กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 209 : กระบี่พฤกษามวง
ยามนี้ หวังฝู ทรุดตัวลงบนพื้นกรีดร้องออกมาด้วย
ความทุกข์ทนทรมาน แต่ทว่ากลับไม่มีผู้ใด หาญกล้า
เข้าไปแตะต้องสัมผัส ช่วยพยุงเขาลุกขึ้นมาแม้แต่
น้อย
สีหน้าของ โจวซวน และ ศิษย์คนอื่น ๆ ซีดเผือด
ด้วยความไม่อยากเชื่อ พวกเขาปรารถนาที่จะหัน
หลังกลับหลบหนีจากที่นี่เสียให้พ้น ๆ แต่ทว่าแข้งขา
ของพวกเขากลับสั่นเทารุนแรง จนไม่สามารถ
หลบหนีได้ดั่งใจคิด
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่า ภายในหัวใจของ
พวกเขายามนี้ เปรียบได้ดั่งคลื่นพายุอันโหมกระหน่ำ
ซัดสาดอย่างรุนแรงบ้าคลั่งมากเพียงใด!
“น่ะ… น่ะ… นี่มัน”
คนทั้งสามหันมามองหน้ากันและกัน ซึ่งในเวลานี้
ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยวจนแทบอยากจะร่ำไห้
การต่อสู้ในครั้งนี้ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับ อู่
อวี้ อย่างยิ่ง
ในที่สุดเขาก็ตระหนักว่า แกนกำเนิดสีขาวบริสุทธิ์
ของตนนั้น มีพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในระดับใด
แกนนภาสีทองอ่อนในสร้างแกนนภาขั้นที่หนึ่งนั้น
ถือว่าเป็นแกนกำเนิดอ่อนแอมากที่สุด ซึ่งมันคือ
ระดับของผู้ฝึกตนทั่วไป
ส่วนแกนนภาสีทองปกติในสร้างแกนนภาขั้นที่หนึ่ง
นั้น ถือว่าเป็นแกนกำเนิดในระดับปานกลาง
ยกตัวอย่างเช่น หวัง ฝู การที่มันสามารถกลายเป็น
ศิษย์คนโตของ จาง ฝูถู ได้นั้น เป็นเพราะมันมีแกน
นภาสีทองปกติอยู่
ส่วนแกนนภาสีทองเข้มในสร้างแกนนภาขั้นที่หนึ่ง
นั้น ถือเป็นแกนกำเนิดที่แข็งแกร่งมากที่สุด กล่าวได้
ว่าแทบจะไร้เทียมทาน สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับ
เดียวกัน ผู้ที่มีแกนกำเนิดอยู่ในระดับนี้ ส่วนใหญ่แล้ว
อีกเพียงไม่นานก็จะกลายเป็นสาวกในมหาวงจร 4
วิถีกระบี่
และศิษย์แกนหลักส่วนใหญ่ภายใน นิกายเซียนซูซัน
ก็มักจะมีแกนนภาเป็นสีทองเข้ม
เช่น หนานกง เหว่ย ซึ่งมีแกนนภาอยู่ในระดับสูงสุด
แท้จริงแล้วแกนกำเนิดของนาง ซึ่งมีแสงสีทองส่อง
สว่างออกมาจากแกนนภา ระดับของนางนั้นแทบจะ
เทียบเท่าได้กับผู้อยู่ในขั้นสร้างแกนภาระดับสองเลย
ก็ว่าได้
ถึงแม้ว่าระดับการฝึกตนของ หนานกง เหว่ย จะ
แตกต่างจาก จื่ออิง อยู่หนึ่งระดับ แต่ทว่าแกนกำเนิด
ของนางนั้น เกือบจะเทียบเท่ากับระดับของฝั่ายตรง
ข้าม
ส่วนแกนกำเนิดสีขาวบริสุทธิ์ของ อู่ อวี้ หลังจากการ
ทดสอบการต่อสู้ในครั้งนี้ เขาพบว่าแกนกำเนิดของ
เขา มีความแข็งแกร่งมากกว่า หวังฝู พอสมควร
ทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้เขาจะอยู่ในขั้นสร้าง
แกนนภาระดับหนึ่ง แต่แกนกำเนิดของเขา กลับมี
คุณภาพอยู่ในระดับสูงมาก กล่าวได้ว่ามันแข็งแกร่ง
เสียยิ่งกว่า ผู้มีแกนนภาสีทองปกติในขั้นสอง บางที
อาจจะเหนือยิ่งกว่าผู้ฝึกตนที่มีแกนนภาสีทองเข้ม ซึ่ง
อยู่ในระดับที่สอง เลยก็ว่าได้
เช่นนั้นแกนกำเนิดของเขา ย่อมเหนือยิ่งกว่าแกน
กำเนิดคุณภาพสูงสุดของ หนานกง เหว่ย!
