กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 199 : ตราสาวก
มือซ้ายถือ กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี วงเวทย์เพลิง 7 สีที่
อยู่บนศาสตราเต๋า ปลดปล่อยเพลิง 7 สีออกมา
เพลิงลุกโหมกระหน่ำ ปลดปล่อยอุณหภูมิแลพลัง
อำนาจอันมากล้น
มือขวาถือ กระบี่ทองคำเนตรเทวะ วงเวทย์เนตรเท
วะทองคำ ดวงเนตรดูลึกล้ำอย่างยิ่ง กระบี่ทั่วทั้งเล่ม
เป็นสีทองคำ ซึ่งในเวลานี้กำลังส่องประกายแสงเจิด
จ้า
อู่ อวี้ เตรียมตัวเข้าสู่สถานะต่อสู้ทันที!
” โจวซวน มีฝีมือแข็งแกร่งกว่า หวงเฉิง เล็กน้อย”
อู่ อวี้ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า อีกฝั่ายมีฝีมืออยู่ใน
ระดับสร้างแกนนภา ยังไม่น่าจะถึงขั้นที่ 2 ฉะนั้น
น่าจะอยู่ในระดับที่กำจัดได้ แต่ที่น่าหนักใจก็คือ
จำนวนคนที่มากกว่า อีกทั้งยังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง นั้น
เขาจึงต้องชิงความได้เปรียบก่อน!
ดังนั้นเขาจึงหันกลับไปอย่างฉับพลัน พร้อมกับกวาด
กระบี่ ตวัดฟันออกไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
กระบี่พุ่งตรงเข้าใส่โจวซวน และ พรรคพวกของมัน!
“เนื่องจากเห็นว่าข้ามีฝีมือถือแค่อยู่ในระดับ หลอม
รวมลมปราณ ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าในใจของมันกำลัง
ลอบดูถูกข้าอยู่ และคงคิดว่าการโจมตีครั้งนี้ มี
ความแข็งแกร่งแค่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ
สิบ”
อู่ อวี้ รู้ดีอยู่แก่ใจ
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ โจวซวน แทงกระบี่ตอบโต้
กลับมา กระบี่ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นอสรพิษวารี 8
ตัว กระโจนเข้าพันรอบ อสรพิษวารี พ่นปลายกระบี่
อันคมกริบหนาแน่นน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าโจมตีตอบ
โต้กลับมา!
ทันใดนั้น อู่ อวี้ หันหลังกลับ กระบี่ทั้งสองก็
ปลดปล่อยกระบวนท่าสังหารแทบจะในเวลา
เดียวกัน!
กระบี่สะท้านฟั้า!
หากกล่าวเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเต๋า กล่าวได้ว่าเคล็ดวิชา
เต๋าในระดับสามัญนี้ เกือบจะเป็นเคล็ดวิชาที่
แข็งแกร่งมากที่สุด!
กระบี่ ปล่อยคลื่นกระแทก จนอากาศเกิดความผัน
ผวน ฉีกกระชากพุ่งโจมตีเข้าใส่ศัตรู!
กระบี่ในมือของโจวซวน ถูกกลืนกินโอบล้อมด้วย
เปลวเพลิงเจ็ดสี
ตู้มมม ตู้มมม!
บนร่างกายเกิดการระเบิดขึ้น 2 ครั้งติดกัน เกือบจะ
ในเวลาเดียวกันสามารถมองเห็นได้ว่าร่างของ โจว
ซวน ถูกกักขังอยู่ในทองคำ พร้อมกับลำแสงกระบี่ที่
ระเบิดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาฉับพลัน เพลิงเทวะ 7 สี
ลุกโชนโหมกระหน่ำท่ามกลางลำแสงกระบี่
ปลดปล่อยพลังอำนาจกระบี่มหาศาลสั่นสะเทือนไป
ทั่วทั้งสวรรค์ ชั่วพริบตาทั่วทั้งร่างของโจวซวนก็ลุก
ท่วมไปด้วยเปลวเพลิง ดูราวกับมนุษย์เพลิงก็มีปาน
พลังอำนาจจากการระเบิด ส่งให้ร่างของมันลอย
กระเด็นออกไปในชั่วพริบตา อัดกระแทกเข้าใส่ยอด
ภูผา กลิ้งไถลร่วงตกลงมา ตลอดเส้นทางสามารถได้
ยินเสียงกรีดร้องของมันดังก้องกังวานไปทั่ว!
