กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 262 จิ่วอิง
สิ่งที่ อู่ อวี้ สงสัยมากที่สุดก็คือ ปีศาจที่สังหารหมู่
ชาวเมืองชิงซาง เปั้าหมายของมันคือการสังหาร
ผู้คน โดยไม่สนใจสรรพสิ่งอื่นใด
แต่ปีศาจที่อยู่เบื้องหน้า เขาแค่ทำให้มนุษย์
บาดเจ็บ แต่ไม่ลงมือสังหารทิ้ง ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึง
การควักหัวใจของมนุษย์มากิน ซึ่งเปั้าหมายของ
ปีศาจตอนนี้แสดงให้เห็นชัดเจนอย่างมาก นั่นก็
คือปล่อยปีศาจออกจาก การถูกจองจำของพรรค
วายุอัสนี
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ปีศาจผู้สังหารหมู่ชาวเมืองชิง
ซาง มันไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนให้พวกเขาได้เห็น
แต่ปีศาจที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ กลับ
เปิดเผยตัวตนอย่างโจ่งแจ้งอย่างไม่เกรงกลัวว่า อู่
อวี้ จะจดจำรูปลักษณ์ของมันได้
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่า พรรควายุอัสนี บังเอิญ
ได้พบเจอกับปีศาจผู้ลงมือสังหารชาวเมืองเช่นนั้น
หรือ?
เรื่องที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่ามันช่างบังเอิญมาก
เกินไป
ในตอนนั้นเองเมื่อ เหอ เต้าจื้อ เตรียมพร้อมจะลง
มือสังหารปีศาจหนุ่มตนนั้น ฉับพลัน อู่ อวี้ ก็
ตะโกนขึ้นเสียงดังขึ้น” เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง
ลงมือ!”
เขาร้องตะโกนขึ้น ตัดสินใจเริ่มดำเนินตามแผน
ของตนเอง ขณะ เหอ เต้าจื้อ กำลังทำการโจมตี
เมื่อถูกขัดจังหวะโดย อู่ อวี้ โทสะของเขาก็พุ่ง
พล่านขึ้นอย่างฉับพลับ!
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีผู้ใดเอ่ยอะไรออกมา อู่ อวี้
ก็จ้องมองไปยังปีศาจตนนั้น แล้วรีบกล่าวขึ้นอย่าง
รวดเร็ว” ข้าอยากถามเจ้า เมืองชิงซาง ซึ่งอยู่ไม่
ไกลจาก พรรควายุอัสนี ที่นั่นมีผู้ฝึกตนถูกสังหาร
หมู่กว่า 2000 คน แล้วยังถูกควักหัวใจออกไป ใช่
ฝีมือของเจ้าหรือไม่ ?”
ปีศาจตนนั้นอึ้งตะลึงไปชั่วครู่ เขาเม้มริมฝีปากแล้ว
กล่าวขึ้นว่า” ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก ข้าไม่มานั่ง
เสียเวลาทำเรื่องน่าเกลียดเช่นนี้เป็นแน่ ดู
เหมือนว่าข้าจะกลายเป็นแพะรับบาปไปแล้วใช่
หรือไม่ ?”
ถ้าไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้ ปั่านนี้พวกเขาคงต่อสู้แบบ
ตายกันไปข้างแล้ว อาจเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น
ตรงหน้า เป็นการปฏิบัตินอกเหนือจากภารกิจ
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงขัดขวาง เหอ เต้าจื้อ จากนั้นก็
กล่าวขึ้นว่า” พี่ชายเหอ ปีศาจตนนี้ กับ ปีศาจ
สังหารหมู่ มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จุดประสงค์
ของปีศาจนี้คือปลดปล่อยปีศาจที่ถูกจองจำ ยิ่งไป
กว่านั้นมันกระทำเพียงแค่ให้มนุษย์ที่มาขัดขวาง
บาดเจ็บ ไม่ได้ลงมือสังหารแต่ประการใด อีกทั้งยัง
ไม่ปิดซ่อนรูปลักษณ์ตัวตน ฉะนั้นจึงไม่น่าจะใช่
ปีศาจที่พวกเรากำลังตามหาอยู่”
กู่ หงหมิง ซึ่งอยู่ถัดออกไป หัวเราะเยาะเย้ย แล้ว
กล่าวขึ้นด้วยเสียงตะเบ็งว่า” เจ้าถูกปีศาจตนนี้
ครอบงำ จนดวงตามืดบอดไปแล้วหรือไร มันกำลัง
โปั้ปดเจ้า เจ้ายังโง่เง่าหลงเชื่อมันอีก! มันต้องล่วงรู้
ว่าเราอยู่ที่นี่ เลยจงใจทำให้เราเข้าใจผิด! แล้ว
แม้ว่ามันจะหาใช่ปีศาจตัวนั้น แต่ปีศาจทุกตัวก็
เป็นศัตรูกับผู้ฝึกตนอย่างพวกเรา ยิ่งไปกว่านั้นมัน
ยังมารุกราน พรรควายุอัสนี ช่างบัดซบยิ่งนัก!”
