กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 266 คาดไมถึง
แม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่ได้กระตุ้น ตราประทับสื่อสาร
แต่เขาก็ยังไม่คลายการระมัดระวังตัวลง
แม้ อู่ อวี้ จะฟังเรื่องราวที่ จื่ออิง พูด แต่เขาก็
ยังคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจ เขายังคงทิ้งระยะห่าง
จากจื่ออิง นิ้วมือของเขาก็ยังคงแตะอยู่ที่ ตรา
ประทับสื่อสาร อยู่ตลอดเวลา
ในทางกลับกัน หากเป็นผู้อื่นต้องมาเผชิญหน้ากับ
จื่ออิง เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ คนผู้นั้นจะไม่รีรอที่จะใช้
ตราประทับสื่อสารแล้ว
“ พลังมืด ? ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากปีศาจ อย่างที่
คนอื่นว่า เจ้าสมรู้ร่วมคิดกับปีศาจตนนี้” อู่ อวี้
ซักถาม
จื่ออิง หัวเราะเยาะเย้ยแล้วกล่าวขึ้นว่า” ช่างโง่
เขลาเสียจริง แน่นอนว่าในความเห็นของข้า ไม่คิด
ว่าการสังหารหมู่เช่นนี้จะเป็นฝีมือของปีศาจเพียง
อย่างเดียว ข้าขอกล่าวตามตรง การที่ข้ามาอยู่ที่นี่
ในวันนี้ ก็แค่ต้องการพิสูจน์ให้เจ้าได้รู้ว่าข้าหาได้มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่ประการใด ข้าเพียง
บังเอิญผ่านมาที่นี่ แล้วเห็นว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจของ
ข้าได้ถูกจับกุมขัง โดยมีเพียงวัตถุประสงค์เดียวก็
คือ ต้องการปลดปล่อยให้พวกเขาได้รับอิสระ”
“ ถ้าไม่ใช่ฝีมือปีศาจ แล้วเป็นฝีมือของผู้ใด?” อู่
อวี้ รู้สึกว่ายิ่ง จื่ออิง พูดมากเท่าไหร่ เขาก็ดู
เหมือนว่าเรื่องราวจะวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น
จื่ออิง โบกมือกล่าวว่า” ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน นี่เป็น
ธุระของซูซันพวกเจ้า หาใช่ธุระกงการของข้าไม่
…”
อู่ อวี้ ขบคิดไตร่ตรองเล็กน้อย ขณะจ้องมองเขา
แล้วกล่าวว่า ” ถึงแม้เจ้าจะบอกว่า เรื่องนี้เจ้า
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดด้วยก็ตาม แต่มันเป็น
ธุระที่ทางซูซันของข้าจะต้องจัดการ แล้วทำไมเจ้า
ไม่เดินทอดน่องออกไปจากที่นี่อย่างสบายใจเสีย
ล่ะ?”
หลังจากทั้งหมด ถ้ามันไม่สนใจ มันก็คงไม่มาที่นี่
เพื่ออธิบาย นอกจากนี้ยังควรอยู่ห่างเอาไว้ด้วย
เพราะไม่ว่ายังไง มันก็เป็นปีศาจ สำหรับนิกาย
เซียนซูซันแล้วนี่จึงเปรียบเสมือนน้ำกับไฟ
พรรคนิกายที่มีความสำคัญเลวร้ายมากที่สุดกับ
ปีศาจ นั่นคือเซียนกระบี่ซูซัน
เมื่อได้ยินคำไต่ถามอย่างตรงไปตรงมาของ อู่ อวี้ จื่
ออิง ก็กล่าวขึ้นว่า” นี่เป็นตัวตนของข้า ไม่มีสิ่งใด
มากักขังข้าได้ สิ่งเดียวที่ข้าทนไม่ได้มากที่สุดคือ
การโดนปรักปรำ สังหารผู้คนแล้วควักหัวใจ พวก
เราเหล่าปีศาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ข้า
จึงอยากรู้ความจริงมากกว่าเจ้าเสียอีก ใครใช้ชื่อ
เผ่าพันธุ์ปีศาจของข้า กระทำสิ่งชั่วร้ายโหดเหี้ยม
เช่นนี้?”
