กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 207 : หนูโลหิต
สาวกของนิกายเซียนซูซัน ที่เข้ามาในหุบเหวปีศาจ
ส่วนใหญ่แล้วจะจับกลุ่มกันอย่างน้อยสามถึงสี่คนต่อ
หนึ่งกลุ่ม
มีคนมากมายเข้ามาเพื่อล่าสังหารปีศาจแล้วนำ
ชิ้นส่วนสำคัญของพวกมันไปแลกแต้มความสำเร็จ
ถึงแม้จะมีผู้คนมากมาย แต่พวกเขาล้วนเป็นยอด
ฝีมือผู้เปียมด้วยพรสวรรค์ ทำให้ทุกที่ที่ย่างกรายเข้า
ไป จึงเปรียบเสมือนกับวันสุดท้ายของเหล่าปีศาจที่
อยู่ในที่แห่งนี้
ทั้ง อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย พวกเขายังเป็นรุ่น
เยาว์ ถ้าหากว่าเหล่าปีศาจพบเห็นพวกเขา พวกมันก็
จะกรูเข้ามาโจมตีอย่างไม่รีรอ
“เท่าที่ข้ารู้มา ตราบใดที่เป็นสาวกของนิกายเซียนซู
ซัน จะต้องถูกบังคับให้พก ตราประทับกระบี่วัชระ
ซึ่งเป็นเหมือนกับตราประจำตัวของแต่ละคน ถ้าหาก
ปีศาจสามารถช่วงชิงไปได้ พวกมันก็มีโอกาสที่จะ
ได้รับอิสระ” อู่ อวี้ เอ่ยขึ้น
“ถูกต้องแล้วพี่ชาย ขั้นแก่นปีศาจของเหล่าปีศาจ ก็มี
ระดับคล้ายคลึงกับขั้นสร้างแกนนภาของพวกเรา
เพียงแต่ไม่มีเพลิงแกนนภาเท่านั้น ซึ่งขั้นแก่นปีศาจ
ระดับที่หนึ่งจะต้องสะสม ตราประทับกระบี่วัชระ ให้
ครบสิบชิ้นถึงจะได้รับการปลดปล่อย ส่วนปีศาจอยู่
ในขั้นแก่นปีศาจระดับที่สองจะต้องสะสมยี่สิบชิ้น
เป็นต้น”
“จนถึงบัดนี้ มีปีศาจที่ถูกปลดปล่อยไปแล้วมากมาย
เท่าใด” อู่ อวี้ ถามด้วยความสงสัย
หนางกง เหว่ย กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจว่า “ไม่
มากนัก แต่ก็มีถึงสิบตนที่ได้รับการปลดปล่อยออกมา
ในแต่ละปี ข้าคาดว่าพวกผู้อาวุโสก็ไม่มีวิธีจัดการใน
เรื่องนี้ เพราะถ้าหากว่าไม่ให้โอกาสในการเอาตัวรอด
กับพวกมัน พวกมันก็คงไม่แสดงฝีมือออกมาอย่าง
เต็มที่ เพื่อที่จะให้เราได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้
กับพวกมัน”
อู่ อวี้ ค้นพบว่า นางนั้นมีความรู้สึกจงเกลียดจงชังต่อ
ปีศาจจนถึงขั้นรุนแรง
“ต้องตั้งสมาธิคอยระมัดระวังทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว
รอบๆตัว” นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่างเข้ามาในที่
แห่งนี้ อู่ อวี้ ก็ยังไม่รู้สึกวางใจมากนัก และเขาก็ยังไม่
รู้ว่าแกนนภาของเขานั้นจะมีอานุภาพขนาดไหนกัน
แน่
ทั้งสองคนค่อยๆเขยิบไปข้างหน้า ตำแหน่งที่พวกเขา
อยู่ในตอนนี้เป็นหุบเขา ทั้งสี่ทิศเต็มไปด้วยหินที่สึก
กร่อนสีดำขรุขระ ตั้งแต่ข้างในถึงข้างนอกเต็มไปด้วย
หลุมดำ หลุมดำทุกๆหลุมก็เปรียบเสมือนกับปาก
“พี่ชายวางใจเถอะ ถ้าหากปีศาจปรากฏขึ้นเมื่อได้
ข้าจะปกปั้องท่านเอง หลังจากที่ท่านกลายเป็นผู้ฝึก
ตนขั้นสร้างแกนนภาสำเร็จแล้ว แต่คุณภาพของแกน
นภาท่านจะไม่ค่อยสูงนัก ท่านคงไม่สามารถจะ
เอาชนะปีศาจส่วนใหญ่ที่อยู่ในนี้ได้หรอก” หนางกง
