กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 208 : กระบี่เกาสะบั้น ระฆังปราการทองคํา
นอกจากลูกศิษย์ทั้งสามคนของ จาง ฝูถู แล้ว ยังมีอีก
สองคน ซึ่ง อู่ อวี้ ก็เคยพบเห็นพวกเขามาก่อนแล้ว
เพราะพวกเขาเป็นผู้ติดตามทั้งสองที่คอยอยู่ข้างกาย
โจวซวน
ทั้งห้าคนนี้เป็นคนของวิหารฝูถู เมื่ออยู่ในวิหารฝูถู
พวกเขาอาจจะไม่ใช่กลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็น
เพราะพวกเขาเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าวิหาร ทำให้
ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปยั่วยุพวกเขา
บุคคลทั้งสามนี้ อู่ อวี้ ไม่ค่อยชอบพวกเขาซักเท่าไหร่
หวังฝู มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต จื่ออิง เป็นคนจิตใจต่ำ
ช้า โจวซวน เป็นคนที่น่ารังเกียจตั้งแต่หัวจรดเท้า
คนนิสัยเช่นไรก็มักจะอยู่ร่วมกับคนนิสัยเฉก
เช่นเดียวกัน จาง ฝูถู รับพวกเขาเป็นศิษย์ ย่อมไม่
ต้องอธิบายเลยว่าเขานั้นเป็นบุคคลเช่นไร
“อู่ อวี้ ?”
ในตอนนี้ อีกฝั่ายนั้นรู้แล้วว่า อู่ อวี้ มีลักษณะนิสัย
เช่นไร อาจเป็นเพราะส่วนลึกของหุบเหวปีศาจนี้มืด
เกินไป พวกเขาจึงเพิ่งสังเกตเห็น อู่ อวี้
โจวซวน ตกใจขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่
จะหัวเราะขึ้น ภายใต้เสียงหัวนั้นแอบแฝงไปด้วย
ความดุร้าย แล้วกล่าวว่า “โลกนี้ช่างแคบเสียจริง
ครั้งที่แล้วเจ้าลอบโจมตีข้า ครั้งนี้กลับรนหาที่มาถึง
ส่วนลึกของหุบเหวปีศาจ นี่ต้องเป็นเพราะสวรรค์จะ
ต้องการจะลงทัณฑ์เจ้า!”
เดิมทีพวกเขาเตรียมตัวที่จะปล้นชิงบางสิ่งแล้วค่อย
จากไป ตอนนี้ โจวซวน ไม่ต้องการจะจากไปแล้ว
จื่ออิง ที่อยู่ข้างกายเขาจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ แล้วเอ่ย
ว่า “อู่ อวี้ พบเห็นศิษย์พี่แล้ว ทำไมถึงยังยืนทื่อเป็น
ตอไม้เช่นนี้ ช่างเป็นคนที่ไร้มารยาทจริง!”
โจวซวน หัวเราะเยาะขึ้นแล้วกล่าว “ศิษย์พี่คงยังไม่
ทราบ เจ้าคนที่มาจากบ้านนอกอย่างดินแดน
ตะวันออก คงไม่เห็นพวกเราทั้งสามคนอยู่ในสายตา!
การที่จะให้เขาเรียกท่านว่าศิษย์พี่ การปีนขึ้นไปบน
สวรรค์ยังยากเสียกว่า!”
จื่ออิง อุทานขึ้นมาแล้วถามต่อ “อู่ อวี้ ที่เขาพูดนี่เป็น
เรื่องจริงรึ ที่ว่าเจ้าไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา? พวก
เราเป็นศิษย์พี่ของเจ้านะ เจ้าเป็นคนที่ไม่สามารถ
เคารพผู้ใดได้รึ?”
พวกเขาทั้งห้าคนหันกลับเข้ามาคุกคาม อู่ อวี้
อู่ อวี้ รู้สึกไม่พอใจพวกเขามานานแล้ว ตอนนี้ หนาน
กง เหว่ย โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาก็ไม่สามารถทนได้
อีกต่อไป กล่าวว่า “ทุกท่าน เด็กหญิงที่อยู่ตรงนี้ต้อง
พยายามอย่างหนักจึงสามารถล้มเจ้าปีศาจนี่ได้ พวก
ท่านไม่ละอายใจรึที่แย่งชิงผลงานของผู้อื่นมาเช่นนี้
นี่มันเหมาะสมแล้วรึ?”
