กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 264 วงเวทยประทับ
“เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร!” ดวงตาของ กู่ หงหมิง
เบิกกว้าง จิตใจมันสั่นสะท้าน สติหลุดลอยไป
อู่ อวี้ เป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ ไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้
ศาสตราเต๋าชนิดอื่นได้ด้วย ทั้งยังคงเป็นศาสตรา
วุธประเภทระยะประชิดอีก ดังนั้นจึงรู้สึกว่าเขาช่าง
น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่พวกมันใช้ได้เพียงแค่กระบี่อย่างเดียวก็เต็ม
กลืน จึงไม่คิดที่อยากจะรับภาระใดเพิ่มเข้ามาอีก
ที่สำคัญก็คือ ใครๆต่างรู้ว่า เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
นั้นมีราคาแพงอย่างมหาศาล มูลค่าของมันมีราคา
ค่างวดถึงหนึ่งพันสามร้อยแต้มความสำเร็จ ด้วย
แต้มความสำเร็จจำนวนมากขนาดนี้ ย่อมไม่มีใคร
สามารถที่จะแลกศาสตราเต๋าเชื่อมจิตพิเศษขนาด
นี้มาครอบครองได้
อู่ อวี้ ไปเอาแต้มความสำเร็จมากมายขนาดนั้นมา
จากไหน?
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการขโมยมันมา
เนื่องจากสิ่งของที่อยู่ในวิหารศาสตราเต๋า ใครก็ไม่
สามารถไปขโมยมันได้
“ยังไงก็ไม่สำคัญอันใด โจมตี!” กู่ หงหมิง ยิ่งมอง
อู่ อวี้ ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เรื่องราวมันไม่
สามารถจะย้อนกลับคืนไปได้แล้ว มันไม่ลังเลแม้แต่
นิดเดียว มหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้าง พุ่งตรงเข้าไป
ยังตำแหน่งศีรษะ อู่ อวี้ อย่างเฉียบคม!
ในชั่วพริบตานั้นเอง เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ที่อยู่
ข้างกายพลันบินขึ้นมาปกปั้องเขา สามารถ
หลีกเลี่ยงมหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้างได้อย่าง
สมบูรณ์!
กล่าวตามจริงแล้ว กู่ หงหมิง ก็ยังมิได้เชี่ยวชาญ
เคล็ดวิชามหาเต๋าเชื่อมสวรรค์มากนัก โดยทั่วไป
แล้วการที่จะใช้เคล็ดมหาเต๋าเชื่อมสวรรค์จะต้อง
ฝึกฝนเป็นเวลานาน ดังนั้นมันจึงยังควบคุมมันไม่
ค่อยได้ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถควบคุม
เคล็ดมหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้างได้อย่างสมบูรณ์ แต่
แน่นอนว่าในด้านของอานุภาพในการสังหาร เท่านี้
มันนับว่าเพียงพอเหลือเฟือแล้ว
ถ้าหากว่า เคล็ดมหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้างไม่ถูก
ขัดขวางจากเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร อู่ อวี้ ก็คงแตก
เป็นเสี่ยงๆตกตายคาที่ไปแล้ว ทันใดนั้น อู่ อวี้ ยิ้ม
ยกขึ้น ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็น
พระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรมสูตรสีทองที่สูงถึง
หกจั้ง ตั้งตระหง่านไม่สั่นคลอน ราวกับหินยักษ์ที่
อยู่นอกฟั้าสวรรค์ ยากที่จะเอาชนะได้
“ทำลาย!” กู่ หงหมิง ที่เปียมไปด้วยโทสะ จึง
ต้องการที่จะทำลายการปั้องกันของ อู่ อวี้ ให้สิ้น
ซาก!
