กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 20 :
ผลึกชีพจรทองค า และ ภาพจ าแลงหัวใจวานร
สภาพห้องขังบนผาส านึกตน เกือบจะเรียกได้ว่าแทบ
จะถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์ ภายในห้องขังมีเพียงแค่
ช่องระบายอากาศเล็กๆเอาไว้ ไม่ว่าผู้ถูกคุมขังจะดื่ม
จะกิน หรือ ขับถ่าย ล้วนต้องท าทุกอย่างอยู่ภายใน
ห้องแคบๆแห่งนี้เท่านั้น นอกจากห้องขังจะคับแคบ
แล้วมันยังมืดสนิทอีกด้วย ซึ่งความมืดของมันเรียกได้
ว่าไม่อาจแม้แต่เห็นนิ้วมือของตนเองได้เลย หากต้อง
ติดอยู่ในนี้นานแรมปี รับรองว่าบุคคลทั่วไปคงไม่
อาจจะทานทน แรงกดดันเหล่านี้ได้
การที่เฟิงซัวหยา มอบบทลงโทษนี้ให้แก่อู่ อวี้ อาจ
เป็นไปได้ว่าเขาต้องการทดสอบ ความเด็ดเดี่ยวแน่ว
แน่ในเส้นทางผู้ฝึกตนของอู่ อวี้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาท
ส าคัญในการปูรากฐาน เนื่องจากหนทางข้างหน้า
ของผู้ฝึกตน ล้วนเต็มไปด้วยภยันตราย และ
อุปสรรคขวากหนามมากมาย หากเขามีความ
พากเพียรมุมานะไม่มากพอ ก็คงเป็นเรื่องยากที่ภาย
ภาคหน้าเขาจะประสบความส าเร็จในเส้นทางนี้ได้
หลังจากอู่ อวี้ ผ่านการทดสอบคัดเลือกศิษย์ จนได้
เข้ามาเป็นศิษย์นอกของนิกาย ด้วยระยะเวลาอันสั้น
ของการเข้ามาเป็นศิษย์นี้ เขากลับได้สร้างวีรกรรม
อันลือลั่นขึ้นมา ด้วยการปลิดชีพศิษย์ร่วมส านักไปถึง
5 คน แม้เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต แต่ทั้งหมดใช้
เวลาแค่เพียงสั้นๆเท่านั้น มันกลับส่งผลกระทบแก่
เขาอย่างมหาศาล มันท าให้ความรู้สึกของเขา
เปลี่ยนแปลงไป ณ เวลานี้เขาได้ก้าวเข้าสู่เส้นทาง
แห่งผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงแล้ว มันช่างเป็นความรู้สึกที่
แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ระยะเวลา 1 ปีของการต้องโทษ มันไม่ได้ท าให้เขา
รู้สึกหวาดกลัว หรือ ท้อถอยแม้แต่น้อย เพราะ
ส าหรับเขาแล้วมันถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง นับจากนี้
เขาจะสามารถฝึกตนได้อย่างสงบสุข ไร้ซึ่งผู้คนมา
รบกวนจิตใจให้วอกแวกยามฝึกตน ซึ่งนับเป็นโอกาส
อันหาได้ยาก เมื่อทุกอย่างเป็นใจให้เขาถึงเพียงนี้ เขา
จะต้องทะลวงผ่านไปสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้น ให้จงได้!
” ตาม ‘กฏนิกายแห่งวิถีกระบี่’ โดยปกติแล้วการที่
ข้ากระท าเรื่องอุกอาจโดยการสังหารศิษย์ร่วมส านัก
ไปถึง 5 คนเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการละเมิดกฎนิกาย
อย่างร้ายแรง หากว่ากันตามเนื้อผ้า ป่านนี้ข้าคงถูก
สังหารให้ตกตายตามพวกมันไป ตั้งแต่ข้าอยู่บนยอด
เขาหมิงเทียนแล้ว เมื่อเรื่องราวทุกอย่างออกมาในรูป
นี้ ข้าก็มิควรลังเลสิ่งใดอีกต่อไป ความลังเลอาจท าให้
ข้าต้องละทิ้งเส้นทางแห่งการฝึกตนไป หากข้าท า
เช่นนั้นก็เท่ากับว่าข้าก าลังหันหลังให้กับวิถีแห่งการ
เข้าสู่การเป็นเซียน นี่สินะคือสิ่งที่ท่านเจ้านิกาย
ต้องการจะสั่งสอนข้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่จ าเป็นต้องพูด
ให้มากความอีกต่อไป ”
ภายในห้องขังที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด มี
เพียงเส้นแสงบางๆลอดเล็ดผ่านเข้ามาทางช่อง
ระบายอากาศเล็ก ๆ ในเวลานี้เขาปรารถนาจะศึกษา
ข้อมูลต่างๆ ภายในคัมภีร์ทั้ง 3 เล่ม ไม่ว่าจะเป็น
