กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 271 ประตูนรก
“พี่จิ่วอิงท่านนั้นแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
อู่ อวี้ กล่าวด้วยความจริงใจ
“เจ้าไม่สามารถเรียกข้าว่าพี่ชายได้ ถ้าจะให้กล่าว
ตามตรง ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นปีศาจ แต่ก็เกรงว่าจะมี
อายุน้อยกว่าเจ้า ข้ารู้ดีว่าตัวข้านั้นยังมีอายุเพียง
แค่สิบห้าปีเท่านั้น”
อู่ อวี้ รู้ดีว่ามันไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย
“สิบห้าปี ก็อยู่ในขั้นสร้างแกนปีศาจระดับที่เจ็ด
แล้ว จิ่วอิง ผู้นี้ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ข้ารู้สึกว่าบน
ร่างของมันจะต้องมีสายเลือดที่สูงส่งกว่าพวก
ปีศาจธรรมดาทั่วไป กล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นจ้าว
ปีศาจโดยเฉพาะ ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไม่จำเป็นที่
จะต้องรอถึงพันปีเพื่อที่จะเปิดสติปัญญา ดู
เหมือนว่าผู้อาวุโสของมัน จะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่
เป็นปีศาจชั้นสูง ที่อยู่ในห้วงปีศาจอนันต์”
มุมมองของ อู่ อวี้ ที่มีต่อ จิ่วอิง นั้นได้ผันแปรไป
พอสมควร
เขาอยากจะหัวเราะออกมา ในนิกายเซียนซูซันเขา
ได้พบเจอกับ หนานกง เหว่ย ผู้ลึกลับ ที่ได้เข้าไป
อยู่ในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน ตัวตนของ หนานกง
เหว่ย จะต้องสูงส่งอย่างยิ่งแน่นอน ตอนนี้เมื่ออก
มาภายนอก ก็ได้มาพบเจอกับ จิ่วอิง ผู้ที่เกิดมา
เป็นอัจฉริยะพรสวรรค์สูงส่งจนสามารถเย้ยสวรรค์
และปฐพีได้อีก
“ช่างมันเถอะ อย่าได้ไปคิดมาก จิ่วอิง ก็คือปีศาจ
ถ้าหากเรื่องนี้ได้จบลงอย่างสมบูรณ์ ข้าก็ไม่
สามารถที่จะไปสนิทชิดเชื้อกับมันได้อีก มิฉะนั้น
หากกลับไปที่นิกายเซียนซูซัน ก็ไม่ต้องพูดถึงการที่
จะได้เจอกับเหว่ยเอ๋อร์
เมื่อนึกไปถึงเหว่ยเอ๋อร์ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ไม่รู้
ว่านางจะอดทนกับการฝึกตนในถ้ำกำเนิดใหม่แห่ง
ซูซันได้รึเปล่า นี่ก็ได้ผ่านไปหลายเดือนแล้ว บางที
นางก็คงจะเติบใหญ่ขึ้น อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า
ตนเองได้เฝั้ามองเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จนกระทั่งเติบ
ใหญ่กลายเป็นหญิงสาว….