อู่ อวี้ สามารถมีชัยเหนือศัตรูได้ในชั่วพริบตา ผลจาก
การโจมตีเมื่อสักครู่ ทำให้ฝั่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บ
สาหัส อีกทั้งยังต้องใช้เวลาอีกนานในการพักฟืน
“โจวซวน!”
สองคนพุ่งเข้ามาช่วยเหลือโจวซวน ในเวลานี้เหลือ
เพียง 2 คนที่ยืนขัดขวาง อู่ อวี้ อยู่ ภายในดวงตา
ของพวกมันแสดงถึงความตื่นตะลึง พวกมันต่างคิด
หลบหนี บางทีอาจเป็นเพราะพวกมันกำลัง
หวาดกลัว อู่ อวี้ ในเวลานี้พวกมันทั้ง มิกล้าโจมตี อู่
อวี้ แม้แต่น้อย
“เจ้าซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้!” หนึ่งในนั้นเกือบจะ
กรีดร้อง
อู่ อวี้ รู้สึกเกลียดคร้านที่จะวุ่นวายกับคนเหล่านี้
จากนั้นเขาก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” แล้วจะทำไม? หรือข้า
ต้องบอกพวกเจ้าว่า กระทั่งยอดฝีมือขั้นสร้างแกน
นภาระดับสองข้าก็ยังสามารถสังหารมาแล้ว ในเรื่อง
นี้เจ้าวิหารสามารถเป็นพยานได้ เจ้าอยากไปถามเขา
ดูหรือไม่? หรืออยากจะมีจุดจบเช่นเดียวกัน โจวซวน
? ”
หากฟังดูจากน้ำเสียงของ อู่ อวี้ ดูแล้วไม่ได้ให้
ความรู้สึกว่าเขากำลังโดนโปั้ปดแม้แต่น้อย ประจวบ
กับได้เห็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้พวกมัน
ทั้งสองต่างมองหน้ากันในเวลานี้
“อู่ อวี้ เราจะได้เห็นดีแน่ เจ้าทำร้าย โจวซวน จน
ได้รับบาดเจ็บ ด้วยลักษณะนิสัยของเขา เจ้าไม่มีทาง
อยู่ในวิหารฝูถูอย่างสงบสุขได้อีกต่อไป!” พวกมันไม่
กล้าที่จะเข้าโจมตี จึงทำได้แค่เพียงตาข่มขู่ด้วยคำพูด
อู่ อวี้ คิดกับตนเองว่า หากพวกมันทั้ง 4 โจมตีเข้ามา
พร้อมกัน มีความเป็นไปได้ว่าตัวเขาอาจถูกจัดการลง
ได้
อย่างไรก็ตาม เขายังคงแสดงท่าทีมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่
ยินยอมต่อคามพ่ายแพ้ เผชิญหน้ากับการข่มขู่
คุกคามของอีกฝั่ายอย่างกล้าหาญ เขาเก็บศาสตรา
เต๋าเชื่อมจิตลง ด้วยท่าทางยี่หระพร้อมกับกล่าวขึ้น
ว่า ” เอาล่ะ … ถ้าอย่างนั้นก็ให้มันคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้
ให้มันรู้ว่าเม็ดยาสร้างแกนนภา 3 เม็ด กับ ชีวิตของ
มันอันไหนสำคัญกว่ากัน”
“เจ้า! ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก!” พวกมันทั้งสองต่างมองหน้า
กัน คำข่มขู่ของ อู่ อวี้ ทำให้พวกมันหยุดชะงักด้วย
ความตื่นตระหนก แม้ โจวซวน ผู้ซึ่งมีฝีมือสูงส่ง อีก
ทั้งยังเป็นหัวหน้าของพวกมัน ยังถูกเขาโจมตีจะได้รับ
บาดเจ็บสาหัส ท่าทางเยอะหยิ่งจองหองของพวกมัน
