กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 269 หวงวังวนวิบัติ
แม้ อู่ อวี้ จะไม่มีประสบการณ์มากมายล้นเหลือ
แต่ปีศาจที่เขาแลเห็น ล้วนแต่เป็นผู้ที่หาได้ขาด
แคลนอารมณ์ความรัก
หรือแม้แต่ผู้คนที่เขาเคยพบเห็นก็เช่นกัน ล้วนมีทั้ง
ดีแลชั่ว คนดีก็เช่นดั่งเช่น เฟิง ซัวหยา ซึ่งเป็นคนที่
เขาให้ความเคารพ ส่วนคนชั่วก็เช่นดั่ง จาง ฝูถู
มันคือผู้ที่เขาเกลียดชัง
แต่ทว่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่เขาเคยพบเห็นมา ทั้ง โย่ว
หลิงจี เจ็ดปีศาจทะเลแดง รวมถึง เฮยซาน กุ่ยอี้
พวกมันล้วนโหดเหี้ยมไร้ความปราณี ทั้งยัง
กระหายโลหิตดุร้ายอย่างยิ่ง ทั้งยังมีพฤติกรรมชั่ว
ช้า จนทำให้ผู้คนรู้สึกเกลียดชังจนผมลุกชูชัน
มันเข่นฆ่าผู้คนหลายพันคน แล้วก็ควักหัวใจของ
พวกเขาทั้งหมด! มันฟูมฟัก ค่ายกลวิญญาณดับ
สูญขนาดเล็ก เพื่อให้ตนเองบรรลุเข้าสู่ ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต !
มันช่างเป็นวิธีการโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่แยแสกับ
ชีวิต!
มันผู้นี้ถือเป็นภัยพิบัติมหันต์ของโลกนี้ หาก
เปรียบเทียบกับ จาง ฝูถู มันคงเป็นเพียงความชั่ว
ร้ายอันเล็กจ้อยในใต้หล้านี้เท่านั้น
เมื่อ จิ่วอิง ได้ยินคำกล่าวของ เฮยซาน กุ่ยอี้ พร้อม
กับรอยยิ้มอันน่าเกลียดไร้ยางอายของมัน สีหน้า
ของ จิ่วอิง จึงบิดเบี้ยวดูน่าเกลียดขึ้นในทันที หมัด
ทั้งคู่กำแน่น ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย ขบฟัน
แน่นพร้อมกล่าวขึ้นว่า” โดยธรรมชาติผู้ฝึกตน
นอกรีต จะชั่วร้ายมีใจคอโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม
แต่ในวันนี้ที่ได้พบเห็นด้วยสองตาของตนเอง กลับ
เลวร้ายยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้มาก นับว่าในวันนี้ข้า จิ่
วอิง ได้เปิดหูเปิดตาเรียนรู้ประสบการณ์ อู่ อวี้ เจ้า
นั้นกล่าวถูกต้องถึงเรื่องคนดีแลคนชั่ว ฉะนั้นเจ้าจึง
ไม่จำเป็นต้องเมตตาปราณีต่อคนชั่ว โดยเฉพาะ
พวกนอกรีต มันคือคนชั่วช้าผู้ที่กระทำบาปมหันต์
เพียงเท่านั้น”
“ เจ้าก็ตกเป็นเปั้าหมายของมันด้วย ฉะนั้นพวก
เราทั้งสองมาร่วมมือบดขยี้สังหารมันกันเถิด” อู่
อวี้ พยายามกลั้นโทสะซึ่งอัดแน่นอยู่ในทรวงอก
ให้ตนเองสงบลง
จิ่วอิง ขบฟันแน่นแล้วกล่าวว่า” เกรงว่าจะ
ค่อนข้างยากหากลงมือกระทำจริง แต่สถานการณ์