“ข้าทำใกล้สำเร็จแล้ว?” จิ่วอิง หยุดการทุบ
ทำลาย ทันใดนั้นรู้สึกได้ว่าค่ายกลวิญญาณดับสูญ
ขนาดเล็กเกิดการสั่นสะเทือน
“นี่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว มันไม่ง่ายจริงๆ พวก
เราทำงานกันต่อเถอะ คาดว่าทำลายไปอีก 5 จุด
ค่ายกลวิญญาณดับสูญนี้ก็คงจะต้องพังทลายโดย
สมบูรณ์” จิ่วอิง กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
มันรู้สึกสบายใจขึ้น
ไม่นานต่อจากนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าอยู่ภายในหมอกเลือดนี้จะไม่สามารถ
มองเห็นสิ่งใด แต่เมื่อเสาเก้าจัตุรัสสยบมารนี้
กระแทกลงไปบนพื้น พลันรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลัง
สูญสลายลง
เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด จึงต้องแข่งกับเวลา
จะต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น ทั้งสองคนแทบจะไม่ได้
สนทนากันอีก พวกเขาทั้งคู่ราวกับเป็นบ้า
กระแทกสู่ผืนปฐพีไปอย่างต่อเนื่อง ด้านของ จิ่วอิง
ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของความสุขุมอ่อนโยน แต่
ส่วน อู่ อวี้ กลับปรากฎภาพของวานรอันบ้าคลั่ง
รุนแรงมากขึ้น ด้วยการอาศัยพละกำลังของกาย
เนื้อลุ่นๆ ทำให้ระแวกใกล้ๆเกือบจะกลายเป็นหลุม
เป็นบ่อทั้งหมด
“ในตอนนี้ เจ้าเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง กายเนื้อของ
มนุษย์ ไม่คาดคิดว่าจะแข็งแกร่งใกล้เคียงกับปีศาจ
เช่นข้า เมื่อเทียบกับพวกข้าแล้ว เจ้าก็เปรียบดั่งกับ
ปีศาจจริงๆ” จิ่วอิง กล่าวด้วยความประหลาดใจ
มันเข้าใจทันทีว่า อู่ อวี้ ผู้นี้เพิ่งจะอยู่ในขั้นสร้าง
แกนนภาระดับที่สาม แต่กลับมีความสามารถที่
ใกล้เคียงกับมันเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ เพียงยิ้มขึ้น และไม่ได้กล่าวอะไรอีก
ความจริงสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือในตอนนี้เขาบ่มเพาะ
กายาเพชรอมตะจนถึงระดับที่สอง ถ้าหากไม่ใช่
เพราะว่าเวลาที่กระชั้นชิด คาดว่าเขาจะเริ่มขัด
เกลาจนเข้าสู่ระดับที่สาม เห็นได้ชัดว่ามันมีเงื่อนไข
ในการที่จะบ่มเพาะระดับที่สาม แต่ว่า หมิงซวง
กลับไม่ยอมมอบวิธีการบ่มเพาะให้แก่เขา อีกทั้งใน
ยามนี้เขาก็ยังไม่ได้รับวิธีการบ่มเพาะพลองทองสม
ปรารถนาอีกด้วย และ หมิงซวง ยังกล่าวอีกว่า
การที่จะบ่มเพาะกายาเพชรอมตะระดับที่สามยังมี
เงื่อนไขบางอย่าง สามารถพบเจอแต่ไม่สามารถจะ
ไขว่คว้ามาได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ยังไม่ได้พบเจอกับเงื่อนไข
เหล่านั้น จึงยังไม่รู้สึกกังวลมากนัก
เมื่อนางกล่าวออกมาเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงหยุดคิดเรื่อง
เหล่านั้นทันที และมุ่งเน้นไปที่การกลั่นสกัดแกน
นภาแทน
หมิงซวง แทบจะไม่เคยตอบหรือพูดคุยกับ อู่ อวี้
เลยในช่วงหลังๆมา แต่ในเส้นทางการฝึกตนนั้น
การที่มีตัวนางอยู่ข้างๆ แค่นั้นก็ทำให้ในใจของ อู่
อวี้ รู้สึกขอบคุณนางมากแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่
สามารถให้นางรู้ได้ มิฉะนั้นนางจะต้องทำสัญญา
ซื้อขายกันอีกอย่างแน่นอน และหลังจากนั้นนางก็
จะรีดกอบโกยผลประโยชน์จาก อู่ อวี้ อีก….
