กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 213 แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์
อู่ อวี้ เดินตระเวนลึกเข้าไปภายใน หุบเหวปีศาจ
เพื่อค้นหาแล้วเข่นฆ่าเหล่าปีศาจ เพียงชั่วพริบตา
เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว
ที่ด้านหลังของเขานั่นคือ หนานกง เหว่ย ที่สบถ
ก่นด่าถึงเหล่าปีศาจอยู่ร่าไป จึงท่าให้ อู่ อวี้ ค่อนข้าง
จะชินชาไปเสียแล้ว
กล่าวตามตรง นอกจากปีศาจที่อยู่ในขั้นสร้างแกน
ปีศาจระดับ 4 ซึ่งหาได้ยากมาก ปีศาจตนอื่น ๆ ล้วน
ไม่ใช่คู่มือของ อู่ อวี้
ถึงเขาจะมีฝีมืออยู่ในระดับ สร้างแกนนภาขั้นที่ 1
แต่ทว่าภายในหุบเหวปีศาจแห่งนี้ เขาแทบจะ
สามารถเดินอยู่ที่นี่ได้อย่างสบาย ๆ
ภายในถุงจักรวาลของเขา มีชิ้นส่วนซากศพของ
ปีศาจซึ่งหากนับเป็นคะแนนแล้วจะอยู่ที่ 30 แต้ม
ความส่าเร็จ ส่วนของ หนานกง เหว่ย มีอยู่ประมาณ
20 แต้ม
ซึ่งปีศาจส่วนใหญ่ใน หุบเหวปีศาจ แห่งนี้ มักมีระดับ
การฝึกตนอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับ 1 ซึ่งพวกมัน
ก็มีค่าเพียง 1 หรือ 2 แต้มความส่าเร็จเท่านั้น หรือ
บางตนอาจจะมี 3 หรือ 4 แต้มตามความเหมาะสม
“ พี่ชาย แต้มความส่าเร็จของข้า ดูเหมือนมันจะมีไม่
มากพอที่จะแลกทรัพยากรได้มากนัก” หนานกง
เหว่ย กล่าวออกมาด้วยท่าทางเศร้าเสียใจเล็กน้อย
นางก็ปรารถนาจะทดสอบการหลอมสร้างกลั่นสกัด
เช่นกัน
“ งั้นไปกันต่อ” อู่ อวี้ พยักหน้า
หลังจากที่เขาได้สังหาร หมาป่าเนตรคราม ตกตาย
ลงไปแล้ว นับจากนั้นก็ยังไม่พบเจอปีศาจที่คู่ควรกับ
ฝีมือของพวกเขา และปีศาจที่ได้พบเจอในวันนี้
ส่วนใหญ่ชั่วร้ายอย่างที่สุด พวกมันโจมตีพวกเขา
อย่างไร้ความปราณี
คนทั้งสองยังคงมุ่งหน้าต่อไป ท่ามกลางความมืดมิด
อันหนาวเหน็บ บัดนี้โลกใต้พิภพแสนรกร้างก่าลัง
แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาพุ่งทะยานไป
เบื้องหน้าด้วยความเร็วสูงลิ่ว ข้ามผ่านผืนป่าแล
หุบเขาสูงอันมืดทะมึน ผ่านแม่น้่าล่าธาร ซึ่งส่ง
กลิ่นโชยเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว
“ดูเหมือนว่า พวกปีศาจมันแอบหนีไปซ่อนตัวเมื่อ
ไม่นานนี้เอง ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง หวาดกลัวจนไม่
กล้าต่อสู้อย่างตรงไปตรงมา จะมุดหัวกันไปถึง
เมื่อไหร่ ออกมาเดี๋ยวนี้!” หนานกง เหว่ย กล่าว ด้วย
อารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจ
“ เพื่อความอยู่รอดยังไงล่ะ” อู่ อวี้ กล่าว
“โอ้ …” หนานกง เหว่ย ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก
ทั้งสองตัดสินใจหยุดพัก เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
หลังจากที่ทะยานขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง จากนั้น
หนานกง เหว่ย ก็พิงซบไหล่ อู่ อวี้ คนทั้งสองต่าง
แนบชิดอิงกายกัน
หนานกง เหว่ย แกว่งขาขาวเนียนราวหยกขาวของ
นางไปมาอยู่บนต้นไม้ บางครั้งก็หันไปมองใบหน้า
ของ อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ข้างกายนาง เมื่อนางเห็นหน้าของ
เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราถออกมา
“ เจ้าหัวเราะอะไร?” อู่ อวี้ ถามขึ้นด้วยความฉงน
สงสัย