ที่เป็นอยู่ในยามนี้ คงจะกล่าวได้อย่างเดียวว่าต้อง
ฆ่า มันเพียงเท่านั้น”
แม้ว่าเขาจะเป็นปีศาจ แต่นับได้ว่ามีความคิดเป็น
ของตนเองอย่างยิ่ง เขาพูดคุยกับ อู่ อวี้ เกี่ยวกับ
เรื่องถูกผิด โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ตลอด
ช่วงชีวิตที่ยาวนานของ อู่ อวี้ ไม่เคยพบพานปีศาจ
เช่นนี้มาก่อน ทำให้เขาถูกชะตาอย่างยิ่ง จนรู้สึกว่า
สามารถพูดคุยกับคนผู้นี้ได้
แล้วการที่พวกเขาทั้งสอง สามารถต่อสู้เคียงข้าง
กันได้ในวันนี้ นับว่าถือเป็นโชคชะตา
ได้ต่อสู้เคียงข้างกันในวันนี้ นับว่าเป็นโชควาสนา
แท้จริงแล้วพวกเขาทั้งสองพูดคุยเรื่องของ ‘ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ‘ แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น หลังจาก อู่
อวี้ กับ จิ่วอิง ตัดสินใจกันอย่างแน่วแน่ว่าจะร่วมือ
กันสังหารศัตรู ทันใดนั้น ‘ค่ายกลวิญญาณดับสูญ
ขนาดเล็ก’ มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน
ในทันที ทำให้ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ก็ยังคงถูกสกัดกั้น
โดย ‘วิญญาณโลหิต’ แม้ว่าพวกเขาพยายามที่จะ
ทำลายเพื่อฝั่าไปให้ได้ แต่ก็ยังไม่ค้นพบวิธีที่จะ
หลบหนีออกจาก ค่ายกลวิญญาณดับสูญ นี้ไปได้
“ จนกว่าพวกเราจะสังหาร เฮยซาน กุ่ยอี้ เท่านั้น
ถึงจะสมารถสยบวิญญาณเหล่านี้ลงได้” จิ่วอิง
กล่าว ในชีวิตนี้มันไม่เคยสังหารใครมาก่อน แต่ก็
ล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าในวันนี้ คงจะต้องละเมิดกฎของ
ตนแล้ว
เมื่อเสียงเริ่มแผ่วเบาลง หมอกโลหิตที่อยู่เบื้องหน้า
กำลังกวาดม้วนกลิ้งไปมา เพียงชั่วอึดใจต่อมา
วิญญาณโลหิตซึ่งอยู่โดยรอบ ก็เป็นเสียงกรีดร้อง
ออกมาอย่างโหยหวน เฉกเช่นดั่งเกลียวคลื่น
กระแสสายนที กระเพื่อมเคลื่อนไหวโอบล้อมอยู่
โดยรอบ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง มองหน้ากัน ทันใดนั้นก็มี
เงาครึ้มทะมึนขนาดมหึมาปรากฏขึ้น! เงาทะมึนนั้น
มีขนาดความสูงกว่าหกจั้ง ดูราวกับอสูรกาย แต่
ทว่าเมื่อมันขยับเข้ามาใกล้ อู่ อวี้ ก็ค้นพบว่าร่าง
เงาทะมึนนั้น หาใช่อสูรกายไม่ แต่มันคือยักษ์ที่มี
ขนาดสูงกว่าหกจั้ง ขนาดแลรูปร่างของมัน
บางส่วนคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปวัชระของ อู่ อวี้!
ไม่มีข้อสงสัยเลย นี่คือรูปร่างของ ‘ปีศาจ’ ที่เจ้า
เมืองชิงซางพบเห็นก่อนหน้านี้!