ทันใดนั้น ก็คาดไม่ถึงว่าเก้าตำหนักของเสาเก้า
จัตุรัสสยบมารเรียงตัวขึ้น พริบตาเดียวก็ปรากฏอยู่
รอบกายของเขา มังกรทองทั้งรัดพันอยู่บนเสาทั้ง
เก้าแต่ความจริงแล้วมันเป็นหนึ่งเดียวกัน หลังจาก
ที่มันได้ผสานกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เสาเก้า
จัตุรัสสยบมารถูกเคลื่อนย้ายไป ภายใต้การควบคุม
ของ อู่ อวี้ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ฉับพลัน
ปลดปล่อยสนามพลังแรงกดดันอันเกรี้ยวกราด
ออก ซึ่งสนามพลังแรงกดดันเช่นนี้เอาไว้เพื่อ
ปราบปรามเหล่าปีศาจทั้งหลาย แต่ว่าหากใช้กับ
ร่างกายของมนุษย์ มันก็มีอานุภาพที่มหาศาล!
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วงเวทย์นี้มันได้พุ่งตรงเข้าไป
ทำลาย กู่ หงหมิง และ มหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้าง
จนทำให้ กู่ หงหมิง ถูกผนึกโดยสมบูรณ์จากแรง
กดดันที่ถูกแผ่ออกมา
ฟิง!
แสงสีทองที่ส่องประกายเฉิดฉาย ในชั่วพริบตานั้น
ทำให้มหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้างที่กำลังจะพุ่งเข้ามา
โจมตี อู่ อวี้ แทบจะสลายไปในทันที!
ชั่วครู่ต่อมา เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร พลันปักลงไป
อยู่บนพื้นดิน ที่อยู่ด้านข้างของ เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร ก็คือ กู่ หงหมิง ที่ถูกแรงกดดันกดทับจนล้ม
ฟุบไปกองอยู่บนพื้นอาการบาดเจ็บสาหัส และยาม
นี้มันไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้!
ในช่วงเวลานั้น กู่ หงหมิง คำรามออกมาอย่างบ้า
คลั่ง โคจรพลังจากแกนกำเนิดโหมกระหน่ำออกมา
พยายามดิ้นรนหนีออกจาก ‘เคล็ดวิชาเก้าจัตุรัส
สยบมาร’ โดยการปลดปล่อยพลังจากแกนนภา
ออกมาอย่างสุดกำลังเข้าห้ำหั่นกับแรงกดดันที่แผ่
ออกมาจากเสาสยบมาร แต่ทว่ายังไงก็ไม่สามารถ
จะสั่นสะเทือน เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ได้แม้เพียง
เสี้ยว
คนที่มีสายตาเฉียบแหลมเมื่อมองไปก็จะสามารถ
เข้าใจได้ว่า กู่ หงหมิง ได้ถูกเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
ปราบปรามจนอยู่หมัดเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มันก็
เป็นเหมือนกับเนื้อที่อยู่บนเขียง
เมื่อมหาเต๋าฝั่ามือทำลายล้างสลายหายไป อู่ อวี้
จึงได้คืนสภาพของพระพุทธรูปวัชระแก่นแท้ธรรม
สูตร จากนั้นคนรีบพุ่งไปที่ด้านข้างของ เสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร เขาและ กู่ หงหมิง หนึ่งคนอยู่ด้าน
นอก อีกคนนอนสภาพแน่นิ่งอยู่ภายในสนามพลัง
หนึ่งคนบาดเจ็บสาหัสตกอยู่ในสภาพน่าอนาถ
ส่วนอีกคนเอามือไพล่หลัง ดูสุภาพและใจเย็น
เหนือกว่าหรือต่ำกว่า ชนะหรือพ่ายแพ้ ถูกตัดสิน
ภายในชั่วพริบตาเดียว
กู่ หงหมิง ที่ถูกสนามพลังแรงกดดันจาก เสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร ยามเมื่อสบตากับ อู่ อวี้ มันก็ยิ่งเกิด
โทสะมากขึ้น ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำอย่าง
สิ้นเชิง มันกัดฟันคำรามออกมา มือและเท้าทั้งสี่
สะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง ต้องการที่จะดิ้นรนจาก
การปิดผนึกนี้ แต่ในตอนนี้การกระทำทั้งหลายที่มัน
ได้ทำ ล้วนไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