ในเวลานี้ไม่มีอีกแล้ว พวกมันทั้งสองต่างเก็บคำกล่าว
ไว้ในลำคอ พวกมันทั้งสองหันไปมองทางโจวซวน
จากนั้นก็เดินจากไปและไม่หันกลับมาอีก อู่ อวี้ รอ
คอยอยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดคิดตอบโต้แก้แค้น
เขาจึงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ ดูเหมือนว่า
พวกเจ้าจะเป็นแค่พวกแข็งนอกอ่อนใน เป็นเพียง
พยัคฆ์กระดาษ คิดข่มเหงรังแกแต่กับผู้มาใหม่ ”
คาดว่า โจวซวน จะมีอายุกว่า 30 ปี ส่วนคนอื่น ๆ มี
อายุอยู่ราว ๆ 20 กว่าปี แต่เวลาในการบ่มเพาะของ
คนเหล่านี้ นานกว่า อู่ อวี้ ถึงสิบเท่า ทว่าคนเหล่านี้
ไม่อยู่ในสายตาของ อู่ อวี้ แม้แต่น้อย
เขาบินทะยานขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาเฉียนฝู
เพื่อทำความคุ้นเคย และ ทำความเข้าใจกับอาณา
เขตในอนาคตของตนเอง
ยอดเขาเฉียนฝู มีขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เรียก
ได้ว่ามีขนาดสูงใหญ่กว่า ยอดเขาเทียมฟั้า ถึงสิบเท่า
แตกต่างกันตรงที่นี่เขาอยู่เพียงลำพังผู้เดียวเท่านั้น
ในบางวันขณะที่เขาเหม่อมองดูหิมะขาวบริสุทธิ์ สลับ
กลับท้องนภาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด มันทำให้เขารู้สึก
โดดเดี่ยวอ้างว้างมากทีเดียว
แต่เมื่อมองไปยังทางทิศตะวันตก ก็จะแลเห็น เทือก
เขาซูซัน เสียดฝั่าม่านนภา ยังคงทรงไว้ซึ่งความน่า
สะพรึงกลัวชวนดึงดูดสายตา ปลุกกระตุ้นโลหิต
ภายในใจให้เดือดพล่าน
” หากไม่ได้อยู่บนเทือกเขาซูซัน สำหรับข้าแล้วมันก็
เปรียบดังไม่ได้เข้าสู่นิกายเซียนอย่างแท้จริง!”
เขาตั้งเปั้าหมายเอาไว้สูงส่ง ว่าตนเองนั้นจะต้อง
บรรลุจนกลายเป็นเซียนอมตะ เขาจะต้องปีนปั่ายขึ้น
ไปบนจุดสูงสุดของ เทือกเขาซูซัน ให้จงได้!
หลังจากทำความคุ้นเคยกลับสถานที่แห่งนี้แล้ว เขา
ได้ปลูกสร้างกระท่อมไม้เอาไว้บนภูเขาสูง ดูจาก
โครงสร้างโดยทั่วไปรูปลักษณ์ของมันคล้ายคลึงกับ
กระท่อมไม้ที่เขาได้พำนักอาศัยอยู่กับ เสิ่น อู๋เต้า เขา
สร้างหลุมฝังศพเอาไว้ด้านข้างกระท่อมไม้ โดยฝัง
กลบเสื้อผ้าของ เสิ่น อู๋เต้า เอาไว้ภายในหลุมฝังศพ
นั้น เขาเทสาเกใส่หลุมฝังศพ หลังจากทุกอย่างเสร็จ
สิ้นลง เขาก็กลับมาที่กระท่อมไม้ดังเดิม
กระท่อมไม้ที่ถูกโอบล้อมด้วยหิมะนี้ ทำให้รู้สึกโดด
เดี่ยวเหงาหงอยอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะอย่างไร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานที่แห่ง
นี้ มั่งคั่งไปด้วย กลิ่นอายพลังฟั้าดิน พลังศักดิ์สิทธิ์