เหว่ย กล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“งั้นขอฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน” อู่ อวี้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ยัยตัวน้อยนี้แน่นอนย่อมไม่รู้ว่าก่อนที่ตัวเขาจะเข้ามา
อยู่ในขั้นสร้างแกนนภา ได้สังหารพวกที่อยู่ใน
ขอบเขตสร้างแกนนภามาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
เสียงพูดคุยพลันเงียบสงัดลง ทันใดนั้นบรรยากาศ
รอบข้างก็เปลี่ยนไป
หนานกง เหว่ย ตื่นตัวขึ้นในทันที ในมือของนาง
ปรากฏเป็นศาสตราเต๋าเชื่อมจิต ‘กระบี่สะบั้นศิลา’
ในเวลาเดียวกันที่มือข้างซ้าย ก็ถือวงแหวนเงินทั้งเก้า
วงซึ่งกำลังกระทบกันและกันอยู่จนก่อให้เกิดเป็น
เสียงที่คล้ายคลึงกับเสียงกระดิ่งขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ
ส่องแสงสีเงินอ่อนส่องสว่างไปรอบๆ
“กลิ่นอายปีศาจ” อู่ อวี้ ฉับพลันสามารถจับสัมผัส
กลิ่นอายขึ้นมาได้
ทั่วทุกทิศปรากฏเป็นเสียงดังหึ่งหึ่งขึ้น
อู่ อวี้ ก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมา เขาก็ใช้เคล็ดวิชา
ประกายแสงออกมา โดยส่งพลังจากแกนกำเนิดเข้า
ไป ส่งผลให้บนฝั่ามือของเขาปรากฏเป็นลูกไฟส่อง
สว่างขึ้นมาก ลอยขึ้นไปบนอากาศอันว่างเปล่า ส่อง
แสงสว่างไปรอบด้าน!
อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจจากเหล่าปีศาจ
ทั้งหลาย อู่ อวี้ จึงคอยตั้งสมาธิควบคุมแกนกำเนิด
ของเขาเอาไว้
ภายใต้การใช้ออกเคล็ดวิชาประกายแสงนี้ อย่างน้อย
ต้องควบคุมให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบ
ตัวเองเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว
หลังจากที่ส่องแสงไปรอบๆแล้ว อู่ อวี้ ก็ค้นพบทันที
ว่า เขาและ หนานกง เว่ย ได้ถูกล้อมเอาไว้เรียบร้อย
แล้ว ทั้งสี่ทิศนั้นราวกับเป็นเมฆทมิฬขนาดใหญ่ล้อม
พวกเขาเอาไว้อยู่ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องออกมา
พวกมันคือกองทัพหนูนับพันนับหมื่นตัว ซึ่งหนูแต่ละ
ตัวมีขนาดใหญ่เท่าๆกับแมวเลยทีเดียว ปากของมัน
เต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันแหลมคม และโชยกลิ่นเน่า
เหม็นออกมาอย่างรุนแรง ดวงตาของมันเต็มไปด้วย
เลือดที่คั่งอยู่ข้างในจนดูดุร้ายปั่าเถื่อนเป็นอย่างยิ่ง
พวกมันจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย
ด้วยความตื่นเต้น
พวกหนูเหล่านี้ โผล่ออกมาจากหลุมดำที่อยู่รอบๆ
พวกเขา ในตอนนี้ก็ยังคงมีหนูจำนวนมากที่ค่อยๆ
ทยอยออกมาเรื่อยๆ พวกมันโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
และดูเหมือนกำลังจะรอคอยโอกาสที่จะพุ่งเข้ามากัด
กินเหยื่อของมัน
“ช่างน่าขยะแขยงเสียจริง” เส้นขนของ หนานกง
เหว่ย ลุกชันขึ้น พลิกมือขึ้นทันใดนั้นก็ปรากฏเป็น
ยันต์หนึ่งแผ่น จากนั้นนางก็กระตุ้นให้ยันต์ทำงาน
ทันใดนั้นตัวยันต์ก็ปลดปล่อยหมอกควันออกมาม้วน
กวาดไปทั่วทั้งสี่ทิศ
ชี่ ชี่!