แล้วเพราะเหตุใดเจ้าเมืองจึงบอกว่า มันเป็นปีศาจ
ที่มีหลายหัว ทำให้ เหอ เต้าจื้อ เข้าใจผิดคิดว่าเป็น
จิ่วอิง ? เมื่อ อู่ อวี้ จ้องมองไปยังเงาทะมึนนั้น จึง
ทำให้เห็นเค้าโครงร่างกายของมัน มันคือยักษ์ที่มี 6
กร ด้านซ้าย 3 กร ด้านขวา 3 กร ท่อนแขนของ
มันดูหนาบึกบึน หากไม่สังเกตหรือพิจารณาอย่างถี่
ถ้วนดีแล้ว มันดูคล้ายคลึงกับหัวทั้ง 9 ของ จิ่วอิง
เป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางหมอกโลหิต อู่ อวี้ ได้แล
เห็นร่างกายของ เฮยซาน กุ่ยอี้ อาบท่วมไปด้วย
เปลวเพลิงสีดำ แต่ลักษณะของเปลวเพลิงสีดำนั้น
แตกต่างจากของ จิ่วอิง
ยักษ์ขนาดมหึมา ซึ่งปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางหมอก
โลหิต บัดนี้มันได้มาหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่
อวี้!
บนลำแขนหนาบึกบึน ของยักษ์ร่างดำทะมึนหกกร
ตัวนี้ ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดซึ่งดูคล้ายกับเกราะศิลา
นอกจากนี้บนเกล็ดศิลาเหล่านั้นยังมีส่วนแหลมคม
ยืนขยายออกมามากมาย กรงเล็บซึ่งงอกเงยออก
จากนิ้วมือของมันแหลมคมเฉกเช่นดั่งกระบี่
ร่างกายอันบึกบึนของมันประดุจดั่งปีศาจโบราณ
ดวงตาสีแดงเข้มทั้งคู่ของมันราวกับอ่างน้ำวน
ขนาดใหญ่ หน้าตาของมันดุร้ายจนน่าหวาดกลัว
ภายในปากสีแดงราวโลหิตขนาดมหึมา ซึ่งกินพื้นที่
ไปกว่าครึ่งใบหน้าของมันนั้น เมื่อเปิดอ้าออกเผย
ให้เห็นฟันขนาดใหญ่ยักษ์ของมัน แต่สิ่งที่แปลก
ประหลาดที่สุดนั้นก็คือตรงส่วนหัวของมันมีหัวเล็ก
ๆ ขนาดเท่ากับศีรษะของคนธรรมดาปรากฎให้เห็น
เมื่อหัวขนาดเล็กนี้อยู่ภายใต้หัวขนาดใหญ่ยักษ์ มัน
ช่างดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันมีใบหน้าเกลี้ยง
เกลาไม่ได้ดูสกปรกมอมแมม เส้นผมเบาบาง เฉก
เช่นดั่งชายชราที่ขาข้างหนึ่งก้าวย่างเข้าไปภายใน
โลงศพแล้ว รอยยิ้มดูอบอุ่นมีเมตตา
“ สหายน้อยทั้งสอง นี่คืออำนาจวิเศษของท่านปูั่ผู้
นี้ ‘กายาเทพมารเฮยหมิงซาง ‘ หวังว่าคงจะไม่ทำ
ให้หนุ่ม ๆ อย่างพวกเจ้า ต้องตื่นตระหนกเกินไป
?” เมื่ออีกฝั่ายหนึ่งได้กล่าวขึ้นมา ก็พบว่าเสียงนั้น
ไม่ได้ออกมาจากหัวขนาดใหญ่ แต่เป็นหัวขนาด
เล็กของชายชราที่งอกออกมาจากบนหัวใหญ่ยักษ์
นั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ร่างกายของ อู่ อวี้ ต้องสั่นสะท้านไป
ทั้งร่าง ทำให้หัวใจของเขาต้องปะทุขึ้นมาด้วย
โทสะ ความเกลียดชังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปรากฏ
ตัวของมัน แต่มันคือภาพที่อยู่เบื้องหน้าของเขา
