กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 212 : ไวอาลัย
หมาปั่าปีศาจเนตรแปลงกลายจากร่างมนุษย์กลับ
ไปสู่ร่างเดิมของมัน บัดนี้ทำให้รอบข้างเกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
อู่ อวี้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน จากที่มันกำลัง
ยืนอยู่ มันได้วางฝั่ามือลงไปบนพื้น ต่อมาฝั่ามือทั้ง
สองได้แปรเปลี่ยนปรากฎเป็นกงเล็บหมาปั่าขึ้น
ในขณะเดียวกัน เส้นขน หาง ก็งอกยาวออกมา
เช่นกัน
จากหัวของมนุษย์ รูปหน้าของมันก็ได้แปรเปลี่ยนไป
ปากของมันยื่นออกกลายเป็นปากของหมาปั่า จน
กลายเป็นหัวหมาปั่าอย่างสมบูรณ์
ในขั้นตอนทั้งหมดนี้ มีเพียงดวงเนตรสีครามเข้มคู่นั้น
ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร
ตูม!
เบื้องหน้า อู่ อวี้ ปรากฎเป็นหมาปั่าขนสีดำดวงตาสี
ครามยืนตระหง่าน ร่างกายไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แต่
กลับมีรูปลักษณ์ที่แข็งแรงและปราดเปรียว ฟันและ
กรงเล็บของมัน เปรียบได้กับศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
ชนิดหนึ่ง บนร่างของหมาปั่าปีศาจเนตรคราม อีกทั้ง
มีส่วนประกอบมากที่สามารถนำไปกลั่นเป็นศาสตรา
เต๋าเชื่อมจิตได้
เศษซากของปีศาจมีมูลค่ามากมายและในสถานที่
แห่งนี้เศษซากของหมาปั่าปีศาจเนตรครามมีมูลค่า
มากที่สุด ดวงเนตรของมัน ว่ากันว่าสามารถนำไป
สร้างเป็นยันต์บางชนิดได้อีกด้วย
อู่ อวี้ ไม่ได้คิดสิ่งให้มากความ เขาต้องการแค่ใช้หมา
ปั่าปีศาจเนตรครามตัวนี้มาเป็นเครื่องมือฝึกฝนวิชา
กระบี่ของตน
วิ้ง!
ในช่วงเวลานี้ ทั้งสองต่างเข้าประจันหน้าหมาย
สังหาร!
ฟึบ!
ระดับความเร็วขเรเรของหมาปั่าปีศาจเนตรครามช่าง
น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่พริบตาร่างของมัน
ก็อันตรธานหายไป ดวงเนตรสีครามคู่นั้นเมื่อ
เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เปรียบได้ดั่งโคม
ไฟประหลาดดวงจ้อย
ซวบ!
อากาศที่ว่างเปล่าถูกฉีกกระชากออก บางแห่งตรงใจ
กลางความมืดมิดปรากฎเป็นดวงเนตรสีครามสาย
หนึ่งปลดปล่อยลำแสงพุ่งเข้าไปสังหาร ลำแสงสี
ครามพุ่งทะลุความมืดมิดออกมา ตรงดิ่งไปทาง อู่ อวี้
นี่เป็นเคล็ดวิชาปีศาจของหมาปั่าปีศาจเนตรคราม
มันมีชื่อว่า ‘ลำแสงเนตรคราม’ ค่อนข้างจะดูเรียบ
ง่าย แต่ความจริงแล้วกลับมีความรุนแรงมากกว่า
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตเสียอีก สามารถเจาะทะลวงได้
ทุกสิ่ง!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ เต็มเปียมไปด้วยสมาธิอันแน่วแน่
ลำแสงเนตรครามในยามนี้ราวกับกระบี่หยินหยาง
ลำแสงหนึ่งสายพุ่งไปทางหัว ส่วนอีกสายพุ่งไปทาง
หน้าอกของเขา
ในที่ที่ห่างไกลออกไป หนานกง เหว่ย รู้สึกเป็นกังวล
อย่างมาก จนทำให้ฝั่ามือของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
เฉียบ
ด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่เห็น ทำให้หมาปั่า
ปีศาจเนตรครามรู้สึกหยิ่งทระนงในตนเองเป็นอย่าง
ยิ่ง มันมองมายัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาอันชิงชัง ด้วย
เกียรติที่มันภาคภูมินักหนานั้น ทำให้มันไม่สนใจ
แม้กระทั่งตราประทับกระบี่วัชระที่จะทำให้มัน
สามารถเป็นอิสระแม้แต่น้อย
แต่ทว่า สิ่งที่ อู่ อวี้ ต้องการในตอนนี้ก็คือ บดขยี้
ความหยิ่งทะนงตนของมันทิ้ง!
