กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 211 : หมาปาปศาจเนตรคราม
หนึ่งพลอง โลกสะท้านภูเขาสะเทือน
หนึ่งพลอง สวรรค์ร่วงหล่นแผ่นดินฉีกกระชาก
หนึ่งพลอง ภูเขาและแม่น้ำพลิกตลบ
หนึ่งพลอง สรวงสวรรค์พังทลาย
ในสายตาของ อู่ อวี้ เปลวเพลิงสีทองโหมกระหน่ำ
อย่างบ้าคลั่ง ลุกท่วมทั่วโลกทั้งใบ ตำแหน่งใจกลาง
ของเปลวไฟสีทองนั้น เป็นวานรที่มีขนสีทองอร่าม
เย้ยหยันฟั้าดิน หนึ่งพลองกวาดผ่านทั้งสวรรค์!
ชุดเกราะส่องประกาย ผ้าคลุมสีแดงสด ได้ประทับลง
ไปในจิตใจจนไม่สามารถลืมเลือน ก่อให้เกิด
แรงสั่นสะเทือนไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งที่ อู่ อวี้ ได้เห็นก็คือ โลกทั้งใบแตกเป็นเสี่ยงๆอยู่
ในสายตาของเขา ตรงกลางระหว่างผืนปฐพีแล
สวรรค์ มีเพียงแค่วานรสีทองยืนตระหง่าน บดขยี้
ทั้งหมดทุกสิ่ง กลายเป็นผู้ที่บัญชาทุกอย่างโดย
แท้จริง!
พลังอำนาจของพลองนั้น ประจักษ์อยู่ในสายตาของ
อู่ อวี้ ทำให้สายตาของเขาส่องประกายออกมา
นั่นคือ ฉีเทียนต้าเซิ่ง ผู้ต่อกรกับพระโพธิสัตว์
ทั้งสองชื่อนี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ หลังจาก
ที่ได้ยินชื่อนี้แล้ว ก่อให้เกิดเป็นจินตนาการขึ้นไม่รู้จบ
วิ้ง!
ทันใดนั้น ใจกลางโลกแห่งเปลวเพลิงสีทอง ต้าเซิ่งได้
หันหลังกลับ พริบตาพลันเคลื่อนย้ายร่างกายมาอยู่
เบื้องหน้า อู่ อวี้ ในขณะนั้น อู่ อวี้ พบว่าร่างกาย
ของตนที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของเขา กลายเพียงแค่
มดปลวกตัวเล็กๆเท่านั้น
ในเปลวเพลิงที่ลุกโชน ต้าเซิ่ง ยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว
นิ้วของเขามีความใหญ่มากกว่าศีรษะของ อู่ อวี้
อย่างยิ่ง จากนั้นเขาได้ยื่นนิ้วไปสัมผัสตรงส่วนศีรษะ
ของ อู่ อวี้
เวลาหยุดเคลื่อนไหว เคล็ดวิชาระเบิดคลั่ง ถูกปลูกฝัง
เข้าไปในส่วนลึกของร่างกาย อู่ อวี้
ฉับพลันที่เคล็ดวิชาได้เชื่อมต่อเข้ากับเขา อู่ อวี้ รู้สึก
ว่าร่างกายของเขาสัมผัสได้ถึงโลกทั้งใบ เขารับรู้ถึง
จิตวิญญาณของอีกฝั่ายที่หลั่งไหลเข้ามา ความยุ่ง
เหยิงอันไม่เป็นระเบียบ ความรู้สึกเย้ยหยันได้ทั่วทั้ง
โลกหล้า จิตใจที่ต่อต้านสรวงสวรรค์ จิตวิญญาณ
เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมาก
จิตวิญญาณสั่นสะท้าน!
ตูม!