ภาพแขนทั้ง 6 ของไอ้ยักษ์ชั่ว แขงทั้ง 5 ของมัน
ในเวลานี้กำลังกำซากศพ ซึ่งอาบท่วมไปด้วยโลหิต
อยู่ …
ยิ่งไปกว่านั้นสภาพศพของคนเหล่านี้ เป็นเฉกเช่น
ดั่งผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ซึ่งบริเวณทรวงอกของพวก
เขา ต่างถูกควักหัวใจออกมา ทิ้งร่องรอยบาดแผล
อันน่าสยดสยองเอาไว้ให้แก่ผู้พบเห็น
ศพของทั้งห้าคนนี้ อู่ อวี้ จดจำได้เป็นอย่างดี เมื่อ
ครั้งที่เขาเหยียบก้าวย่างเข้าไปในวังกระบี่ตะวัน
ม่วง แล วิหารโพสพท่าทางแลดวงตาของพวกเขา
เปียมล้นด้วยความเย่อหยิ่งทะนง ทว่าบัดนี้ดวงตา
ซึ่งเคยหยิ่งทะนงนั้น กลับถูกแทนที่ด้วยความตื่น
ตระหนกหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด แม้ว่าพวกเขา
จะตกตายไปแล้ว แต่ดวงตาของพวกเขาก็ยังคง
เบิกโพลง จ้องมองทุกสรรพสิ่งที่อยู่ตรงเบื้องหน้า
…
พวกเขาเหล่านี้คือ เหอ เต้าจื้อ、กง หยางเสวี่ย
、ซูชิง、เย่ จิงหมิง、กู่ หงหมิง、… คนทั้ง 5
ห้า ไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว …
ทั้งหมดล้วนเป็นคนของซูซัน มีเพียง อู่ อวี้ เท่านั้น
ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ไม่ตกตายลงไปในสงครามครั้งนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาอยู่กับ จิ่วอิง ซึ่งทำให้ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ต้องยั้งมือด้วยความหวาดกลัว เกรงว่า
ในยามนี้ เขาคงกลายเป็นซากศพอยู่ในแขนข้าง
หนึ่งที่ยังเหลืออยู่ของ เฮยซาน กุ่ยอี้ ไปแล้ว
“ เด็ก ๆ เห็นหรือไม่ นี่คือผลงานศิลปะของข้า เฮย
ซาน กุ่ยอี้ หือ เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าชื่นชมอย่างงั้นรึ
? เจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์กลุ่มเดียวที่ยังเหลืออยู่ ข้า
เดาว่าพวกเจ้าคงไม่รู้สึกเพลิดเพลินสนุกสนาน ไป
กับงานศิลปะชิ้นนี้ของข้าสินะ” เฮยซาน กุ่ยอี้
กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ รู้หรือไม่ ว่ามันทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ
ยิ่งนัก ข้ายังเหลือแขนอยู่อีกข้างหนึ่งที่ยังรอพวก
เจ้าสองคนอยู่ ในชีวิตนี้ข้าเกลียดชังสิ่งที่ไม่เป็น
ระเบียบเรียบร้อยมากที่สุด อาา∼ ลืมมันไปซะ ไม่
จำเป็นต้องใส่ใจ” ในเวลานี้มันกำลังยืนอยู่
ด้านหน้าของเขา จากนั้นมันก็กลืนกินศพทั้งหมด
ลงไปทันที พร้อมกับแบมือที่ว่างเปล่าให้ อู่ อวี้ ชม
ดู
“ ตอนนี้เหลือพวกเจ้าอีก 2 คน ข้าคงขบคิดจะให้
พวกเจ้าตกตายด้วยวิธีการใดดี ถึงจะเป็นผลงาน
ศิลปะอันยอดยอมเยี่ยม” เฮยซาน กุ่ยอี้ แสยะยิ้ม