เมื่อพวกหนูนับหมื่นตัวนี้สัมผัสเข้ากับหมอกควันเข้า
ก็ต่างหลบหนีออกไปด้วยความหวาดกลัว ถ้าหากว่า
ก้าวช้าไปเพียงก้าวเดียวพวกมันก็คงจะต้องตกตายลง
อย่างแน่นอน พวกหนูทั้งหลายที่ล้อมรอบ อู่ อวี้ และ
หนานกง เหว่ยอยู่ก็ค่อยๆทยอยล้มตายลงไป
ความจริงแล้วพวกมันเป็นเพียงแค่สัตว์ร้ายทั่วๆไป
แต่แค่พวกมันมีจำนวนมากมายมหาศาลเท่านั้น
ทางด้าน อู่ อวี้ ก็สามารถทำลายพวกมันได้อย่าง
ง่ายดาย แต่เหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายจะไม่ฆ่าสังหาร
สิ่งมีชีวิตพร่ำเพรื่อ
ดังนั้น หนางกง เหว่ย จึงใช้ยันต์ขับไล่ปีศาจ เพื่อไล่
พวกหนูเล่านี้ให้ออกไป
อย่างไรก็ตามเมื่อเหล่าหนูทั้งหลายหลบหนีไปแล้ว
ทันใดนั้นก็ปรากฏหนูโลหิตขึ้นมา ก่อนหน้านี้มันซ่อน
ตัวอยู่ท่ามกลางหนูทั้งหลาย แต่เมื่อใช้ยันต์ขับไล่
ปีศาจ จึงทำให้มันเปิดเผยตัวออกมา
“ปีศาจ!” หนางกง เหว่ย สามารถมองเห็นมันได้
อย่างรวดเร็ว จากใบหน้าที่ดูอ่อนโยน ทันใดนั้นก็
แปลเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ดุร้ายกระหายในการเข่นฆ่า
สังหาร ราวกับความเศร้าเสียใจทั้งหมดที่ผ่านมาใน
อดีตที่มารดาของนางต้องตกตายไปเพราะฝีมือของ
มัน ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
“ฮ่าฮ่า เป็นเด็กน้อยขั้นสร้างแกนนภาระดับที่หนึ่ง
สองคนรึ?” หนูโลหิตก็หัวเราเยาะเย้ยออกมา
จากนั้นก็แปลงกลาย ร่างกายที่ทั้งเตี้ยและเล็ก
ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนทั้งสอง มันแปลงกายเป็นชาย
วัยกลางคน มันมีหนวดจิ๋มทั้งสองข้าง ดวงตาดวงเล็ก
คู่นั้นเต็มไปด้วยความกระหายเลือด ดูแล้วน่า
อัปลักษณ์และน่าสยดสยอง
“ปีศาจหนูพิภพโลหิต” อู่ อวี้ นั้นรู้จักตัวตนของมัน
จากตำรารวมประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน
“จงเรียกข้าว่าท่านปูั่หนู เจ้าเด็กน้อยที่บ้าบิ่นทั้งสอง!
