กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 201 : นครจักรพรรดิเพลิง
“วิถีการฝึกตน จะต้องมีสายตาที่กว้างไกล แต่จะต้อง
ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง ในทุกๆก้าวจะต้องเดินอย่าง
ระมัดระวัง ถึงจะก้าวเดินไปบนเส้นทองของมหาวิถี
เต๋าเชื่อมสวรรค์!”
อู่ อวี้ ใช้คำกล่าวเหล่านี้มาคอยย้ำเตือนตนเอง
หลังจากอ่านตำราทั้งสองเล่มจบ ขอบเขตจิต
วิญญาณของเขา ก็มีความก้าวหน้าไม่น้อย ไม่ต้อง
สงสัยเลย เป็นเพราะว่าตำราเหล่านี้ได้เป็นประโยชน์
อย่างมากสำหรับเขา
นี่สิถึงจะนับได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่า
ไม่แปลกเลยว่ามันถึงถูกเรียกว่าของกำนัลต้อนรับเข้า
นิกาย
สำหรับ อู่ อวี้ ที่มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนทุรกันดาร
อันไกลโพ้นแล้วนั้น ข้อมูลความรู้ ประสบการณ์
ประวัติศาสตร์ เหล่านี้นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เขา
ต้องการจริงๆ
อู่ อวี้ นั้นกำลังกระหายอยากได้ความรู้เพิ่มเติม ยัง
เหลือ ตำรา บันทึกนำวิถีแห่งเต๋า และ ตำรา รวม
ประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน ที่มีความหนาเป็นอย่าง
มาก ดังนั้น เขาจึงเลือกอ่าน ตำราบันทึกนำวิถีแห่ง
เต๋าก่อน
ภายใน ตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋า นั้นได้กล่าวถึงการ
ก่อตั้งนิกายเซียนซูซันทั้งหมด แนะนำทุกๆพื้นที่
ทุกๆเหตุการณ์เป็นพิเศษ แท้จริงแล้วเป็นการเล่าถึง
แนวทางการปฏิบัติของเหล่าสาวก หลังจากที่อ่าน
ตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋า แล้ว ทำให้ อู่ อวี้ ได้
ตระหนักว่านิกายเซียนซูซันแห่งนี้นั้นมีความซับซ้อน
เป็นอย่างมาก สำหรับเขาแล้วการที่ได้ทำความเข้าใจ
และได้รู้ถึงเขตหวงห้ามต่างๆที่ห้ามย่างกรายเข้าไป ก็
ทำให้เขารู้สึกเวียนหัวแล้ว
นอกจากนี้ก็ได้อธิบายถึงรายละเอียดต่างๆของ วิชา
เต๋า วิญญาณเซียน วิธีการลงอักขระเวทย์มนต์และ
ค่ายกล และสถานที่ต่างๆ
ที่แห่งนี้มีสถานที่ให้บ่มเพาะวิถีแห่งกระบี่ที่สอดคล้อง
กันในแต่ละระดับ
ในตำรามีหลายสิบรายชื่อที่เป็นบุคคลสำคัญ ในแต่
ละรายชื่อเปรียบดั่งกับเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศ
และชื่อเสียง ถึงตอนนี้ อู่ อวี้ จะยังไม่รู้จักผู้ใด แต่
จากรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ พวกเขาจะต้องเป็น
ตัวตนที่เปรียบได้กับดาวที่แสนสุกสกาวบนท้องฟั้า
อย่างนี้แน่นอน
อู่ อวี้ ใช้เวลาไปสิบวันเพื่อสรุปใจความสำคัญที่อยู่
ภายใน ตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋า ที่ส่งเสริม ตำรากฎ
นิกายซูซัน ตอนนี้เขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้
เกี่ยวกับวงจรการฝึกตนในวิถีกระบี่ตั้งแต่สมัยโบราณ
มาจนถึงทุกวันนี้
จาง ฝูถู เคยกล่าวว่า ตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋า ได้
ทำการบันทึกทุกสิ่งเอาไว้ในนี้แล้ว
นอกเหนือจากเขตแดนกระบี่สามัญอันกว้างใหญ่
สาวกแกนกระบี่สามัญนับล้านคน ยังมี สาวกมหา
วงจรสี่วิถีกระบี่ของเทือกเขาชิงเทียน และที่เหนือขึ้น
ไปอีกก็มีตัวตนที่สามารถอยู่ในเขตแดนเซียนซูซัน
ได้ พวกเขาถูกเรียกขานว่า ‘จอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์’ พวกเขาเหล่านั้นถือได้ว่าไม่ใช่สาวกอีก
ต่อไปแล้ว
จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แต่ละคนของนิกาย
เซียนซูซัน ทั่วทั้งดินแดนเทพตงเสินแล้ว นับได้ว่า
เป็นตัวตนที่สั่นคลอนฟั้าดินได้