เมื่อรวมกับกายาเพชรอมตะของ อู่ อวี้ แล้ว ถึงแม้
หวังฝู จะมี ‘ระฆังปราการทองคำ ‘ แต่ อู่ อวี้ ก็
สามารถบดขยี้มันได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
“ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของข้า การ
เผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนนภาระดับสาม
ย่อมไม่ใช่ปัญหาประการใด” ภายในจิตใจของ อู่ อวี้
รู้สึกประหลาดใจแลยินดีอย่างยิ่ง
ผลลัพธ์ที่ได้เหนือเสียยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มาก
จึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด ความเร็วของ
กระบี่บินจักรพรรดิของเขาถึงได้เหนือกว่า หนานกง
เหว่ย
“แกนนภาซึ่งถูกควบแน่นโดย มหาเคล็ดเทียนเซียน
ช่างวิเศษล้ำยิ่งนัก! ผลลัพธ์นี้มันทำให้ข้ารู้สึกยินดีมี
ความสุข เช่นดั่งได้รับพรจากสวรรค์ !” อู่ อวี้
ปรารถนาจะหัวเราะออกมาดัง ๆ อย่างช่วยไม่ได้
” อนาคตของข้า จะต้องอยู่จุดสูงสุดของ นิกายเซียน
ซูซัน แห่งนี้! แต่ตัวข้าไม่มีผู้อาวุโสคอยหนุนหลัง
ฉะนั้นนับจากนี้ไป ข้าไม่อาจแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใด
ล่วงรู้ได้อีก มิเช่นนั้น ผู้ที่โลภโมโทสันปรารถนาใน
มรดกของข้า คงมิได้มีแค่ จาง ฝูถู แบบเพียงผู้เดียว”
ยามนี้เขาเปรียบเสมือนดั่งเด็กหนุ่ม ผู้ถือกำสมบัติล้ำ
ค่าไว้ในมือ เบื้องหน้าของเขาในทุก ๆ ย่างก้าว ล้วน
อยู่ท่ามกลางสายตา และ คมหอกคมดาบของผู้
แข็งแกร่ง ซึ่งกำลังจับจ้องตะครุบเหยื่ออย่างเขา หาก
ไม่รักษาสมบัตินี้เอาไว้ให้ดี เขาจะไม่เหลืออะไรเลย
แม้แต่ชีวิตของตนเอง
“อะ… อะ… อู่ อวี้ ” โจวซวน คุกเข่าลงบนพื้นทันที
มันยื่นมือที่กำหูของหนูโลหิตออกไป พร้อมกับกล่าว
ว่า “ข้าผิดไปแล้ว เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง
ข้ามันสายตามืดบอด ต่อไปข้าจะไม่กระตุ้นโทสะเจ้า
อีก!
อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ด้านข้าง บัดนี้ได้มาปรากฏอยู่ตรงเบื้อง
หน้าของพวกเขาทั้งสาม แล้วเอื้อมมือไปหยิบใบหู
ของหนูโลหิตกลับคืนมา ขณะที่ดวงตาจับจ้องมองไป
ยังพวกเขา ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างน่าอนาถ
พวกเขาหวาดกลัวจนไม่กล้า แม้แต่ขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหว หรือคิดตุกติกมีลูกเล่นแม้แต่น้อย ส่วน
โจวซวน หมอบคลาน ด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ถึงแม้ในวันนี้พวกเขาอาจจะหลบหนีจากเงื้อมมือของ
อู่ อวี้ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตพวกเขา
จะสามารถหลบหนีได้เช่นนี้ พวกเขาเข้าใจ และ
ตระหนักดีว่า นับจากนี้พวกเขาจะต้องใช้เวลา
ร่วมกับ อู่ อวี้ อีกนาน ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาตัว
รอดก็คือ คุกเข่าร้องขอความเมตตา
” ศักดิ์ศรี และ ความกล้าหาญของเจ้า ไม่มีหลงเหลือ
แล้วหรือไร ถึงได้มาคุกเข่าร้องขอความเมตตา
เช่นนี้?” อู่ อวี้ มองไปที่ โจว ซวน อย่างพินิจ
” ชะ ใช่! แหะ ๆ ข้า โจวซวน ยอมจำนนต่อความ
แข็งแกร่ง ในเมื่อยามนี้ หวังฝู กลายเป็นขยะไร้
ประโยชน์ไปเสียแล้ว ข้าจึงขอเสนอว่าให้ท่านควรขึ้น
เป็นศิษย์พี่ใหญ่ นับจากนี้ข้าจะติดตามท่าน ซึ่งถือ
เป็นทางเลือกอันเหมาะสมยิ่งแล้ว!” โจวซวนกล่าว
ประจบสอพลอ
ผลั๊วะ!!!
“จงไปไสหัวซะ!” อู่ อวี้ ตบหน้าของมัน จากแรงตบใน
ครั้งนี้ ส่งผลให้ร่างของมันกระเด็นเหินไปไกลกว่า
100 จั้ง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน ฟังดู
ราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผีของ คาดว่าฟันฟางของ
โจวซวน คงร่วงหลุดร่วงออกจากปากจนหมดเกลี้ยง
เป็นแน่
ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ หวาดกลัวจนปัสสาวะแทบ
เรี่ยราด ถึงขนาดยอมบดขยี้ ‘ตราประทับกระบี่วัชระ’
เพื่อปกปั้องตัวเองอยู่ภายใน
วิ้ง!
ตราประทับกระบี่วัชระ ปลดปล่อยสนามพลังสีทอง
ห่อหุ้มร่างของทั้งสองคนไว้ นอกจากนี้ยังมีกระบี่
ทองคำสองสามเล่ม หมุนวนอยู่รอบกายของคนทั้ง
สอง เมื่อมีผู้ใดโจมตีเข้าใส่สนามพลังนี้ ซึ่งเกิดจาก
‘ตราประทับกระบี่วัชระ’ จะโจมตีตอบโต้กลับไป
ทันที
อู่ อวี้ รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่จะมาสนใจกับคน
เหล่านี้ อย่างไรก็ตามเมื่อ ตราประทับกระบี่วัชระ
ปรากฏขึ้น อีกเพียงไม่นานจะมีผู้อาวุโสเข้ามา
ช่วยเหลือพวกเขา อู่ อวี้ กดดันจนคนเหล่านี้ต้องใช้
ตราประทับกระบี่วัชระ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรีบ
ออกจากจุดนี้โดยไว
เมื่อมองย้อนกลับไป หนานกง เหว่ย กับ จื่อ อิง
ยังคงต่อสู้กันอยู่
กล่าวตามตรงยามนี้ จื่อ อิง หวาดกลัวจนแทบจะเสีย
สติ ถ้าไม่ใช่เพราะ หนานกง เหว่ย เข้าพัวพันรั้งนาง
เอาไว้ นางคงหลบหนีไปแล้ว
แต่ทว่าความแข็งแกร่งที่ อู่ อวี้ เผยออกมาให้เห็น ทำ
ให้ทั้งสองคนต้องหยุดมือลงชั่วคราว
ยามนี้หนานกง เหว่ย แลเห็น อู่ อวี้ เอาชนะและชิงหู
ของหนูโลหิตกลับมาได้แล้ว นางจึงค่อนข้างเบาใจลง
แต่ทว่าบัดนี้จิตใจของนาง ยังคงเต็มไปด้วยเพลิง
โทสะ เนื่องจาก จื่ออิง ก่นด่ามารดาของนาง นี่คือ
เหตุผลว่าเพราะเหตุใด นางถึงยังรั้งตัวพัวพันต่อสู้กับ
จื่ออิง อยู่ที่นี่
อู่ อวี้ รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับสตรีนางนี้สักเท่าใดนัก
ฉับพลันเขาจึงพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า สอดประสาน
พร้อมกับ หนานกง เหว่ย ดูเหมือนว่าในเวลานี้ จะ
แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้แบบสองต่อหนึ่ง!