อยู่แค่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่หนึ่งกลับกล้าเข้ามา
ลึกถึงในนี้เชียวรึ? ท่านปูั่หนูของเจ้าฝึกตนมาแล้วร่วม
หนึ่งพันหนึ่งร้อยปีจนอยู่ในขั้นแก่นปีศาจระดับที่สอง
แล้ว สวรรค์ช่างมีตา ข้าถูกคุมขังอยู่ในนี้มานานกว่า
สิบปีแล้ว ขาดตราประทับกระบี่วัชระอีกเพียงแค่สอง
ชิ้นเท่านั้น วันนี้พวกเจ้ามาหาข้าถึงหน้าประตู ข้า
ท่านปูั่หนูผู้นี้จะได้เป็นอิสระเสียที!”
ปีศาจหนูพิภพโลหิตนั้นเติบโตจากการแทะกินเลือด
และซากศพ จึงทำให้สามารถกลายเป็นปีศาจได้
สำเร็จ โลหิตของมันจึงเต็มไปด้วยความชั่วร้าย มัน
คอยโผล่ออกมาจากพื้นดินคอยสูบกลืนเลือดของ
มนุษย์ เมื่อมันออกมาแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ที่บาดเจ็บ
และตกตายไปนับพันคนใน มันเป็นปีศาจที่แสนจะ
ต่ำช้าและเลวทราม
หนานกง เหว่ย สามารถจดจำมันได้ ในใจของนาง
เกิดเป็นความสะอิดสะเอียนอย่างรุนแรง นางก็หันไป
กล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า “พี่ชาย ท่านไปซ่อนตัวก่อน ใน
วันนี้ เหว่ยเอ๋อร์ ต้องการจะสังหารปีศาจที่แสนจะชั่ว
ช้าตัวนี้ เพื่อให้ดวงวิญญาณของท่านแม่ข้าบนสวรรค์
ได้พักผ่อนอย่างสงบ”
หลังจากกล่าวเสร็จ นางจึงกำกระบี่สะบั้นศิลา และ
แหวนเงินเก้านภา ไว้แน่น จากนั้นก็ปลดปล่อยพลัง
มหาศาลออกมาจากแกนกำเนิดของนาง พุ่งเข้าไป
กดดันปีศาจหนูพิภพโลหิต
“เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจรึ?” ปีศาจหนูพิภพโลหิตตัวนี้
ฝึกตนมานับพันปี อีกทั้งมันน่าจะมีความแข็งแกร่ง
มากกว่า จิ่วเซียน เสียอีก ฉะนั้นพวกเขาควรจะ
ร่วมมือกันต่อสู้
“พี่ชาย ข้ารับมือมันได้” หนานกง เหว่ย หันหัว
กลับไปแล้วยิ้มให้กับเขา นางอยากให้ อู่ อวี้ วางใจ
แต่ว่าภายในใจของนางรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย แน่นอน
ว่ายามนี้นางกำลังบังคับให้ตัวเองฝืนยิ้มออกมา
“ตกลง”
“พวกเจ้าเป็นพี่ชายน้องสาวภาษาอะไรกัน ถึงมา
เกี้ยวพาราสีกันอยู่ต่อหน้าข้าท่านปูั่หนูผู้นี้ เจ้า
ต้องการจะรังแกข้าท่านปูั่หนูที่ยังไม่มีภรรยารึ? ข้า
จะบอกพวกเจ้าให้เอาบุญ เหล่าหนูที่พวกเจ้าขับไล่
ไปเมื่อครู่ ทั้งหมดเป็นลูกของท่านปูั่หนูผู้นี้!” ปีศาจ
หนูพิภพโลหิตไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งสองคนถึงไม่เข้ามา
ต่อสู้กับมันพร้อมๆกัน ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่เข้าใจจริงๆ
“ตราประทับกระบี่วัชระทั้งสองชิ้นนี้ ข้าขอรับไปก็
แล้วกัน!”