สามเดือนแห่งการฝึกฝน บัดนี้จะได้แสดงผลแล้ว
ภายในจุดชี่ห่าย พลังจากแกนกำเนิดโหมกระหน่ำ
ถูกกงล้อกระบี่หยินหยางแบ่งออก เติมเต็มมือทั้งสอง
ข้างซ้ายและขวา ในขณะเดียวกัน ปราณกระบี่พลัน
ระเบิดเคล็ดวิชากระบี่พวยพุ่งออกมา
ในมือซ้าย กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ซัดซาดคลื่นเปลว
เพลิงเจ็ดสีออกไป ม้วนกวาดไปเบื้องหน้า ท่ามกลาง
คลื่นเปลวเพลิง เคล็ดวิชาฉีกกระชากระเบิดเจตจำนง
แห่งกระบี่ แทบจะในเวลาเดียวกัน ที่ลำแสงเนตร
ครามพุ่งเข้าปะทะกัน!
ตูม!
ในขณะนั้นทั้งเปลวเพลิงอันท่วมท้น และเส้นสีคราม
ต่างเข้าปะทะกันอย่างรวดเร็วจนเกิดประกายเพลิง
กระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง
อย่างไรก็ตามนี่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในเวลาเดียวกัน
อู่ อวี้ ก็ใช้กระบี่เนตรเทวะทองคำปลดปล่อยวิชา
กระบี่ทะลวงสวรรค์ กระบี่ทะลวงสวรรค์ปลดปล่อย
เจตจำนงในการทะลวงสวรรค์ชั้นฟั้าออกมา ภายใต้
หนึ่งกระบี่ พุ่งตรงไปยังตำแหน่งของหมาปั่าปีศาจ
เนตรคราม อากาศที่ว่างเปล่าบิดเบี้ยว ก่อให้เกิด
คลื่นพลังอันแข็งแกร่งอันไร้ต้านออกมา ฉีกกระชาก
อย่างรุนแรงจนสร้างรอยแผลขึ้นบนร่างของหมาปั่า
ปีศาจเนตรคราม ในยามนี้บนร่างของมันพลันปรากฎ
หยาดโลหิตกระจายออกมา
มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา และล้มลงไป
กองอยู่บนพื้น
การต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด
อู่ อวี้ ถือโอกาสหยิบมายาสีเงินขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ใช้มายาสีเงินพันธนาการมัน แต่เมื่อเขามองไปอย่าง
พินิจแล้ว ทำให้เห็นว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่
บาดแผลมากมายที่ภายนอกเท่านั้น แต่ทั้งกระดูก
และอวัยวะภายในทั้งหมดของมันต่างถูกทำลายด้วย
กระบี่ทะลวงสวรรค์ ไปจนหมด ขณะนี้มันที่ได้รับ
บาดเจ็บสาหัสนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้อง
พันธนาการมันอีกต่อไปแล้ว
อู่ อวี้ คาดไม่ถึงว่า ตนเองจะสามารถจัดการศัตรูที่อยู่
ในขั้นแกนปีศาจระดับที่สามซึ่งเทียบเท่ากับสร้าง
แกนนภาขั้นที่สามได้อย่างเรียบง่ายเช่นนี้
เรื่องนี้ต้องขอบคุณ แกนกำเนิดสีขาว และ กงล้อ
กระบี่หยินหยาง อีกทั้งยังมีพลังอำนาจของเคล็ดวิชา