การแสดงอารมณ์ของ จื่ออิง แสดงให้เห็นว่ามัน
เป็นตัวตนเช่นนั้นจริง ๆ แต่อย่างไรเขาไม่ใช่คนโง่
เขลา จึงไม่มีทางที่มันจะเข้าไปข้องเกี่ยว หรือให้
ความช่วยเหลือปีศาจชั่วที่ก่อเรื่องแน่นอน
หลังจากทั้งหมดทั้งมวล อู่ อวี้ สามารถวิเคราะห์
แลได้ข้อสรุปว่า ท่าทีการแสดงออกของมันเป็น
เรื่องจริง แลช่างแตกต่างจากปีศาจที่ทำการสังหาร
หมู่อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้คำพูดของมันจึง
น่าเชื่อถือเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็ยังคงกล่าวว่า” ไม่ว่าคำพูด
ของเจ้าจะสวยหรูมากเพียงใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าไม่
สามารถอธิบายได้ กล่าวกันว่าปีศาจที่ลงมือสังหาร
หมู่ชาวเมืองชิงซาง ได้จงใจปิดซ่อนตัวตนของมัน
เอาไว้ อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถปกปิดได้ว่า
ตนเองนั้นมีหลายหัว ซึ่งมันเหมือนกับร่างที่แท้จริง
ของเจ้า”
เขาใช้สายตาซึ่งส่องสว่างไปด้วยประกายแสงจ้อง
มองไปยังปีศาจหนุ่มตนนั้น เขาอยากรู้ว่า บุรุษ
หนุ่มผู้เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอันเล็กจ้อย จะ
ตอบเขาอย่างไร
จื่ออิง รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย จวบจน ณ บัดนี้
ตนล่วงรู้ดีว่า อู่ อวี้ ยังคงเคลือบแคลงสงสัยใน
เหตุผลของมัน ถึงกระนั้นมันก็ยังคงหัวเราะเสียงดัง
แล้วกล่าวขึ้นว่า” ฮ่า ๆ ๆ โลกนี้กว้างใหญ่ไร้
สิ้นสุด ปีศาจมีศีรษะอยู่มากมายจำนวนนับไม่ถ้วน
แม้แต่ผู้ฝึกตนเองก็เช่นกัน พวกเจ้าก็สามารถ
เปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบนี้ได้ หากเพราะเหตุผลนี้
ทำให้ข้ากลายเป็นฆาตกร เชาวน์ปัญญาของนิกาย
เซียนซูซันถือได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างเกินจะ
เยียวยา เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ข้าจะอยู่กับเจ้าที่นี่เอง
ถ้าเช่นนั้นก็คอยดูเอาแล้วกัน”
จื่ออิง หายเข้าไปในหมอกเมฆสีดำทะมึนครึ้ม แต่ก็
ไม่ได้จากไปที่ใด
มันจ้องมองไปทาง อู่ อวี้ เพื่อรอคอยให้ฆาตกรตัว
จริงปรากฏตัว
“ จื่ออิง ผู้นี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ถ้าหากมันเป็น
ฆาตกรหรือพวกผู้สมรู้ร่วมคิดจริง เหตุใดถึงยอม
อยู่ที่นี่ แล้วท้ายที่สุดมันพยายามที่จะทำอันใดกัน
แน่ ? หากฆาตกรตัวจริงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ แน่นอน
ว่ามันจะทำให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลงอย่าง
รวดเร็ว!”
“ เพราะความเกลียดชังที่ผู้อื่นปรักปรำให้แก่มัน
ถึงขนาดลงทุนออกมาอย่างไม่สนใจอะไร หรือ
เป็นไปได้ว่า สิ่งที่มันพูดจะเป็นความจริง?”