เมื่อเทียบกับ กู่ หงหมิง แล้ว เหอเต้าจื้อ ในมุมมอง
ของมันก็ย่อมล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าปีศาจตนนี้รับมือ
ได้ยากยิ่งนัก ต่อให้พวกเขาทั้งหกรุมสังหาร แต่ก็
อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน พวก
เขาอาจจะตาย หรือ บาดเจ็บก็เป็นได้!
หากอีกฝั่ายไม่ใช่ปีศาจที่เป็นเปั้าหมายของพวกเขา
หากลงมือไปกระทั่งสังหารลงได้ แต่ก็เหมือนกับ
เป็นการเพิ่มงานที่ต้องทำให้มากขึ้น อีกทั้งต้องเสีย
แรงโดยใช่เหตุ ในฐานะผู้นำแล้วมันต้องพิจารณา
สิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ หลังจากนั้นมันก็ชูมือขึ้น
เป็นสัญญาณให้หยุดลงมือลงชั่วคราว แล้วก็มอง
ไปที่ปีศาจหนุ่มด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า” เจ้าสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ ว่าเจ้า
ไม่ใช่ปีศาจที่ทำการสังหารหมู่?”
อีกฝั่ายกล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยใส่ใจมากนัก” ข้าไม่
คิดจะพิสูจน์อะไรทั้งสิ้น ถ้าจะสู้ก็เข้ามา แต่ถ้าไม่
ข้าไม่มีเวลามากพอ ที่จะมัวมานั่งพูดคุยเรื่อง
เหลวไหลอยู่กับพวกเจ้าที่นี่”
ในความเป็นจริง ถ้ามันเป็นปีศาจผู้ลงมือสังหาร
ในเวลาเช่นนี้มันก็ควรปกปิด จากนั้นเขาควร
พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อพิสูจน์ความ
บริสุทธิ์
เย่ จิงหมิง กล่าวขึ้นด้วยเสียงกระซิบว่า” ศิษย์พี่
ใหญ่ ข้าคิดว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวมานั้นมีเหตุผล มัน
อาจไม่ใช่ปีศาจตัวที่เราหมายหัวไว้ นอกจากนี้หาก
ต้องต่อสู้กับมัน คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ …”
กู่ หงหมิง กล่าวขึ้นว่า” แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามัน
ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกัน!”
เมื่อปีศาจหนุ่มเห็นพวกเขาเริ่มโต้เถียงกัน จิตใจ
เขาก็เริ่มร้อนรนจนไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป คนทั้ง
หกล้อมปีศาจหนุ่มไว้เป็นวงกลม ปีศาจหนุ่มเดิน
ตรงเข้าไปหา อู่ อวี้ จากนั้นก็จ้องมองไปที่เขา แล้ว
ปีศาจหนุ่มกล่าวกับ อู่ อวี้ ขึ้นว่า” หลีกไป”
อู่ อวี้ กล่าวขึ้นว่า” ในเมื่อเจ้าไม่ใช่ผู้ลงมือโจมตี
หรือ เข่นฆ่าผู้คน เจ้ามีจุดประสงค์เพียงแค่
ช่วยเหลือพวกพ้อง ปีศาจเองก็มีทั้งดีแลชั่ว ซึ่งเจ้า
คือปีศาจดี ส่วนปีศาจชั่วคือ ปีศาจที่ลงมือสังหารผู้
ฝึกตนไป 2000 คน ถือเป็นการกระทำชั่วร้ายอย่าง
ใหญ่หลวง เพื่อหลีกเลี่ยงการสังหารโดยไม่ตั้งใจ
ฉะนั้นเจ้าจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่า ว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้า
ไม่เช่นนั้นเราคงไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้”
“ เมื่อกี้เจ้ากล่าวว่า ปีศาจมีทั้งดีแลชั่ว ?” สายตา
ของอีกฝั่ายเปลี่ยนแปรไปในทันที เห็นได้ชัดว่ามัน
กำลังตื่นตระหนกกับคำกล่าวนั้น เขามอง อู่ อวี้
อย่างฉงนสงสัยแล้วกล่าวขึ้นว่า” ผู้ที่เรียกว่า
ตนเองเป็นผู้ฝึกตน จะต้องไม่สนใจปีศาจ จากนั้นก็
ลงมือเข่นฆ่าปีศาจอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปราณี
ไม่ใช่หรือ ? สำหรับพวกเจ้า ปีศาจคือสิ่งชั่วร้ายที่
ต้องกำจัด ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์ของซูซัน คำ
กล่าวเมื่อสักครู่ดูไม่อุกอาจไปหน่อยหรือไร?”