ของเขาเพิ่มพูนขึ้น หลังจากสูดลมหายใจเข้าไป กลิ่น
อายฟั้าดิน เข้มข้นหนาแน่นเช่นดั่งหมอกเซียน พริ้ว
ผ่านหมุนวนเฉกเช่นดั่งแดนสวรรค์
อู่ อวี้ นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในกระท่อมไม้ เขาเปิดถุง
จักรวาลออก ซึ่งเป็นของกำนัลต้อนรับเข้านิกาย
จากนั้นก็เริ่มนับจำนวนสิ่งของที่อยู่ด้านใน
ของภายในถุงมีสิ่งของอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้ดู
ยุ่งเหยิงไปหมด
มีทั้งโอสถสมุนไพร ยันต์ วิญญาณเซียน อีกทั้งตำรา
อื่น ๆ เขาไม่ได้เหลียวแลมันมากนัก เพราะมันสิ่งของ
สำคัญที่ไปสะดุดตาจนเกิดความสนใจเข้าให้แล้ว
มันคือกระบี่สั้นสัมฤทธิ์ขนาดเล็ก มันมีขนาดความ
ยาวเพียงแค่ 1 นิ้วมือเท่านั้น ซึ่งมีลวดลายแกะสลัก
เอาไว้อย่างซับซ้อน ท่ามกลางความซับซ้อน ปรากฏ
เป็นภาพ เทือกเขาซูซัน ขึ้น
” ของชิ้นนี้ช่างดูลึกลับอย่างยิ่ง ข้าไม่เข้าใจเลยจริง
ๆ” ด้ามจับกระบี่สั้นเย็นเฉียบ เขาได้พบเจอกับกระบี่
สั้นอันยอดเยี่ยม ภายในของมัน ดูเหมือนว่าจะมีวง
เวทย์ของศาสตราเต๋าประทับเอาไว้อยู่ แต่เขาก็ไม่
สามารถระบุมันได้อย่างชัดเจนนัก กระบี่สั้นชิ้นนี้
ไม่ใช่ศาสตราเต๋า เนื่องจากว่า มันไม่มีพลังอำนาจใน
การโจมตี อีกทั้งยังไม่ได้มีคุณลักษณะแบบเดียวกับ
ถุงจักรวาลอีกด้วย
มีชิ้นส่วนกระดาษเขียนรายละเอียด เกี่ยวกับกระบี่
สั้นสัมฤทธิ์เล่มนี้เอาไว้
” กระบี่สั้นสัมฤทธิ์เล่มนี้ ถูกเรียกว่า ‘ ตราสาวก ‘ ถูก
สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในนิกายเซียนซูซัน
ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเหล่าศิษย์ซูซันทุกผู้คน
หากมี ‘ตราสาวก’ จะถือว่าเป็นสาวกของซูซัน ”
ในคำกล่าวชี้แนะ ไม่ได้อธิบายถึงต้นกำเนิดและความ
เป็นมาของตราสาวกแต่อย่างใด บอกไว้แค่เพียงว่า อู่
อวี้ ต้องใช้ตราสาวกนี้แทงเข้าไปในร่างกาย เมื่อแทง
เข้าไปแล้วตราสาวกจะกระจายตัว ไปอยู่ในรูปแบบ
ของพลังงานอณู ผสานหลอมรวมเข้ากับทุกส่วนของ
ร่างกายอย่างสมบูรณ์ หลังจากทำการปลูกฝังตรา
สาวก ถึงจะกลายเป็นศิษย์ซูซันอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ได้ถึงวงเวทย์ทุกรูปแบบ ที่
อยู่ภายในนิกายเซียนซูซัน ซึ่งบางสถานที่ มีเพียง
สาวกซูซันที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้ หาก อู่ อวี้
เผลอเรอเข้าไปโดยที่ยังไม่ได้ทำการปลูกฝังตราสาวก
เขาจะถูกวงเวทย์ที่ถูกประทับเอาไว้โจมตีเข้ามาโดย