อู่ อวี้ นั้นเข้าใจว่า จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของ
นิกายเซียนซูซันนั้น ก็คงจะคล้ายคลึงกับเหล่าผู้
อาวุโสที่ก่อตั้งนิกายกระบี่สวรรค์
อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าผู้อาวุโสของนิกายกระบี่
สวรรค์ จะต้องมีฝีมือห่างไกลกับสาวกแกนสามัญ
ของที่แห่งนี้ ยิ่งไม่สามารถจะนำไปเทียบกับตัวตนอัน
ยิ่งใหญ่ของดินแดนเทพตงเสินอย่างจอมกระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้เลย
“ก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่าบนเทือกเขาชิงเทียนนั้น จะมีจอม
กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่กี่คนกันแน่”
ทุกครั้งที่ อู่ อวี้ เปิดประตูออกมาแล้วมองไปยัง
ทิศทางของเทือกเขาชิงเทียน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิด
ความรู้สึกกระหายอยากจะไต่ปีนขึ้นไปบนนั้น และ
บางคราก็รู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำต้อยด้วยเช่นกัน
ประตูห้องของเขาที่เป็นไม้ ตั้งหันหน้าตรงไปยังทิศ
ของเทือกเขาชิงเทียนพอดี
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดึงดูดเขาในตอนนี้ ก็คือกลุ่มคน
กลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้านนอก
พวกเขาถูกเรียกว่า : เจ็ดเซียนแห่งซูซัน
อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าจะเคยได้ยินสี่คำนี้มา จาง ฝูถู แล้ว
จาง ฝูถู กล่าวเอาไว้ว่า เจ็ดเซียนแห่งซูซัน เป็นตัวตน
สูงสุดที่คอยปกครองทั่วทั้งนิกายเซียนซูซันนี้
ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะสามารถก้าวเข้าไป
เป็นเซียนอมตะที่แท้จริงหรือยัง…..
ทั้งสี่คำนี้ได้ทำให้ อู่ อวี้ เกิดความปรารถนาอันแรง
กล้า เขาไม่รู้ว่าจะมีสักวันหรือไม่ที่จะทำให้นามของ
ตัวเองกระฉ่อนจนทำให้เหล่า เจ็ดเซียนแห่งซูซัน ได้
รู้จักถึงนามของเขา
ภายในตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋ามีการแนะนำ
รายละเอียดมากมาย และยังมีข้อกำหนัดอยู่ข้อหนึ่ง
ที่เรียกว่า ‘ค่าความสำเร็จ’ นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ
สำหรับเหล่าสาวกนิกายเซียนซูซัน
อู่ อวี้ นั้นพอรู้รายละเอียดเหล่านี้มาบ้างนิดหน่อย
และพบว่ามีรายละเอียดบางอย่างอยู่
สาวกแต่ละคนของนิกายเซียนซูซันนั้นจะมีค่า
ความสำเร็จอยู่ติดตัว เช่นตอนนี้ อู่ อวี้ มีค่า
ความสำเร็จเท่ากับศูนย์
ถ้าหากมีค่าความสำเร็จอยู่หนึ่งคะแนน จะทำให้
ได้รับหัวใจกระบี่หนึ่งชิ้นจากนิกายเซียน ถ้าหากมี
หัวใจกระบี่หลายชิ้น ก็เท่ากับว่ามีค่าความสำเร็จ
หลายคะแนนด้วยเช่นกัน
หัวใจกระบี่ นั้นมีรูปร่างเป็นเหมือนกับแผ่นปั้าย คน
ภายนอกและคนธรรมดาไม่สามารถจะคัดลอกมันได้
ในวันปกติแล้ว สาวกจะสามารถเพิ่มและได้รับ ค่า
ความสำเร็จหรือหัวใจกระบี่ได้ ด้วยวิธีต่างๆนาๆ
หลายประเภท
วิธีแรก ล่าสังหารปีศาจ ผู้ฝึกตนนอกรีต ซากศพของ
ปีศาจและผู้ฝึกตนนอกรีตสามารถนำมาแลกเปลี่ยน
เป็นค่าความสำเร็จเพื่อรับหัวใจกระบี่ได้
วิธีที่สอง ทำภารกิจระดับต่างๆที่ถูกกำหนดโดย
นิกายให้สำเร็จ จำนวนของค่าความสำเร็จก็จะขึ้นอยู่
กับระดับความยากง่ายของภารกิจนั้นๆ
วิธีที่สาม ซึ่งหากได้รับภารกิจของนิกายและสามารถ
ทำสำเร็จ ก็จะได้รับค่าความสำเร็จมา เห็นได้ชัดว่า
ว่า จาง ฝูถู ก็ย่อมได้รับค่าความสำเร็จจากภารกิจไป
ช่วยเหลือนิกายกระบี่สวรรค์ด้วยเช่นกัน ตอนนี้เขา
สมควรจะได้รับค่าความสำเร็จบ้างแล้ว
ค่าความสำเร็จใช้ทำอะไรได้บ้าง?