“นิกายเซียนซูซัน คุมขังข้าเอาไว้ ทำให้ข้าต้องทน
ทุกข์ทรมานในหุบเหวปีศาจแห่งนี้มานานนับสิบปี
หลังจากที่ข้านั้นเป็นอิสระแล้ว ข้าจะชำระโลกใบนี้
ด้วยโลหิตของมนุษย์ ข้าจะล้างแค้น และจะทำให้
เห็นว่าข้านั้นเกลียดชังมนุษย์ขนาดไหน!” ปีศาจหนู
พิภพโลหิตขบฟันของมันแน่นด้วยความเกลียดชัง
จากนั้นกำปันทั้งสองข้างพลันสั่นสะท้าน
“จงรับความตาย!” หนานกง เหว่ย พุ่งไปข้างหน้า
พร้อมกระบี่สะบั้นศิลา ที่อยู่ในมือพุ่งตรงเข้าไปเข่น
ฆ่าสังหารด้วยท่าทางราวกับเป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่อัน
ห้าวหาญ
อู่ อวี้ คอยตามหลังนางไปติดๆ เพื่อปั้องกันไม่ให้นาง
ได้รับบาดเจ็บ
“หึ!” ปีศาจหนูพิภพโลหิตก็แปลงกายอีกครั้ง
ในขณะนี้มันก็คืนกลับไปสู่รูปลักษณ์หนูโลหิตเช่นเดิม
แต่ว่าร่างกายของมันกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
มาก ในยามนี้ร่างกายของมันมีขนาดใหญ่พอๆกับ
ช้างหนึ่งเชือกก็ไม่ปาน ทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วย
โลหิตสีแดง หมอกโลหิตนี้ได้ปกคลุมทั่วทั้งร่างของ
มัน แพร่กระจายออกไปรอบด้านของมันอย่าง
รวดเร็ว จากนั้นหมอกโลหิตก็พุ่งเข้าไปกลืนกิน
หนานกง เหว่ย อย่างรวดเร็ว
ตึง!
ท่ามกลางหมอกเลือดนั้น จู่ๆก็กลายเป็นเหมือนกับ
ฝนอุกกาบาตในทันที พลังปราณกระบี่ที่ลุกท่วมไป
ด้วยเปลวเพลิงอันแสนจะร้อนแรงเจาะทะลุออกมา
จากข้างในหมอกโลหิต นั่นก็คือความสามารถของ
หนางกง เหว่ย
อย่างไรหมอกโลหิตนั้นได้พลิกตลบออก เผยให้เห็น
ร่างอันเลือนรางของปีศาจหนูพิภพโลหิต ยามนี้มัน
พุ่งชนสะเปะสะปะไปทั่ว ตกอยู่ในสภาพที่น่า
อเนจอนาถด้วยฝีมือของหนานกง เหว่ย อย่าง
สมบูรณ์ ไม่รู้ว่าภายในหมอกโลหิตนั้นเกิดอะไรขึ้น?