สามกระบี่ประกาศิตสังหารสวรรค์ด้วย
เขายกกระบี่ทองคำเนตรเทวะจ่อไปที่ดวงเนตรของ
อีกฝั่าย ในเวลานี้เขากุมชะตาชีวิตความเป็นความ
ตายของมันโดยสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่หมาปั่าปีศาจ
เนตรครามเท่านั้น แม้แต่ หนานกง เหว่ย ก็ยังรู้สึก
ตื่นตะลึง บัดนี้ดวงตาคู่งามได้จับจ้องไปที่ อู่ อวี้
อย่างเบิกกว้าง
หมาปั่าปีศาจเนตรครามเปิดตาของมันขึ้นจ้องมองไป
ทาง อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้นอย่างยากลำบาก “เจ้าอยู่ใน
ขั้นใดกันแน่ ทำไมดูเหมือนว่าอ่อนแอ แต่กลับถึง
แข็งแกร่งเช่นนี้!”
“สร้างแกนนภาระดับที่หนึ่ง เจ้าเชื่อหรือไม่?” อู่ อวี้
ถามกลับ
สายตาของ หมาปั่าปีศาจเนตรคราม เปลี่ยนไป
จากนั้นมันยิ้มขึ้นแล้วกล่าวขึ้นว่า “ดูไปแล้วข้าจะได้
พบกับคนที่มีพรสวรรค์อันหาได้ยากยิ่ง ข้าหมาปั่า
ปีศาจ ได้ตกตายด้วยฝีมือของเจ้า ถือว่าเป็นวาสนา
ของข้าแล้ว อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องตกตายภายใต้
เงื้อมมือของคนขี้ขลาดตาขาวคนอื่นในนิกายเซียนซู
ซัน!”
ในตอนที่ อู่ อวี้ กำลังจะสังหารมัน เขาเกิดความ
สงสัยขึ้นแล้วถามว่า “ภายในหุบเหวปีศาจนี้ ปีศาจ
ทุกตนต่างก็อยากได้ตราประทับกระบี่วัชระ แล้ว
ทำไมเจ้าถึงไม่ต้องการมัน?”
หมาปั่าปีศาจเนตรครามต้องฝืนทนทรมานกับความ
เจ็บปวดที่ได้รับ มันกล่าวขึ้นอย่างยากลำบาก
“นับตั้งแต่ที่ข้าถูกจับขังอยู่ในที่แห่งนี้ ข้าก็ไม่ต้องการ
ที่จะหลบหนีออกไป ข้าหมาปั่าปีศาจ เพียงต้องการ
ตกตายโดยฝีมือของคนที่ฝีมือสูงส่ง! พวกเจ้านิกาย
เซียนซูซันใช้ตราประทับกระบี่วัชระลบหลู่พวกข้า ข้า
ไม่ยอมรับการลบหลู่ศักดิ์ศรีเช่นนี้ ”
ถ้าหากปีศาจสามารถสะสมตราประทับกระบี่วัชระ
มากพอก็สามารถหลบหนีออกไปจากตรงนี้ได้ แต่ก็มี
จำนวนน้อยเป็นอย่างยิ่งที่จะออกไปได้ อู่ อวี้
สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ หากปีศาจรวบรวม
ตราประทับกระบี่วัชระจนเกือบจะครบ ทางนิกาย
เซียนซูซันก็จะส่งคนเข้ามาเก็บกวาดปีศาจเหล่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่สามารถให้พวกปีศาจรู้ได้
อย่างไรก็ตาม หมาปั่าปีศาจเนตรครามตนนี้หยิ่ง
ทระนงในศักดิ์ศรีของมันเป็นอย่างมาก
จะต้องสังหารมันจริงๆ?