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งวัน ในตอนนี้ไม่รู้ว่า
สถานการณ์ของ เฮยซาน กุ่ยอี้ นั้นเป็นยังไงบ้าง
ดังนั้นในใจ อู่ อวี้ จึงรู้สึกเป็นกังวล ท้ายที่สุดเขาไม่
สามารถที่จะทนได้อีก รากฐานของค่ายกลจุดที่5 ดู
เหมือนว่าจะถูก จิ่วอิง ทำลายไปแล้ว ภายใต้
สับสนวุ่นวาย การคุมขังของค่ายกลวิญญาณดับ
สูญขนาดเล็กพลันพังทลายลงไปอย่างรวดเร็ว
บัดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างจำนวนมาก พวก
เขาทั้งสองคนจึงไม่รีรอ แต่ละคนรีบพุ่งออกมาจาก
ช่องว่างนั้นอย่างทันทีทันใด
หลังจากที่ออกมาแล้ว หันกลับไปมองสภาพของ
นิกายกระบี่แหวกฟั้าราวกับเป็นนรกบนดิน ทั้งสี่
ทิศต่างเต็มไปด้วยซากศพ เมื่อมองไปรอบๆอีกครั้ง
ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงร่องรอยของ เฮยซาน กุ่ยอี้
ส่วนสาวกของนิกายเซียนซูซันคนอื่นๆได้ตกตาย
ไปเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ไม่มีใครสามารถส่งข้อมูล
ข่าวสารให้แก่ อู่ อวี้ ได้อีก
หันกลับไปมองที่ จิ่วอิง เขารู้สึกเป็นกังวลมาก
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอย่างหนัก จึงกล่าวออกมาว่า”จิ่วอิง
กล่าวตามตรงแล้ว เจ้าเพียงแค่หลงเข้ามาพัวพัน
กันเรื่องนี้ ซึ่งเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ถึง
ยังไงเจ้าก็ยังคงเป็นปีศาจ ตอนนี้สามารถหลบหนี
ออกมาจากค่ายกลวิญญาณดับสูญขนาดเล็กได้
แล้ว ทำไมถึงยังไม่รีบออกไปอีก?”
จิ่วอิง รู้สึงมึนงง ความจริงแล้วมันไม่ได้คิดมาก
ความ ในเวลานี้มันจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า”ข้าไม่รู้ว่า
จะตอบคำถามนี้ของเจ้าอย่างไร กล่าวตามตรงข้าก็
คิดอยู่ว่า นี่คือเรื่องของผู้ฝึกตนนอกรีตและพวกเจ้า
นิกายเซียนซูซัน จริงๆก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า อีกทั้ง
ยังเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองแรงอีก เจ้าว่าทำไมข้าถึง
ทุ่มเทแรงกายไปทั้งหมดกับเรื่องนี้ล่ะ? อย่างไรก็
ตามในใจของข้ามันมีอยู่สองอย่างที่ทำให้ข้าต้อง
ทำเรื่องเช่นนี้”
“สองอย่าง?” บนหนทางแห่งการฝึกตน บางครั้ง
จะต้องพบเจอกับอุปสรรค์มากมาย ความเป็นจริง
แล้ว อู่ อวี้ รู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึง
อยากจะให้มันมาช่วยแก้ปัญหานี้อยู่เหมือนกัน แต่
ตัว จิ่วอิง ก็น่าจะรู้ดีว่ามันมีความสามารถด้อยกว่า
เฮยซาน กุ่ยอี้ เป็นอย่างมาก แล้วทำไมจะต้องไป
รนหาที่ตายเองอีก?