ภายในนิกายเซียนซูซัน ค่าความสำเร็จสามารถ
แลกเปลี่ยนเป็นสิ่งต่างๆได้ เช่น วิชาเต๋า วิญญาณ
เซียนและยันต์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถแลกเป็น
เม็ดยาได้ด้วย เช่น เม็ดยาสร้างแกนนภา
ถ้าว่าสร้างความดีความชอบในสนามรบ หากไม่
ต้องการรางวัล ก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่า
ความสำเร็จกับนิกายได้โดยตรง
“ค่าความสำเร็จนี้ก็เปรียบเหมือนกับเงินชนิดหนึ่ง
ขึ้นอยู่กับว่ามีจำนวนหัวใจกระบี่เท่าไหร่ อย่างไรก็
ตามค่าความสำเร็จก็สามารถใช้ได้แค่ภายในนิกาย
เท่านั้น เมื่อออกไปภายนอกก็ยังคงใช้เม็ดยาสร้าง
แกนนภาอยู่ดี “
แต่ว่าภายนอกนั้นก็ไม่ได้มีทรัพยากรมากมาย
เหมือนกับภายในนิกาย
โชคดีที่สามารถแลกเปลี่ยนคะแนนค่าความสำเร็จ
หนึ่งคะแนนเป็น เม็ดยาสร้างแกนนภา ได้หนึ่งเม็ด
ดังนั้นเมื่อได้ค่าความสำเร็จมาก็เหมือนกับว่าได้ เม็ด
ยาสร้างแกนนภามา ก็มิปาน
อู่ อวี้ ยังต้องยอมรับว่าระบบอันยิ่งใหญ่ของค่า
ความสำเร็จนี้ ทั้งเด็ดขาด ยุติธรรม และเข้มงวดเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการที่นิกายกระบี่สวรรค์มอบ
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณให้เดือนละเม็ดแล้ว ช่าง
ดีกว่าเป็นอย่างมากทีเดียว
นี่เป็นระบบที่เข้มงวดซึ่งเหมาะสมกับที่เป็น
มหาอำนาจ
“รอให้ข้านั้นอยู่ในขอบเขตสร้างแกนนภาเสียก่อน
ข้าก็จะสามารถค่าความสำเร็จเพิ่มได้”
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ
การไต่ไปให้ถึงขอบเขตสร้างแกนนภาให้ได้โดยเร็ว นี่
เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของเขา
หลังจากอ่านตำราบันทึกนำวิถีแห่งเต๋าจนจบ เขาใช้
เวลาทั้งหมดสิบห้าวันไปในการอ่าน ตำรา รวม
ประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน จนแตกฉาน
ทำให้ต้องใช้เวลาอ่านตำราทั้งหมดไปร่วมเดือน!!
ถึงแม้จะไม่ได้ทำการบ่มเพาะเป็นเวลาหนึ่งเดือน แต่
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในหนึ่งเดือนที่อ่านตำรานี้มันมี
คุณค่ามากกว่าการบ่มเพาะเสียอีก โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งตำรารวมประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน ได้ฉุด อู่ อวี้
ให้ขึ้นมาจากก้นบ่อ ทำให้เขาสามารถมองเห็นโลกที่
กว้างใหญ่ใบนี้ได้!