“คืนข้ามานะ ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะเป็นศิษย์พี่ของ
พี่ชาย ข้าก็จะไม่เกรงใจ” หนานกง เหว่ย กล่าว
“ปากร้ายไม่เบาจริงๆ สาวน้อย เจ้าสัตว์เดรัจฉานตัว
นั้นคงดูไม่เหมาะสมกับเจ้า ใยต้องคืนมันให้กับเจ้า
ด้วย? เอาอย่างนี้ไหมพี่สาวมีลูกกวาดอยู่ เดี๋ยวท่านพี่
ผู้นี้จะมอบให้เจ้าเอาไปกินแล้วก็รีบกลับบ้านไปซะ
นะ” จื่ออิง หัวเราะคิกคักออกมา
โจวซวน หัวเราะอย่างเย็นชาออกมา มองไปที่ อู่ อวี้
จากนั้นก็มองไปที่ หนานกง เหว่ย แล้วกล่าวว่า “อู่
อวี้ เจ้าช่างหน้าไม่อายจริงๆ เด็กสาวคนนี้เพิ่งจะอายุ
ไม่เท่าไหร่ เจ้าก็สนใจในตัวนางแล้ว? เจ้าดูไปแล้ว
เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคนที่เลว
ทรามต่ำช้าได้เช่นนี้”
“เอาหล่ะ อย่าไปเสียเวลากับพวกขยะเช่นนี้เลย ไป
เถอะ” ท้ายที่สุด ศิษย์พี่คนโต หวังฝู กล่าวขึ้นด้วย
เสียงหนักแน่น แล้วหันกายจากไป
ถึงแม้ว่า โจวซวน อยากจะแก้แค้นมากเท่าไหร่ แต่ว่า
พวก หวังฝู ไม่มีความตั้งใจที่จะเสียเวลาไปกับ อู่ อวี้
เพราะยังไงแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเหล่า
ศิษย์พี่แต่อย่างใด
“ศิษย์น้อง วันนี้นับว่าเจ้าโชคดีที่ศิษย์พี่ใหญ่ปล่อย
เจ้าไป ถ้าเจอกันครั้งหน้า เจ้าจงอย่าได้ลืมทำความ
เคารพพวกข้า!” โจวซวน จึงบินขึ้นไป เอนกายจาก
ไปพลาง หัวเราะเยาะเย้ยไปพลาง
พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่า อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย
จะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆเช่นนี้
“ช้าก่อน!” ทั้งสองคนคำรามขึ้น พุ่งขึ้นไปอยู่เบื้อง
หน้าของอีกฝั่าย อู่ อวี้ ก็กล่าวว่า “ทิ้งของไว้แล้ว
ค่อยจากไป”
วันนี้ไม่เป็นเหมือนกับเช่นวันก่อน อู่ อวี้ ไม่รู้สึกว่า
ตนเองอ่อนแอกว่าพวกเขา
สำหรับ หนานกง เหว่ย ตัวนางต้องการเพียงแค่
สิ่งของของนางกลับคืนมา แต่ถึงยังไงพวกเขาก็มีกัน
อยู่ 2 คน อีกทั้งพวกเขายังอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
ระดับที่หนึ่งอีกด้วย
เท่าที่ อู่ อวี้ รู้มา หวังฝู และ จื่ออิง พวกเขาเป็น
บุคคลที่อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่สอง แถมอายุ
ของพวกเขาก็ยังมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่
“ฮ่า ฮ่า!” โจวซวน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่าง
เสียงดัง ในสายตาของเขาแล้ว อู่ อวี้ และ หนานกง
เหว่ย เป็นเพียงแค่คนโง่เขลา การที่พุ่งมาขัดขวาง