จิ่วอิง กล่าวออกมาอย่างจริงจัง”อย่างแรก
ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นปีศาจ แต่ในหัวใจของข้ายังมี
ความรู้สึกถึงความยุติธรรม การสังหารคนบริสุทธิ์
นับหมื่น เพื่อมายกระดับตนเอง นี่เป็นการกระทำที่
ชั่วร้ายอุกอาจ ไร้ซึ่งจิตสำนึก แม้แต่ปีศาจเช่นข้าก็
ไม่สามารถจะทนกับเรื่องนี้ได้ วันนี้ข้า จิ่วอิง ได้มา
พบกับเรื่องนี้และได้เข้ามาพัวพันจนยากจะออก
เช่นนั้นข้าจะต้องจัดการให้ถึงที่สุด มิฉะนั้นในภาย
ภาคหน้าข้าจะต้องรู้สึกเสียใจ ซึ่งมันยากที่จะทน
ได้”
เหตุผลข้อแรกของมัน เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เนื่องจาก
อู่ อวี้ และตัวมันกลับมีความคิดเหมือนกันเช่นนี้
หลังจากนั้นก็กล่าวถึงจุดที่สอง จิ่วอิง มองไปที่ อู่
อวี้ แล้วกล่าวว่า”อย่างที่สองนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่
มันเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ กล่าวง่ายๆก็คือ
ข้า จิ่วอิง ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้า อู่ อวี้ เจ้าไม่
สนใจเกี่ยวกับเรื่องราวความแค้นระหว่างปีศาจ
และมนุษย์ ทำให้ข้าอยากจะเป็นสหายกับเจ้า
ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่”
มันกล่าวว่ามันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สำหรับ อู่ อวี้
แล้ว มันได้ทำให้จิตวิญญาณของเขาสั่นสะเทือน
มันได้ทิ้งโอกาสที่จะหลบหนีไปได้เพื่อตัวของเขา
เอง อู่ อวี้ จึงคิดว่า จิ่วอิง ผู้นี้เป็นดั่งพี่น้อง
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า”เช่นนั้น ข้าจะไม่
กล่าวสิ่งใดให้มากความอีก ถ้าหากครั้งหน้าเรามี
โอกาสที่ได้พบกันอีก ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง
อย่างแน่นอน”
“ครั้งนี้ให้พวกเรารอดไปได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน
ทีหลัง” จิ่วอิง หัวเราะออกมา
เมื่อตอนที่พวกเขาสนทนากัน ก็เริ่มมองหาเบาะแส
ไปพรางว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ นั้นไปทิศทางไหน ตอนนี้
มันยากที่จะตัดสินอาการบาดเจ็บของมัน แต่เห็น
ได้ชัดว่าจะเวลายิ่งผ่านไปนาน มันยิ่งทำให้พวก
เขาเสียเปรียบ
“ทางนั้น” อู่ อวี้ เห็นว่าทิศทางหนึ่งบนท้องฟั้าที่
ห่างไกล มีร่องรอยของกลิ่นอายโลหิต กลิ่นอาย
โลหิตได้โชยมาจากทิศทางฝังที่เขามองไป และ
สามารถเห็นได้ว่า บนท้องฟั้าที่ว่างเปล่านั้น ดู
เหมือนจะได้ยินพายุคำราม ท้องฟั้าส่องประกาย
เป็นสาย……….
ทิศทางนั้นคือ พรรควายุอัสนี!
เมื่อมองไปยังทิศทางอื่น กลับเงียบสงัดไม่มีสิ่งใด
แปรเปลี่ยน
“ไป!” จิ่วอิงก็มองเห็นมัน ร่างปีศาจพลันบิน
ทะยานไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วอึดใจเดียวสามารถ
บินไปได้ถึงร้อยลี้ อู่ อวี้ ขึ้นขี่อยู่บนแผ่นหลังของ
มัน ยามนี้เขาจึงใช้โอกาสนี้ฟืนฟูร่างกายตัวเอง
เพราะเขารู้ดีว่าหลังจากนี้จะต้องเป็นการต่อสู้ที่
ร้ายแรงยิ่งกว่าเก่าอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ นั้นรู้สึกชื่นชม จิ่วอิง เป็นอย่างยิ่ง เขาได้
อาศัยอยู่ในกองทัพมาหลายปี ซึ่งทำให้เข้าใจดีว่า
ในชีวิตนี้หากมีพี่ชายน้องชายเป็นสหายร่วมรบ มัน
จะกลายเป็นสิ่งที่วิเศษเพียงใด!