อู่ อวี้ เดินเข้าไปหา เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ด้วย
ท่าทีสบายๆ เขายกเท้าข้างหนึ่งขึ้น เหยียบไปที่
ใบหน้าของ กู่ หงหมิง และยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อม
กล่าวออกมาทีละคำว่า”ศิษย์พี่กู่ การที่ข้าจะ
สังหารท่านในตอนนี้ มันช่างเป็นเรื่องง่ายดายราว
พลิกฝั่ามือ ข้าได้บอกท่านก่อนหน้านี้แล้ว ท่าน
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าแต่ท่านกลับไม่ยอมเชื่อ ตอนนี้
ท่านคงจะเชี่อแล้วสินะ วางใจเถอะ ข้าจะไม่แตะ
ต้องเส้นผมแม้แต่เส้นเดียวของท่าน เพราะพวกเรา
ถือว่าเป็นศิษย์สาวกร่วมนิกาย แต่ข้าคงต้องบอก
ว่าท่านนั้นไม่ใช่เปั้าหมายของข้าแม้แต่น้อย ท่านที่
มักจะคอยดูถูกข้าเสมอ จึงทำให้ข้าต้องเกิดโทสะ
เป็นธรรมดาจริงหรือไม่? หากมีครั้งต่อไป ข้าจะไม่
ปล่อยท่านไปสบายๆเช่นนี้”
“เจ้า!” กู่ หงหมิง ตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง จ้องมอง
อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ภายใต้สายตาของ อู่ อวี้
มันคือผู้ที่พ่ายแพ้ แม้กระทั่งในตอนนี้มันก็ยังไม่
สามารถที่จะขยับเสาเก้าจัตุรัสสยบมารได้แม้แต่นิด
เดียว
อู่ อวี้ รู้ว่าควรจะเก็บมันกลับไปในเวลาไหน
ในตอนนี้เขาได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ดวงตาของคน
ทั้งสี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก กู่ หงหมิง นั้นแตกต่างจาก
เดิมราวฟั้ากันดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีทั้งสอง
นาง ตอนนี้ใบหน้าสวยงามของพวกนางถอดสีลง
เพราะว่าพวกนางรู้ดี กู่ หงหมิง ก็คือผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดคนหนึ่งถ้าหากไม่นับ เหอ เต้าจื้อ แต่
กระนั้น อู่ อวี้ ยังสามารถบดขยี้มันได้เช่นนี้ นี่
หมายความว่าเจ้าเด็กผู้นั้นมีความแข็งแกร่ง
มากกว่าที่พวกเขาคิด
เช่นนั้น เขาย่อมไม่ได้เป็นคนที่โอ้อวดทระนงตน
แต่ว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอ
ด้วยอายุของเขา ยังไม่มากเท่าไหร่และยังอยู่ในขั้น
สร้างแกนนภาระดับที่สาม ดังนั้นลองจินตนาการดู
อู่ อวี้ นั้นน่าหวาดกลัวมากกว่าที่คิด เดิมทีพวกมัน
เข้าใจว่า อู่ อวี้ เข้ามาเพื่อจะหวังกอบโกย
ผลประโยชน์อย่างไม่ต้องทำอะไร แต่ในตอนนี้
ความคิดเหล่านี้ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว
อาจจะกล่าวได้ว่า การต่อสู้ในครั้งนี้ ได้สั่นคลอน
จิตใจของพวกมัน เมื่อมองไปที่ อู่ อวี้ ในตอนนี้
สามารถใช้คำว่า ยำเกรง สองคำมาอธิบายได้
เท่านั้น
เย่ จิงหมิง ยิ้มแล้วกล่าวออกมา”ศิษย์พี่กู่ความจริง
แล้วค่อนข้างที่จะทำตามอำเภอใจไปหน่อย
อย่างไรก็ตาม ข้าไม่คิดว่าศิษย์น้องอู่นั้นจะ
แข็งแกร่งได้เช่นนี้ ดูเหมือนว่าความมั่นใจในการที่
จะจับกุมปีศาจในครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นแล้ว”
ซูชิง ยิ้มแล้วกล่าวว่า”ใช่แล้ว ถ้าหากพวกเราร่วม
แรงร่วมใจกัน การที่จะจับกุมเจ้าปีศาจตนนั้นมันก็
ไม่ใช่เรื่องยาก เจ้าปีศาจตนนั้นมันช่างปลิ้นปล้อน
จริงๆ ความจริงแล้วข้าเพียงแค่จะกล่าวกับศิษย์
น้องอู่ว่า พวกเราทุกคนต่างก็โดนมันหลอก
มิฉะนั้นเพียงคำพูดของศิษย์น้องอู่ ก็ไม่เพียง
พอที่จะปล่อยปีศาจไปได้ ทุกคนว่าสิ่งที่ข้ากล่าว
ออกมาถูกต้องหรือไม่?”