ทั่วทั้งดินแดนเทพตงเสิน!
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เหตุการณ์ ข้อมูลทั้งหมดนี้
ได้ถูกซ่อนเอาไว้อยู่ภายในตำรารวมประวัติศาสตร์
ทวีปตงเสิน
เช่น อู่ อวี้ นั้นได้รู้ว่าเทือกเขาชิงเทียนของนิกาย
เซียนซูซัน ถือได้ว่าเป็นขุมมหาอำนาจอันดับหนึ่งใน
ทิศตะวันออกแห่งนี้เลยทีเดียว
ซึ่งในทิศตะวันตกก็จะมีเทือกเขาซ่างหยวน ซึ่งมี
พรรคซ่างหยวนตั้งรกรากอยู่ กล่าวได้ว่า พรรคซ่าง
หยวนนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกับนิกายเซียนซูซันที่มี
แต่ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่เพียงอย่างเดียว อีกทั้งพรรคซ่าง
หยวน ยังได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งดินแดนเทพตง
เสินว่าเป็นแกนหลักของยุคเก่า
เพียงประโยคเดียวกลับสามารถอธิบายได้ทุกสิ่งทุก
อย่าง
จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่า พรรคซ่าง
หยวน ความแข็งแกร่งโดยรวมแล้วมากกว่านิกาย
เซียนซูซันอยู่ไม่น้อย อีกทั้งนิกายทั้งสองล้วนเป็นขุม
มหาอำนาจอันแข็งแกร่ง จึงไม่เหมือนกับนิกายกระบี่
สวรรค์ที่สามารถกดดันพรรคจงหยวนได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่กวนใจของ อู่ อวี้ ก็คือ ทาง
ตะวันออกของพรรคซ่างหยวน เป็นเขตแดนที่เต็มไป
ด้วยทะเลที่ไม่สิ้นสุด บนเขตแดนทะเลที่ไม่สิ้นสุดนั้น
มีเกาะอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน ในสุดภาคตะวันออก
เป็นที่รู้จักกันในนาม แดนตะวันรุ่งอรุณ ที่มีเกาะอยู่
นับหมื่นเกาะ ภายในนั้นมีเกาะที่ใหญ่ที่สุดอยู่สี่เกาะ
ซึ่งมีชื่อว่า หมู่เกาะตงหยางทั้งสี่
เกาะทั้งสี่นี้ มีพื้นที่รวมกันประมาณหนึ่งในสิบของ
ดินแดนเทพตงเสิน หรือมีอีกชื่อว่าแดนตะวันรุ่งอรุณ
อย่างไรก็ตามที่แห่งนี้ถูกครอบครองโดยเหล่าผู้ฝึกตน
นอกรีต ถึงแม้ว่าจะเป็นดินแดนที่สว่างไสวที่สุดใน
ยามที่พระอาทิตย์ขึ้น แต่มันกลับเป็นนรกบนดินที่
โหดเหี้ยมที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นดินแดนที่ผู้ฝึกตน
ของดินแดนเทพตงเสินไม่สามารถเข้าไปจัดการได้
เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มักจะมีภัยพิบัติเกิดอยู่
บ่อยครั้ง ดังนั้นพื้นฐานนิสัยของผู้คนจึงโหดเหี้ยม
เป็นอย่างมาก บนหมู่เกาะตงหยางทั้งสี่ มีพรรคของผู้
ฝึกตนนอกรีตอยู่มากมาย และพรรคที่แข็งแกร่งที่สุด
ก็คือ ประตูวิหารจักรพรรดิ
ประตูวิหารจักรพรรดิ นั้นได้รับความเคารพจากผู้ฝึก
ตนนอกรีต และไม่ได้มีการจดบันทึกข้อมูลมากนัก
บน ตำรารวมประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน จึงไม่ค่อยมี
รายละเอียดมากมายเท่าที่ควร แต่ในประวัติศาสตร์
ได้มีการบันทึกเรื่องราวการสู้รบกับดินแดนเทพตง
เสิน แน่นอนว่าภายใต้สงครามนี้เป็นการรวมตัวกัน
มหาอำนาจต่างๆ ทำให้ประตูวิหารจักรพรรดิต้องแพ้
พ่ายไป
นิกายเซียนซูซัน พรรคซ่างหยวน ประตูวิหาร
จักรพรรดิ เป็นเพียงแค่หนึ่งในพรรคนิกายที่มี