ทันใดร่างกายของราชันวานรพลันเลือนหายไป
ในทันที อู่ อวี้ เปิดเปลือกตาของเขาขึ้น กองเพลิงที่
อยู่เบื้องหน้าเขากำลังเผาไหม้อยู่ ฝังตรงข้ามของกอง
เพลิงมีดรุณีนางหนึ่งอยู่ นางที่เงยหน้าขึ้น ให้แสงของ
กองเพลิงที่สะท้อนเงาเลือนรางออกมาส่องไปถึงนาง
จนเปล่งประกาย ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์ แต่ว่า
ใบหน้าอันงดงามที่เป็นเอกลักษณ์กลับเผยให้เห็น
ออกมาบ้างแล้ว
“พี่ชาย เป็นอันใดรึ?” หนานกง เหว่ย ถามด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น
“ไม่มีอะไร” อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าไปลึกแล้วตอบ
โลกทองคำเบื้องหน้าของเขาได้หายไปเรียบร้อยแล้ว
เขาเพิ่งจะฝึกฝน เคล็ดระเบิดพลัง ตามที่ หมิงซวง
สอนไปเสร็จสิ้น และในยามนี้ เมล็ดพันธุ์ของเคล็ด
วิชาระเบิดพลังได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในร่างกายของ อู่
อวี้ เรียบร้อย
ในตอนนี้ อู่ อวี้ เพียงแค่กระตุ้นมันก็สามารถใช้เคล็ด
วิชานี้ออกมาได้ แน่นอนว่าหนทางของเขายังคงอีก
ยาวไกล
อู่ อวี้ ได้ขัดเกลาเคล็ดตรึงกายามาเป็นเวลานาน
ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นสูง แต่อย่างน้อยก็มีแนวโน้มที่
จะประสบความสำเร็จในการใช้สูง
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ใช้เวลาอีกสิบวันเพื่อที่จะทำ
ความคุ้นเคย และฝึกฝนโดยการทดลองปฏิบัติดู
ถึงแม้จะยังไม่เคยใช้จริงก็ตามที แต่ในใจของเขากลับ
รู้ว่ามันสามารถใช้ได้อย่างแน่นอน
เคล็ดระเบิดพลังคลั่งไม่สามารถเทียบได้กับ เคล็ด
ตรึงกายา ตราบที่มันสำแดงออกมาแล้วย่อมสำเร็จ
ผลอย่างแน่นอน เพียงแต่มันจะทำให้ร่างกายของ
ผู้ใช้เกิดความเสียหายบางอย่าง เห็นได้ชัดว่าเคล็ด
วิชานี้ไม่สามารถใช้ออกได้บ่อยครั้งนัก
หลังจากที่ทำความเข้าใจได้แล้ว อู่ อวี้ จึงตัดสินใจ
เก็บ เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง เอาไว้ทีหลังก่อน
เขายังมีอีกสองวิชาเต๋าของวิชาเต๋าสร้างแกนนภาที่
ยังต้องฝึก
นิกายเซียนซูซัน มีวิชาเต๋าขั้นสร้างแกนนภามากมาย
นับอนันต์ ซึ่งเป็นวิชาชั้นเลิศ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นสร้าง
แกนนภาก็ยังยกให้พวกมันเป็นสมบัติล้ำค่า แน่นอน
ว่ายิ่งเป็นวิชาที่ล้ำค่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้แต้ม
ความสำเร็จมากขึ้นตามในการที่จะแลกมันมา
ในนิกายเซียนซูซัน นอกจากรางวัลหรือสิ่งของต่างๆ
ที่อาจารย์เป็นผู้มอบให้แล้ว ทุกอย่างต้องใช้แต้ม
ความสำเร็จของตนเองไปแลกมันมา
มันเป็นรูปแบบที่หล่อหลอมให้สาวกนิกายเซียนซูซัน
เกิดสภาวะแข็งขันกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อยามที่ใช้วิชา
เต๋าออกในการต่อสู้จริง จะได้มีประสบการณ์ที่ดี
“ท่านอาจารย์ได้มอบ สามกระบี่สังหารประกาศิต
สวรรค์ ให้กับข้า นอกจากนี้ยังมีเคล็ดวิชาขั้นสร้าง
แกนนภาอีกสองกระบี่ ถึง เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง จะ
สามารถเพิ่มพลังการโจมตีในการต่อสู้ได้ก็จริง แต่
กระนั้นแล้วข้ายังต้องการเคล็ดวิชาสร้างแกนนภาอยู่