จื่อ อิง เป็นผู้เชี่ยวชาญในเคล็ดวิชาเต๋าสายพฤกษา
นางพลิกมือกลับอีกด้านหนึ่ง ทันใดนั้นพฤกษา
โบราณจำนวนมากมายขยายเติบโตขึ้นมาจากพื้น
ปฐพี คลื่นแห่งใบไม้แลกิ่งก้านพฤกษาอันกล้าแข็ง
แพร่กระจายพัวพัน ม้วนกวาดผ่านสร้างหายนะแก่
พื้นที่โดยรอบ แม้กระทั่งทำให้ หนานกง เหว่ย ต้อง
ติดอยู่ภายในวงล้อมหลายครา
มือของนางเกาะกุมศาสตราเต๋าเชื่อมจิตสีม่วงเอาไว้
นามของมันก็คือ กระบี่พฤกษาม่วง ถือเป็นศาสตรา
เต๋าที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
บัดนี้มายาสีเงินบินทะยานออกมา ห้อมล้อมร่างของ
อู่ อวี้ อำนาจสะกดข่มถูกปลดปล่อยออกมาอย่าง
รุนแรง ม้วนกวาดผ่านเข้าใส่หมู่มวลพฤกษาที่อยู่
โดยรอบ โซ่มายาสีเงินเปรียบดั่งอสรพิษเงิน เจาะ
ทะลุทะลวงเข้าพัวพัน จื่อ อิง ซึ่งกำลังต่อสู้อยู่กับ
หนานกง เหว่ย !
ระงับพลังของแกนกำเนิดเอาไว้!
พริบตาก่อนที่พลังของ จื่ออิง พลันสูญหายไป และ
ตกอยู่ในการควบคุมของ อู่ อวี้ จนรุกขชาติที่อยู่
โดยรอบแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ หนานกง เหว่ย ได้
พุ่งกระบี่จ้วงแทงไปยัง จื่ออิง ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่
รอช้า
แต่เมื่อเห็น อู่ อวี้ ควบคุมนางเอาไว้ได้ หนานกง
เห่วย จึงลดกระบี่ลง จากนั้นก็ตบหน้าของ จื่อ อิง
ฉาดใหญ่ แม้ว่านางจะมีโทสะอย่างมาก แต่นางก็ไม่
อยากทำร้ายใคร หลังจากนั้นนางก็กล่าวขึ้นอย่างมี
โทสะว่า “ตบครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนกับคนวาจา
สามหาวเช่นเจ้า จากนี้จะได้ไม่ปากพล่อยหัวเราะ
เยาะผู้อื่นอีก”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก” จื่ออิง ผู้
นี้ไร้ศักดิ์ศรีไม่ต่างจาก โจวซวน นัก หลังจากปราชัย
ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ทันที ไม่ถกเถียงหรือตอบโต้
อะไรอีก
ในยามนี้ ปราณกระบี่ซึ่งอยู่ห่างออกไป กำลังเกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อู่ อวี้ คว้า หนานกง เหว่ย
เอาไว้ พวกเขาต่างมองหน้ากัน ทั้งสองรู้ดีว่าควร
จะต้องออกไปจากที่นี่
อู่ อวี้ โยนร่างของ จื่ออิง ออกไป โดยไม่คำนึงว่า
ร่างกายของนางจะเปรอะเปือนเลอะเทอะจากแม่น้ำ
แค่ไหน หลังจากนั้นทั้งสองก็รีบขี่กระบี่บินออกจาก
พื้นที่นี้ทันที ใช้เวลาเพียง 1 ก้านธูป คนทั้งสองก็ร่อน