ความสำคัญที่สุดภายในดินแดนเทพตงเสิน
อู่ อวี้ ตระหนักว่าทั้งสามพรรคนิกายนี้เป็น
มหาอำนาจ แต่ว่าก็ยังมีการดำรงอยู่ของตัวตนที่
พิเศษกว่า
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนเทพตงเสิน
มีพื้นที่แห่งหนึ่ง มีนามว่า เตาหลอมเพลิงสีชาด มัน
คือเทือกเขาที่แห้งแล้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีกระแสลาวา
ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดิน มีภูเขาไฟอยู่ทั่วทุกที่ ทั้งสี่ทิศ
เต็มไปด้วยพลังวิญญาณเปลวเพลิงสีชาดซึ่งตระกูล
เทียนอี้ได้ใช้พวกมันในการฝึกฝนบ่มเพาะพลัง
ตระกูลเทียนอี้ นั้นเป็นตระกูลตระกูลหนึ่ง ซึ่งไม่มี
การก่อตั้งพรรคนิกายขึ้นมาแต่อย่างใด แต่อยู่ใน
รูปแบบของตระกูลดั้งเดิม แต่อย่างไรก็ตามตระกูลนี้
มีความภาคภูมิใจแล้วกล่าวอย่างโอ้อวดได้ว่าพวกมัน
เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ตระกูลนี้กล่าวเอาไว้อย่าง
เด็ดขาดว่าพวกมันไม่มีความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์
กับดินแดนเทพตงเสิน ถึงกระนั้นแล้วความสามารถ
ของตระกูลเทียนอี้กลับไม่ได้ด้อยไปกว่านิกายเซียนซู
ซันแม้แต่น้อย นับได้ว่าเป็นตระกูลที่เป็นมหาอำนาจ
ตระกูลหนึ่งเลยก็ว่าได้
สถานที่ที่สองเป็นโลกของเหล่าปีศาจ อยู่ทางทิศ
เหนือของนิกายเซียนซูซัน หรือทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนเทพตงเสิน มี
ดินแดนแห่งใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง มันถูกปกคลุมไปด้ว
หมอกพิษสีดำที่รุนแรงตลอดเวลามาหลายปีนับไม่
ถ้วน แสงตะวันไม่สามารถส่องทะลุเข้าไปได้ ทำให้
บริเวณนี้กลายเป็นดินแดนแห่งความมืดมิดและความ
ตาย อย่างไรก็ตามสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสรวง
สวรรค์ของเหล่าปีศาจทั้งหลาย มีผู้ที่ต้องตกตายใน
สถานที่แห่งนั้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เหล่าเทพเซียน
ต่างๆไม่กล้าที่จะบุกรุกเข้าไป ดินแดนที่มืดมิดแห่งนี้
ถูกเรียกว่า ห้วงสมุทรเมฆาลวงตา นี่เป็นชื่อที่ปีศาจ
ตั้งเอาเอง มันหมายถึงมหาสมุทรแห่งเมฆหมอกพิษที่
ไม่มีที่สิ้นสุด และสถานที่บางแห่งภายในนั้นก็
สามารถสร้างภาพมายาที่ทำให้ราวกับว่าได้อยู่ภายใต้
ความฝัน คนธรรมดาและผู้ฝึกตนมักจะเรียกดินแดน
แห่งนี้ว่า : ห้วงปีศาจอนันต์ แน่นอนว่าไม่ใช่ปีศาจ
ทั้งหมดที่จะชื่นชอบความมืดมิด ยังคงมีปีศาจจำนวน
มากที่อาศัยอยู่ที่อื่น แม้แต่ปีศาจบางตนก็อำพรางตัว
อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์
ที่แห่งนี้สมควรถูกเรียกว่าเป็นฐานที่มั่นของเหล่า
ปีศาจ เหตุผลที่เหล่าเทพเซียนไม่สามารถฆ่าล้าง
เผ่าพันธุ์ปีศาจจนหมดสิ้นได้ เพราะว่าห้วงสมุทร
เมฆาลวงตาแห่งนี้ ตราบใดที่สถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่
เหล่าปีศาจก็ย่อมไม่มีทางที่จะสูญพันธุ์
และสถานที่สุดท้าย ไม่ใช่ตระกูลใด ไม่ใช่โลกปีศาจ