อู่ อวี้ เตรียมตัวที่จะลงมือช่วยเหลือ
“เจ้าไม่ต้องไปกังวลกับยัยหนูนี่หรอก คุณภาพแกน
นภาของนางนั้นถือได้ว่าพอๆกับข้า อีกทั้งแสงเมื่อครู่
นั้นมราจากรากฐานเซียนของนาง ก็แสดงให้เห็นแล้ว
ว่ามันเพียงพอที่จะต่อกรกับคนที่อยู่ในขั้นสร้างแกน
นภาระดับที่สองแล้ว” หมิงซวงทันใดนั้นก็กล่าว
ออกมาด้วยน้ำเสียงที่วางมาดดั่งกับเป็นผู้อาวุโส
“นางมีรากฐานเซียนอะไรกัน?” อู่ อวี้ ตกตะลึงกับ
พลังของมัน
“มันมีชื่อว่า แก่นเทพอัคคีบรรพกาล เป็นรากฐาน
เซียนชั้นสูง กล่าวได้ว่ามันเป็นรากฐานเซียนระดับสูง
ในตำนานเลยก็ว่าได้ หากผสาน แก่นเทพอัคคีบรรพ
กาล ได้สำเร็จ จะทำให้ได้รับ กายาเซียนอัคคีบรรพ
กาล โดยหลักๆแล้ว ก็จะเรียกว่า กายาเทพสงคราม
เพลิงบรรพกาล อีกทั้งเมื่อนำมันเทียบกับ กงล้อ
กระบี่หยินหยางของเจ้าแล้ว แก่นเทพอัคคีบรรพกาล
ยังถือว่าเหนือชั้นกว่า” หมิงซวง กล่าวออกมา
หลังจากที่ได้สังเกตเป็นเวลาสั้นๆ
“กายาเทพสงครามเพลิงบรรพกาลนี้ น่ากลัวกว่า กา
ยาเพชรอมตะหรือไม่?”
หมิงซวงหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า “แน่นอนมันย่อ
เป็นไปไม่ได้ ตอนที่ข้านั้นฝึกมันจนถึงขั้นที่ห้า ก็มี
พลังเทียบเท่ากับ กายาเทพสงครามเพลิงบรรพกาล
แล้ว แต่กายาเพชรอมตะนั้นมีทั้งหมดถึงสิบขั้น
ด้วยกัน”
มรดกของเซียนอมตะช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ เกรงว่า
หนางกง เหว่ย จะต้องมีสถานะอยู่ในระดับที่สูงส่ง
เป็นอย่างมากภายใน นิกายเซียนซูซัน แห่งนี้อย่าง
แน่นอน และทรัพยากรบ่มเพาะของตัวเขาเองก็ย่อม
ไม่สามารถนำไปเทียบได้……..แน่นอนว่าในตอนนี้เขา
จึงได้แต่เพียงยอมรับแบบช่วยไม่ได้
ถึงแม้ว่า หมิงซวง จะบอกให้เขาไม่ต้องกังวล แต่ใน
ความเป็นจริงการต่อสู้ของ หนานกง เหว่ย และ
ปีศาจหนูพิภพโลหิตยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเป็น
อย่างมาก ยามนี้ หนานกง เหว่ย จึงแทบจะหมดแรง
ลงไปแล้ว จนกระทั่งได้เห็นนางหอบและเหงื่อไหล
ออกมามากมาย แต่กระนั้นนางก็ยังคงไม่ยอมที่จะให้
อู่ อวี้ เข้าไปช่วยเหลือ
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม หนานกง เหว่ย
ก็สามารถตัดหัวของปีศาจหนูพิภพโลหิตได้สำเร็จ
ถึงแม้ว่านางนั้นจะเป็นเพียงผู้เยาว์ แต่เห็นได้ชัดว่า
นางผ่านประสบการณ์การต่อสู้มาไม่น้อย อาจจะเป็น
เพราะว่าอีกฝั่ายเป็นปีศาจ ทำให้นางไม่หลงเหลือ
ความเมตตาใดๆ และพร้อมที่จะลงมือสังหารปีศาจ
หนูพิภพโลหิตด้วยกำลังทั้งหมด
“พี่ชาย” กระบี่สะบั้นศิลา ของ หนานกง เหว่ย พลัน
หล่นไปอยู่บนพื้น ยามนี้นางเดินโซซัดโซเซ ไปอยู่
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ พร้อมใบหน้าของนางที่เริ่มซีด
เซียวลง หยาดน้ำตาเจิ่งนองอยู่บนเปลือกตา นางเงย