กง หยางเสวี่ย ยิ้มผะอืดผะอม เปลี่ยนท่าที และ
ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
สุดท้ายทุกคนก็มองไปที่ เหอ เต้าจื้อ เพราะว่าเขา
เป็นผู้นำกลุ่ม ท่าทีของเขานั้นสำคัญที่สุด
อู่ อวี้ หันไปกล่าวกับเขาว่า”ศิษย์พี่ เหอ เต้าจื้อ
ศิษย์พี่กู่นั้นได้หมายหัวข้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่ใน
ครั้งนี้มันเกี่ยวพันถึงชีวิตของข้า ข้านั้นถูกบังคับให้
ต้องสู้กลับไป ขอให้ศิษย์พี่เหอโปรดให้อภัย”
เหอ เต้าจื้อ มองเขา แล้วโบกมือกล่าวว่า”
หลังจากที่ปล่อยให้เจ้าปีศาจหลุดรอดไปได้ การที่
จะเกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มนั้นนับเป็นเรื่อง
ธรรมดา อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ
จับกุมเจ้าปีศาจตนนั้น หวังว่าพวกเจ้าคงจะได้ทำ
ความรู้จักกันแล้ว เปลี่ยนจากศัตรูกลายเป็นสหาย
จากนั้นมุ่งเน้นไปที่ปีศาจ แทนที่จะต่อสู้กันเอง ถ้า
หากใครยังทำการยั่วยุกันเองก็อย่าได้ตำหนิข้าแล้ว
กัน”
แน่นอนว่าหลังจากนี้พวกมันคงไม่กล้าที่จะหมาย
หัวเขาแล้ว หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้ทำการเชือดไก่ให้
ลิงดู
เมื่อได้ยินคำพูดของ เหอ เต้าจื้อ กู่ หงหมิง รู้ว่า
ตนเองนั้นได้รับความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ มันนั้น
ไม่ได้ทำการดิ้นรนอีกต่อไป ต้องอดทันกับความ
โกรธแล้วความขับข้องที่อยู่ในใจ กล่าวว่า”เรื่องนี้
เป็นข้าที่หุนหันพลันแล่นเอง ศิษย์น้องอู่ ข้าต้องขอ
โทษเจ้าด้วย”
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า”ข้าทำให้ศิษย์พี่กู่ต้อง
ได้รับบาดเจ็บ คนที่ควรจะต้องขอโทษจะต้องเป็น
ข้า”
ทุกคนเป็นคนหน้าซื่อใจคด คิดเพียงแต่มาทำ
ภารกิจเพื่อแต้มความสำเร็จเพียงเท่านั้น และเมื่อ
อู่ อวี้ ได้พิสูจน์ตนเอง อีกทั้งยังไม่ได้หยิ่งทระนง
อย่างที่คิดเอาไว้จึงกลายเป็นว่าจบลงด้วยดี ต่อมา
เขาได้ปล่อย กู่ หงหมิง พร้อมเก็บเสาเก้าจัตุรัส
สยบ หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พูดคุยและหัวเราะ
ออกมา ราวกับว่าไม่ได้เกิดเรื่องเช่นก่อนหน้านี้ขึ้น
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องอู่ เสาเก้าจัตุรัสสยบมา ของเจ้า
นั้นช่างมีมูลค่ามหาศาล คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะมี
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตชั้นยอดเช่นนี้ เจ้าสามารถ
บอกได้ไหมว่าตัวเจ้ามีแต้มความสำเร็จอยู่เท่าไหร่
กัน?” ซูชิง เข้าไปเกาะแกะแขนของ อู่ อวี้ นาง
สัมผัสลูบคลำตัว อู่ อวี้ ปานจะกลืนกิน
อู่ อวี้ กล่าวว่า”ตัวข้าไม่ได้มีแต้มความสำเร็จ
มากมายขนาดนั้น นี่เป็นสิ่งที่คนอื่นส่งมอบมา
ให้กับข้า”
เมื่อกล่าวออกมาเช่นนี้ ทำให้พวกมันรู้สึกแปลกใจ
คนผู้นั้นจะต้องเป็นตัวตนที่อยู่ระดับสูงแน่ๆ ถึงจะ
ส่งมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ได้!
