มจะมีสาวกยืนอยู่อย่างน้อยหนึ่งหรือสองคนกำลัง
ยืนอยู่ กระบี่บินทะยานเข้ามายังทิศทางของวิหารฝูถู
อย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบลมหายใจ สาวกเกือบสองร้อย
คน ก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของ จาง ฝูถู ก้ม
คารวะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับตะโกน
ขึ้นเสียงดังอย่างพร้อมเพรียงว่า “ได้พบพานเจ้าวิหาร
ยินดีต้อนรับเจ้าวิหารกลับขอรับ!”
ในหมู่พวกเขามีสาวกวัยกลางคน 5 คนที่ยืนอยู่
ด้านหน้าสุด สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาผู้นี้มี
ฝีมือมากทีเดียว พวกเขาเหล่านี้คือ 5 รองเจ้าวิหาร
ถึงแม้พวกเขาจะมีระดับต่ำกว่าระดับกระบี่ปฐพี แต่ก็
เกือบจะเทียบเท่า
” วิเศษ” จาง ฝูถู ชื่นชอบความรู้สึกของการเป็นที่
เคารพนับถือ
ยามนี้ดวงตากว่าสองร้อยคู่ของเหล่าสาวก ต่างหันมา
จับจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ เป็นตาเดียว เมื่อ อู่ อวี้ ไป
มองเหล่านี้ ก็พบว่าพวกเขาต่างอยู่ในวัยหนุ่มสาว
อายุอานามพอ ๆ กับ หวัน เทียน หยู๋เซวี่ย อย่างไรก็
ตามพวกเขามีระดับฝีมือกับอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
เช่นเดียวกับ เฟิง ซัวหยา มีเพียงกี่คนเท่านั้นที่ดูมี
อายุพอ ๆ กับ เฟิง ซัวหยา แต่ส่วนใหญ่อยู่ในอันดับ
สร้างแกนนภาขั้นที่ 2 ส่วนผู้ที่มีฝีมืออยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณ เช่นเดียวกับเขามีจำนวนน้อย
มาก
แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ ซึ่ง
เหนือกว่าเขาผู้ซึ่งดั้นด้นออกเดินทางมาจากทิศ
ตะวันออกด้วยตนเองจนมาถึงวิหารฝูถู จึงทำให้มี
เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความแข็งแกร่งด้อยกว่าเขา
จริงๆ
อย่างไรก็ตามผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นที่มีสิทธิ์จะบรรลุ
เข้าสู่มหาวงจรสี่วิถีกระบี่กลับไม่อยู่ที่นี่
ยามที่มาถึงที่นี่ ตัวเขากลับไร้ซึ่งสิ่งใดเลยจริง ๆ แต่
กระนั้น เฟิง ซัวหยา กลับคิดจริง ๆ ว่าพรสวรรค์ของ
เขา จะสามารถโดดเด่นเหนือฝูงชนที่นี่
” หากนับเวลาจากการฝึกฝนของตัวข้า ข้าใช้เวลา
การฝึกฝนเพียงแค่ 3-4 ปี เท่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเหนือ
ล้ำยิ่งกว่า พวกเขาส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์”
คนส่วนใหญ่อยากรู้เรื่อง อู่ อวี้ อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ พบว่า สายตาของพวกเขาที่จ้อง
มองไว้ในตนเอง นั้นคมกริบเฉกเช่นคมมีด บางทีอาจ
เป็นเพราะ พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมของนิกาย
เซียนซูซันมานาน แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่พวกเขาก็
ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันออกมาอย่าง
รุนแรง ดวงตาทุกคู่ท่วมท้นไปด้วยปราณกระบี่อันคม
กริบ
ยามนี้ จาง ฝูถู กล่าวว่า ” หวงเฉิง ได้ออกเดินทางไป
กับข้าในครั้งนี้ แต่ช่างน่าเสียดายระหว่างการ
เดินทาง ได้ถูกซุ่มโจมตีจากพวกปีศาจ จนเขาต้องตก
ตายไปในที่สุด ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนต่างกระซิบกระซาบพูดคุย ดู
เหมือนว่าการตายของ หวงเฉิง จะไม่ได้ทำให้พวก
เขาสะทกสะท้านมากนัก หากกล่าวตามจริงแล้วคน
ส่วนใหญ่ไม่แยแส เหลียวแลการตายของเขาแม้แต่