“ หากมันเป็นปีศาจชั่วจริง ย่อมไม่เห็นข้าอยู่ใน
สายตา เมื่อเห็นว่าพื้นฐานฝึกตนของข้าอยู่เพียง
ระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่ 3 ตัวมันคงไม่เสียเวลา
อยู่ที่นี่ และคงรีบเพื่อไปเข่นฆ่าสังหาร พรรควายุ
อัสนีทันที”
อู่ อวี้ มองไปยัง จื่ออิง อย่างลึกซึ้ง ขณะขบคิด
ใคร่ครวญ
ปีศาจตนนี้ ได้ทำให้เขามีข้อกังขาอยู่ในจิตใจอย่าง
ต่อเนื่อง ราวกับว่าตนเองได้ตกลงไปในห้วงกระแส
น้ำวน จนไม่สามารถปีนปั่ายกลับขึ้นมาได้
เขาเดินวนไปวนมารอบ ๆ ขนาดขบคิดตรึกตรอง
ในสิ่งที่จื่ออิงกล่าว ทันใดนั้นเองห่างออกไปหลาย
ร้อยลี้ สายตาของเขามองกวาดผ่านไปยังทิศทาง
นั้น มีพลังงานหยินหนาแน่นมากกว่าหนึ่งสายพวย
พุ่งออกมา ทำให้รู้สึกหนาวเย็นไปจนถึงกระดูกสัน
หลัง ท่ามกลางความมืดสลัวคลุมเครือ กลิ่นอาย
ปีศาจหนาแน่นแผ่กระจายตัวออกมา พร้อมกับ
วิญญาณของผู้ที่ตกตายไปอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ภายใต้พลังงานหยินปกคลุมหนาแน่นนั้น และ
กลิ่นอายปีศาจแสนโหดเหี้ยมอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
มีความแตกต่างกันอยู่ใหญ่หลวง
จื่ออิง เกียจคร้านถกเถียงด้วย จึงนั่งหลับตารอ
คอยอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ซึ่งตัวมันเองนั้นล่วงรู้
ดีอยู่แก่ใจ แลตะหนักถึงเหตุการณ์อันเกิดขึ้นกับ
พรรคหยาดคราม ว่ามันจะไม่หยุดลงเพียงแค่นี้
ทว่าเรื่องราวเลวร้ายเช่นเดียวกันนี้ จะอุบัติขึ้นกับ
พรรคนิกายอื่น ๆ อีก
อู่ อวี้ ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปยังตราประทับสื่อสารทั้ง
5 ที่อยู่บนล่าง
แล้วเหลือบมองไปทาง จื่ออิง บางเป็นครั้งคราว
ซึ่งสีหน้าแลกริยาท่าทางของปีศาจหนุ่ม ยังคง
เปียมล้นไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตัว บุรุษหนุ่มผู้
นี้ล้นไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ หัวใจ
ของเขามั่นคงดุจหินผา ด้วยหัวใจอันเด็ดเดี่ยวแน่ว
แน่ จึงเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความคิด
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไป พรรควายุอัสนี ก็ยัง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่ง อู่ อวี้ รู้สึกผ่อนคลายลง
เล็กน้อย สำหรับ จื่ออิง เขาคิดว่าจื่ออิงช่างเป็น
ปีศาจหนุ่มที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปประมาณ 3 วัน ขณะ
อู่ อวี้ รู้สึกผ่อนคลายอยู่นั้น ฉับพลันเหนือท้องฟั้าก็
มียันต์แผ่นหนึ่งกำลังบินพุ่งตรงมาทาง อู่ อวี้! มัน
คือยันต์ประทับสื่อสาร! มีเพียงข้อความเดียวที่ถูก
เขียนอยู่บนยันต์ประทับสื่อสารนั้นก็คือ” นิกาย
กระบี่แหวกฟั้า !”
นิกายกระบี่แหวกฟั้า เป็นสาขาย่อยของเขาซูซัน
ท่ามกลางกองกำลังที่อยู่บริเวณใกล้เคียง นิกายนี้มี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับซูซันมากที่สุด และผู้
ประจำการอยู่ที่นั่นก็คือ เหอ เต้าจื้อ
เมื่อได้รับข้อความจาก ยันต์ประทับสื่อสาร ซึ่ง
ความหายที่ เหอ เต้าจื้อ ต้องการจะบอกพวกเขาก็
คือ ให้ อู่ อวี้ พร้อมกับคนอื่น ๆ รีบบินไปยัง ‘
นิกายกระบี่แหวกฟั้า’ ในทันที พวกเขาเหล่านั้น
กำลังต่อสู้เพื่อถ่วงปีศาจเอาไว้ กำลังรอคอยทุกคน
มาสมทบ มาประหัตประหารปีศาจพวกนี้!