ปริยาย เมื่อกลับมาจากด้านนอกนิกาย มีเพียงศิษย์ที่
ปลูกฝังตราสาวกแล้วเท่านั้นถึงจะกลับเข้ามาได้ ถ้า
หากยังไม่ได้ทำการปลูกฝัง หรือไม่ใช่ผู้อยู่ในมหา
วงจรสี่วิถีกระบี่ จะไม่สามารถกลับเข้ามาในนิกาย
เซียนได้อีก
“หลังจากปลูกฝังตราสาวกแล้ว มีเพียงศิษย์อาวุโสใน
นิกายเซียนเท่านั้นที่สามารถทำลายมันได้ ส่วนตัวผู้
ปลูกฝัง หรือ บุคคลภายนอกไม่มีทางทำลายมันได้
ไม่ต้องกล่าวถึงการดึงออกจากร่าง เมื่อทำการ
ปลูกฝังตราสาวก นิกายเซียนจะสามารถรับรู้ได้ถึง
ความเป็นความตายของสาวก อาจกล่าวได้ว่า ตรา
สาวกก็เปรียบเสมือนกับศาสตราเต๋าชิ้นเล็ก ๆ ชิ้น
หนึ่ง อย่างน้อยบุคคลภายนอกก็ไม่สามารถแตะต้อง
มันได้ ถือเป็นอัตลักษณ์ประจำตนของสาวกซูซัน
อย่างแท้จริง”
“หากไม่ถูกอาจารย์ขับไล่ออกจากนิกาย ก็มีเพียงผู้
อาวุโสเท่านั้นที่สามารถทำลายตราสาวกนี้ได้”
อู่ อวี้ ควงกระบี่สั้นสัมฤทธิ์ในมือของเขา เขารู้ดีว่า
หากแทง สิ่งนี้เข้าไปในร่างแล้วละก็ ชีวิตนี้เขาจะ
กลายเป็นศิษย์ของนิกายเซียนซูซันตลอดไป
เว้นเสียแต่ว่าจะมีปรมาจารย์ขับไล่เขาออกไปด้วย
ตนเอง
เช่นดั่งคำที่เขียนบอกไว้บนแผ่นกระดาษว่า ‘เมื่อนำ
ตราสาวกเข้าสู่ร่างกาย ตลอดชั่วชีวิตนี้คือคนของซู
ซัน’
เนื่องด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงรู้สึกสับสนแลไม่ยิมยอมอยู่
เล็กน้อย
“ข้าเป็นคนตัดสินใจมาที่นี่ ฉะนั้นข้าจะไม่มานั่งเสียใจ
หากข้าไม่มี จาง ฝูถู หรือ ตราสาวก ข้าก็เป็นแค่คน
จากภายนอกเท่านั้น”
นิกายเซียนซูซัน มีวงเวทย์มากมายซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งแต่
ละวงมีความสำคัญแตกต่างกันไป
เขาขยับกระบี่สั้นสัมฤทธิ์ นัยน์ตาส่องประกาย
จากนั้นก็แทงมันเข้าไปในหน้าอก เขารู้สึกราวกับว่า
ถูกหนามเล็ก ๆ แทงเข้าไป อย่างไรก็ตามตราสาวกก็
ยังไม่ได้แทงทะลุเข้าไปถึงด้านใน
“สมแล้วที่เป็นถึงตราสัญลักษณ์สาวกของ นิกาย
เซียนซูซัน กายาเพชรอมตะของข้า ที่แม้แต่ศาสตรา
เต๋าเชื่อมจิตยังไม่อาจทำอะไรได้ ตราสาวกนี้ช่างคม
มากเสียจริง ”
หลังจากจ้วงแทงเข้าไป อู่ อวี้ ก็เห็นว่า กระบี่ทอง
สัมฤทธิ์ ซึ่งปักคาอยู่ค่อย ๆ ปรากฏลวดลายเชื่อมต่อ
ขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากตราสัญลักษณ์เข้าสู่ร่างกาย ก็
ปรากฏเป็นลำแสงสายสีเขียว ไหลผ่านไปตามเส้น
โลหิตทั่วทั้งร่างกายของเขา หลอมรวมผสานเข้ากับ
อู่ อวี้ อย่างสมบูรณ์ ชั่วชีวิตนี้ นอกจากการถูก
เนรเทศขับไล่ออกจากนิกายเซียนซูซัน บัดนี้ตัวของ