“ เหว่ยเอ๋อ อยู่กับพี่ชายมาเป็นเวลานาน ดู
เหมือนว่า เหว่ยเอ๋อ จะแยกจากพี่ชายไม่ได้เสียแล้ว
หากข้าเติบใหญ่ขึ้น พี่ชายจะมาเป็นสหายเต๋าเคียงคู่
ของเหว่ยเอ๋อหรือไม่ ?” เมื่อ หนานกง เหว่ย
กล่าวถึงเรื่องสหายเต๋าเคียงคู่ ดวงตาของนางก็ส่อง
ประกาย อย่างคาดหวังค่าตอบจากเขา
เมื่อได้ยินครั้งแรก อู่ อวี้ ก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง จากนั้นก็กล่าวขึ้น
อย่างจริงจังว่า” อย่ามาพูดเล่นกับข้าเช่นนี้ เจ้ายัง
เยาว์วัยนัก ยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไร ฉะนั้น
จงอย่าด่วนสรุปตัดสินใจ นอกจากนี้สหายเต๋าเคียงคู่
ขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าก่าหนด คนทั้งสองจะต้องจับ
มือเคียงคู่ ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตน
สุดท้ายเจ้าก็ต้องได้รับการยินยอมจากบิดาเจ้า เจ้าไม่
สามารถตัดสินใจโดยปราศจากญาติผู้ใหญ่ได้”
“ เช่นนี้นี่เอง …” หนานกง เหว่ย พยักหน้าอย่าง
เข้าใจ จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า” ข้า
จะต้องได้รับการยินยอมจากบิดา แล้วรอจนกว่าข้า
จะโตมากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็ไม่อาจปฏิเสธ
ข้าได้”
เมื่อได้ยินสิ่งที่นางกล่าว อู่ อวี้ ก็ได้แต่หัวเราะเพียง
เท่านั้นเท่านั้น
สาวน้อยผู้นี้ไม่เคยพบปะกับเพศตรงข้ามมาก่อน
ดังนั้นจึงรู้สึกชอบพอในตัวของ อู่ อวี้ ไม่น้อย เขาไม่
ถือว่าเรื่องนี้เป็นความรัก นางก็แค่รู้สึกไว้วางใจเขา
ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น หลังจากห่างไกลกันไป
ความรู้สึกนี้ก็ย่อมจางหายไปโดยเร็ว
ขณะ หนานกง เหว่ย ก่าลังจะเอ่ยค่าพูดบางอย่าง
ออกมา ทันใดนั้น ตรงด้านหน้าของพวกเขาเหมือน
ก่าลังมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ เมื่อทั้งสองจ้องมอง
ไปที่มัน ก็พบกับเงาสีขาวพรวดพราดเข้ามาใน
ทัศนวิสัยของพวกเขา
ดวงตาทั้งคู่ของ อู่ อวี้ จับจ้องอยู่ที่นางทันที
สตรีผู้หนึ่งอยู่ในชุดคลุมยาวสีขาวพริ้วกระพือไหว
ด้วยเพราะแต่งกายในชุดสีขาวจึงท่าให้เห็น ร่องรอย
บาดแผล รวมถึงคราบโลหิตเลือด ซึ่งเปรอะเปื้อน
อาบชโลมอยู่บนอาภรณ์เด่นชัดมากยิ่งขึ้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองส่วนบน ก็พบว่าผมเผ้าของนางดู
ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง หากดูจากสภาพการณ์
ความตึงเครียดร้อนรนแล้ว นางคงก่าลังพยายาม
หลบหนีจากการไล่ล่า
ภายใต้ชุดคลุมยาวสีขาว กล่าวได้ว่าสตรีผู้นี้ช่าง
งดงามราวกับเทพธิดาก็มีปาน
เมื่อทอดสายตามองไปยังใบหน้าของนาง ซึ่งอาบไล้
ไปด้วยเสน่ห์อันงดงามของหญิงสาวแรกรุ่น ท่าให้
อู่ อวี้ ต้องตกอยู่ในอาการตะลึงลาน เพราะความงาม
อย่างน่าเหลือเชื่อนั้น
เป็นความงามเฉกเช่นเดียวกับ จิ่วเซียน แต่เห็นได้ชัด
ว่าแม่นางผู้นี้หาใช่จิ่วเซียนไม่
“ปีศาจ” ร่างของนางแผ่กลิ่นอายปีศาจออกมาเพียง
เบาบาง ซึ่งเห็นได้ชัดว่านางสะกดข่มมันด้วยวิธีการ
บางอย่าง แต่ อู่ อวี้ ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสตรีผู้นี้
คือ ปีศาจ
นอกจากนี้ตัวเขาเอง ก็เกือบจะแน่ใจในทันทีว่า
นางจะต้องเป็นปีศาจจิ้งจอกเฉกเช่นเดียวกับ
จิ่วเซียน
ฟึ่บ!