น้อย จากคนทั้งหมดมีเพียงแค่ 1 หรือ 2 คนเท่านั้น
ที่มีท่าทางตกใจรวมถึงสีหน้าไม่สู้ดีนัก
จาง ฝูถู เบนความสนใจไปทาง อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า ”
นี่คือ ศิษย์คนที่สี่ซึ่งข้าได้รับเข้ามามีนามว่า อู่ อวี้ เขา
เติบโตภายในดินแดนแห้งแล้งทุรกันดาร ทางภาค
ตะวันออกของทวีปตงเสิ้ง แม้ชาติกำเนิดของเขาจะ
ต่ำต้อย แต่กลับมีพรสวรรค์มากกว่าพวกเจ้า ทั้ง ๆ ที่
มีอายุน้อยกว่ารวม 20 ปี แต่มีฝีมืออยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 10 อนาคตภายภาคหน้าไร้
ซึ่งขีดจำกัด บัดนี้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งใน วิหารฝูถู
ของพวกเราแล้ว”
หลังจากสิ้นคำกล่าว ก็เกิดความยุ่งเหยิงโกลาหลขึ้น
ทันที เมื่อคนเหล่านี้เห็น อู่ อวี้ กลายเป็นศิษย์ของ
จาง ฝูถู พวกเขาต่างรู้สึกต่อต้านไม่ยอมรับ อีกทั้ง
ริษยาเขาเป็นอย่างมาก แน่นอนว่า พวกเขาต่างพา
กันแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา ปฏิกิริยาการ
ตอบสนองของพวกเขา อาจสืบเนื่องมาจากคำ 4 คำ
นั่นก็คือชาติกำเนิดต่ำต้อย ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่
เท่าเทียมบางอย่างขึ้นภายในจิตใจ
สาวกส่วนใหญ่ ต้องผ่านการประเมินตรวจสอบอย่าง
หนักกว่าจะได้เข้ามา
สายตาของพวกเขา เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึก
แลความคิด สายตาแปลก ๆ ของพวกเขา ทำให้ อู่
อวี้ เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าที่นี่ไม่ใช่ นิกายกระบี่สวรรค์
…
” ตงเซิง จงมอบสำเนา ‘หลักนิกายพื้นฐาน ‘ ให้แก่
เขา ” จาง ฝูถู กล่าวกับหนึ่งในผู้ช่วยเจ้าวิหาร
” ฮิ ๆ ๆ ขอรับ ” หนึ่งในผู้ช่วยเจ้าวิหารกล้าวขึ้น
พร้อมเสียงหัวเราะอันน่าพิศวง จากนั้นก็หยิบถุง
จักรวาลออกมาแล้วโยนมันให้กับ อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า
” สิ่งของด้านในนั้น มันจะคลายข้อสงสัยทั้งหมดของ
เจ้า ถือว่าเจ้าได้เข้าร่วม นิกายเซียนซูซัน และ
กลายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ นี่อาจจะซับซ้อนไป
เสียหน่อย ภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้ เจ้าไม่ต้องกระทำ
สิ่งใด นอกจากพยายามศึกษา ‘หลักนิกายพื้นฐาน’
ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ
เจ้าในตอนนี้”
” ขอบคุณ ท่านรองเจ้าวิหาร ” อู่ อวี้ รับถุงจักรวาล
มาซึ่งมี ‘หลักนิกายพื้นฐาน’ ถุงจักรวาลใบนี้ค่อนข้าง
หนัก ด้านในมีสิ่งของหลายอย่างถูกใส่เอาไว้
จาง ฝูถู พึงพอใจกับท่าทีสงบสุขุมของ อู่ อวี้ จากนั้น
เขาก็กล่าวขึ้นว่า ” วิหารฝูถู มียอดเขาว่างอยู่สามสิบ
ลูก ตั้งแต่วันนี้ไป ‘ ยอดเขาเฉียนฝู ‘ จะกลายเป็น
อาณาเขตภายใต้การควบคุมของเจ้า หวังฝู จื่ออิง
โจวซวน พวกเจ้าจงออกมาต้อนรับ ศิษย์น้องคนที่สี่
ของเจ้า ”
อู่ อวี้ ที่เพิ่งจะได้รับยอดเขาเฉียนฝู ทันใดนั้นเอง จาง
ฝูถู ซึ่งอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวก ก็ตะโกนเรียกขาน
ศิษย์อีก 3 คนของตน
ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏบุรุษรูปร่างกำยำล่ำสัน ดู
ค่อนข้างวัยเยาว์ ศีรษะล้านเลี่ยน สวมใส่เสื้อคลุม
หนังสัตว์ สะพายกระบี่ขนาดใหญ่ไว้ด้านหลัง มีความ
ยาวเทียบเท่ากับร่างกายของเขา อีกทั้งใบมีดยังมี