เขากับซูซัน จะไม่สามารถแยกจากกันอีก
“เมื่อตราสาวกผสานหลอมรวมกับร่างกายของ
ข้า หมายความว่านับจากนี้ไป ถือเป็นการเริ่มต้น
ใหม่อย่างแท้จริง…”
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นจาง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น
ภายในจิตใจของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มควานหาสิ่งอื่น
ๆ ภายใน ‘ของกำนัลต้อนรับเข้านิกาย’
ในส่วนของสมุนไพรโอสถ มีเม็ดยาสร้างแกนนภาอยู่
5 เม็ด โอสถแก้พิษ 2 เม็ด โอสถลายเมฆา 2 เม็ด
โอสถแก้พิษ กล่าวกันว่าสามารถช่วยขจัดพิษรุนแรง
จากเวทย์ของปีศาจได้ ส่วนโอสถลายเมฆา เป็นโอสถ
ที่ถูกกลั่นมาจาก ‘ผลลายเมฆา’ ซึ่งเป็นวิญญาณ
เซียน ซึ่งมีลายเส้นวิญญาณอยู่ด้วย ผลลายเมฆา นี้มี
คุณสมบัติในการฟืนฟูรักษาร่างกาย ซึ่งโอสถ
สมุนไพรเหล่านี้ย่อมส่งผลดีกว่าหลังจากที่ถูกกลั่น
กลายมาเป็นเม็ดยาเช่นนี้
อีกด้านหนึ่งก็เป็นส่วนของเครื่องราง มียันต์ขับไล่วิ
ญาณ ยันต์ม่านหมอกอยู่ อีกทั้งยังมียันต์หมื่นกระบี่
ยันต์ขับไล่วิญญาณมีความสามารถในการขับไล่ปีศาจ
ยันต์ม่านหมอกสามารถสร้างม่านหมอกขนาดใหญ่
ปกคลุมร่างกาย ทำให้ง่ายต่อการหลบหนี ยันต์หมื่น
กระบี่มีความแข็งแกร่งในการโจมตีมากที่สุด
สามารถปลดปล่อยปราณกระบี่นับหมื่น ฟาดฟันศัตรู
ก่อให้เกิดเป็นอำนาจทำลายล้างมหาศาล ถึงแม้จะ
ด้อยกว่ายันต์อัสนีล่าวิญญาณ แต่ก็จัดเป็นยันต์ที่มี
ความแข็งแกร่งมาก
ในส่วนของวิญญาณเซียน มีวิญญาณเซียน ซึ่งมี
ลายเส้นวิญญาณอยู่ทั้งหมด 3 ผล ปลดปล่อยพลังฟั้า
ดินออกมามากล้น ซึ่งมากพอที่จะทำให้ผู้คนเกิด
ความโลภได้ แต่ในเวลานี้ อู่ อวี้ ยังไม่สามารถหลอม
สร้างเม็ดยาอมตะได้ ดังนั้นจึงเก็บเอาไว้ก่อน
ส่วนสุดท้ายคือตำราเล่ม ถือเป็นสิ่งของสำคัญรอง
จากตราสาวก เพราะตำราเล่มนี้มีสิ่งที่ อู่ อวี้
ต้องการทราบบันทึกเอาไว้อยู่
อู่ อวี้ ลองนับมันดู มีทั้งหมด 4 เล่ม
ในหมู่ตำรา เล่มแรกก็คือ “กฎนิกายซูซัน”
เปรียบเสมือนดั่งกฎนิกายในวิถีกระบี่ ด้านในมีเขียน
ถึงกฎข้อบังคับซึ่งให้ศิษย์สาวกซูซันปฏิบัติตามอย่าง
เข้มงวด มีกฎระเบียบข้อบังคับอยู่หลายร้อยข้อ ซึ่งมี
ความซับซ้อนยิ่งกว่านิยายกระบี่สวรรค์ ถึงแม้ว่า อู่
อวี้ จะไม่อยากรู้อะไรมากนัก แต่เพื่อความอยู่รอดใน
นิกายเซียนซูซันแล้ว เขาต้องรู้ว่าสิ่งไหนถูกต้อง และ
สิ่งไหนเป็นข้อห้าม
ตำราเล่มที่สอง ” รวมประวัติศาสตร์ทวีปเทพ ” อู่ อวี้
ให้ความสนใจกับตำราเล่มนี้มาก เพราะตำราเล่มนี้