“กฎนิกาย” หรือ “บันทึกแห่งเทือกเขาคราม” ซึ่งใช้
เวลาท าความเข้าใจน่าจะซักครึ่งชั่วยามก็จะเสร็จสิ้น
ฉะนั้นแล้วเขาจึงไม่เร่งรีบฝึกปรือตอนนี้
” แผนภูมิดินแดนเทพตงเสิ้ง (ทวีปทวยเทพแห่งทิศ
บูรพา) ” มันมีเนื้อหา และ ถูกรวบรวมเป็นต ารากว่า
10 เล่ม ซึ่งรวมถึงกฎข้อห้ามของผู้ฝึกตนนิกายกระบี่
ภายในบันทึกมีข้อมูลจ านวนมากเกี่ยวกับสถานที่
ต่างๆของดินแดนเทพตงเสิ้ง ซึ่งประกอบด้วย 3,000
อาณาจักรสววรค์ ต าแหน่งของตระกูลหลักๆ ซึ่งเป็น
เหมือนกับประตูหน้าด่านขนาดใหญ่ เหล่าขุมอ านาจ
ตระกูลยิบย่อย ปีศาจ มารและเหล่าอสูรต่างๆ
สถานที่หวงห้ามของจิตวิญญาณเซียน สมบัติล้ าค่า
หายาก วิชาเต๋า สมุนไพรโอสถหหลากหลายชนิด
เครื่องราง ฯลฯ หลังจากอู่ อวี้ อ่านต าราเหล่านี้จน
จบสิ้น มันก็ท าให้เขาได้เปิดโลกกว้างมากขึ้น ราวกับ
ว่าเขานั้นได้เบิกเนตรขึ้นมา ซึ่งในวันนี้เขาได้ล่วงรู้
หลายสิ่งหลายอย่าง และล่วงรู้แล้วว่าบนโลกที่เขา
เป็นอยู่นั้นกว้างใหญ่เพียงใด
” ดินแดนกว้างใหญ่แห่งนี้เรียกว่า ดินแดนเทพตง
เสิ้ง ถูกล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทรไร้ขอบเขตสิ้นสุด
นอกจากจะถูกห้อมล้อมไปด้วยมหาสมุทรแล้ว
ดินแดนเทพตงเสิ้งยังมีเทือกเขาน้อยใหญ่ มีแม่น้ าล า
ธารที่งดงามตระการตาราวกลับดินแดนสวรรค์
หลายคนไม่สามารถย่างเหยียบเข้ามาในดินแดนแห่ง
นี้ได้ หลายคนต้องตกตายไป ซึ่งใน 3,000 อาณาจักร
นี้ หนึ่งในนั้นก็คืออาณาจักรบูรพาเย่วอู่ของเขา ที่ตั้ง
อยู่เหนือสุดของทางทิศบูรพา และอาณาจักรบูรพา
เย่วอู่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่แข็งแกร่งอยู่ แต่
หากต้องนับรวมจากอาณาจักรทั้ง 3,000 ระดับ
ความแข็งแกร่งของอาณาจักรบูรพาเยว่อู่อาจจะน้อย
กว่า 1 ใน 10 เสียด้วยซ้ า ซึ่งกล่าวได้ว่าต่ าเตี้ยเรี่ยดิน
เป็นอย่างมาก ”
” หากว่ากันตามเนื้อผ้า ประมาณพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วน
ของดินแดนเทพตงเสิ้ง เป็นพื้นที่ของ 3,000
อาณาจักรสวรรค์ ส่วนอีกสองส่วนนั้นถือเป็นสถานที่
อันตราย และถูกจัดเป็นสถานที่ต้องห้ามที่
บุคคลภายนอก หากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า ก็มิอาจ
ล่วงล้ าเข้าไปได้ และพื้นที่เหล่านี้ ก็มีปีศาจมากมาย
อาศัยอยู่ ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกมันก็ค่อนข้างจะ
มีระดับสูงมากทีเดียว หากผู้ใดเล็ดลอดเข้าไป คนผู้
นั้นก็ยากจะมีชีวิตรอดกลับออกมาได้ แถมพื้นที่สอง
ส่วนนั้นก็ยังมีซากอารยธรรมโบราณของเหล่าส านัก
และนิกายมากมาย ที่เกิดจากการสู้รบของเหล่า
ปีศาจและเหล่าเทพเซียนอีกด้วย จึงท าให้มีอันตราย
มากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้ที่เล็ดรอดเข้าไปได้ดั่ง
พลิกฝ่ามือ ดังนั้นหากกล่าวกันตามตรง ภายใน
ดินแดนเทพตงเสิ้งนั้น นิกายกระบี่สวรรค์ถือว่าได้รับ
ความนิยมมากพอตัว เป็นเพราะว่าทางนิกายได้มีการ
แลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับเหล่านิกาย ตระกูล และ
ส านักต่าง ๆ อีกมากมายจึงท าให้เกิดความสัมพันธ์
อันดีขึ้น ”
ทุกหนแห่งบนเทือกเขาคราม หากมนุษย์คนใดมี
วาสนามากพอ คนผู้นั้นจะสามารถปีนขึ้นมายัง
เทือกเขาครามได้ และจะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่
” ข้าจะต้องฝึกตน ให้มีความรุดหน้ามากยิ่งขึ้น!