ขณะนั้นเอง ปีศาจจิ้งจอกที่ได้รับบาดเจ็บ ก็
ทอดสายตามองไปยัง อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย
ในทันที
แต่ทว่าทั้งสองยังคงลังเล ว่าควรจะไล่ติดตามไปดี
หรือไม่ ฉับพลันเบื้องหน้าก็เกิดเสียงดังขึ้น เมื่อแหงน
หน้ามองขึ้นด้านบนตามเสียง ภาพที่ปรากฏคือกระบี่
แสงสีเขียวหลายสาย ทะลวงฝ่าคลื่นอากาศข้ามผ่าน
พวกเขาไป!
นั่นคือเคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิของผู้ฝึกตนในวิถี
กระบี่ พวกเขาก่าลังไล่ล่าปิศาจสุนัขจิ้งจอกอยู่
อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่า ท่ามกลางผู้ฝึกตนกระบี่เหล่านั้น
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอิสตรีแทบทั้งสิ้น พวกนางเกือบ
ทั้งหมดเป็นเพียงเด็กสาว สวมใส่ผ้าคลุมปกปิด
ใบหน้า
กลุ่มผู้บ่าเพ็ญตนในวิถีกระบี่ ติดตามไล่ล่าผ่านพวก
เขาไปรวดเร็ว
อู่ อวี้ ลุกขึ้นยืน เหลือบมองไปยังอีกด้าน บัดนี้กระบี่
แสงจ่านวนมาก เปล่งประกายวิบวับบนท้องฟ้าจาก
ทั่วทุกสารทิศ!
“ สาวกซูซัน รวมตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็น
จ่านวนมาก พวกเขาก่าลังไล่ล่า ปีศาจจิ้งจอก อยู่งั้น
หรือ?” อู่ อวี้ รู้สึกสับสน
หากเป็นเช่นนั้น มีโอกาสสูงมากว่าปีศาจจิ้งจอกตัวนี้
จะต้องมีบางอย่างผิดปกติ
“พี่ชาย ปีศาจจิ้งจอกตัวนี้จะต้องมีประโยชน์กับเรา
แน่ เราไปดูกันเถอะ” หนานกง เหว่ย กล่าวขึ้นด้วย
น้่าเสียงตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ เองก็ก่าลังจะกระท่าเช่นนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องไปหาใครสักคน เพื่อไต่
ถามเสียก่อน
ยามนี้พวกเขาพร้อมไล่ล่าปีศาจแล้ว อีกทั้งยังมีเหล่า
สาวกของ นิกายเซียนซูซัน จ่านวนมากติดตามพวก
เขามา คนเหล่านี้เมื่อเทียบกับผู้ไล่ล่าชุดเก่าก่อน
ส่วนใหญ่ยังคงอ่อนแอ ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในขั้น สร้าง
แกนนภาระดับที่ 1
อู่ อวี้ ขัดจังหวะการไล่ล่าของผู้ฝึกตนหนุ่ม ในวิถี
กระบี่ผู้หนึ่ง ด้วยการไต่ถามขึ้นว่า” ปีศาจจิ้งจอก
ตนนี้มีความพิเศษอย่างไร? ถึงได้มีการเคลื่อนไหว
ครั้งใหญ่เช่นนี้”
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่อยากตอบค่าถามของ อู่ อวี้
สักเท่าไหร่นัก แต่เพราะสายตากดดันที่ อู่ อวี้ ปล่อย
ออกมา มันได้สร้างแรงกดดันขึ้นภายในจิตใจของเขา
ซึ่งยากที่เขาจะท่าเมินเฉยละเลยได้ จากนั้นเขาจึง
กล่าวขึ้นว่า” ปีศาจจิ้งจอกตนนี้ปลุกแก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่ตื่นขึ้นมา
ของปีศาจตนนี้ มีค่าสูงถึง 40 แต้มความส่าเร็จ!