ลงสู่พื้นดิน จากนั้นก็หลบซ่อนตัวภายในพื้นที่ลึกเข้า
ไป
ภายในหัวใจของ หนานกง เหว่ย เต้นรัวไม่เป็น
จังหวะ ในยามนี้นางเงยหน้ามอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตา
ใสแจ๋ว พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าชังว่า
” พี่ชาย ไฉนพลังฝีมือของท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ เหตุ
ใดท่านต้องปกปิดข้า ข้ากังวลแทบแย่ กลัวว่าท่านจะ
ถูกรังแกจากอันธพาลตัวใหญ่นั่น”
นางรู้ว่า อู่ อวี้ อยู่ในระดับสร้างแกนนภาขั้นแรก
เช่นเดียวกับนาง อีกทั้งด้วยความรู้ของนาง นางย่อม
รู้ดีว่า อู่ อวี้ แข็งแกร่งกว่านาง ฉะนั้นนางจึงสงสัยว่า
แท้จริงแล้วเป็นเพราะเหตุใด
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ข้าเองก็คิดไม่ถึงเช่นกัน และ
ข้าก็ไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดเจ้า ”
สาวน้อยผู้นี้น่ารักสดใสยิ่งนัก นางแบ่งแยกระหว่าง
สิ่บที่ชอบ และ สิ่งที่เกลียดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเปรียบ
ประดุจดั่งเปลวเพลิง อู่ อวี้ มองดูหน้านาง แล้วอด
คิดอย่างช่วยไม่ได้ ว่าหากนางโตขึ้นจะเป็นเช่นไร?
หนานกง เหว่ย บุ้ยปากแล้วกล่าวว่า ” ไหนท่านบอก
ว่า แกนนภาของท่าน ธรรมดามากยังไงล่ะ เท่าที่ข้า
เห็นมันจะต้องมีคุณภาพสูงสุดเช่นเดียวกับข้า! พี่ชาย
แกนของท่านอยู่ระดับใดกันแน่ ?”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดชั่วครู่ เขารู้ว่าการที่แกนกำเนิดของเขา
นั้นแข็งแกร่ง เป็นเรื่องปกติที่จะดึงดูดความสนใจ
ของผู้อื่น ฉะนั้นเขาจึงจำเป็นต้องมีคำอธิบาย
เขาคงไม่อาจบอกกับผู้อื่นตามตรงได้ว่า แกนนภา
ของเขานั้นเป็นสีขาว เพราะมันจะต้องเป็นเรื่องน่า
ตื่นตกใจสำหรับผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นสิ่งที่ตามมา
ก็คือ ผู้อื่นจะต้องใส่ใจใคร่รู้เรื่องราวตัวของเขามาก
ยิ่งขึ้นเป็นแน่
ตอบไปว่ามีคุณภาพสูงสุด ถือเป็นทางเลือกที่ดี และ
ปลอดภัยมากที่สุด
ฉะนั้นเขาจึงตอบกลับไปว่า ” ใช่แล้วล่ะ… มันมี
คุณภาพสูงสุด เป็นแกนระดับที่มีหมอกขาวปกคลุม
อยู่ด้วย ”
หนานกง เหว่ย กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า ” ข้า
คาดเดาถูกจริง ๆ พี่ชายเนี่ยแย่จริง ๆ เชียว งั้นเรื่อง
ในถ้ำสร้างแกนนภาท่านก็หลอกลวงข้าด้วยน่ะสิ!”