เพราะนับจากนี้เป้าหมายของข้าถูกวางไว้บนเส้นทาง
ที่กว้างใหญ่ นั่นก็คือดินแดนเทพตงเสิ้ง! ถึงข้าไม่รู้ว่า
อารามของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินจะอยู่ ณ
สถานที่ใดภายในดินแดนแห่งเทพตงเสิ้ง หรือ แม้แต่
ข้อมูลที่จะชี้เบาะแสไปถึงอาราม นั้นจะอยู่แห่งหน
ใดบ้างก็เถอะ”
เพียงแค่บันทึกใน “แผนภูมิดินแดนเทพตงเสิ้ง ” ก็ท า
ให้อู่ อวี้นั้นรู้แจ้งเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ขึ้นมาอีกขั้น
” สิ่งส าคัญคือมองการไกล ไม่ปิดกั้นความก้าวหน้า
ของตนเอง เพื่อตัวข้าจะได้รุดหน้าขึ้น ข้าต้องสร้าง
พื้นฐานการฝึกตนของข้า ให้เป็นเหมือนดั่งผืนปฐพีที่
หนักแน่นมั่นคง ข้าพยายามทุ่มเทอย่างหนัก ครั้งเมื่อ
ข้าได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ ข้าได้
ฝึกปรือเคล็ดวิชากายาเพชรอมตะอย่าง มานะบาก
บั่น เพื่อให้ตนเองถึงขั้นที่ 5 แล้วข้าก็สามารถท า
ส าเร็จได้ในที่สุด จนบัดนี้ข้าก็ยังหมั่นฝึกฝนอย่าง
หนักต่อไป ”
การที่เขาสังหารซือตู๋ จิน และ ซือตู๋ คัง พี่ชายทั้งสอง
ของซือตู๋หมิงหลาง เด็กชายวัย 13 ซึ่งเปี่ยมล้นไป
ด้วยพรสวรรค์ ซึ่งเป็นสัจธรรมว่าผู้ใดกระท าชั่ว คนผู้
นั้นย่อมต้องถูกแก้แค้น ซึ่งความแค้นในครั้งนี้คงไม่
อาจอยู่ร่วมใต้ผืนฟ้า หรือ ผืนปฐพีเดียวกันได้ อีก 1
ปีข้างหน้า เมื่ออู่ อวี้พ้นโทษจากผาส านึกตน เมื่อนั้น
จะเป็นการชี้ชะตาในภายภาคหน้าของเขาว่าจะก้าว
ไกลสักเพียงใด และยังเป็นการชี้ชะตาว่าเขาจะอยู่
หรือ ตาย
” ซือตู๋ หมิงหลางนั้นเยาว์กว่าข้านัก หากข้าผู้ซึ่ง
อาวุโสกว่าต้องมาต่อสู้กับผู้เยาว์เยี่ยงนี้ เกรงว่าคงไม่
ต่างจากผู้ใหญ่รังแกเด็ก ”
แต่หากตนผู้ที่ถือว่าอาวุโสกว่าแล้วได้ต้อสู้จนพ่ายแพ้
แก่รุ่นเยาว์ไป เขาคงได้อับอายจนต้องแทบแทรก
แผ่นดินหนีเป็นแน่แท้ ที่ส าคัญยิ่ง…คงไม่ใช่ตัวเขา
เพียงผู้เดียวที่ได้รับความอับอายเท่านั้น แต่มันคงจะ
ลุกลามไปถึงท่านเจ้านิกายอย่างแน่นอน
มีเวลา 1 ปี ฉะนั้นเขาจ าต้องรีบเร่งฝึกปรือ ให้วิชา
รุดหน้าโดยไวที่สุด!