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองกล่าวขึ้นมานั้น เป็นคำ
กล่าวที่อุกอาจอย่างยิ่ง แต่นี่คือสิ่งที่เขาคิดอย่าง
แท้จริงภายในจิตใจ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้อง
หลบเลี่ยง หรือ ปฏิเสธ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า ” เจ้า
ต้องพิสูจน์ มิฉะนั้นอย่าหาว่าเราไม่เกรงใจ”
“ เจ้ามีนามว่าอะไร” ปีศาจจ้องมองมาทางเขา
แล้วซักถามขึ้นทีละคำ
“ ย่อมได้! ชื่อแซ่ไม่อาจเปลี่ยน ข้ามีนามว่า อู่
อวี้!” ถึงแม้ปีศาจตนนี้จะมีสายโลหิตที่พิเศษหาได้
ยากยิ่ง แต่ อู่ อวี้ ก็หาได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขา
ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด สายตา
ไม่วอกแวกหลบเลี่ยง
“ ฮ่ะ ๆ ๆ ตั้งแต่ค่าพบเจอผู้ฝึกตนมา มีเจ้าเป็นคน
แรกที่กล่าวเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำตามที่เจ้าพูด
ในวันนี้ข้าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้พวกเจ้าได้
เห็น” หลังจากนั้นปีศาจหนุ่มก็ถอยหลังออกไปไม่กี่
ก้าว ในสายตาของเขาแล้วได้มีผู้อื่นไม่ นอกเสีย
จาก อู่ อวี้ เขาจับจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ขนาดยิ้ม
ขึ้นที่มุมปาก
จากนั้นก็กล่าวกับ เหอ เต้าจื้อ ว่า” เจ้าเป็นผู้นำใช่
หรือไม่?”
“ ใช่”
ปีศาจหนุ่มกล่าวต่อว่า” เป็นครั้งแรกที่ข้าเดินทาง
ออกมาจาก ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ข้าไม่เคยเข่น
ฆ่าชีวิตมนุษย์ รวมถึงไม่เคยเข่นฆ่าปีศาจด้วยกัน
หากว่าเข่นฆ่าผู้คนไปกว่า 2000 ชีวิต อีกทั้งยัง
ควักหัวใจออกมา บนร่างกายของข้าจะต้องมีกลิ่น
อายโลหิตคละคลุ้งรุนแรง จะต้องมีดวงวิญญาณ
ของผู้ที่ตายแล้วอยู่รอบ ๆ ปรากฏให้เห็น แล้วเจ้า
ได้เห็นว่าสิ่งนี้ปรากฎขึ้นบ้างหรือไม่?”