อู่ อวี้ หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” มันก็ช่วยไม่ได้นี่นา ข้า
ไม่มีภูมิหลังอะไรคอยช่วยสนับสนุน ข้าจึงไม่อยาก
แพร่งพรายเปิดเผยมากเกินไปก็เท่านั้น ไม่เช่นนั้น
แล้วถ้าผู้อื่นรู้เข้าจะเป็นนำภัยมาแก่ตัวข้าได้ เจ้า
เข้าใจหรือไม่? ”
” คำตอบนี้พอใช้ได้ เหว่ยเอ๋อให้อภัยพี่ชายก็แล้วกัน ”
หนานกง เหว่ยยิ้มอย่างพอใจ
ถึงแม้ หนานกง เหว่ย ปกปิดภูมิหลังของนางไว้ แต่
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้แจ้งชัดเจนในใจว่า ถึงแม้ตัว
เขาจะมีพรสวรรค์มากล้ำเพียงใด แต่ด้วยพลังฝีมือ
ของเขาในตอนนี้ ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาก้าว
เดินอยู่ภายใน นิกายเซียนซูซัน ได้อย่างปลอดภัย
” ท่านจะไปที่แห่งใดต่อ ? ” หนานกง เหว่ย ยก อู่ อวี้
เป็นผู้นำโดยไม่รู้ตัว
อู่ อวี้ ครุ่นคิดชั่วครู่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า
จาง ฝูถู จะรอคอยอยู่ด้านนอก ฉะนั้นผลทางที่ดีที่สุด
ก็คือไม่ออกจาก หุบเขาปีศาจ
เขายังคงทำตามวัตถุประสงค์เดิมที่เขามายัง หุบเขา
ปีศาจ แห่งนี้ คือการหลบซ่อนตัว
ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า ” ข้ามีวิชาเต๋าบางอย่าง ที่
ต้องการฝึกฝนเสียก่อน ข้าคิดว่าทางที่ดีเราควรหาที่
หลบซ่อนตัว เพื่อฝึกฝนวิชาเต๋ากันก่อน เจ้าเห็นด้วย
หรือไม่ ?”
“อยู่ในหุบเหวปีศาจ ? ยังไม่ออกไปไหนงั้นหรือ ?
“หนานกง เหว่ย ไต่ถาม
“ใช่แล้ว อยู่ที่นี่ก่อน”
“เยี่ยมเลย”
ดูเหมือนว่านางเอง ก็ไม่อยากจะออกไปด้านนอก
เช่นกัน ด้วยเพราะเกรงว่าผู้อื่นจะพบตัวนางเจอนาง
เช่นเดียวกัน?
” ในที่สุด เหว่ยเอ๋อ ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา ข้า
ก็จะขอบ่มเพาะเคล็ดวิชาเต๋าสร้างแกนนภาด้วย
เช่นกัน”
แน่นอนว่านางก็คิดเช่นเดียวกับ อู่ อวี้
ในความเป็นจริงแล้วผู้ฝึกตนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับ
สร้างแกนนภา สิ่งที่ต้องครุ่นคิดเป็นอันดับแรกก็คือ
เคล็ดวิชาเต๋าสร้างแกนนภา การหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่
เช่นดั่งพวกเขาทั้งสอง โดยปกติแล้วไม่มีผู้ใดกระทำ
กัน
…
ไม่กี่วันต่อมา นอกประตูทางเข้าของ หุบเหวปีศาจ
หวังฝู กับพรรคพวกของเขาก็ปรากฏตัวอยู่ที่นี่
” กลับกันเถอะ เราจะไปบอกท่านอาจารย์เกี่ยวกับ
เรื่องนี้ ท่านอาจารย์จะต้องลงโทษมันอย่างแน่นอน!”