อย่างน้อยการสังหาร หมาปั่าปีศาจเนตรคราม ก็จะ
ทำให้ได้รับค่าความสำเร็จสิบแต้มมาได้ แต่ถ้าไม่
สังหารมัน แล้วเขาจะไปหาทรัพยากรที่ใช้ในการฝึก
ตนมาได้อย่างไร?
แต่ทว่าเมื่อเขาเผชิญหน้ากับหมาปั่าปีศาจเนตรคราม
ตนนี้ กลับปรากฎเสียงปฏิเสธที่จะไม่ให้เขาสังหาร
มันดังขึ้นอยู่ภายในจิตใจ
“ข้า อู่ อวี้ ไม่ได้มีความแค้นใดๆกับมัน ทำไมถึง
จะต้องสังหารมันด้วย?” นี่เป็นสิ่งที่เขากำลังถาม
ตัวเองอยู่
หมาปั่าปีศาจเนตรครามเห็นเขายังไม่ลงมือสักทีเลย
กล่าวขึ้นว่า “ลงมือสังหารข้าซะ! ดูเหมือนว่า เจ้า
ยังคงไม่สามารถทำใจได้ เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ มนุษย์และ
ปีศาจ ท้ายที่สุดก็อยู่กันคนละเผ่าพันธุ์ สุดท้ายก็เป็น
ศัตรูคู่อาฆาตกัน หากไม่ใช่เจ้าตายก็เป็นข้า! ข้าได้
สูญเสียความตั้งใจในการมีชีวิตอยู่ไปแล้ว ถ้าหากว่า
ตอนนี้ต้องตกตายด้วยเงื้อมมือของเจ้า ข้าจะไม่ตัด
พ้อโดยเด็ดขาด! การที่เจ้ามาสงสารข้าเช่นนี้ มันทำ
ให้ข้ารู้สึกอับอายยากที่จะรับได้! ”
อู่ อวี้ ขมวดคิ้วขึ้น
ภายในใจของเขาพลันปรากฏหลายเรื่องมากมาย
ขึ้นมา ทั้งเรื่องของ หว่านชิง ทั้งเรื่องของศึกสงคราม
ปกปั้องนิกาย รวมถึงเรื่องของจิ่วเซียน……………
ปีศาจมากมายทุกๆนที่ปรากฏขึ้นมาในชีวิตของเขา
ในวันนั้น จิ่วเซียนได้กล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์และปีศาจ
ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด มนุษย์บางคนก็มีจิตใจที่
ชั่วร้าย ปีศาจบางตนก็มีจิตใจที่ดีงาม
หุบเหวปีศาจแห่งนี้ เป็นสถานที่สังหารปีศาจของ
สาวกนิกายเซียนซูซัน ปีศาจที่น่าเวทนา ต้องหลบ
ซ่อนอยู่ในความมืดมิด มีชีวิตอยู่โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย
ตกตายไปยังเสียดีกว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า หมาปั่า
ปีศาจครามตนนี้ต้องทุกข์ทนคืนวันเหล่านั้นมามาก
เพียงพอแล้ว การที่ได้มาพบกับอัจฉริยะที่มาก
พรสวรรค์อันหาได้ยากยิ่งอยู่เบื้องหน้า มันจึงยอมที่
จะตกตายโดยฝีมือของเขา บางทีมันอาจจะได้หลุด
พ้นเป็นอิสระเสียที
“หุบเหวปีศาจ…..” ในใจ อู่ อวี้ เกิดความรู้สึกสับสน
เขาไม่เข้าใจ ทำไมตนเองถึงจะต้องมาจัดการกับเหล่า
ปีศาจเยี่ยงนี้ ถ้าหากเป็นสาวกนิกายคนอื่น ก็คง
สังหารจนสิ้นและไม่มานั่งนึกถึงผิดชอบชั่วดีเช่นนี้
แล้ว แต่กระนั้นเขากลับไม่สามารถทำมันได้ลง
ชั๊วะ!