เหอ เต้าจื้อ กับพรรคพวกต่างมองหน้ากันและกัน
ในความเป็นจริงในใจของพวกเขาต่างรู้ดี ว่าปีศาจ
ตนนี้ไม่ใช่ตัวที่พวกเขากำลังตามหา แล้วก็เป็นเช่น
ดั่งปีศาจหนุ่มตนนี้กล่าว นับตั้งแต่แรกพบ พวก
เขาไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายโลหิตออกมาจากร่างกาย
ของปีศาจหนุ่มผู้นี้แม้แต่น้อย บนร่างกายของเขา
ยังคงบริสุทธิ์ดุจดั่งหยก
กระทั่ง อู่ อวี้ ก็ยังเข่นฆ่าสังหารผู้คนไปเป็นจำนวน
มาก
ดังนั้นเมื่อปีศาจหนุ่มกล่าวว่า ไม่เคยเข่นฆ่าชีวิต
มนุษย์แม้แต่น้อย มันได้สร้างความประหลาดใจ
ให้แก่ อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง หากเป็นอย่างที่อีกฝั่าย
กล่าว มันช่างเป็นปีศาจที่ดีซึ่งหาได้ยากยิ่งเสียจริง
ๆ แม้มันจะเป็นปีศาจแต่กลับบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ถึง
เพียงนี้ แน่นอนว่าอายุอานามของมันคงจะยังไม่
มาก คาดว่าน่าจะพอ ๆ กับ หนานกง เหว่ย
แท้จริงแล้ว เหอ เต้าจื้อ หวาดกลัวในความ
แข็งแกร่งของมันยิ่งนัก เมื่อได้ยินคำกล่าวของอีก
ฝั่าย ซึ่งเป็นการพิสูจน์ด้วยวาจา จากนั้นจึงโบกมือ
แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า” เอาล่ะ ข้า
เข้าใจแล้วว่าเจ้าไม่ใช่ฆาตกร แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่
ๆ ปีศาจอย่างเจ้าจะก้าวเข้ามา ข้าขอแนะนำให้
เจ้าออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
กลับไปยัง ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ของเจ้าซะ !”
ปีศาจหนุ่มยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวขึ้นว่า” ทวีปแห่ง
ทวยเทพ นั้นไม่ใช่ของผู้ใด ที่นี่ไม่ใช่ นิกายเซียนซู
ซันของเจ้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ควบคุมข้า”
หลังจากกล่าวจบ มันก็เดินผ่านร่างของ อู่ อวี้ แล้ว
จากไป
“ อู่ อวี้ หากมีโอกาสได้พบเจอกันอีกครา เจ้าจะ
เรียกข้าว่า ‘จิ่วอิง’ ก็ได้”
เมื่อเข้าใกล้ร่างของ อู่ อวี้ มันก็กระซิบแล้วยิ้มให้
จากนั้นก็ถอยออกไปด้านข้าง แล้วทะยานออกไป
อย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเขาก็หายไปจากสายตา
ของทุกคน
โทสะของ กู่ หงหมิง พลุ่งพล่านขึ้น จากนั้นเขาก็
กล่าวขึ้นว่า” เจ้าปล่อยให้มือสังหารตัวจริงหลุดมือ
ไป หรือเจ้าสมคบคิดกับมัน”
ซูชิงแสดงท่าทางเย้ยหยัน แล้วกล่าวขึ้นว่า”เจ้าไม่
เข้าใจหรืออย่างไร! ถึงแม้ปีศาจตนนี้จะดูอ่อนเยาว์
แต่สายโลหิตของมันก็สูงส่งยิ่งนัก ถือว่าหาได้ยาก
ยิ่งในใต้หล้านี้ อย่างน้อย ๆ มันต้องมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในขั้นสร้างแกนปีศาจระดับ 7 หรือ
อาจจะสูงมากกว่านั้น หากเราต่อสู้กับมัน ไม่รู้ว่า
เราต้องตายสักกี่หน ถึงจะสังหารมันได้ กู่ หงหมิง
ถ้ารู้ว่าจะต้องตายแน่ ๆ เจ้าจะยังเต็มใจไม่อิดออด
ต่อสู้อยู่อีกหรือไม่?”
กู่ หงหมิงกล่าว โต้ตอบกลับไปว่า”เจ้ากลับดูแคลน
พลังของตนเองที่พากเพียรมาอย่างยาวนานเพียง
เพราะแค่เห็นปีศาจเท่านั้นงั้นรึ!”