หากผู้ใดได้ครอบครอง ถือเป็นก่าไรอย่างงามกับ
คนผู้นั้น!”
เมื่อกล่าวจบเขาก็รีบผละตัวออกจาก อู่ อวี้ ทันที
“ แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ?” ว่ากันว่า มหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ ของผู้ฝึกตน นั้นได้มาจาก แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ของปีศาจ
ผู้ฝึกตนที่ก่าลังก้าวเข้าสู่ระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่
5 จะสามารถบ่มเพาะ มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ได้ ฉะนั้น
หลังจากปีศาจบรรลุถึงระดับ แกนปีศาจ ก็มีความ
เป็นไปได้ว่าปีศาจตนนั้น จะสามารถปลุกแก่นพลัง
ชีวิตศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้เช่นกัน
ซึ่งเห็นได้อย่างเด่นชัดว่าเวลานี้ ปีศาจจิ้งจอกได้รับ
บาดเจ็บสาหัส การที่ถูกผู้คนจ่านวนมากไล่ล่าเช่นนี้
คาดว่าก่าลัง และ ความแข็งแกร่งของนางจะต้องถึง
จุดสิ้นสุดในไม่ช้า เฉกเช่นดั่งลูกศรสุดแรงบิน
ปีศาจตนนี้ไม่น่าจะอยู่ในระดับ สร้างแกนปีศาจ ขั้นที่
4 หากนางมีฝีมืออยู่ในระดับนั้น อีกทั้งยังสามารถ
ปลุก แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมาได้ สาวกแกน
สามัญ ย่อมไม่คณามือของนาง
“พี่ชาย… สี่สิบแต้มความส่าเร็จ เพียงพอที่ข้าจะ
แลกเปลี่ยนศาสตร์เวทย์หลอมสร้างกลั่นสกัด ที่ดี
ที่สุดได้ อีกทั้งเรายังสามารถแลกเปลี่ยนเตาหลอม
ปรุงยาชั้นยอดได้อีกด้วย” เมื่อคิดได้เช่นนี้ ดวงตา
ของ หนานกง เหว่ย ก็ส่องสว่างเป็นประกายเจิดจ้า
ขึ้นมาในทันที
ดังนั้นผู้คนจ่านวนมาก จึงแข่งขันไล่ล่าติดตามจับ
ปีศาจจิ้งจอกตัวนี้ แม้แต่ อู่ อวี้ เอง จิตใจของเขาก็
รู้สึกร้อนรุ่มเช่นกัน
จากนั้นเขาจึงดึง หนานกง เหว่ย ขึ้นบนกระบี่บิน
เพื่อติดตามไล่ล่าปีศาจจิ้งจอก เนื่องจากเขารู้ว่านาง
จะไปยังทิศทางใด
“ เหว่ยเอ๋อ เจ้าพูดถูกต้องแล้ว ข้าจะต้องได้รับ 40
แต้มความส่าเร็จนี้ให้จงได้!”
ความเร็วกระบี่บินของเขาเหนือล้่ายิ่งกว่าผู้ฝึกตนที่
อยู่ในระดับ สร้างแกนนภาขั้นที่ 3 แสงสีทอง
กระพริบขึ้นท่ามกลางค่าคืนอันมืดมิด เพียงชั่ว
พริบตาก็หายลับ บินข้ามผ่านผู้คนจ่านวนมากไป
“ มียอดฝีมือร่วมการติดตามไล่ล่าด้วย!”
หลังจาก อู่ อวี้ บินข้ามผ่านผู้คนหลายคน ต่างก็ร้อง
อุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
ขณะนี้สาวกซูซันหลายสิบคน ซึ่งอยู่โดยรอบต่าง
ก่าลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด กลิ่นอายสังหารถูก
ปลดปล่อยออกมาจากทั่วทุกสารทิศ มันท่าให้ อู่ อวี้
รู้สึกว่าเขาได้ผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับซูซัน
อย่างสมบูรณ์
กระบี่แห่งซูซัน ผู้ทรงอ่านาจมากที่สุดในวิถีแห่ง
กระบี่!