อันเนื่องมาจากปีศาจกำลังโจมตีอยู่ที่นั่น จึงทำให้
พรรควายุอัสนี ในตอนนี้ยังคงปลอดภัยอยู่ดี อู่ อวี้
จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก เขารีบเร่งขี่กระบี่บิน
บินไปสมทบยังนิกายกระบี่แหวกฟั้าโดยพลัน
อย่างไรก็ตามเขากังวลอยู่เล็กน้อย
หาก จื่ออิง ยังคงอยู่ที่นี่ หากเขาผละตัวจากไป
แล้วเขาควรจะกระทำเช่นไร หาก จื่ออิง ไปทำลาย
พรรควายยุอัสนี ?
ในท้ายสุดเขาก็ไม่ผละตัวออกไปไหน ซึ่งนี่เกือบจะ
พิสูจน์ตัวตนของมันได้อย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อ อู่ อวี้ รู้สึกเบาใจลงได้เล็กน้อย เขาจึงเอามือ
ออกจากยันต์ประทับสื่อสาร แต่กระนั้น จื่ออิง
ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา จากนั้นในเวลาอันสั้น
ตัวมันก็ได้อันตธานหายไปจากหมู่เมฆ
เงาร่างมนุษย์ของ จื่ออิง ยังคงอยู่ตรงนั้น แต่
เบื้องหลังของมันมีขนาดใหญ่โตมหึมา เหยียดยาว
ออกไป เกล็ดดำขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วทั้งร่างเฉก
เช่นดั่ง ใบมีดอันแหลมคม เมื่อปีกซึ่งมีรยางค์
กล้ามเนื้อยึดติดอยู่เริ่มกระพือ ลมพายุสีเทาก็หมุน
วนบินม้วนกวาดผ่านไปทั่วทุกทิศทาง ต้นไม้สั่น
ไหวแลสัมผัสกับวายุกรรโชกโหมรุนแรง ทันใดนั้น
พวกมันก็เริ่มแห้งเหี่ยวลง ผ่านไปเพียงไม่นานพลัง
ชีวิตของมันก็เหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
“นำทางไป” จื่ออิง มองเขาอย่างไม่แยแส ขณะ
กล่าวขึ้น
ตัวมันช่างดูกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง แท้จริงแล้ว
บางส่วนในจิตใจของ อู่ อวี้ ก็เชื่อมั่นในตัวของมัน
หลายครั้งดวงตาก็เป็นสิ่งที่ยากจะหลอกลวงได้ยาก
มากที่สุด ซึ่งภายในดวงตาของ จื่ออิง สิ่งที่ปรากฏ
คือความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
กร็อบๆๆ!
ในขณะที่ จื่ออิง บินมุ่งไปยังเปั้าหมายอย่างเร่งรีบ
ภายใต้เลือดเนื้อหนังที่ปกคลุมร่างกายของมันอยู่
นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า ฉับพลันเกล็ดสีดำจำนวนมากก็งอก
ขึ้น มันขยายใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น แล้วกลายเป็น
อสูรยักษ์ในที่สุด โดยเฉพาะตรงบริเวณส่วนหัวซึ่ง
เคยเป็นใบหน้าที่หล่อเหลา บัดนี่มันได้งอกเงย
ออกมาเป็น 9 หัว ทุกหัวแผดเสียงร้องคำราม
กึกก้อง ด้วยสายโลหิตอันไร้ที่เปรียบ ส่งผลให้
ปีศาจทั้งหมดต้องสั่นสะท้าน จนสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
เงียบเชียบราวกับความตาย
ฟูม!
ปีกขนาดใหญ่ของจื่ออิงโบกสะบัด เพียงชั่วพริบตา
มันก็หายลับสายตาไป ความเร็วในการบินของมัน
เรียกได้ว่า เร็วกว่ากระบี่บินของ อู่ อวี้ ซึ่งสามารถ
พิสูจน์ความแข็งแกร่งของ จื่ออิง ผู้นี้ได้ ว่าแท้จริง
แล้วมันนั้นแข็งแกร่งกว่า เหอ เต้าจื้อ
แถมยังเป็นความแข็งแกร่งที่เหนือกว่ามากมายนัก
“ เจ้าช้าเกินไป กว่าเจ้าจะไปถึงก็เย็นย่ำกันพอดี
ข้าจะพาเจ้าไปเอง เจ้ากล้าขี่หลังข้าหรือไม่ ?” จื่
ออิง บินมาเทียบข้างกับ อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้นกับ
เขาอย่างแผ่วเบา
“ ในเมื่อเจ้ากล้าจะพาข้าไป ข้าก็จะไปกับเจ้า!”