เช่นนี้ เขาจะยั่วให้ หวังฝู และ จื่ออิง เกิดโทสะขึ้นได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราเป็นศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิง
ของเขา อู่ อวี้ คนนี้ช่างดื้อรั้นจริงๆ ไม่รู้จักลำดับ
อาวุโส พวกเราก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ต้องสั่งสอน
เขาแทนท่านอาจารย์เสียหน่อยแล้ว” จื่ออิง ขมวด
คิ้ว กล่าวออกมาด้วยเสียงที่เย็นชา
“ก็ดี!” หวังฝู เห็นด้วยกับนางอย่างที่ได้คาดไว้
“เช่นนั้น พวกเราทั้งสองคน แยกไปจัดการตัวต่อตัว
ถือว่าเป็นการฝึกฝนฝีมือเสียหน่อย” จื่ออิง หัวเราะ
ขึ้น แล้วปล่อย อู่ อวี้ ให้ หวังฝู จัดการ ส่วนตนเอง
ขยับไปทางด้านซ้าย ชี้ไปที่ หนานกง เหว่ย แล้ว
กล่าวขึ้น “เจ้าเด็กน้อยผู้โง่เขลา วันนี้พี่สาวจะช่วยสั่ง
สอนเจ้าแทนแม่ของเจ้าเอง”
คำพูดของนางจี้ใจดำของ หนานกง เหว่ย ตั้งแต่เล็ก
จนโต สิ่งที่นางเกลียดที่สุดคือการที่คนมากล่าวถึงแม่
ของนาง ดังนั้นในเวลานี้นางจึงชูกระบี่ขึ้นพร้อม
ปลดปล่อยจิตสังหารอันบ้าคลั่งออกมา!
อู่ อวี้ ไม่เป็นห่วงเรื่องของนางเท่าใด ถึงแม้นางจะอยู่
เพียงแค่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่หนึ่ง แต่ว่านางมี
พรสวรรค์ที่สามารถชายตามองไปได้ทั่วใต้หล้า ทั้งยัง
มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่ทราบว่ายังมีฝีมือ
ซุกซ่อนอยู่อีกเท่าใด
“ศิษย์ของ จาง ฝูถู เหล่านี้ช่างปัญญาอ่อนเสียจริง
กระทั่งเบื้องหลังของ เหว่ยเอ๋อร์ ก็ยังไม่สามารถมอง
ออกอย่างแตกฉานได้!” ในขณะที่ อู่ อวี้ กำลังขบคิด
อยู่นั้น โจวซวน ได้หัวเราะออกมาอย่างเป็นบ้าเป็น
หลัง ส่วนทางด้าน หวังฝู ที่มีลักษณะเฉกเช่นหมียักษ์
ก็ได้นำกระบี่ยักษ์สีดำที่มีความสูงเท่ากับร่างกายของ
เขาออกมาและลากไปตามพื้นดิน ราวกับผู้ที่อยู่บน
จุดสูงสุดของยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างน่าเกรงขาม
จากนั้นคนได้ก้าวตรงไปทาง อู่ อวี้ ลักษณะในยามนี้
ช่างมีท่าทางอันดุดันราวกับเป็นสัตว์ร้ายก็ไม่ปาน อีก
ทั้งกลิ่นอายที่แผ่ออกมายังน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง
ซึ่งแน่นอนว่าน่าหวาดกลัวเสียยิ่งกว่า จื่ออิง เสียอีก
“พวกเราทั้งสามคนรีบหลบไปให้ห่างจากที่แห่งนี้กัน
ดีกว่า เพื่อที่จะไม่ได้รับบาดเจ็บจากลูกหลงของศิษย์
พี่ใหญ่และศิษย์พี่รอง ฮี่ ฮี่……..” จากนั้น โจวซวน
จึงกระโดดโลดเต้น สีหน้ายียวนกวนโมโหของเขาทำ
ให้ในใจ อู่ อวี้ ต้องโกรธเกรี้ยวขึ้น จากนั้นก็ได้หัน
มองที่ หวังฝู อีกคราหนึ่ง ความจริงแล้วตอนนี้ในใจ
ของ อู่ อวี้ ได้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความต้องการ
ต่อสู้!
หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในนิกายเซียนซูซัน นี่เป็นการ
ต่อสู้อย่างจริงจังครั้งแรกของเขา! หวังฝู เป็นหนึ่งใน
สาวกของนิกายเซียนซูซัน เมื่อเทียบกับ โจวซวน
แล้ว เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงกว่ามาก โดยทั่วไปแล้ว
ถือได้ว่าเขาเป็นสาวกอันดับหนึ่งของวิหารฝูถู!
“แกนนภาสีขาวนั้นจะอานุภาพขนาดไหนจะได้
พิสูจน์กันตอนนี้!” ในใจของ อู่ อวี้ ลุกโชนไปด้วยไฟ
แห่งการต่อสู้ คลื่นมหาสมุทรศักดิ์สิทธิ์ในจุดชี่ห่าย
หมุนวน แกนนภาสีขาวสั่นสะท้าน แกนกำเนิดของ
เขาราวกับเป็นทะเลคลั่งซัดซาดไปทั่วทั้งร่างกาย
“ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตของ หวังฝู มีนามว่า กระบี่เก้า
สะบั้น เป็นกระบี่ที่มีพลังทำลายล้างสูง พละกำลัง
ของคนผู้นี้จะต้องสูงส่งอย่างยิ่ง ซึ่งย่อมไม่ต่างอันใด
กับปีศาจ! แต่น่าเสียดายที่ศัตรูเป็นข้า!”
ฝังตรงข้ามมีแข็งแกร่ง แต่ทว่า อู่ อวี้ แข็งแกร่ง
มากกว่าเขา
อย่างไรก็ตามเวลานี้ สัญชาตญาณของ หวังฝู ได้
เตือนเขาว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ ถ้า
หากใช้ศาสตราเต๋าเชื่อจิตเพียงแค่ชนิดเดียวคงไม่
เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงนำระฆังสีทองออกมา จากนั้นก็
กดระฆังสีทองเข้าไปในหน้าอกของเขา ระฆังทองทั้ง
ใบได้ผสานหลอมรวมเข้าไปอยู่ในร่างกายของเขา ทำ
ให้ทั่วทั้งร่างราวกับสวมใส่เกราะรบสีทองอยู่
ด้วยการสนับสนุนจากศาสตราเต๋าเชื่อมจิตเหล่านี้
พละกำลังและการปั้องกันของ หวังฝู จึงได้ถูก
ยกระดับขึ้นไปอีก
“กระบี่เก้าสะบั้น ระฆังปราการทองคำ การ
ผสมผสานกันของศาสตราเต๋าทั้งสองนี้ ทำให้ไม่มีผู้ใด
ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่สองจะสามารถหยุดยั้ง
เขาได้อีกต่อไป!”
“คาดว่า อู่ อวี้ ผู้นี้จะต้องถูกจัดการจนกลายเป็น
เพียงแค่โคลนตม!”
โจวซวน หัวเราะแล้วกล่าว “เจ้านี่เพิ่งจะเข้ามาใน
นิกายเซียนได้ไม่นาน แต่กลับไม่รู้จักฟั้าสูงแผ่นดินต่ำ
จะต้องมีคนมาสั่งสอนบทเรียนและทำให้มันตาสว่าง
เสียหน่อยแล้ว”
ถ้าหากมองไปที่รอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์นี้ คาดว่า
จะต้องมีหลายคนอยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้าของเขา
แน่นอน
ทางด้าน หนานกง เหว่ย และ จื่ออิง ได้เริ่มต้นการ
ต่อสู้ไปแล้ว หนานกง เหว่ย เป็นยอดอัจฉริยะ ทำให้
อู่ อวี้ เหลือบมองไปที่นางไม่กี่ครั้งก็สามารถรู้ได้แล้ว
ว่านางจะต้องไม่แพ้อย่างแน่นอน
“เสาโลหิตร้อยวิญญาณ”
เมื่อกล่าวไปแล้ว อู่ อวี้ ชื่นชอบศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
ประเภทนี้มากกว่าศาสตราเต๋าจำพวกกระบี่เสียอีก
เมื่อศาสตราเต๋านี้ปรากฏขึ้นในมือของเขา พลันเกิด
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที ในยามนี้พลังที่
อู่ อวี้ ได้ปลดปล่อยออกมานั้นได้มีความรุนแรงยิ่ง
กว่า หวังฝู เสียอีก
มีความดุดัน รุนแรง และเที่ยงตรง
ตูม!