ดี เนื่องจากเคล็ดวิชาสามัญไม่อาจตอบสนองต่อแกน
กำเนิดของข้าได้อีกต่อไป อีกทั้งกระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิดของข้าเอง ก็ยังได้รับการยกระดับขึ้นไป
อีก”
ยามนี้ หนานกง เหว่ย ก็ยังคงจดจ่อกับการขัดเกลา
เคล็ดวิชาเต๋า ส่วนทาง อู่ อวี้ ก็ทำการศึกษาเคล็ด
สามกระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์ อย่างต่อเนื่อง
ภายในหุบเหวปีศาจนี้ กลับกลายเป็นสถานที่ที่
สามารถฝึกฝนวิชาเต๋าได้อย่างอุ่นใจ
“เคล็ดตรึงกายา เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง คงต้องใช้เวลา
ในการฝึกฝนขัดเกลาอย่างยาวนาน ซึ่งมันได้
ยกระดับในการทำความเข้าใจเคล็ดวิชาเต๋าสามัญ
ให้แก่ข้า แม้ว่าจะเป็นวิชาเต๋าขั้นสร้างแกนนภา แต่
ความยากก็ยังห่างไกลจากเคล็ดตรึงกายาอยู่มากนัก
ดังนั้นการที่ขัดเกลาเคล็ดตรึงกายา แล้วมาศึกษาวิชา
สามกระบี่สังการประกาศิตสวรรค์ จึงทำให้การ
เรียนรู้เข้าใจเคล็ดวิชานี้ง่ายดายขึ้นกว่าเดิมอย่างยิ่ง”
หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนเคล็ดแปลงกายอสูรมา
อย่างเนิ่นนาน ทำให้ยามนี้เขาสามารถเข้าใจในวิชา
เต๋าอื่นๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น
เพราะยังไงแล้วเคล็ดตรึงกายาเป็นสิ่งที่มีความลึกล้ำ
ยิ่ง แต่ฉีเทียนต้าเซิ่งก็ได้ช่วยให้เขามีความเข้าใจที่
มากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ได้รู้แจ้งอย่างแท้จริง แต่ก็
สามารถเข้าใจได้มากขึ้นแล้ว บัดนี้จึงทำให้
ความสามารถในการทำความเข้าใจวิชาเต๋าของตัว
เขาจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างยิ่งยวด และความสามารถใน
การทำความเข้าใจนี้ก็ยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตราบใด
ที่เขายังคงฝึกฝนและหมั่นทำความเข้าใจเกี่ยวกับ
เคล็ดแปลงอสูรอยู่(72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์)
“สำหรับความสามารถในการเข้าใจวิชาเต๋า ก็ถือได้
ว่าเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง กล่าวได้ว่า พรสวรรค์
ด้านนี้ของข้านับได้ว่าอยู่ในระดับสูง”
“ในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ถึงแม้จะกว้างใหญ่ไพศาล
แต่จะต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าจะปีนไปถึงบนจุดสูงสุด
ของเทือกเขาชิงเทียนและมองทัศนียภาพจากจุดนั้น
ด้วยตาของข้าเอง!”
พรสวรรค์ของตัวเขาได้มอบความมั่นใจให้กับ อู่ อวี้
โดยไม่รู้ตัว อู่ อวี้ ได้ยกระดับความแน่วแน่ของตัวเขา
เองให้สูงยิ่งขึ้น
“จาง ฝูถู…..”
ในตอนที่เพิ่งจะพบกับคนผู้นี้ ในใจลึกๆของ อู่ อวี้ ก็
เกิดเป็นความยำเกรงขึ้น แต่ตอนนี้มานึกอีกที บุคคล
ผู้นี้ ก็เป็นเพียงแค่สาวกมหาวงจรสี่วิถีกระบี่ขั้นปฐพี
ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง!
ยิ่งเขาปรารถนาในตัวของ อู่ อวี้ มากเท่าไหร่ อู่ อวี้ ก็
ยิ่งมีความอาฆาตแค้นต่อเขามากเท่านั้น
เขาจึงถือโอกาสนี้ เพื่อขัดเกลาเคล็ดวิชาที่ยังเหลืออยู่
กระบี่สะท้านฟั้า เป็นวิชากระบี่สังหารกระบี่แรก!