ในตอนที่เขายังรู้สึกลังเล และ หนานกง เหว่ย ก็เห็น
ว่าเขายังไม่ยอมลงมือสักที นางจึงรู้สึกกังวลเป็น
อย่างมาก จากนั้นคนรีบก้าวเข้าไปจัดการหมาปั่า
ปีศาจเนตรครามก่อนจะลงมือสังหารด้วยมือคู่น้อย
ของตน ยามที่ อู่ อวี้ มองลงไป หมาปั่าปีศาจเนตร
ครามก็จ้องมองมาที่เขาด้วยความไม่ยินยอม ราวกับ
ว่าข้าไม่เต็มใจที่จะตกตายด้วยมือคนอื่นหากไม่ใช่
เจ้า!
“เหว่ยเอ๋อร์” อู่ อวี้ ทันใดนั้นก็เกิดความโกรธขึ้น
จ้องมองไปทาง หนานกง เหว่ย ทำให้นางต้องถอย
หลังด้วยความกลัว
“พี่ชาย ทำไมหรือ?” หนานกง เหว่ย หน้าซีดเซียวลง
เมื่อถูก อู่ อวี้ ตะโกนใส่นาง ดวงตาของนางก็แดงขึ้น
เกือบจะร้องไห้ออกมา
“อึก….” ในใจของ อู่ อวี้ เกิดความสับสนขึ้น
ท้ายที่สุดก็สงบลงได้ เขามองไปที่หมาปั่าปีศาจเนตร
คราม จากนั้นก็หันไปมอง หนานกง เหว่ย เขาสูดลม
หายใจเข้าไป แล้วก็กล่าวออกมา “ไม่มี ไม่มีอะไร”
เขารู้สึกว่าตนเองไม่สมควรจะโทษ หนานกง เหว่ย
นางมีความต้องการสังหารปีศาจอย่างรุนแรง สำหรับ
นางแล้ว เพราะว่าตัวตนของปีศาจได้สังหารมารดา
ของนางไปจึงทำให้โกรธแค้นเช่นนี้ อย่างน้อยเรื่องนี้
ก็เป็นบิดาของนางที่ได้บอกกล่าวด้วยตนเอง
“พี่ชาย ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าเห็นว่าท่านใจลอย ข้าเกรง
ว่าปีศาจที่น่ารังเกียจนั่นจะถือโอกาสนี้มาแว้งกัดท่าน
……” หนานกง เหว่ย กล่าวออกมาโดยรู้สึกว่านาง
ไม่ได้รับความเป็นธรรม
“ข้ารู้แล้ว เมื่อครู่ข้าไม่ได้ตั้งใจ อย่าได้ตำหนิข้าเลย
พวกเราไปกันเถอะ ” อู่ อวี้ ตบบ่าให้กำลังใจนาง
แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย ถือว่าเรื่องนี้มันได้ผ่านพ้นไป
แล้ว
นอกจากนี้เขาก็ยังคงถามตัวเอง จุดมุ่งหมายของพวก
เขา ไม่ใช่ออกไปสังหารเหล่าปีศาจ แล้วนำไปแลกค่า
ความสำเร็จหรอกหรือ แล้วจะมาพิรี้พิไรเช่นนี้อยู่ใย?