เปรียบเสมือนกับสารานุกรมของ ทวีปเทพตงเสิ้ง
อย่างแท้จริง เขาสามารถศึกษาเรียนรู้เพียงแค่พลิก
ผ่าน เขาพบว่าในตำราเล่มนี้มีการบันทึก เหล่าพรรค
นิกาย และ ผู้ฝึกตนเซียนส่วนใหญ่ในทวีปเทพตงเสิ้ง
พรรคนิกายระดับสูงสุดอย่าง นิกายเซียนซูซัน กับ
พรรคซ่างหยวน มีรายละเอียดยิบย่อยถูกอธิบายไว้
มากมาย ทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แทบ
ทั้งสิ้น ส่วนการล่มสลายของบรรดาเหล่าพรรคนิกาย
มีมากกว่า 1,000 รายการ นอกเหนือจากนั้น ยังมี
บันทึกของ ปีศาจอยู่เป็นจำนวนมาก เคล็ดวิชา
เต๋า วิญญาณเซียน อีกทั้งยังมีคำชี้แนะเกี่ยวกับโอสถ
สมุนไพร เป็นต้น อู่ อวี้ ยังค้นพบอีกว่า ตราบใดที่ตน
อ่านตำราเล่มนี้จนแตกฉาน เกรงว่าเขาย่อมมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับผืนปฐพีนี้จนดียิ่งกว่า หมิงซวง
เสียอีก
ตำราเล่มที่ 3 ก็คือ “บันทึกบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน”
ตำราเล่มนี้มีขนาดไม่หนามากนัก แต่ อู่ อวี้ เพียง
อ่านไปแค่เล็กน้อย กลับก็ทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนก
อย่างยิ่ง เนื่องจากบันทึกเล่มนี้ได้บอกรายละเอียดยิบ
ย่อยของทุกอาณาจักรและทุกขอบเขต ก่อนจะบรรลุ
กลายเป็นเซียนอมตะ หลังจากที่ได้อ่าน ทำให้เขาก็รู้
ว่า หลังจากขั้นสร้างแกนนภา ต่อไปก็คือ ตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ช่างเป็นหนทางที่ซับซ้อนและยาว
ไกลยิ่ง
ตำราเล่มที่ 4 ก็คือ ‘ บันทึกนำวิถีแห่งเต๋า ‘ ตำราเล่ม
นี้ถือได้ว่าสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นบันทึกของ
กลไก นิกายเซียนซูซัน เกี่ยวกับสถานที่ต้องห้าม
พื้นที่กำลังปรับแต่ง มีหลายแห่งความคล้ายคลึง
กับ ‘หุบเขาอัญมณี’ ‘เจดีย์ค้นหาเต๋า’ สถานที่
ประเมินเหล่าสาวกประจำปี สถานที่จัดอันดับของ
เราสาวก , สถานที่รับทรัพยากรฝึกตน อีกทั้งยัง
แนะนำวังกระบี่ทั้ง 99 วัง รวมถึงรายละเอียดยิบ
ย่อยอีกมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘
ความสำเร็จ ‘ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของเหล่า
สาวกของซูซัน ทุกคนต้องต้องอ่านตำราเล่มนี้จนจบ
สมบูรณ์ ถึงจะมีคุณสมบัติกลายเป็นศิษย์ของ นิกาย
เซียนซูซัน
อู่ อวี้ เข้าใจในที่สุดก็ว่าเพราะเหตุใด รองเจ้าวิหาร
ถึงไม่ให้เขากระทำสิ่งใดเลยเป็นเวลา 1 เดือน
นอกจากอ่าน และ ศึกษาทำความเข้าใจในคู่มือ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