เสาโลหิตร้อยวิญญาณปักไปลงบนพื้นดิน ทำให้
พื้นดินสั่นสะเทือน เส้นเลือดบนเสาโลหิตขยับไหว
ปรากฏเป็นใบหน้าผีที่ก่อตัวมาจากเกล็ดลอยขึ้นมา
“ศาสตราเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต! อภัยให้ไม่ได้! ”
ดวงตาทั้งคู่ของ หวังฝู เบิกตาขึ้น คำรามออกมา
อย่างโกรธเกรี้ยว โบกสะบัดกระบี่ยักษ์ออกไป ทำให้
กระบี่ยักษ์ปลดแสงสีทองและพละกำลังอันไม่สิ้นสุด
ออกมา
ตูม!
เมื่อท้าวเหยียบย่างลงไปบนพื้นพสุธาทำให้เกิด
แรงสั่นสะเทือนราวกับเป็นทะเลคลั่ง ศิลา พายุฝุั่น
ต่างม้วนกวาดเข้าหากลืนกิน อู่ อวี้ เข้าไป
เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า เคล็ดวิชาพสุธากัมปนาท อู่ อวี้ รู้
มาจาก ตำรารวมประวัติศาสตร์ทวีปตงเสิน
ภายนอกพายุฝุั่น เสียงหัวเราะของพวก โจวซวน ดัง
กังวานขึ้น บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ
อู่ อวี้ ถูกพายุฝุั่นนี้ดูดกลืนเข้าไป!
“หึ!”
ช่วงเวลานั้นเอง อู่ อวี้ ใช้เสาโลหิตร้อยวิญญาณเล็ง
เปั้าหมายไปที่ หวังฝู ส่วน หวังฝู เองก็ง้างกระบี่และ
ฟาดลงมาอย่างน่าหวาดหวั่น กระบี่ในมือของเขา
พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นภูเขาสีทองลูกหนึ่ง ตกลง
มาจากฟากฟั้าอย่างน่าพิศดาล
เมื่อกระบี่เก้าสะบั้นฟาดลงมา อู่ อวี้ ก็รับรู้ได้ถึง
ความรุนแรงและหนักหน่วงยิ่ง!
อย่างไรก็ตามจากการปะทะกันด้วยพลังกายเพียง
อย่างเดียว ได้ทำให้เลือดในตัวของเขาเร่าร้อนขึ้น
ในขณะนี้ร่างกายของเขาราวกับว่าเกิดการปะทุของ
พลังขึ้นมา เสาโลหิตร้อยวิญญาณและร่างกายของ
เขาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว
พลังจากแกนนภาสีขาวทะลักออกมา ทำให้เกิดการ
เชื่อมต่อกันระหว่าง อู่ อวี้ และ เสาโลหิตร้อย
วิญญาณ
เขาไม่จำเป็นต้องใช้ร่างจำแลงเซียนวานรแต่อย่างใด
ยามนี้เขาได้ปลดปล่อยสำแดงวิชา เจ็ดสิบสองเสา
ปีศาจคลั่งแห่งตงไห่ ออกมาอย่างร้อนแรง คน
ประหนึ่งถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำ เสาโลหิต
ประหนึ่งดุจคลื่นทะเล ยิ่งฟาดยิ่งรุนแรงขึ้น ในชั่ว
พริบตาได้เข้าห้ำหั่นฟาดใส่ หวังฝู อย่างไม่ยั้ง!