ในเวลานี้ ถือเป็นบททดสอบที่หนักหนาอย่างยิ่ง อู่
อวี้ บังคับตนเองไม่ให้หันไปมองชะตากรรมของ
สาวกซูซันคนอื่น ๆ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
จากนั้นก็หยิบกระบี่เต๋าหยินหยาง ออกมาจากถุง
จักรวาล พร้อมกับ ‘เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร’ ทันใด
นั้นเองเสาก็หมุนกว่าผ่านไปรอบทิศทาง เขา
ตระหนักดีว่าระดับการฝึกตนของตนเองไม่ได้
แข็งแกร่งเท่ากับ เหอ เต้าจื้อ ดังนั้นกำลังหลักใน
การต่อสู้ครั้งนี้ก็คือ จิ่วอิง อู่ อวี้ ทำได้เพียงมองดู
เท่านั้น ว่าฝั่ายตรงข้ามจะช่วยเหลือเขาใน
ช่วงเวลาสำคัญได้หรือไม่
“อยู่หลังข้าไว้” จิ่วอิง กล้าหาญมากกว่าคิดไว้ มัน
ไม่ได้หวาดกลัวฝั่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย จากนั้นก็
เปลี่ยนร่างเข้าสู่รูปแบบดั้งเดิมของตนเอง ในชั่ว
พริบตานั้น ฝั่ายตรงข้ามที่อยู่อีกด้านหนึ่ง บัดนี้ได้
ใช้วิชา ‘กายาเทพมารเฮยหมิงซาง’ จนมีร่างกาย
ขยายใหญ่เด่นชัดราวกับปีศาจปรากฏขึ้น
ท่ามกลางหมอกโลหิต แต่ทันใดนั้นเอง กลิ่นอาย
หนาวเย็นอันน่าสะพรึงก็พสบพุ่งมาจากอีกทิศทาง
หนึ่งเข้าปะทะกับมัน! ในแง่ของความดุร้ายและ
พลังอำนาจนั้น จิ่วอิงหาได้ด้อยกว่ามันแม้แต่น้อย
“โอ้ ข้าชักรู้สึกเศร้าใจแล้วสิ คงดีกว่าถ้าข้าปล่อย
ให้เจ้าออกไปจากที่นี่ โดยไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับข้า
ดีมั้ยละนี่?” เฮยซาน กุ่ยอี้ กล่าวขึ้นอย่างฉับพลัน
จากที่กล่าวมานี้ จิ่วอิง ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์
อันตรายถึงชีวิต และยังสามารถฝั่าค่ายกล
วิญญาณดับสูญนี้ออกไปได้ทุกเมื่อ ซึ่งเดิมทีเรื่องนี้
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวของ จิ่วอิง เลย
หลังจากได้ยินคำกล่าวนี้ จิ่วอิง การแสดงท่าที
ลังเล พร้อมกับหันไปมอง อู่ อวี้ จากนั้นก็ส่าย
ศีรษะ หันไปหา เฮยซาน กุ่ยอี้ แล้วกล่าวว่า” ข้า
รู้สึกว่าเจ้าขัดหูขัดตาอย่างยิ่ง ข้าจะสังหารเจ้าทิ้ง
เสีย”
ถึงแม้เขาจะพูดกลบเกลื่อน แต่ อู่ อวี้ ก็ตกตะลึง
อย่างยิ่ง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จิ่วอิง ล่วงรู้ว่า
ตราบใดที่ตัวมันนั้นจากไป อู่ อวี้ จะถูกสังหารจน
ตกตายไปอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นมันจึงไม่ไม่
สนใจรับโอกาสที่ฝั่ายตรงข้ามมอบโอกาสให้แก่ตัว
มัน และเลือกจะต่อสู้เคียงข้างเขาไปจนสุดทางแห่ง
ความตาย
ในเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกได้ถึงคำสองคำจากส่วนลึกใน
จิตใจนั่นคือ มิตรภาพ