สิ้นคำกล่าว อู่ อวี้ ก็กระโดดขึ้นหลังของจื่ออิง
จากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่บนนั้น
“ หากเป็นปีศาจทั่วไป จำต้องบำเพ็ญตนนับพันปี
กว่าจะมาถึงระดับสร้างแกนปีศาจได้ เนื่องจาก จื่
ออิง มีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เป็นไปได้ว่ามัน
น่าจะมีอายุอานามเยอะกว่าข้ามาก” อู่ อวี้ ทำได้
เพียงปลอบใจตนเองเท่านั้น
เมื่อ จื่ออิง ขยายกางปีกเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว
เต็มที่ บินทะลุแหวกฝั่าหมู่ม่านเมฆ ราวกับกำลัง
เริงระบำ สร้างความสั่นสะเทือนกึกก้องไปทั่วผืน
ฟั้า ปรากฏเป็นเสียงหวีดหวิวแหวกฝั่าห้วงสมุทร
เมฆา แต่ อู่ อวี้ ยังคงยืนทรงตัวตรงอยู่บนหลังของ
มัน บัดนี้ จิ่วอิง กำลังบินทะยานฉีกกระชากแหวก
ฝั่าอากาศ ทำให้ อู่ อวี้ นั่งต้านกระแสลมได้อย่าง
ยากลำบาก
วิ้ว วิ้ว วิ้ว…
สายลมหวีดหวิวผ่านอยู่โดยรอบ
ไม่รู้ว่ายามนี้ นิกายกระบี่แหวกฟั้า จะเกิดอะไรขึ้น
บ้าง อู่ อวี้ พยายามรักษาจิตใจให้สงบ ดูเหมือนว่า
การสังหารหมู่ที่ เมืองชิงซาง กับ พรรคหยาดคราม
น่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิด
ในเวลานี้ ถ้าพวกเขาสามารถสังหารปีศาจตนนี้ลง
ได้ ทุกอย่างก็จะถูกแก้ไข! หากดูจากสถานการณ์
การที่ปีศาจเลือกจะไปยังทิศทางของ เหอ ชิงเต้า อู่
อวี้ คิดว่าเป็นสถานการณ์ดีที่สุดสำหรับพวกเขา
แล้ว
“ ยังไม่สายไปที่พวกเรามาพูดคุยแก้ความเบื่อ
หน่ายกันหน่อยดีหรือไม่?” ทันใดนั้น จิ่วอิง หันหัว
กลับมา วางไว้อยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ซึ่งมันทำให้เขา
ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
“เจ้าต้องการจะกล่าวอะไร?” อู่ อวี้กล่าว
“ มาถึงตอนนี้ เจ้าเชื่อข้าแล้วใช่หรือไม่” หัวหนึ่ง
ของ จื่ออิง ซักถาม อู่ อวี้ ขึ้น
อู่ อวี้ กล่าวว่า” ใช่… ข้าเชื่อในการตัดสินใจของ
ข้า”
จื่ออิง ยิ้มเย้ยหยันแล้วกล่าวว่า” นับว่าเป็นบุญตา
ยิ่งนัก ในชีวิตนี้ของข้า จื่ออิง สามารถพบเจอกับผู้
ฝึกตนที่เชื่อใจในปีศาจ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ฝึกตน
ในวิถีกระบี่ ข้าได้ยินเจ้ากล่าวว่าปีศาจมีทั้งดีแลชั่ว
สำหรับข้าแล้วมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ข้าจึง
อยากจะถามเจ้า ตามทัศนคติของผู้กระบี่ในซูซัน
แล้ว ปีศาจทุกตนล้วนชั่วร้ายหมดไม่ใช่หรือไร ?
เจ้ากล้าบอกว่าปีศาจที่เปรียบเสมือนกับสัตว์
เดรัจฉาน ในสายตาของพวกเขามีทั้งดีและชั่ว เจ้า
ไม่กลัวถูกขับไล่ออกจากนิกาย ?”