ด้วยเหตุนี้ เฟิง ซัวหยา แห่ง นิกายกระบี่สวรรค์
จึงหวังให้ อู่ อวี้ สามารถสร้างชื่อเสียงเกียรติยศ
ขจรขจายเลื่องลือขึ้นที่นี่
หนทางเดียวที่ต้องกระท่า คือการกวัดแกว่งกระบี่ไป
ทั่วทุกสารทิศ มุ่งมั่นก้าวเดินในวิถีแห่งกระบี่ ทะยาน
ขึ้นสู่จุดสูงสุด มีอ่านาจเหนือทุกสรรพสิ่ง! ในอนาคต
ชื่อเสียงของเขา จะไม่กระเดื่องเลื่องลืออยู่ภายใน
นิกายเซียนซูซันเพียงเท่านั้น แต่ชื่อเสียงของเขาจะ
สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง!
โลหิตของคนหนุ่มสาวก่าลังสูบฉีดเดือดพล่าน
ณ เวลานี้ เพลิงแห่งการแข่งขันได้ถูกจุดขึ้นอย่าง
สมบูรณ์
ฟึ่บ!
ดวงตาของ อู่ อวี้ จดจ้องอยู่บนพื้น สอดส่ายสายตา
ค้นหาร่องรอยของปีศาจจิ้งจอก
ฝึกตนในวิถีกระบี่คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน พวกเขาต่างบิน
ว่อนอยู่ทั่วทุกสารทิศบนท้องฟ้า สอดส่ายสายตา
ควานหาร่องรอยปีศาจ
ด้วยระยะเวลาอันสั้น พวกเขากลับไม่พบเห็น
ร่องรอยของปีศาจจิ้งจอกแต่ประการใด ส่งผลให้
จิตใจของพวกเขาร้อนรนดุจเพลิงเผาผลาญมาก
ยิ่งขึ้น
อู่ อวี้ ย้อนนึกภาพในช่วงเวลาที่ ปีศาจจิ้งจอก
ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับไล่ล่าดับเหตุการณ์ต่าง ๆ
“ ที่นี้เอง?” เขาจดจ่าได้ว่าในตอนนั้นโลหิตของนาง
ไหลออกมา หยาดโลหิตของนางย่อมไหลร่วงหล่นอยู่
ตามพื้น ฉะนั้นเขาจึงลดระดับลงสู่พื้น เพื่อมองหา
ร่องรอยกับกลิ่นโลหิตอันเจือจาง แต่หลังจากลง
มาแล้วเขาก็พบว่า ยากที่จะติดตามร่องรอยนางจาก
กลิ่นโลหิต เนื่องจากปีศาจจิ้งจอกยังคงระมัดระวังตัว
ขณะที่เขาก่าลังลัดเลาะผ่านพงพนาอยู่นั้น ฉับพลัน
เขาก็พบเห็นหญิงสาวสี่นางอยู่ตรงเบื้องหน้า พวก
นางถือจับศาสตราเต๋าเชื่อมจิตกระบี่ สวมผ้าคลุม
ปกปิดใบหน้า รูปร่างสง่างาม ดวงตาคมกริบ ดูจาก
ท่าทางของนางนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ
เห็นได้ชัดถึงการทะนงตนในเกียรติศักดิ์ศรี
อู่ อวี้ พา หนานกง เหว่ย เดินร่วมไปทางเดียวกับ
สาวกสตรีทั้ง 4 นางนี้ เมื่อพวกนางเห็นว่าไม่ใช่
ปีศาจจิ้งจอก หญิงสาวทั้ง 4 ก็รู้สึกไม่พอใจ
สตรีผู้หนึ่ง ชี้กระบี่มาทาง อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย
พร้อมกับกล่าวขึ้นมา”จิ้งจอกตัวนี้เป็นเหยื่อของเรา
สาวกแห่ง ‘วังกระบี่ชิงชวน’ เมื่อรู้แล้วจงรีบไปซะ
ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าเราไม่เกรงใจ”
ดวงตาของพวกนางทั้งสี่ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาลง
อย่างฉับพลัน อู่ อวี้ กวาดตามองอย่างเย็นชา บางที
การที่ปีศาจจิ้งจอกหลบหนีไปได้ จึงท่าให้พวกนาง
บังเกิดโทสะขึ้น
“วังกระบี่ชิงชวน?” อู่ อวี้ จดจ่าได้ว่า วังกระบี่
ชิงชวน อยู่ใกล้กับ วังกระบี่แก้วมรกต แต่ชื่อเสียงนั้น
กลับเลื่องลือกว่ามาก นั่นเป็นเพราะว่าสาวกในวัง