พลองที่หนึ่งฟาดเข้ากับกระบี่เก้าสะบั้น สิ่งแรกที่ อู่
อวี้ รู้สึกได้ก็คือ พละกำลังอันแสนมหาศาลของ
หวังฝู ก็ไม่ได้มากมายเท่ากับที่เขาจินตนาการเอาไว้
พลองคลั่งที่พึ่งโจมตีไปเพียงแค่พลองแรก กลับ
สามารถสกัดกั้นการโจมตีจากคู่ต่อสู้ได้แล้ว นี่
สามารถกล่าวได้ว่า ถึงแม้ฝั่ายตรงข้ามจะมีพลัง
ศักดิ์สิทธิ์สูงส่งกว่า อู่ อวี้ อยู่หนึ่งขั้น แต่อย่างไรก็
ตามความสามารถทางกายภาพของ อู่ อวี้ สูงว่าเขา
มาก!
เมื่อปะทะกับกระบวนแรก หวังฝู ก็อุทานออกมา
เขาไม่อยากจะเชื่อว่า อู่ อวี้ สามารถสกัดกั้นการ
โจมตีของเขาได้!
ในยามนี้เขาจึงตกอยู่ในห้วงแห่งความตะลึงโดย
สมบูรณ์
พลองคลั่งนี้กล่าวได้ว่าบ้าคลั่งเป็นอย่างยิ่ง ในทุก
กระบวนท่า ทุกการโจมตี อู่ อวี้ เป็นเหมือนกับพายุ
คลั่งสีดำ จนทำให้เสาโลหิตร้อยวิญญาณสามารถ
กดดันฝั่ายตรงข้ามเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์!
วิญญาณร้อยตัวที่ถูกปลดปล่อยออกมา ได้พุ่งเข้ากัด
กินร่างกายของ หวังฝู แล้วย่อยสลายเขาจากภายใน!
พลังอำนาจของ อู่ อวี้ และพลังอันลึกลับยิ่งที่มาจาก
แกนกำเนิด หากเอาเข้าจริงเพียงแค่นี้ก็สามารถทำให้
หวังฝู ตกตายได้อย่างสบายๆแล้ว!
พลองที่สี่ซึ่งฟาดลงไป ทำให้กระบี่เก้าสะบั้นหลุด
ออกจากมือของ หวังฝู !
พลองที่ห้า เสาโลหิตร้อยวิญญาณพลันฟาดเข้าไปที่
ช่องท้องของ หวังฝู อย่างจัง! เสียงแตกหักดังลั่นสนั่น
ออกมา ระฆังปราการทองคำ ถูกทำลาย!
พลองที่หก ฟาดไปที่ศีรษะของ หวังฝู เขาถูกทุบจน
ทั่วทั้งร่างได้ดิ่งลงสู่พื้นดิน ทันใดนั้นระฆังปราการ
ทองคำพลันระเบิดขึ้น ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตในด้าน
ปั้องกันอันล้ำค่าและหาหากยิ่ง ซึ่งอย่างน้อยต้องเป็น
ผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงถึงจะสร้างมันขึ้นมาได้ กลับ
ถูก อู่ อวี้ ทำลายมันลงไปอย่างง่ายดาย
ฉับพลัน อู่ อวี้ ตามลงไปติดๆ ฟาดพลองที่เจ็ดซึ่งใช้
ออกโดยกำลังทั้งหมดลงไป ทำให้ หวังฝู กระแทกลง
ไปบนพื้นอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ตกตายลง
ไป แต่กระดูก และ กล้ามเนื้อของเขากลับแหลก
สลายจนสิ้น แน่นอนว่าภายในเวลาสั้นๆเขาไม่มีทาง
ที่จะลุกขึ้นยืนมาได้อีก
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจ!
การที่ อู่ อวี้ บดขยี้ หวังฝู เป็นสิ่งที่คนทั้งห้าไม่ได้
คาดหวังเอาไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น บดขยี้ หวังฝู ทำให้
อีกฝั่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ตอนนี้ พายุฝุั่นสลายไปแล้ว อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่ข้างกาย
หวังฝู ซึ่งนอนกองอยู่กับพื้น ได้ปักเสาโลหิตร้อย
วิญญาณลงไปบนพื้นดิน พร้อมเงยหน้ามองไปที่ โจว
ซวน
ชั่วขณะนั้น โจวซวน รู้สึกราวกลับฟั้าดินพลิกกลับ
จนเกือบจะล้มกลิ้งไปกองอยู่บนพื้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