อู่ อวี้ ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เขาตอบกลับไป
ว่า” ข้ามีความคิดของตนเอง กฎระข้อบังคับของซู
ซันไม่อาจควบคุมข้าได้ ถึงแม้ผู้ฝึกตน กับ ปีศาจ
จะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอย่างแท้จริง ความเกลียด
ชังนี้เข้าฝังลึกเข้าไปในสายโลหิตของทั้งสองฝั่าย
อีกทั้งในฐานะผู้ฝึกตนแล้ว มีหน้าที่รับผิดชอบใน
การเข่นฆ่าสังหารปีศาจมาร แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็
ตาม ข้า อู่ อวี้ จะไม่สังหารปีศาจผู้บริสุทธิ์อย่าง
เด็ดขาด”
เมื่อพูดคุยมาถึงในแง่มุมนี้ อู่ อวี้ ก็หวนนึกถึง
สถานการณ์ของตนเอง ฝั่ายหนึ่งก็เป็นสังกัด ฝั่าย
หนึ่งก็คือเจตจำนงที่ตนเองยึดมั่น เมื่อพูดถึง
มุมมองต่อโลกแล้ว ต่อให้เป็นสังกัด อู่ อวี้ ล่วงรู้ดี
ว่าหัวใจของเขานั้นไม่อาจเปลี่ยนแปรได้ เขาไม่
อาจทำให้ความเกลียดชังมาปิดบังดวงตาของเขา
เช่นดั่งคนดวงตามืดบอด ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อ
ตัดสินข้อพิพาทหนึ่ง ก็ไม่ควรเกี่ยวโยงกับบุคคลที่
3 เขาไม่เต็มใจกระทำเช่นนั้น นั่นก็เพราะเขาไม่
อยากมีส่วนร่วม ในความเกลียดชังของเผ่าพันธุ์
ด้วยจุดนี้เอง ทำให้เขาแตกต่างจากสาวกแห่งซูซัน
เป็นอย่างยิ่ง
“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ ข้าเองก็คิดแบบนั้น
เช่นเดียวกัน ถึงแม้บิดามารดาของข้า จะปลูกฝัง
ความเกลียดชังอย่างสุดแสนระหว่าง มนุษย์ กับ
เผ่าพันธุ์ปีศาจ มาตั้งแต่วัยเยาว์ เท่าที่ข้าเห็น
ความดีแลความชั่วท่ามกลางผืนปฐพีนี้ แท้จริง
แล้วหาได้เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ไม่ เพราะ
ความเกลียดชังนั้นสะท้อนอยู่ภายในตัวตนของแต่
ละบุคคล อย่างไรความเกลียดชังของทั้งสอง
เผ่าพันธุ์ ได้ฝังรากลึกมาแสนเนิ่นนานเกินไป หาก
สามารถแก้ไขปัญหา ทำให้สันติภาพบังเกิดขึ้นมา
ได้ คงถือเป็นบุญกุศลอันเหลือคณานับ” จื่ออิง
กล่าวกับเขา
อู่ อวี้ ตกตะลึงอย่างยิ่ง
บุญกุศลเหลือคณานับ
เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินการแก้ไขความเกลียดชัง
หลุดออกมาจากปากของปีศาจ ทั้งยังได้ยินคำว่า
บุญกุศลเหลือคณานับอีกด้วย
ปีศาจส่วนใหญ่ที่เขาเคยพบเห็นมา เพื่อจัดการกับ
ผู้ฝึกตนแล้ว พวกมันล้วนชั่วร้ายโหดเหี้ยมอย่างถึง
ที่สุด แน่นอนว่าเมื่อผู้ฝึกตนเข่นฆ่าสังหารปีศาจ
มาร มันก็ไม่เคยมีเหตุผลอันใดอยู่เบื้องหลังเช่นกัน
แต่นี่กลับเป็นปีศาจ ซึ่งปรารถนาจะแก้ไขความ
เกลียดชังระหว่างทั้งสองเผ่าพันธุ์ กระทั่งมุ่งมั่นให้
เกิดสันติภาพ
มันช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเสียจริง ๆ
ในความเป็นจริงแล้ว จื่ออิง คิดเช่นเดียวกันว่า ผู้
ฝึกตนกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้าของมัน ช่างน่าเหลือเชื่อ
อย่างแท้จริง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