หน้าขึ้นจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ พร้อมน้ำตาเริ่มไหลริน
ออกมา ร้องไห้ไปพลางกล่าวไปพลาง “นี่เป็นครั้ง
แรกที่ เหว่ยเอ๋อร์ ลงมือสังหาร”
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นางนั้นยังไม่เคยสังหารผู้ฝึกตน
อื่นมาก่อน
“ไม่มีอะไรแล้วๆ” อู่ อวี้ กล่าวปลอบนาง ถ้าหากทุก
คนได้เห็นสาวน้อยในสภาพเช่นนี้จำต้องเกิดความ
สงสารขึ้นจับใจอย่างแน่นอน ต้องเสียแม่ไปตั้งแต่
อายุยังเยาว์ การที่ได้สังหารปีศาจครั้งแรก น่าจะเป็น
เหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตของนางเหตุการณ์หนึ่ง
หลังจากผ่านไปสักพักหนึ่ง หนานกง เหว่ย จึงค่อยๆ
รู้สึกดีขึ้น
“ไป ไปตัดหูของหนูโลหิตทั้งสองข้างนั้นมา แล้วนำ
กลับไป น่าจะสามารถนำไปรับแต้มความสำเร็จได้
บ้าง” อู่ อวี้ ตบไหล่ให้กำลังใจนาง แล้วกล่าวออกมา
“อืม! ข้าจะต้องสะสมค่าความสำเร็จให้มากเข้าไว้”
หนานกง เหว่ย ฟืนตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
นางได้หันกายกลับไป เตรียมที่จะทำตามคำบอกของ
อู่ อวี้ ทันใดนั้นปราณกระบี่พลันสั่นสะเทือนขึ้นที่
เบื้องหน้าของพวกเขา ท้องฟั้าที่ว่างเปล่าได้ปรากฏ
เป็นคนกลุ่มหนึ่งร่อนถลาลงมา ก้าวไปเบื้องหน้าซาก
ของปีศาจหนูพิภพโลหิต โดยไม่กล่าวอะไรออกมา
พวกเขาได้ใช้กระบี่ตัดส่วนหูของหนูโลหิตออกแล้วใส่
เข้าไปในถุงจักรวาล จากนั้นก็หันไปหัวเราะกันกับ
พวกพ้องของตยเอง
พวกเขาทั้งหมดมีกันอยู่ห้าคน
อู่ อวี้ เกิดโทสะขึ้นมาในทันใด ไม่คาดคิดว่าภายใน
นิกายเซียนซูซันนี้ เพื่อแต้มความสำเร็จไม่กี่แต้ม จะ
มีสาวกของ นิกายเซียนซูซัน ถึงกับต้องแย่งผลงาน
ของผู้อื่น นี่มันเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง
“ช่างโชคดีจริงๆ ค่าความสำเร็จถูกส่งมาอยู่ในถุง
จักรวาลของพวกเราแล้ว” พวกเขาก็หัวเราะออกมา
ฝัง อู่ อวี้ มีกันอยู่สองคน เป็นธรรมดาที่พวกมันจะ
ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้
ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
หนานกง เหว่ย กล่าวออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว “พวก
เจ้าเป็นใคร! ทำไมถึงทำตัวน่าละอายเช่นนี้ พวกมัน
เป็นของข้านะ!”
“นี่มันเด็กสาว?” หลายคนตกตะลึง
“คืนมันมาให้ข้า!” หนานกง เหว่ย กล่าวออกมาด้วย
เสียงที่เย็นชา พร้อมทั้งสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เมื่อ อู่ อวี้ ตั้งใจมองพวกเขาอย่างพินิจ ท่ามกลาง
พวกเขาทั้งห้าได้ปรากฎร่างทั้งสามที่คุ้นเคย และอีก
ฝั่ายก็สังเกตเห็นเขาแล้วเช่นกัน
เพ่งพินิจเข้าไปใกล้มากขึ้น…..
มองไปยังที่แคบอันมืดมิด
ก็ได้พบว่าพวกเขาก็คือ โจวซวน หวังฝู จื่ออิง ศิษย์
ทั้งสามของ จาง ฝูถู นั่นเอง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