“หรือว่าจะเป็นจอมกระบี่ชิงเหอที่ส่งมาให้?”
ดังนั้นพวกมันจึงสงสัยว่าจอมกระบี่ชิงเหอ ยังคง
รู้สึกสนใจในตัวของ อู่ อวี้ ถ้าหากกล่าวออกมา
เช่นนี้ อู่ อวี้ จะเป็นตัวตนที่น่ากลัวอย่างมาก ต่อไป
หลังจากนี้พวกมัน คาดว่าจะต้องทำตัวสงบเสงี่ยม
ต่อหน้า อู่ อวี้ มากกว่านี้
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้น และเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แน่นอนว่า
สำหรับพวกมันแล้ว เรื่องนี้พวกมันคิดเองไปโดย
ปริยาย ทุกคนจึงมองหน้าซึ่งกันและกัน ในหัวใจ
พลันเกิดแรงสั่นสะเทือน เริ่มซักถาม อู่ อวี้ แม้แต่
กง หยางเสวี่ย ยังร่วมวงพูดคุย บางครั้งก็โปรย
เสน่ห์ใส่ อู่ อวี้ เพื่อต้องการที่จะดึงดูดความสนใจ
ของ อู่ อวี้
เหอ เต้าจื้อ กำลังคิดถึงเรื่องนี้ จึงกล่าวออกมา”
มันน่าจะอยู่ในระแวกใกล้เคียงนี้ จะต้องมี
จุดมุ่งหมายบางอย่าง พวกเราจะต้องคอยระมัดรัง
ความปลอดภัยของคนในกลุ่ม ที่แห่งนี้ได้รับการ
คุ้มครองจากนิกายเซียนซูซัน จะต้องไม่ปล่อยให้
เกิดการสังหารหมู่ขึ้นอีก ดังนั้นก่อนอื่นพวกเรา
ต้องแจ้งกองกำลังทั้งหมดที่อยู่ในระแวกใกล้เคียง
เพื่อให้พวกเขาเปิด ‘ค่ายกลปั้องกัน’ เมื่อเจ้าปีศาจ
ปรากฏตัวออกมา ย่อมสามารถตรึงมันเอาไว้ได้
ชั่วขณะ และพวกเราทั้งหกคนควรที่จะแยกย้ายกัน
ไปรักษาการณ์ในที่ต่างๆ เมื่อปีศาจปรากฏตัวขึ้นก็
คอยตรึงมันไว้จากนั้นก็แจ้งเตือนไปยังอีกห้าคนที่
เหลือ ครั้งนี้จะต้องใช้ยันต์สื่อสาร ถึงแม้ว่ายันต์
สื่อสารจะมีราคาแพง แต่เมื่อเทียบกับแต้ม
ความสำเร็จที่พวกเราจะได้รับ ก็นับว่าคุ้มค่า”
ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ เหอ เต้าจื้อ ได้ใช้
ยันต์สื่อสารเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในนั้นมียันต์สื่อสารประเภทหนึ่ง ที่สามารถ
ส่งไปยังพื้นที่ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น ยันต์ประเภทนี้
จะมีราคาถูกกว่า
นอกจากนี้ยังมียันต์อีกประเภท ที่สามารถประทับ
วงเวทย์ลงไปได้ เช่นว่า เมื่อ อู่ อวี้ ประทับวงเวทย์
ไว้ร่างตนเอง และยามที่ เหอ เต้าจื้อ นำยันต์ชนิดนี้
ออกมาใช้งาน หากเขามีข่าวใด เขาจะสามารถส่ง