“ หยุดโต้เถียงกันได้แล้ว” สีหน้าของ เหอ เต้าจื้อ
มีโทสะจนซีดเผือดลง มันหันไปมอง อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวขึ้นว่า” อู่ อวี้ จงระวังคำพูดของตนเองเอาไว้
ปีศาจคือศัตรูของเรา พวกมันทุกตัวชั่วร้าย
โหดเหี้ยมอำมหิต ทั้งยังเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับ
ตระกูลของข้า! ถ้าเจ้ากล่าวเรื่องนี้ในซูซัน เจ้าต้อง
ถูกจับขังอยู่ในคุกดวงใจกระบี่อย่างน้อย 3 ปี !”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อู่ อวี้ ไม่ต้องการอธิบายเรื่องราว
ใด ๆ เพิ่มเติม
บางทีนี่อาจเป็นผลกระทบครั้งใหญ่ ที่จิ่วเซียนมอบ
ให้แก่เขา อู่ อวี้ รู้สึกว่า ไม่ว่าเมื่อใดที่เขามองเห็น
ปีศาจ อารมณ์ความรู้สึกของเขาจะรุนแรงมากกว่า
คนอื่น ๆ เนื่องจากผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ส่วนใหญ่
เย็นชาโหดเหี้ยม ราวกับเครื่องจักรสังหาร
เหล็กกล้า
ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงปราณปีศาจอัน
รุนแรงกวาดผ่านไปทั่วทั้งท้องนภา พวกเขามองไป
ยังทิศทางที่ปีศาจนาม ‘จิ่วอิง’ จากไป ชั่วอึดใจ
นั่นเองพวกเขาก็พบว่าบนฟากฟั้า ปรากฏเงาดำ
ทมิฬขนาดใหญ่! เงานั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก
เพียงไม่นาน มันก็แหวกฝั่ากลับเข้าไปในหมู่เมฆา
ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ทุกคนก็
สามารถมองเห็นใบหน้าของปีศาจตัวนั้นได้อย่าง
ชัดเจน
มันคือปีศาจจิ่วอิง!
คาดว่าในช่วงเวลาที่มันบินจากไป มันจะกลายร่าง
กลับคืนสู่รูปแบบปีศาจ
ท่ามกลางความเลือนรางนั้น สามารถมองเห็น
ศีรษะดำทมึนของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ ทั่วทั้งร่าง
ของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำทมิฬ มันมีปีกคู่
ขนาดใหญ่ และ ขา 2 ข้างอันแข็งแกร่ง เฉกเช่น
ดั่งเทพมังกร กล้ามเนื้อรยางค์ที่ยืดขยายออกมา
จากส่วนปีก ดูราวกับใบมีดอันคมกริบ ที่กำลังตัด
ฝั่าหมู่เมฆา พาร่างของมันแหวกว่ายหายเข้าไปใน
นั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ และ คนอื่น ๆ รู้สึก
ตกตะลึงมากสุด คือปีศาจตนนี้มีทั้งหมด 9 หัวซึ่งดู
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่ละหัวของมันดูราวกับ
เศียรของเทพมังกรแสนดุร้าย เฉกเช่นดังมังกร ซึ่ง
มีคมเขี้ยวแหลมคมยื่นยาวออกมาราวกับอสรพิษ!
มันมีทั้งหมด 9 หัว!
ปีศาจตนนี้ก็คือ จิ่วอิง !
หัวทั้ง 9 ของมัน ดูราวกับปีศาจร้าย เขี้ยวแหลม
คมส่องประกายแวววับ ทำให้จิตใจผู้เฝั้ามองต้อง
สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
มันมีทั้งหมด 9 หัว มีปีกขนาดใหญ่ และ แขนขา 4
ข้างอันแข็งแกร่ง ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ด
มังกร มันเหมือนกับปีศาจมังกรดูราวกับอสรพิษ
ขณะที่แหวกฝั่าเข้าไปในหมู่เมฆ อู่ อวี้ นึกไปถึงสิ่ง
ที่เจ้าเมืองชิงซางกล่าวทันที
‘ปีศาจหลายหัว ที่ห้อมล้อมไปด้วยเพลิงสีดำทมิฬ’
สามารถมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่า หัวบางส่วน
ของปีศาจจิ่วอิง มีเปลวเพลิงสีดำทมิฬกำลังลุก
ท่วมอยู่
ในขณะนี้แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยืนอึ้งตะลึงงันเช่นดั่งคยโง่