” การสละร่างขั้นที่ 6 ของเคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ
ก็คือ ‘ ผลึกชีพจรทองค าทั่วร่าง ‘ ขั้นตอนการฝึกฝน
ข้าจะต้องท าการเปิดจุดชีพจรของตัวเองทั้งหมดที่อยู่
ภายในร่าง จากนั้นก็ใช้ความร้อนเผาผลาญจุดชีพจร
จนจุดชีพจรทั่วร่างจนกลายเป็นผลึก และ เมื่อมัน
กลายเป็นผลึกแล้ว จุดชีพจรเหล่านั้นจะส่องแสง
ระยิบระยับ ราวกับดวงดาราสีทองที่สุกสว่างอยู่บน
ท้องนภา แต่ระดับความร้อนที่ต้องใช้ในการเผา
ผลาญ เป็นระดับความร้อนเทียบเท่ากับแสงของดวง
ตะวัน! ”
เคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ ยิ่งผู้ฝึกสามารถทะลวง
ผ่านระดับขั้นสูงมากขึ้นเท่าใด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งน่าทึ่ง
มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะพลองยักษ์ที่เห็นภายใน
นิมิตร มันตั้งตะหง่านสูงเสียดฟ้าไปจนถึงสวรรค์ ถ้าอู่
อวี้สามารถท าความเข้าใจมันได้อย่างแตกฉาน
เส้นทางแห่งเซียนอมตะของเขาในภายภาคหน้าคงไร้
ซึ่งขีดจ ากัดอย่างแท้จริง แต่ทว่าโลกแห่งเซียนนั้นเต็ม
ไปด้วยความโหดร้าย หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วย
ภยันตรายหากไม่ระมัดระวังให้มากพอ หรือ หาก
เพลี่ยงพล้ าไปแม้แต่น้อย ก็เท่ากับว่าชีวิตของตนนั้น
ตกตายไปกว่าครึ่งชีวิตแล้ว ซึ่งส าหรับผู้อื่นอาจคิดว่า
สิ่งที่เขาได้มานั้นช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
เคราะห์กรรมในครานั้น ท าให้เขาต้องสูญเสียบัลลังก์
สูญเสียชื่อเสียงเกียรติยศ หลังจากอู่ อวี้ สามารถเอา
ชีวิตรอดมาได้ จิตใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความ
หวาดกลัว หวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งส าคัญไป
บนเส้นทางของผู้ฝึกตน นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคขวาก
หนาม ผู้ฝึกตนจ าต้องอดทนแน่วแน่ แม้จะต้องอยู่ใน
ที่คุมขังคับแคบ และ มืดสนิท แต่อู่ อวี้ก็ยังพากเพียร
ฝึกตนอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อทะลวงผ่านขั้นตอน “ผลึก
ชีพจรทองค า ” ล าดับแรกต้องเริ่มจากการดูดซับพลัง
ฟ้าดินจากผืนโลก เพื่อส่งไปกระตุ้นจุดชีพจรทั้งหมด
ภายในร่าง จากนั้นจึงใช้พลังลมปราณเผาพลาญจุด
ชีพจรภายในร่างให้ครบทุกจุด โดยเริ่มจากปลายเท้า
แล้วค่อยๆเคลื่อนขึ้นมาตามล าดับ จนในที่สุดก็มา
บรรจบรวมกันจนทั่วทั้งร่าง แล้วใช้พลังแห่งการเผา
พลาญกระตุ้น เพื่อท าการเปิดจุดชีพจร เมื่อทะลวง
ผ่านไปได้ ก็เป็นอันว่าการทะลวงจุดชีพผลึกทองค า
นั้นประสบผลส าเร็จ ระดับของความร้อนที่ใช้ในการ
เผาผลาญจุดชีพจรจะเทียบเท่ากับแสงแดดของดวง
ตะวัน !
จุดชีพจรหลายร้อยจุด ซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกายของ
เขา จะต้องถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนซึ่งอยู่ภายใน
ร่าง มันจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ผู้ทะลวง
อย่างสุดแสนสาหัส ความร้อนของมันรุนแรงเสียยิ่ง
กว่าเปลวเพลิงธรรมดาทั่วไป หากผู้ฝึกตนคนใดไม่มี
ความอดทนและมุมานะมากเพียงพอ ก็ยากที่จะ
ทะลวงผ่านในขั้นตอนนี้ได้
ผู้คุมในผาส านึกตน มักจะได้ยินเสียงกรีดร้องด้วย
ความเจ็บปวดทรมานอย่างสุดแสนสาหัสในยามค่ า
คืนเสมอ เสียงกรีดร้องนั้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวด
ทรมานอย่างยากจะบรรยายได้ ซึ่งมันราวกับเป็น
เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายก าลังกู่ร้องค าราม มันได้
สร้างความสั่นสะท้านให้แก่ผู้ได้ยินอย่างยิ่งและเสียง
กรีดร้องเหล่านี้ก็เกิดจากการที่ อู่ อวี้ พยายาม
ทะลวงจุดชีพจรหลายร้อยจุดภายในร่างของตนเอง
ด้วยระดับความร้อนของแสงตะวัน
วันเวลาเคลื่อนผ่านวันแล้ววันเล่า ห้องคุมขังภายใน
ผาส านึกตน จะมีคบเพลิงถูกจุดเอาไว้อยู่เสมอ แสง
สว่างจากคบเพลิงเหล่านั้น จะเล็ดลอดผ่านช่อง
ระบายอากาศเข้าไปในห้องคุมขัง แม้แสงของพวก
มันจะเลือนรางมากก็ตาม แต่มันก็สว่างมากพอที่จะ
ท าให้ส่องเห็นร่างของอู่ อวี้ หากมองผ่านลอดช่อง
ระบายอากาศ จะเห็นได้ว่าบนเรือนร่างของเขา
ปรากฏจุดแสงส่องสว่างระยิบระยับ ราวกับดวงดารา
ที่สุกประกายเปล่งปลั่ง! จุดชีพจรที่ถูกทะลวงผ่านได้
นั้น ก าลังเพิ่มจ านวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไอความร้อนที่
แผ่ออกมาจากจุดชีพจรแต่ละจุด มันได้เผาผลาญ
หลอมละลายกรงเหล็กกล้าของห้องขัง จนเกือบจะ
พังทลาย
ผ่านไปได้ 130 วันแล้ว ด้วยเวลาอันสั้นนี้หากเป็นผู้
ฝึกตนคนอื่นคงยากที่จะทะลวงจุดชีพจรทั้งหมดได้
แต่ส าหรับอู่ อวี้แล้วเขากลับสามารถทะลวงจุดชีพจร
ด้วยเวลาอันน้อยนิดได้เป็นผลส าเร็จ และ สามารถ
ก้าวเข้าสู่การสละร่างขั้นที่ 6 ‘ทะลวงจุดชีพจร’ ได้
ในที่สุด และในครั้งนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกส าหรับ
เขาที่ก้าวเข้ามาในขั้นนี้ ณ ตอนนี้บนร่างกายของเขา
ถูกปกคลุมไปด้วยจุดชีพจรหลายร้อยจุด มันดูราวกับ
ว่าเป็นแสงสว่างจากดวงตะวัน ซึ่งก าลังส่องสว่าง
ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ในแต่ละจุดถูก
อัดแน่นด้วยมวลพลังงานมหาศาล ซึ่งถูกบีบอัดจน
เหลือขนาดเล็ก แสงสว่างที่แผ่ออกมาจากจุดชีพจร
นั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง เหล็กภายในห้องขังที่
ถูกเผาไหม้จากความร้อนก่อนหน้านี้ ได้กลายเป็นสี
แดงฉานไปในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของเขา
บัดนี้มันก าลังสาดประกายแสงสีทองเจิดจ้าออกมา
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเพียงแค่เขากระพริบตา ก็
สามารถพลังทลายเหล็กกั้นตรงหน้านี้ได้
สัญลักษณ์ 卍 สวัสติกะบนแผ่นหลังของเขา
ในตอนนี้ก าลังเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง ภายใน
นิมิตรอู่ อวี้รู้สึกราวกับว่า ตนเองเป็นวานรที่ก าลัง
เคลื่อนไหว ด้วยความเร็วราวกับสายลม แค่เพียง
เสียงค ารามก็สามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสรวง
สวรรค์!
* ตูม! *
เพียงหนึ่งก าปั้น ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้อง
ขัง
” ขั้นต่อไปของกายาเพชรอมตะ มันท าให้จิตใจของ
ข้าช่างตื่นเต้นยิ่งนัก ช่วงเวลาที่ข้าก าลังตกอยู่ใน
ภวังค์ ข้ารู้สึกเสมือนตนเองกลายเป็นวานรไปจริง ๆ
เป็นวานรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้แค่เพียง
สายตาของมันก็สามารถท าลายทุกสรรพสิ่งลงได้ ”
” ในเวลานี้ระดับพลังของข้า เหนือกว่าสละร่างขั้นที่
6 ซึ่งการสละร่างขั้นที่ 6 ในรูปแบบสามัญ จะมีพลัง
วัตรเทียบเท่าได้กับอาชาศึก 100 ตัวเท่านั้น แต่ใน
ส าหรับกายาเพชรอมตะ การสละร่างขั้น 6 พลังวัตร