ความกว้างเท่ากับฝั่ามือ ถือเป็น ‘ศาสตร์ตราเต๋า
เชื่อมจิต’ ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทั่วทั้งร่าง
ของชายผู้นี้ ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความกระหาย
เลือดออกมาอย่างรุนแรง ถึงแม้จะเป็นมนุษย์ แต่เขา
ที่ยืนอยู่ตรงนี้ กลับดูราวกับหมีปั่า ดูน่าสะพรึงกลัว
อย่างยิ่ง บุรุษผู้นี้ทำให้ อู่ อวี้ นึกถึงหมีทมิฬในหุบเขา
โชคชะตาเซียน
” นี่คือศิษย์คนโตของข้า หวังฝู ถูกเลี้ยงดูจากหมียักษ์
ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เจ้าก็จะต้องให้ความเคารพต่อเขา
ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ แม้แต่ข้าก็ไม่
อาจช่วยเหลือได้” จาง ฝูถู แนะนำ
แม้ หวังฝู จะแสดงสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็ยังคงดูดุร้าย
โหดเหี้ยม ไม่แตกต่างจากสัตว์ร้ายแต่อย่างใด
นอกเหนือจาก หวังฝู ก็ยังมีสตรีอีกนางหนึ่ง และ
บุรุษอีกผู้หนึ่ง หน้าตาของพวกเขาไม่ได้ดูดีเท่าไหร่
นัก สตรีนางนี้มีนามว่า จื่ออิง รอยยิ้มที่เปือนอยู่บน
ใบหน้าให้ความรู้สึกสนิทชิดเชื้อ แต่แท้จริงแล้วยังคง
ให้ความรู้สึกถึงความห่างชั้น
นางเอ่ยถามว่า ” ท่านอาจารย์ น้องสี่ของเราไม่ใช่
หวงเฉิง งั้นหรือ? ในเมื่อ หวงเฉิง ได้ตกตายลงไปแล้ว
ถ้าเช่นนั้นเด็กผู้นี้ก็นับว่าเป็นศิษย์คนที่ 5 เท่านั้น”
จาง ฝูถู มองไปที่นางแล้วกล่าวว่า “หุบปาก”
นับตั้งแต่นั้น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถามสิ่งใดขึ้นมาอีก
” ศิษย์น้องสี่ ข้าคือศิษย์พี่สามของเจ้า โจวซวน หาก
คอยติดตามหลังข้า เจ้าจะได้อยู่อย่างอิมหนำสำราญ
” ในที่สุดบุรุษร่างผอมก็กล่าวขึ้น ชายผู้นี้มีเส้นผมสี
ดำแซมเส้นผมสีแดง กำลังส่งยิ้มให้แก่ อู่ อวี้
จาง ฝูถู พึ่งพอใจกับการปฏิบัติตนของเขาเป็นอย่าง
มาก หลังจากนั้นก็กล่าวขึ้น “ในเมื่อพวกเจ้าทราบกัน
แล้ว ก็จงกระจายตัวกันไปได้ โจวซวน เจ้าจงพาศิษย์
น้องเล็กของเจ้าไปที่ ‘ ยอดเขาเฉียนฝู ‘ ฝากดูแลเขา
แทนข้าด้วย จะอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์ใหม่”
โจวซวน หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” ศิษย์ขอเอาหัวเป็น
ประกันว่าจะต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้
สำเร็จ ข้าขุนให้ศิษย์ผู้นี้กลายเป็นหนุ่มหน้ามนอ้วน
พลีเอง ”
” แยกย้ายได้ ” แม้ จาง ฝูถู กล่าวให้ทุกคนแยกย้าย
ไปทำธุระส่วนตัวของตนเอง แต่ จาง ฝูถู ก็ยังคงมอง
อู่ อวี้ ขณะใช้กระบี่บินจักรพรรดิบินจากไป ซึ่งดู
เหมือนว่ามุ่งไปยังทิศทาง ‘เทือกเขาซูซัน’ ผู้ที่อยู่ใน
มหาสี่วิถีกระบี่ขั้นกระบี่ปฐพี มักจะมีสถานที่สำหรับ
ปิดด่านบำเพ็ญสันโดษ แน่นอนว่าส่วนวิหารฝูถู ปกติ
แล้วจะเป็นหน้าที่ของรองเจ้าวิหารที่ทำหน้าที่ดูแล
เพียงชั่วพริบตา สถานที่แห่งนี้ก็เหลือเพียง โจวซวน
กับผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่อีกสี่คน
พวกเขาทุกคนต่างยิ้มแย้มมองไปทาง อู่ อวี้ แล้วพูด
ว่า “ท่านอาจารย์ กลับส่งมอบยอดเขา เฉียนฝู ซึ่ง
เดิมทีเป็นของ หวงเฉิง ให้แก่ศิษย์น้อง ช่างน่าอิจฉา
จริง ๆ เดี๋ยวศิษย์พี่ผู้นี้จะไปส่งศิษย์น้องที่ ยอดเขา
เฉียนฝู เจ้าจะได้ทำความรู้จักกับทุกคน จะได้มีสหาย
เพิ่มขึ้น เร็วเข้าสิมากับข้า ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