นอกจากนี้พวกปีศาจก็ยังสังหารผู้คนมามากมาย
แน่นอนว่า อู่ อวี้ อยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงเป็น
ธรรมดาที่จะต้องกระทำเช่นนี้ มิฉะนั้นก็จะถือว่า
ทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตนเอง
“แต่ว่าพวกเรายังไม่ได้ไปรับเนตรสีครามจากมันมา
เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอื่น ก็สามารถนำไป
แลกเปลี่ยนแต้มความสำเร็จมาไม่น้อย” หนานกง
เหว่ย ชี้ไปที่ซากศพของหมาปั่าปีศาจเนตรคราม
“ถ้าหากท่านไม่นำมันไป ก็จะถูกคนอื่นมาฉกชิงไป
ได้” หนานกง เหว่ย กล่าว
อู่ อวี้ หันหัวกลับไปมอง ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะเกิด
ความรู้สึกแปลกประหลาด แต่เขาก็ยังคงจัดการเก็บ
ซากศพของหมาปั่าปีศาจเนตรคราม จากนั้นเขาก็
จัดแจงเก็บชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆเข้าไปในถุงจักรวาล
ของเขา
เดิมทีเขามาที่แห่งนี้เพื่อสังหารปีศาจ แต่ดูเหมือนว่า
เขาจะเกิดการคิดไม่ตก เนื่องจากได้มาเจอกับหมาปั่า
ปีศาจเนตรครามตนนี้เข้า หากเปลี่ยนเป็นปีศาจหนู
พิภพโลหิตที่มีนิสัยโหดเหี้ยมและชั่วร้าย อู่ อวี้ จะไม่
มีมีความลังเลแม้เพียงนิด
ระหว่างที่กำลังเดินทาง นัยน์ตาของ หนานกง เหว่ย
พลันแดงเถือกและบวมเปั่งขึ้นมา
“เป็นอะไรไป เหว่ยเอ๋อร์” อู่ อวี้ ถามขึ้น
หนานกง เหว่ย เช็ดน้ำตาของนางแล้วกล่าว “ไม่มี
อะไร ข้าเพียงแค่คิดถึงท่านแม่ ถึงแม้ท่านจะจากไป
ตอนที่ข้ายังมีอายุเพียงแค่หกขวบ แต่ข้าไม่สามารถ
ลืมรอยยิ้มของนางได้….”
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดออกมา
“พี่ชาย ตัวข้าเกลียดชังปีศาจเป็นอย่างมาก พวกมัน
ทำร้ายและสังหารผู้คน โดยไม่กระพริบตา พวกมัน
เป็นโรคร้ายของโลกใบนี้ วันหนึ่งข้าจะสังหารพวกมัน
ทั้งหมดเพื่อเซ่นไหว้ให้แก่ดวงวิญญาณของท่านแม่! ”
หนานกง เหว่ย เงยหน้ามองเขา แล้วกล่าวออกมา
ด้วยสีหน้าจริงจัง
อู่ อวี้ อยากจะบอกกล่าวแก่นางว่า บางทีโลกปีศาจ
นั้นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิด ในอารมณ์
ความรู้สึกของเหล่าปีศาจ บางครั้งก็มีความรู้สึก
อ่อนไหวมากกว่ามนุษย์เสียอีก เพียงแต่เมื่อคิดๆดู
แล้ว สำหรับช่วงชีวิตที่ผ่านมาอันแสนสั้นของนาง
แล้ว ย่อมไม่สามารถทนรับการสูญเสียเช่นนี้ได้อยู่
แล้ว
“ลืมมันไปซะเถอะ เรื่องนี้คิดว่าว่ารอให้นางโตขึ้น
กว่านี้ซักหน่อย แล้วค่อยคุยกับนางอีกที” อู่ อวี้ นำ
เรื่องนี้ออกจากใจของเขา
ถ้าหากไม่สังหารปีศาจในตอนนี้ แล้วพวกเราจะมา
ทำอะไรในหุบเหวปีศาจแห่งนี้กัน?
ถ้าหากไม่สังหารปีศาจ เขาจะได้รับแต้มความสำเร็จ
มาได้อย่างไร ถ้าไม่มีแต้มความสำเร็จ เขาจะเชิดหน้า
ชูคอในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ได้อย่างไร?
มีบางครั้งในหัวใจของเขาก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้น
แต่สำหรับเขาแล้ว เขาก็คงก้าวต่อไปด้วยกันกับ
หนานกง เหว่ย หลงทางในหุบเหวปีศาจอันกว้าง
ใหญ่และมืดมิดแห่งนี้ เพื่อเฟั้นหาเหยื่อรายต่อไป
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