ของข้าเทียบเท่าได้กับอาชาศึก 800 ตัว ซึ่งแม้แต่
สละร่างขั้นที่ 8 ในรูปแบบสามัญ ระดับพลังวัตรยัง
เทียบเท่ากับอาชาศึก 500 ตัวเท่านั้น ”
” บัดนี้ระดับพลังของข้า ต่อให้ต้องต่อสู้กับผู้สละร่าง
ในขั้น 7 หรือขั้น 8 ข้าก็ไม่ต้องหวั่นเกรงพวกมันอีก
ต่อไป เพราะเวลานี้พวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ”
หากเปรียบเทียบระดับพลังกับวัยของเขา ณ ปัจจุบัน
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีกับระดับพลังของตนเอง
ที่มี อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กหนุ่มร าลึกถึง ผู้เยาว์
อัจฉริยะอย่างซือตู๋ หมิงหลาง วัยเพียง 13 และ ฮ่า
วเทียน ซ่างเซียน มันก็ท าให้จิตใจของเด็กหนุ่มสงบ
ลงได้ในทันที นั่นก็เพราะว่าเขาหนักว่าตนเองยัง
ห่างไกลจากคนทั้งสองอยู่มาก
” เคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ สละร่างขั้นที่ 7 มีชื่อว่า
ภาพจ าแลงหัวใจวานร ”
” สละร่างขั้นที่ 7 ของกายาเพชรอมตะก็คือ ภาพ
จ าแลงหัวใจวานร คือการหลอมรวมจิตวิญญาณให้
เป็นหนึ่ง หากส าเร็จจิตใจของข้าจะมั่นคงดุจหินผา
ร่างกายของข้าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะแข็งแกร่งมากขึ้น
อีกทั้งมันจะเป็นกุญแจดอกส าคัญในการเข้าสู่ขั้น ”
หลอมรวมลมปราณ ” ในภายภาคหน้าอีกด้วย
แม้ว่าเขาเพิ่งประสบความส าเร็จไปอีกขั้น แต่ดู
เหมือนอู่อวี้ยังคงไม่พอใจ เด็กหนุ่มยังมุมานะที่จะ
ฝึกซ้อมต่อ โดยไม่หยุดพัก
” ภาพจ าแลงหัวใจวานร ให้ข้านึกถึงภาพวานร
เช่นนั้นหรือ? ”
เมื่อฝึกมาถึงขั้นนี้ก็ท าให้อู่ อวี้ตระหนักว่า สละร่าง
ขั้นที่ 7 ของกายาเพชรอมตะคือ ภาพจ าแลงหัวใจ
วานร ซึ่งมีค าอธิบายเอาไว้ มันท าให้เขาฉุกคิดได้ว่า
เคล็ดวิชานี้มีความเกี่ยวข้องกับวานรจริงๆ เด็กหนุ่ม
ก้มลงมองบริเวณหัวใจของตนเอง พอนึกถึงสิ่ง
ค าอธิบายเหล่านั้น มันก็ท าให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะ
จินตนาการรูปร่างหน้าตาของตนเอง หากต้องกลาย
ร่างเป็นวานรขึ้นมาไปจริง ๆ
” หากข้าสามารถ ฝึกวิชากายาเพชรอมตะจนบรรลุ
ทุกขั้น! ข้าจะสามารถทะลวงผ่าต าหนักสวรรค์ ได้ถึง
8,000 ชั้น ทะลวงผ่าขุมนรกได้นับ 10,000 ชั้น !
เมื่อนั้นข้าจะมีกะโหลกทองแดง กระดูกเป็นเหล็ก
ร่างกายของข้าจะเป็นอมตะ แม้แต่ศาสตราสวรรค์ก็
มิอาจสร้างรอยบาดแผลให้แก่ร่างกายของข้า ข้าจะ
เป็นอมตะ ไม่มีผู้ใดจะก าจัดข้าได้ ต่อให้เป็นสววรค์
หรือ ปฐพี! ”
” ข้าคือจักรพรรดิสวรรค์ ผู้มีนามว่าราชาวานร ข้าคือ
เทพสงครามผู้ไร้พ่ายก าชัยเหนือพระพุทธองค์! ข้าคือ
ผู้ก าหนดชะตาชีวิตของตนเอง ข้าจะส่งต่อมรดกของ
ข้า ข้าจะฝ่าฝืนชะตาสวรรค์ ข้าจะท าลายสวรรค์ ล้าง
ปฐพี ! ”
เด็กหนุ่มคาดไม่ถึงว่า ประโยคทั้งสองจะเต็มไปด้วย
ความยโสโอหังได้มากถึงเพียงนี้ จากที่ปรากฏยิ่งท า
ให้อู่อวี้กระหายใคร่รู้มากกว่าเก่า เขาปรารถนาจะให้
ตนเองทะลวงผ่าน และ บรรลุเข้าสู่ระดับสูงสุดของ
เคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ เขาปรารถนาที่จะรุ่งโรจน์
บนเส้นทางวิถีแห่งเซียนอมตะ เขาปรารถนาที่เป็น
ศูนย์กลางระหว่างสวรรค์ และ ปฐพี ทุกอย่างที่
เกิดขึ้นมันท าให้ร่างกาย และ จิตวิญญาณของเขา
เกิดความสั่นสะท้าน ในขณะเดียวกันภาพจ าแลง
หัวใจวานรก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง
” ราชาวานรผู้ไร้พ่าย บนศีรษะสวมใส่มงกุฎปีก
หงส์ทอง มงกุฎนั้นมีสีทอง และ ถูกประดับประดา
ด้วยขนหงส์จินตภาพ ราวกับว่ามันก าลังแผ่สยายปีก
เสมือนหงส์โบยบิน สวมใส่อาภรณ์ด้วยเกราะสีทอง
อร่าม สวมใส่รองเท้ารากบัวเหยียบย่ าลงบนก้อนเมฆ
ที่เนียนนุ่มราวกับผ้าไหม ส่วนมือข้างหนึ่งถือพลอง
วิเศษสีทอง! ราชาวานรมีนิสัยเลือดร้อนหุนหัน เขา
คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่สยบฟ้าพิชิตดิน ทุกสรรพสิ่ง
ต้องสยบ แม้แต่เทพเซียนต้องศิโรราบ หรือ พระ
พุทธองค์ยังต้องสยบให้แก่เขา! เป็นผู้ซึ่งมีเสียงร่ าไห้
ราวกับภูตผี มีเสียงร้องค ารามราวกับหมาป่า ”
เด็กหนุ่มจินตนาการภาพตามข้อมูลที่ได้รับ ทั้ง
ข้อความก่อนหน้า และ ข้อความหลัง เขาปลดปล่อย
จิตใจของตนเองให้ล่องลอยไปตามข้อความ และ
ทันใดนั้นเอง ‘ภาพจ าแลงหัวใจวานร ‘ ก็ปรากฏขึ้น
อย่างชัดเจน! เขาคือราชาของเหล่าวานร ร่างกาย
ของเขาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงโหมกระหน่ า มีมงกุฎ
สีทองตั้งตระหง่านอยู่บนศีรษะ ,สวมใส่ชุดเกราะสี
ทองปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง เกราะสีทองนั้นส่องแสง
อะร้าอร่ามไปทั่ว, เขาสวมใส่รองเท้าสีด าราวกับน้ า
หมึก และ พลองทองค า ! ดวงตาทั้งสองส่องประกาย
แสงสีทองสุกสกาว เสมือนว่าทุกสรรพสิ่งบนพื้นปฐพี
ไม่ว่าจะเป็นอสูรปีศาจมาร ไม่ว่าหน้าไหน ก็มิอาจ
เล็ดลอดสายตาสีทองคู่นี้ไปได้! ผ้าคลุมสีโลหิตที่ถูก
สวมใส่อยู่ด้านหลัง มันมีความยาวถึง 3 หมื่นลี้ ยาม
เมื่อมันต้องโบกสะพัดเพราะสายลม มันดูราวกับว่า
เป็นดั่งคลื่นทะเลโลหิตที่ก าลังเคลื่อนตัวอยู่อากาศ!
“ภาพจ าแลงหัวใจวานร!”
จิตใจของอู่ อวี้ สั่นสะท้าน เขาปลดปล่อยให้จิต
วิญญาณของตนเอง หลอมรวมเข้ากับภาพจ าแลง
หัวใจวานรอย่างสมบูรณ์ เขาจ าได้ว่าในคราแรกที่
ร าลึกถึงเรื่องนี้ เขาเจ็บปวดทรมานราวกับว่าศีรษะ
แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เห็นได้ชัดว่าจิต
วิญญาณของเขาในครานั้นยังไม่อาจทานทนได้ เขา
จ าต้องพิจารณาซ้ าแล้วซ้ าเล่า เขาจ าต้องหนักแน่น
เฉียบคม เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การพิจารณา!
* ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! *
ศีรษะของเขาเกิดเสียงระเบิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า มัน
ระเบิดอีกครั้ง อีกครั้ง และ อีกครั้ง
” ข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วตัวข้าก็สามารถฟื้น
ชีพกลับคืนมาได้ด้วยบุญพาวาสนาส่งนี้ หากข้าไม่
สามารถยืนหยัดอดทนต่อไปได้ โชควาสนาที่สวรรค์
หยิบยื่นให้คงต้องเสียเปล่าอย่างแน่แท้! ”
* อ๊ากกกก!!! *
เขาถูกล่อลวงจากคนใจโฉดชั่ว คนโฉดชั่วเหล่านั้น
ต้องการก าจัดเขา เพื่อยกบุตรชายให้ได้ลาภยศ
สรรเสริญ แม้บุตรชายของมันจะไร้ซึ่งแก่นสาร
เพียงใดก็ตาม เมื่ออู่ อวี้ หวนนึกถึงเรื่องนี้ เขารู้สึกว่า
หนี้เลือดในครั้งนี้ต้องถูกลบล้างด้วยทะเลเลือด
เช่นกัน ถ้าเขาไม่อาจสังหารคนชั่วเหล่านี้ได้ เขาคง
ต้องเสียใจไปชั่วชีวิต
ผู้อาวุโสซึ่งถูกคุมขังก่อนหน้า ต่างได้ยินเสียงกรีดร้อง
ด้วยความเจ็บปวดของอู่ อวี้ ซึ่งเกิดจากการหมั่น
เพียรฝึกตน
” มันมีนามว่าอู่ อวี้ใช่หรือไม่ ? มันเสียสติไปแล้วหรือ