ข้อมูลผ่านยันต์ชนิดนี้ไปถึง อู่ อวี้ ได้โดยตรง ไม่ว่า
อู่ อวี้ จะอยู่แห่งหนใด ก็จะสามารถรับข้อมูล
เหล่านี้ได้
แต่ว่ายันต์ชนิดนี้ค่อนข้างมีราคาแพง มีมูลค่าถึง
สิบห้าแต้มความสำเร็จ ครั้งนี้มันได้นำมันออกมา
อย่างจนใจ เพราะว่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง
ยิ่งใหญ่ ดังนั้น เหอ เต้าจื้อ จึงนำยันต์ประทับ
สื่อสารออกมาทั้งหมด
“อย่าลืมว่า หากไม่ได้เผชิญหน้ากับปีศาจจริงๆ ก็
ไม่ต้องใช้มันออกมา เพราะพวกเรามียันต์เช่นนี้ไม่
มาก เพื่อความเท่าเทียม การใช้ยันต์สื่อสารจะถูก
หักออกจากแต้มความสำเร็จของพวกเจ้าแต่ละคน
ถ้าหากมียันต์นี้หลงเหลืออยู่ เจ้าสามารถที่จะนำ
มันไปขายได้”
ทุกคนต่างรับทราบ
บนร่างของแต่ละคน ได้ถูกวางอักขระประทับ
สื่อสาร ถ้าหากพบเจอปีศาจ ให้กระตุ้นวงเวทย์นี้
ทันที ถึงแม้ว่าจะมียันต์ประทับแจ้งเตือนกว่า
สามสิบใบ กระนั้นแต่ละคนจะได้รับทั้งหมดห้าใบ
เท่าๆกัน เมื่อนึกถึงแต้มความสำเร็จเจ็ดสิบห้าแต้ม
ที่เสียไปอย่างเท่าเทียม ก็ไม่นับว่าแพงเกินไป
ท้ายที่สุด ก็คือการจัดการเรื่องตำแหน่ง
รวมขุมกำลังทั้งหมดมีอยู่ 9 แห่งด้วยกัน เหอ
เต้าจื้อ ถูกส่งไปประจำการยังขุมกำลังที่ใกล้กับอีก
ขุมกำลังทั้งสี่ ระยะทางระหว่างขุมกำลังแต่ละแห่ง
มันสามารถไปถึงได้ภายในครึ่งชั่วยาม
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่า เหอ เต้าจื้อ วางแผนอะไรอยู่ ถึงได้
ให้เขาไปอยู่ที่พรรควายุอัสนี
เขากล่าวมาว่า”เจ้าปีศาจตนนั้นเพิ่งจะมาที่พรรค
วายุอัสนี คาดว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกแน่ เจ้าจะ
ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่แห่งนี้ เพราะเจ้าเป็นคนที่จอม
กระบี่ชิงเหอให้ความสนใจ ถ้าหากออกไปอยู่
ภายนอก นิกายเซียนซูซันของพวกเราอาจจะ
สูญเสียอัจฉริยาะคนหนึ่งไปได้”
อย่างไรก็ตาม เพราะว่าพรรควายุอัสนีกำลัง
ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งทุกคนได้รับบาดเจ็บ
สามารถกล่าวได้ว่า ถ้าหากเจ้าปีศาจกลับมาที่นี่อีก
ครั้ง เกรงว่า อู่ อวี้ จะต้องออกไปรับมือมันเพียง
ลำพังโดยที่ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