เริ่มจากพบพานกันโดยบังเอิญ เพราะความรู้สึกถูก
ชะตา กลับทำให้มันตัดสินใจยอมเสี่ยงชีวิต อาจ
เป็นเพราะยังเยาว์วัย เป็นคนหนุ่มสาวเลือดร้อน
โลหิตในกายพุ่งพล่านปันปั่วน จึงทำให้ตัดสินใจ
อย่างบ้าคลั่งไร้เหตุผลเช่นนี้
อู่ อวี้ ไม่สามารถยับยั้งสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ ซึ่ง
กำลังก่อขึ้นอยู่ในจิตใจได้ เขาจมลงไปภวังค์
ความคิด ถ้าเปลี่ยนตัวเขาเป็น จิ่วอิง เขาคงไม่อาจ
ตัดสินใจได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เนื่องจากว่าคงไม่มี
ผู้ใดคาดคิดว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ จะแข็งแกร่งถึงเพียง
นี้…
“ อู่ อวี้ ข้าจะทุ่มพลังโจมตีทั้งหมดเพื่อสังหารมัน
แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของข้า เป็นการโจมตีที่
รุนแรงมากที่สุด กล่าวได้ว่า พลังอำนาจของมันน่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ในระหว่างนี้ เจ้าจงเล็งหา
โอกาส ช่วยสนับสนุนข้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ทันใดนั้น จิ่วอิง ก็หันมากระซิบกับ อู่ อวี้ ที่ซ่อนตัว
อยู่ด้านหลัง
“ไม่มีปัญหา”
ช่วงเวลาที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ กำลังดูถูกสบประมาท
พวกเขาอยู่นี้ นับว่าเป็นโอกาสครั้งเดียวที่ยัง
หลงเหลือ
เมื่อ จิ่วอิง กล่าวจบ ก็พุ่งโจมตีเข้าใส่ฝั่ายตรงข้าม
ทันที!
เผ่าพันธุ์ปีศาจไม่เชี่ยวชาญในการหลอมสร้างปรุง
ยา แต่ถ้าหากพูดถึงในแง่ของวงเวทย์ และ แก่น
พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ในร่างของปีศาจแล้ว มันทำให้
เหล่าฝึกตนรู้สึกอิจฉาริษยา และ หวาดกลัวใน
เวลาเดียวกัน ซึ่งมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ ก็ถูกสร้าง
ขึ้นมาจาก แก่นพลังชีวิตศักสิทธิ์ของปีศาจนี้ ทุกสิ่ง
ทุกอย่างนี้คงสามารถอธิบายเห็นถึงพลังอำนาจ
ของแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ตูม!
ทันใดนั้นเอง หัวทั้ง 9 ของจิ่วอิง ก็เริ่มเข้าพัวพัน
กันในทิศทางที่แปลกประหลาด จากนั้นก็บิดม้วน
เป็นเกลียวเข้าด้วย หากมองมาจากด้านหน้าแล้ว
จะเห็นได้ว่าบัดนี้ มีหัวมังกรตรงจุดกึ่งกลางอยู่
เพียงแค่หนึ่งหัวเท่านั้น ส่วน 8 หัวที่เหลือ ก่อเป็น
รูปสัญลักษณ์แปดทิศ แบ่งแยกกระจายไปตาม
ทิศทางต่าง ๆ
ทันใดนั้นเอง ดวงเนตรทั้ง 18 ดวงของจิ่วอิง ก็ส่อง
ประกายเจิดจ้าขึ้น ภายในดวงเนตรทั้งหมด
ปลดปล่อยสัญลักษณ์โลหิตโบราณออกมา
สัญลักษณ์แต่ละตัวนั้นแตกต่างกันออกไป มี
ทั้งหมด 18 สัญลักษณ์ เสมือนดั่งตัวอักษร 18 คำ!