กระบี่สามประกาศิตสังหารสวรรค์ เป็นการผสาน
เคล็ดวิชาสังหาร ยิ่งฆ่ามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
มากขึ้น
กระบี่สังหารกระบี่ที่สอง เป็น กระบี่แยกสวรรค์
กระบี่สังหารกระบี่ที่สาม เป็นกระบี่ที่มีอานุภาพทะลุ
ถึงสรวงสวรรค์ชั้นฟั้า ซึ่งมีนามว่า กระบี่ทะลวง
สวรรค์
กระบี่สังหารที่สองและที่สาม เป็นเคล็ดวิชาของขั้น
สร้างแกนนภา แน่นอนว่าจะต้องอยู่ในขั้นสร้างแกน
นภาเสียก่อน จึงจะสามารถใช้เคล็ดวิชาสังหารนี้ได้
อู่ อวี้ อยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ มือหนึ่งถือ กระบี่ทองคำ
เนตรเทวะ อีกมือหนึ่งถือ กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี
รากฐานเซียนกงล้อกระบี่หยินหยาง สามารถทำให้
แบ่งแยกจิตใจเป็นสองส่วนได้ ใจหนึ่งใช้ขัดเกลา
กระบี่แยกสวรรค์ อีกใจใช้ขัดเกลากระบี่ครองสวรรค์
ด้วยการเข้าสู่ภาวะนี้ เขาจึงสามารถย่นระยะเวลา
การฝึกฝนลงได้
“สามกระบี่ประกาศิตสังหารสวรรค์ เป็นเคล็ดวิชาฆ่า
สังหาร มีเอาไว้เพียงเพื่อสังหารเท่านั้น”
“เคล็ดลับก็คือ ต้องรวดเร็ว และโหดเหี้ยมเด็ดขาด”
“อารมณ์จะต้องดุจกระบี่ไม่ยอมหักยอมงอ สั่นคลอน
สวรรค์ปฐพี ซึ่งมันเหมาะสมกับจิตใจอันแน่วแน่ของ
ข้า”
เมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้คมและเงากระบี่ ก็หมุนวน
อยู่รอบกายของ อู่ อวี้ อย่างต่อเนื่อง
หนานกง เหว่ย เหลือบมองเขาเป็นบางครั้ง ปรากฏ
ความตื่นตะลึงขึ้นบนใบหน้า นางจำต้องหลบเลี่ยงอยู่
ตลอดเวลา เพื่อที่จะปั้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจาก
กระบี่ของ อู่ อวี้
“พี่ชายเคยกล่าวเอาไว้ว่าเขาเป็นคนของ วังกระบี่
หยกคราม เพียงแต่ว่าทำไมถึงดูลึกลับยิ่งนัก มีใคร
บางคนกำลังตามหาเขา ดังนั้นเขาจึงซ่อนตัวอยู่ในที่
แห่งนี้กับข้า?” หนานกง เหว่ย จ้องมองเขาด้วย
ความสงสัย
ในพริบตา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกสามเดือน
ในเวลาสามเดือนที่อยู่ร่วมกัน หนานกง เหว่ย ก็
กลายเป็นคนที่สำคัญในชีวิตคนหนึ่งของ อู่ อวี้ ไป
เสียแล้ว
พวกเขาต่างรู้จักซึ่งกันและกัน เป็นเวลาครึ่งปี ใน
เวลาครึ่งปีนี้ หนานกง เหว่ย พัฒนาฝีมือได้ไวมาก
นางที่ยังเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์ ตอนนี้ได้เข้าสู่ช่วงอายุ
สิบสี่ปีแล้ว เสน่ห์หญิงสาวของนาง ก็ค่อยเผยออกมา
ให้เห็น ในบางเวลา ก็มีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดออกมา
จน อู่ อวี้ ยากจะห้ามใจ
วันคืนของการปิดด่านฝึกตนช่างแสนน่าเบื่อ
หลังจากที่ หนานกง เหว่ย ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาขั้น
สร้างแกนนภา นางก็รอคอย อู่ อวี้ รอให้ อู่ อวี้ เกิด
ความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งในเคล็ดวิชา สามกระบี่
สังหารประกาศิตสวรรค์เสียก่อน นางจึงต้องการที่จะ
ออกไปพร้อมกับ อู่ อวี้
“พี่ชาย ท่านคิดจะกลั่นสกัดโอสถหรือไม่?” หนานกง
เหว่ย ถาม
อู่ อวี้ แน่นอนว่าต้องการ เขามีเพียงแต่เพลิงอมตะ
แต่ไม่มีเคล็ดวิชาในการกลั่น และก็ไม่มีเตาที่จะใช้
หลอมสกัดเม็ดยา
“เช่นนั้นก็ไปล่าสังหารปีศาจ รวบรวมแต้ม
ความสำเร็จ จึงจะนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของเหล่านี้มา
ได้”
อู่ อวี้ ก็คิดเช่นเดียวกัน สาวกของนิกายเซียนซูซัน
ทั้งหมดต่างกระทำเช่นนี้ มิฉะนั้น ทรัพยากรที่ได้มา
แต่ละเดือนย่อมไม่เพียงพอ และหากเป็นเช่นนั้น จะ
สามารถไปแข่งกับผู้อื่นได้อย่างไร?