จื่ออิง ยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมกับกล่าวขึ้น
ถัดไปจาก หวังฝู คือโจวซวนใบหน้าครึ่งซีกของมัน
บวมเปั่งแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
พวกมันเพิ่งออกจากยอดเขาหิมะ แต่ฉับพลันกลับมี
คนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าของพวกเขา ทันทีที่เห็น
พวกเขาก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
” ทะ…ท่านอาจารย์ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร ? ”
คนผู้นี้ก็คือคือ จาง ฝูถู
จาง ฝูถู มองอย่างไม่แยแส ไปที่ หวังฝู แล้วกล่าวขึ้น
ว่า ” ดูเหมือนเจ้าจะบาดเจ็บหนักอาการ แต่กลับไม่มี
ชิ้นส่วนปีศาจติดมือกลับมาแม้แต่น้อย ข้าอยากรู้นัก
เพราะเหตุใดถึงต้องใช้ ตราประทับกระบี่วัชระ? ”
ทันใดนั้น โจวซวน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกว่า ”
ท่านอาจารย์! หาใช่ที่ท่านคิดไม่! นี่ไม่ใช่ฝีมือของ
ปีศาจ แต่เป็นศิษย์ ใหม่ของท่าน อู่ อวี้! ทั้งยังตบ
หน้าศิษย์พี่หญิงกับข้าอีกด้วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จาง ฝูถู ก็แสดงท่าทางประหลาดใจ
จากนั้นสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ในทันที
” เจ้าพูดเรื่องขบขันอันใดกัน ระดับฝีมือของ อู่ อวี้
จะสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้อย่างไร ? ”
พวกมันทั้งสามตกตะลึง จากนั้น จื่ออิง ก็กล่าวว่า ”
นี่แสดงว่าท่านอาจารย์ คงยังไม่ทราบว่า อู่ อวี้ มีฝีมือ
แข็งแกร่งอยู่ในระดับใดใช่หรือไม่ ? เมื่อไม่นานมานี้
เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับ สร้างแกนนภา ซึ่งก็ควรจะอยู่
ใน ขั้นแรก เพียงเท่านั้น แต่เขากลับสามารถเอาชนะ
ศิษย์พี่ใหญ่ได้ เขาทุบตีศิษย์พี่ใหญ่อย่างไร้ปราณี
จากนั้นก็สามารถเอาชนะได้ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่อึด
ใจเท่านั้น ศิษย์พี่ใหญ่ฝีมือร้ายกาจแต่กลับต้องพ่าย
แพ้อย่างน่าอนาถเช่นนี้!”
เป็นธรรมดาหาก จาง ฝูถู จะไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้
เขาจ้องมองอย่างจริงจังแล้วกล่าวขึ้นว่า ” จงเล่าสิ่งที่
เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน ให้ข้ารู้เดี๋ยวนี้ ”
โจวซวน รีบฉกฉวยโอกาสนี้ทันที จากนั้นจึงเริ่มเล่า
ด้วยน้ำเสียงเศ้าโศกกึ่งไม่พอใจขึ้นว่า “อู่ อวี้ ช่างดุ
ร้ายปั่าเถื่อนมากจริง ๆ พวกเราเอาชนะ ปีศาจหนู
พิภพโลหิต ได้อย่างยากลำบาก ระหว่างที่ข้ากำลังนำ
หูของมันไปแลกเปลี่ยนกับแต้มความสำเร็จ ไม่
คาดคิดว่า อยู่ ๆ อู่ อวี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสตรี
นางหนึ่ง จากนั้นก็ฉกชิงสิ่งของ ๆ พวกเราไป ไม่
เพียงแค่นั้น เขายังร่วมมือกับสตรีนางนั้น จัดการกับ
เรา ทั้งยังดูถูกสร้างความอัปยศให้แก่พวกเรา
พฤติกรรมของพวกเขาช่างเลวทรามต่ำช้า ซ้ำร้ายเขา
ยังกล่าวอีกว่า พวกเราไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมา
เป็นศิษย์พี่ชายหญิงของเขา อีกทั้งแม้แต่ท่านก็ยังไม่
มีคุณสมบัติเพียงพอ …”
“เอาล่ะ … พอ ๆ ” จาง ฝูถู โบกมือ
ดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้เล่าสัก
เท่าใดนัก
แต่ดวงตาของเขาจับมองไปยังทิศทาง หุบเหวปีศาจ
ดวงตาอันลุกโชน
บางทีความลึกลับของ อู่ อวี้ ได้ตราตรึงฝังลึกอยู่
ภายในหัวใจของเขา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