ไม่มีทั้งพรรคนิกาย และ ไม่มีทั้งผู้ฝึกตนนอกรีต แต่
มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ เกิดความอยากรู้อยาก
เห็นมากที่สุด เพราะว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นเมืองที่
ตั้งอยู่ใจกลางของดินแดนเทพตงเสิน
เมืองนี้เป็นเมืองที่มีพลังฟั้าดินมากมายที่สุดของทั่ว
ทั้งดินแดนเทพตงเสิน เนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้มี
ลักษณะพิเศษ เป็นที่รู้กันว่าที่แห่งนั้นมีกลิ่นอายฟั้า
ดินจากสมัยโบราณ และนามของเมืองนี้ถูกเรียกว่า
นครจักรพรรดิเพลิง
ทั่วทั้งดินแดนเทพตงเสิน นครจักรพรรดิเพลิง นั้น
เป็นถานที่ที่ลึกลับที่สุดและเป็นขุมมหาอำนาจที่น่า
แปลกยิ่ง ที่แห่งนั้นมีพลังงานรุนแรงบางอย่างปั้องกัน
นครจักรพรรดิเพลิง เอาไว้ จนทำให้คนภายนอกไม่
สามารถรุกล้ำเข้าไปได้ ที่แห่งนั้นนับเป็นสถานที่ที่
วิเศษแห่งหนึ่ง เพียงแค่จ่ายค่าผ่านทางและสมบัติ
บางส่วน ก็สามารถเข้าไปบ่มเพาะภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ได้แล้ว อีกทั้งยังได้รับการคุ้มครอง
จากกองกำลัง นครจักรพรรดิเพลิง อีกด้วย ซึ่ง นคร
จักรพรรดิเพลิง แบ่งเป็นชั้นนอกและชั้นใน เมือง
ชั้นนอกมีชื่อเสียงว่าเป็นดินแดนสำหรับการพบปะ
ชุมนุมกันและเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก
ที่สุดในดินแดนเทพตงเสิน เมืองชั้นในนั้นมีขนาดเล็ก
เป็นอย่างยิ่ง แต่บุคคลภายนอกไม่สามารถจะเข้ามา
ได้ โดยทั่วไปแล้ว นครจักรพรรดิเพลิง นั้นจะไม่ยุ่ง
เกี่ยวกับข้อพิพาทต่างๆของดินแดนเทพตงเสิน พวก
เขาโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยออกจาก นคร
จักรพรรดิเพลิง
อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทั่วทั้งดินแดน
เทพตงเสิน นครจักรพรรดิเพลิง นั้นมีความแข็งแกร่ง
มากที่สุด ซึ่งพวกเขาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่า
มหาอำนาจใดๆเลย เพราะว่าในประวัติศาสตร์ มี
นิกายเซียนมากมายหมายใช้กำลังยึดครองตำแหน่งที่
ดีที่สุดภายใน นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้ แต่พวกมัน
ทั้งหมดต่างก็ต้องพบกับความล้มเหลว แม้แต่กอง
กำลังปีศาจที่บุกเข้ามาโจมตี นครจักรพรรดิเพลิง
แห่งนี้ แต่ทว่าพวกมันก็ยังต้องพ่ายแพ้ย่อยยับจนต้อง
หนีกลับไป
“เมืองเพียงแค่เมืองเดียว จะสามารถต่อสู้กับนิกายที่
ได้รับการสืบทอดมานับล้านปีได้อย่างไร?”
อู่ อวี้ นั้นไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ
นอกจากมหาอำนาจทั้งหกฝั่ายเหล่านี้ ยังคงมีกอง
กำลังจำนวนมากที่ในหมู่พวกนั้นมีผู้นำบางคนที่มี
ศักยภาพเทียบเท่ากับหนึ่งในเจ็ดของเจ็ดเซียนแห่งซู
ซัน อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ที่กำลังอ่านตำราทั้งหลายทั้ง
มวลอยู่ในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ กลับรู้สึกประทับใจ
ใน นครจักรพรรดิเพลิง มากที่สุด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