งม จากข้อมูลทั้งหมดก่อนหน้านี้ บ่งชี้ว่าจิ่วอิง
ไม่ใช่ปีศาจผู้ลงมือสังหารหมู่ แต่เมื่อมันแสดง
ร่างกายที่แท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันคือฆาตกร
ผู้ลงมือสังหารชาวเมืองอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
จากการคำนวณแลการคาดเดาของ อู่ อวี้ เกิดเป็น
ช่องโหว่ขนาดใหญ่ขึ้นในทันที เนื่องจากตั้งแต่
เริ่มต้น เขาเป็นคนเสนอว่าจิ๋วอิงไม่ใช่ปีศาจที่พวก
เขากำลังค้นหา…
“บัดซับ! ตามมันไป!” เหอ เต้าจื้อ คำราม จากนั้น
ก็ใช้กระบี่บินจักรพรรดิทะยานขึ้นไปทันที
“อู่ อวี้ เจ้าทำผิดพลาดมหันต์! เจ้ามันโง่!” กู่ หงห
มิง คำรามขึ้น ใบหน้าของมันขาวซีด จากนั้นมันก็
บินติดตาม เหอ เต้าจื้อ ไป สิ่งสำคัญสุดในตอนนี้
คือการไล่ล่าจัวตัวปีศาจ
คนอื่น ๆ ไล่ติดตามไปทันที เหลือเพียง อู่ อวี้ ที่
ยังคงยืนตกตะลึง จากนั้นเขาก็บินไล่ตามไป
อย่างไรก็ตามจิตใจของเขายังคงอยู่ในสภาพสับสน
วุ่นวาย
เขาไม่เชื่อว่า จิ่วอิง เป็นปีศาจที่ลงมือสังหารหมู่
ถ้ามันหลบซ่อนตัวอยู่ แล้วจะเปลี่ยนแปลงร่างกาย
กลับคืนสู่รูปลักษณ์ปีศาจ ที่น่าสะพรึงกลัวนี้ไปเพื่อ
อะไร? อู่ อวี้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ภายในดวงตาของมันคือผู้บริสุทธิ์
มันคือปีศาจบริสุทธิ์ที่หาได้ยากในใต้หล้านี้ …
เขาเชื่อในสัญชาตญาณของตน ไม่เคยคิดว่า จิ่วอิง
คือฆาตกร แต่ความจริงกลับปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ซึ่งถ้าหาก จิ่วอิง คือฆาตกรจริง ๆ แล้วล่ะก็ การ
ปล่อยให้มันหลบหนีไป มันคือความรับผิดชอบที่ อู่
อวี้ จะต้องแบกรับ
อย่างไรก็ตาม มีเหตุหารณ์น้อยครั้งมาก ที่ทำให้ อู่
อวี้ รู้สึกสงสัยในตัวเอง
“เราทุกคนประมาทเกินไป ปล่อยให้มันเปลี่ยนร่าง
กลับคืนสู่รูปแบบดั้งเดิมได้ บัดซบ บัดซบ!!” กู่
หงหมิง คำรามขึ้นอย่างมีโทสะ มันหันไปจ้องมอง
อู่ อวี้ ด้วยดวงตาแดงก่ำ ราวกับว่ามันไม่สามารถ
ทานทนจะฉีกกระชาก อู่ อวี้ เป็นชิ้น ๆ ได้อีก
ต่อไป!
ในเวลานี้ทุกคนกำลังไล่ล่าติดตามมันไป ถึงแม้
เหอ เต้าจื้อ จะรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่อย่างไร
พวกเขาก็เป็นศิษย์ของซูซัน จึงไม่ยิมยอมพ่ายแพ้
มุ่งมั่นติดตามไป เหอ เต้าจื้อ ไล่ติดตามอยู่
ด้านหน้า ทิ้งระยะห่างระหว่าง อู่ อวี้ กับ คนอื่น ๆ
มากยิ่งขึ้น
แม่แต่ เย่ จิงหมิง ก็รู้สึกตกตะลึงเช่นเดียวกัน เขา
กล่าวขึ้นว่า”ปีศาจตนนี้ช่างปลิ้นปล้อนกลับกลอก
ยิ่งนัก เราเชื่อว่ามันเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ๆ !”
“ มันเป็นความผิดของ อู่ อวี้ ! ที่ปล่อยให้เจอเด็ก
เหลือขอนั่นหนีไป!” กู่ หงหมิง หันไปมอง อู่ อวี้
ด้วยจิตใจที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
ผ่านไปชั่วครู่ เหอ เต้าจื้อ ก็หยุดบิน เนื่องจากว่า จิ่
วอิง ได้หายลับไปแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น กู่ หงหมิง ก็แผดเสียงคำราม
พร้อมกับทะยานเข้าไปหา อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้น
อย่างมีโทสะว่า”อย่าห้ามข้า ข้าจะสังหารไอ้ตัวโง่
งมนี่”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