หุบเหวปีศาจก็ยังคงปกคลุมไปด้วยความหนาวเหน็บ
หลังจากที่ หนานกง เหว่ย คุ้นเคยกับสถานที่นี้ ก็ไม่
เกรงกลัวมันอีกต่อไป กลับกล้าตามล่าเหล่าปีศาจ
แทน สองวันครึ่งผ่านไป พวกเขาไปไม่เพียงแต่พบ
ปีศาจเท่านั้น แต่กลับพบปีศาจที่อยู่ในขั้นเติบโตเต็ม
วัยอีกด้วย!
นี่เป็นหุบเขาสีน้ำเงินเข้ม ทั้งสองด้านเป็นหน้าผา บน
หน้าผามีเถาองุ่นเก่าแก่อยู่มากมายเต็มไปหมด ปิด
กั้นมองไม่เห็นด้านบน อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย ที่
เพิ่งลงมาถึงข้างล่าง จึงพบกับปีศาจตนนี้เข้า
ในส่วนลึกของความมืดมิด อู่ อวี้ และ หนานกง
เหว่ย เห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งสวมแต่กางเกง ลึกลง
ไปในความมืดมิด ได้ปรากฎตัวขึ้นมาขวางทางเอาไว้
ร่างกายที่เพรียวบาง ทั่วทั้งร่างกายผอมเพรียว เผย
ให้เห็นถึงรูปทรงของกล้ามเนื้อที่ดูเพรียวงาม ดวงตา
ทั้งคู่มีสีฟั้าแลดูเศร้าสร้อย
“มนุษย์” พบเห็น อู่ อวี้ ทั้งสอง ปีศาจได้เปล่งเสียง
แหบแห้งออกมา ทำให้ อู่ อวี้ ได้เห็นถึงฟังอันแหลม
คมของมัน
“เป็นหมาปั่าหรือสุนัขล่ะ?” อู่ อวี้ ถามขึ้น
“หมาปั่า” อีกฝั่ายตอบกลับมาแบบง่ายๆ
เมื่อ หนานกง เหว่ย พบเห็นปีศาจ จึงไม่สามารถทำ
ใจให้สงบได้อีกต่อไป ความเกลียดชังที่ซ่อนอยู่ใน
ดวงตาค่อยๆปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยจนปกคุลมไปทั่ว
ทั้งดวงตาทั้งสองข้างของนาง
“เป็น หมาปั่าปีศาจเนตรคราม ในหมู่ปีศาจ มัน
สังหารคนโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา!” หนานกง
เหว่ย กล่าวพร้อมกัดฟันด้วยความเคียดแค้น
อู่ อวี้ พยักหน้ารับ
เขาเคลื่อนย้ายร่างกายไปอยู่ข้างหลัง หนานกง เหว่ย
แล้วกระซิบว่า “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ข้าจะจัดการ
กับมันเอง”
“ก็ได้ พี่ชาย หมาปั่าปีศาจเนตรครามมีพลังมันสูงส่ง
มันอาจจะอยู่ในขั้นแกนปีศาจระดับสาม…..”
มันมีระดับสูงกว่าพวกเขาถึงสองระดับ!