ไร ไยมันต้องมุมานะฝึกฝนถึงเพียงนี้ แล้วไอ้เสียงกรีด
ร้องที่ราวกับภูตผีปีศาจก าลังร่ าไห้มันคืออะไรกัน ? ”
” การมุมานะหมั่นฝึกฝนนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็เห็น
กันชัดๆอยู่แล้วว่าผู้ใดจะแพ้ผู้ใดจะชนะ ในเมื่อเวลานี้
ซือตู๋ หมิงหลางก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
เกรงว่าเจ้าคงยังไม่รู้เรื่องนั้น อา∼∼ หากวันหนึ่ง
เจ้าล่วงรู้เรื่องนี้เข้า ข้าเกรงว่าเจ้าคงต้องหวาดกลัว
อยู่ในกองอาจมของตนเองอย่างแน่แท้ ”
200 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เขาบรรลุภาพจ าแลงหัวใจวานร การสละ
ร่างขั้นที่ 7 ได้อย่างสมบูรณ์ ณ ตอนนี้ทั่วร่างกายของ
เขาจะเกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งเส้นขน แต่หัวใจกลับรู้สึก
เกลี้ยงเกลายิ่งกว่า จิตใจของเขาผ่องใสราวกับ
ทะเลสาบไร้คลื่น มันให้ความรู้สึกเงียบสงบจนยาก
จะบรรยาย เคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ เป็นวิชาที่
ฝึกฝนได้ยากยิ่ง ผู้ฝึกต้องพบเจอกับความยากล าบาก
อย่างสุดแสนสาหัส อู่ อวี้ ต้องมุมานะอย่างหนัก เขา
ใช้เวลาเกือบ 200 วัน เพื่อหลอมรวมจิตวิญญาณให้
ผสานเข้ากัน เพื่อจะได้บรรลุภาพจ าแลงวานรในขั้น
สมบูรณ์ แล้วในที่สุดเขาก็สามารถต้านทานความ
เจ็บปวด ในขั้นตอนการหลอมรวมจิตวิญญาณได้
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับจิต
วิญญาณของเขา แม้ว่าอู่ อวี้ ไม่อาจมองเห็น หรือ
สัมผัสมันได้ แต่ในเวลานี้จิตวิญญาณของอู่ อวี้ และ
จิตวิญญาณของราชาวานรได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน
แล้ว
” ข้าก็ฝึกส าเร็จ ข้าบรรลุการสละร่างขั้นที่ 7 แล้ว”
” เหล่าสาวกของนิกายกระบี่สวรรค์ ก็มีวิชาลับ
เช่นเดียวกัน เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า ‘ จิตเทวะคว้าดารา
’ เคล็ดวิชานี้ก็คือการหลอมรวมจิตวิญญาณ ด้วยการ
เพ่งสมาธิ และ ก าหนดลมหายใจหากฝึกส าเร็จ ผู้ฝึก
จะมีพลังวัตรเทียบเท่ากับอาชาศึก 500 ตัว ซึ่งหาก
เอาเปรียบเทียบกับภาพจ าแลงหัวใจวานรแล้ว
หลังจากบรรลุขั้นตอนการหลอมรวมจิตวิญญาณ จะ
มีพลังวัตรสูงถึง 1,500 อาชาศึก! ”
” ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการสละร่างขั้นที่ 7 ใน
รูปแบบธรรมดา มันจะท าให้มีพลังวัต 1,000 อาชา
ศึก หากอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 10 จะมีพลังวัตร
2,000 อาชาศึก หรือ จะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ระดับพลังของข้ากับซือตู๋ หมิงหลาง ถือได้ว่าอยู่ห่าง
กันไม่มากแล้ว ”
” ชีวิตข้ายังไม่ไร้ซึ่งหนทางอย่างแท้จริง ข้าอู่ อวี้
ต้องการเวลาอีก 10 วัน เพื่อเพิ่มพลังวัตรของตนเอง
ให้ถึง 2,000 อาชาศึก แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่เคย
คาดคิดมาก่อน ว่าจะมาไกลถึงเพียงนี้ โดยใช้เวลา
ฝึกฝนเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น! ”
1 ปีผ่านไป สิ้นสุดการคุมขัง
ในวันนั้นเอง ประตูห้องของก็ถูกเปิดออก จาก
ระยะเวลาที่เขาต้องถูกจองจ านาน 1 ปี นี่เป็นครั้ง
แรกที่ร่างกายของเขาได้อาบไล้แสงแดด มันท าให้เขา
รู้สึกราวกับว่าโลกที่เห็นอยู่ในตอนนี้เปลี่ยนไปบ้าง
เล็กน้อย
…………………………………..
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