กระบี่แห่งนี้ ล้วนเป็นอิสตรีทั้งสิ้น
“ ไสหัวไปซะ” หนึ่งในสาวกสตรีชิงชวนกล่าวขึ้น
หลังจากกล่าวจบ พวกนางก็ไม่สนใจอะไรอีก จากนั้น
ก็เตรียมไล่ล่าไปยังทิศทางอื่น
อู่ อวี้ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่ดูเหมือนว่า หนานกง
เหว่ย จะรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง จากนั้นนางก็กล่าวขึ้น
ว่า ” สาวกซูซันทุกคนที่อยู่ภายใน หุบเหวปีศาจ
ล้วนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไล่ล่าปีศาจจิ้งจอก
มันจึงไม่ใช่เหยื่อของพวกเจ้า”
หญิงสาวทั้ง 4 หยุดชะงักลงทันที จากนั้นพวกนางก็
หันกลับมามอง หนานกง เหว่ย
“ สาวน้อย เจ้าอยู่เพียงแค่ สร้างแกนนภาขั้นที่ 1
เท่านั้น ข้าว่าเจ้าควรกลับไปสู่อ้อมอกมารดาเจ้าจะ
ดีกว่า ข้าเกรงว่าอย่างเจ้าหากพบเจอปีศาจ
คงหวาดกลัวลนลานจนร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นแน่”
หนานกง เหว่ย กล่าวขึ้นว่า” นั่นมันก็เรื่องของข้า
ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า ไฉนเจ้าถึงต้องมา
ห่วงใยข้า เจ้าไปไล่ล่าปีศาจของเจ้าเถอะ”
การที่นางกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะคนเหล่านี้ถือว่าล้วน
เป็นศิษย์สหายร่วมนิกาย ถึงแม้ว่า หนานกง เหว่ย
จะรู้สึกไม่ชอบใจกับถ้อยค่าที่พวกนางกล่าวออกมาก็
ตาม แต่ก็ไม่อยากข้องแวะ สร้างความบาดหมาง
จนถึงขั้นต่อสู้
สาวกทั้งสี่ยิ้มเยาะ จากนั้นผู้หนึ่งก็หันไปกล่าวกับ
อู่ อวี้ ว่า” ปีศาจจิ้งจอกตนนี้ มีฝีมืออยู่ในระดับ
สร้างแกนปีศาจ ขั้นที่ 3 ซึ่งแน่นอนว่ามีฝีมือสูงกว่า
เจ้า ข้าว่าหนทางที่ดีที่สุดส่าหรับเจ้า รีบไสหัวไปเสีย
ดีกว่า พวกเราหวังดีต่อพวกเจ้าเช่นนี้ ไฉนเลยยังไม่
ส่านึกบุญคุณ!”
หลังจากกล่าวจบ พวกนางก็ทยอยขี่กระบี่บินขึ้นสู่
ท้องฟ้าทีละคน ๆ เพื่อค้นหาร่องรอย ติดตามไล่ล่า
ปีศาจจิ้งจอกต่อไป
“พี่ชาย พวกนั้นมากเกินไปแล้ว” หนานกง เหว่ย
กล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“ อย่าไปใส่ใจกับเรื่องแค่นี้ รอให้พวกเราเป็นผู้พบ
เจอปีศาจจิ้งจอกเป็นคนแรกเสียก่อนเถอะ แล้วพวก
นางจะต้องตกตะลึง” อู่ อวี้ รอยยิ้มอ่อน ๆ กับ
หนานกง เหว่ย จากนั้นก็ไล่ติดตามปีศาจจิ้งจอกต่อ
โดยไปคนละทิศทางกับ 4 สาวกชิงชวน
หลังจากแยกตัวออกมา เขาก็ได้ค้นพบร่องรอยนั่นก็
คือหยดโลหิตจุดเล็ก ๆ หยดอยู่บนพื้น
ซึ่งน่าจะเป็นหยดเลือดของปีศาจจิ้งจอก
“ไปกันเถอะ”
การที่ อู่ อวี้ มายังทิศทางนี้ ล้วนเกิดจาก
ประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจใน ปีศาจจิ้งจอก
พวกเขาก่าลังติดตามเสาะหาปีศาจจิ้งจอกอย่าง
จริงจัง ส่งผลให้บัดนี้พวกเขาทั้งสอง แยกตัวออกห่าง
จากเหล่าสาวกซูซันโดยสมบูรณ์
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