อย่างน้อย หนานกง เหว่ย สามารถจัดการได้เพียงแค่
ปีศาจที่อยู่ในขั้นแกนปีศาจระดับสองเท่านั้นเป็น
อย่างมาก
“ข้ารู้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ” อู่ อวี้ ผลักนางออกไป
เบาๆ เพื่อให้นางออกไปจากตรงนี้
ครั้งก่อน อู่ อวี้ ได้มอบความพ่ายแพ้ให้กับ หวังฝู ทำ
ให้ หนานกง เหว่ย เกิดความประทับใจในตัวของเขา
ขึ้นมามาก นางที่เยาว์วัยกว่าเขา จึงไปซ่อนก่อน แต่
นางยังคงวางแผนที่จะร่วมมือกับ อู่ อวี้
นางสันนิษฐานเอาไว้ว่าหากสองคนร่วมมือกันจะมี
โอกาสมากกว่า
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเข้าไปในหุบเขาสีดำ เผชิญหน้ากับ
ปีศาจหมาปั่าเนตรครามเพียงลำพัง เขานำกระบี่
ออกมาสองเล่ม ถือไว้บนมือทั้งสองข้างของเขา ข้าง
หนึ่งปรากฎแสงสีทองอร่าม อีกข้างหนึ่งปรากฎเพลิง
เจ็ดสีส่องสว่าง ส่งผลให้หุบเขาพลันสว่างไสวขึ้นทันที
หมาปั่าปีศาจเนตรคราม มองที่เขาแล้วกล่าว “เจ้า
อ่อนแอเกินไป ข้าไม่แย่งชิงตราประทับกระบี่วัชระ
ของเจ้าหรอก ไปเสียเถอะ”
ยังมีปีศาจที่ไม่ต้องการตราประทับกระบี่วัชระอีก
หรือ หรือมันไม่ต้องจะไปจากที่แห่งนี้?
“แต่ทว่าข้าอยากได้แต้มความสำเร็จจากเจ้า” อู่ อวี้
กล่าวออกมา เขาคิดๆไปแล้ว หมาปั่าปีศาจเนตร
ครามเพราะว่ามันมีดวงตาที่พิเศษ ดังนั้นหลังจาก
สังหารมันไปแล้วจะต้องนำส่วนดวงตาของมันกลับไป
จึงจะแลกเปลี่ยนค่าความสำเร็จมาได้
“ช่างน่าเบื่อ” อีกฝั่ายทำเสียงฮึดฮัดออกมา และก็ไม่
กล่าวอะไรออกมาอีก มันก้าวออกมาจากในความมืด
ทุกก้าวที่ก้าวออกไปสามารถสร้างความกดดัน อู่ อวี้
ได้เป็นอย่างดี ด้วยร่างกายของมันที่มีแกนกำเนิดขั้น
สูงซึ่งราวกับเป็นมหาสมุทร จึงทำให้มีแรงกดดันอัน
มหาศาลเข้ามากดทับตัวเขาเอาไว้ ในยามนี้ อู่ อวี้ จึง
รู้สึกราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับมหาสมุทรอัน
ยิ่งใหญ่
เมื่อพิจารณาจาก แกนกำเนิด และ แกนปีศาจระดับ
ที่สาม มันย่อมมีความแข็งแกร่งอยู่เหนือกว่า อู่ อวี้
อยู่หลายส่วน
อย่างไรก็ตามสีหน้าของ อู่ อวี้ กลับไม่ได้แปร
เปลี่ยนไป มือซ้ายกวาดกระบี่ทองคำเนตรเทวะ
ออกไป จนปรากฎเสียงแหวกอากาศนภา กำแพงสี
ทองพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของหมาปั่าปีศาจเนตร
คราม ทันใดนั้นก็เกิดการระเบิดขึ้น กลายเป็นปราณ
กระบี่สีทอง พุ่งตรงไปทางหมาปั่าปีศาจเนตรคราม
ทำให้ร่างกายของมันต้องหลั่งเลือดออกมาจำนวน
มาก
จนในตอนนี้ประกายตาของหมาปั่าปีศาจเนตรคราม
ปลดปล่อยความเย็นชาออกมาสายหนึ่ง
“ฝีมือสูงส่ง เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจ!”
ในเงามืดมันได้เงยหน้าขึ้นมามองเขา ซึ่งในยามนี้
สามารถมองเห็นได้ขนบนร่างของมันได้ด้วยตาเปล่า
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