ทันใดนั้นเองตัวอักษรเก่าแก่โบราณทั้ว 18 คำ ก็
พุ่งเข้า ปะทะกัน
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สัญลักษณ์แต่
ละตัวนั้น แสดงถึงพลังอำนาจแต่ละชนิดแตกต่าง
กันไป มีหนึ่งหัวเท่านั้นที่ ปลดปล่อยสัญลักษณ์
คล้ายคลึงกันออกมาจากดวงเนตรทั้งสองข้าง
อย่างไรก็ตามมันยังมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง รูปแบบ และ พลังอำนาจ ที่
แตกต่างกันออกไป
เช่นหนึ่งในสัญลักษณ์ ที่ปลดปล่อยคลื่นพลังสีดำ
ทมิฬ ออกมาจากดวงตาข้างหนึ่ง มันคือพลังของ
เหมันต์ทมิฬยะเยือก
เมื่อสัญลักษณ์ทั้ง 18 ตัวปรากฏขึ้น ทำให้ อู่ อวี้
ซึ่งแม้จะอยู่ด้านหลังก็ยังรู้สึกหายใจหายคอติดขัด
เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า จิ่วอิง เป็นปีศาจ ซึ่งมี
สายโลหิตสูงส่ง ถือเป็นปีศาจสัตว์ร้ายที่มีพลัง
อำนาจ ผู้สามารถสร้างหายนะอันใหญ่หลวงได้
อย่างแท้จริง ร่างกายของมันมีพลังอำนาจอัน
แข็งแกร่งมากมายหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นการกัด
กร่อน、พลังหยินทมิฬ 、อำนาจมืด、พลัง
ทำลายล้าง ความเหี้ยมโหดอำมหิต、ความดุ
ร้าย、พิษสงอันร้ายกาจ、เป็นต้น ตัวมันถือเป็น
ตำนานดี ๆ นี่เอง, อีกทั้งมันยังเป็นปีศาจซึ่งเป็น
ศัตรูกับสัตว์อสูรเซียนอย่างแท้จริง ถึงแม้พลัง
อำนาจที่ จิ่วอิง แสดงออกมาให้เห็นอยู่นี้ จะดู
โหดเหี้ยมชั่วร้าย แต่แท้ที่จริงแล้วมันกลับเป็น
ปีศาจหนุ่ม ผู้เปียมล้นไปด้วยความเที่ยงธรรม
ซื่อสัตย์ต่อสหายอย่างยิ่ง
“ ห้วงวังวนวิบัติ”
เมื่ออักษรทั้ง 18 คำ อัดกระแทกเข้าหากัน จากนั้น
มันก็ผสานหลอมรวม ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็น
กระแสชลธีหมุนวนอันมืดทมิฬ ถูกปลดปล่อย
ออกมา ในยามนี้ อู่ อวี้ ก็ได้เตรียมตัวรับมือพร้อม
ไว้แล้ว
เริ่มจาก กายเนื้อของเขาก็พุ่งทะยานสูงขึ้น ทันใด
นั้นร่างกายเขาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็น เซียนวานร
ทองคำ !
ตามมาด้วย เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ซึ่งกระจายออ
อกไปทั่วทุกทิศทาง ผสานหลอมรวมเข้าด้วยกัน
แปรเปลี่ยนกลายเป็นทองทองคำซึ่งมีมังกร 9 ตัว
ขดพันอยู่ บัดนี้ปรากฏอยู่ในมือของ อู่ อวี้
จากนั้นเขาก็ใช้ เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง แขนของเขา
ขยายใหญ่ขึ้น พลังอำนาจกายเนื้อทั่วทั้งร่างพุ่ง
ทะยานสูงขึ้นถึงขีดสุด!
ขณะ ห้วงวังวนวิบัติ จิ่วอิง โอบล้อมปกคลุมร่าง
ของ เฮยซาน กุ่ยอี้ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแต่อย่าง
ใด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