เพียงแต่ว่าอีกฝั่ายเป็นปีศาจ แน่นอนว่าเขาไม่ได้มี
อคติกับปีศาจ เพียงแต่ว่ายังมีเรื่องของ นิกาย
เซียนซูซัน เข้ามา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ
หนานกง เหว่ย ไม่ยินยอมที่จะไปอยู่ใกล้กับปีศาจ
อย่างเด็ดขาด เมื่อ หนานกง เหว่ย อยู่ในหุบเหว
ปีศาจ อู่ อวี้ สามารถรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งถึง
ความแค้นของนางที่มีต่อปีศาจ
เหตุการณ์เบื้องหน้าทำให้เขายากที่จะคิดไปถึงเรื่อง
อื่นได้ จิ่งอิง นั้นได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมด
สิ้น สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้มันทำถึงเพียงนี้ก็
เพียงเพราะเหตุผลแค่ 2 ข้อที่กล่าวมาเท่านั้น
“คนที่มีวิสัยทัศน์เช่นเดียวกันนี้ ความจริงแล้วมี
น้อยอย่างยิ่ง” อู่ อวี้ ลุกยืนขึ้นมา โดยที่มีเสาเก้า
จัตุรัสโคจรรอบกายของเขา เขานั้นได้เตรียมพร้อม
ที่จะต่อสู้แล้ว ยามนี้ไม่สนว่าตนจะอ่อนแอขนาด
ไหน ยังไงเขาก็ต้องการที่จะช่วยเหลือให้ถึงที่สุด
ภายใต้เสียงหวีดหวิว ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จะ
สามารถมองเห็นทิวทัศน์บนหน้าผาของพรรควายุ
อัสนี นี่คือที่ที่พวกเขาทั้งสองคนได้พบกัน
พรรควายุอัสนีในตอนนี้ กลิ่นอายโลหิตได้ทะยาน
ไปถึงท้องนภา ถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นซากศพ แต่
สามารถมองเห็นได้ถึงหมอกโลหิตอันหนาแน่น มัน
พุ่งขึ้นมาจากพรรควายุอัสนี พุ่งไปยังเมฆที่อยู่บน
ฟากฟั้า ย้อมหมู่เมฆและท้องฟั้าให้กลายเป็นสีแดง
ฉาน กลิ่นฉุนของเลือดแพร่กระจายออกมาลอยละ
ล่องออกไปทั่วทุกทิศ
ในพริบตา อู่ อวี้ และ จิ่วอิง หนึ่งคนหนึ่งปีศาจ
เหินลงไปอยู่อยู่บนพื้นที่ว่างภายนอกของพรรควายุ
อัสนี ในทันใดนั้น ในหมอกโลหิตที่พุ่งเสียดฟั้า
ปรากฏเป็นชายชราคนหนึ่งที่มีร่างกายธรรมดา
ทั่วไป เมื่อมองไปที่ศีรษะของคนผู้นั้น จะเห็นได้ถึง
หัวอันเล็กจ้อยที่อยู่บน กายามารเฮยหมิงซาน ใน
ยามนี้ เฮยซาน กุ่ยอี้ กำลังฟืนฟูรักษาสภาพ
ร่างกายของตน ขณะนี้ตัวมันที่ซ่อนตัวอยู่
ท่ามกลางหมอกโลหิต ปรากฏใบหน้าค่อนข้างซีด
ขาว แต่ว่าเมื่ออยู่ภายในหมอกโลหิต มันกลับ
ค่อยๆฟืนฟูจนอาการดีขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเจ้าเหล่าผู้ฝึกตน ช่างรสชาติดีจริงๆ ถึงแม้
จะได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้ แต่การสังหารพวกเจ้า
กลับทำให้อาการของข้าดีขึ้นซะอย่างนั้น” เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ลูบเคราของมัน แล้วกล่าวเยาะเย้ย
ออกมา
อู่ องี้ และ จิ่วอิง มองหน้ากันและกัน เฮยซาน กุ่ย
อี้ ในตอนนี้ ความเป็นจริงแล้วดูน่ากลัวเป็นอย่าง
มาก ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ยากจะระบุว่าควรจะทำ
เช่นไร
“อาการบาดเจ็บของมันฟืนฟูแล้วรึ?”
“ข้าไม่รู้”
ในตอนที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน เฮยซาน กุ่ยอี้
จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า”เจ้าเด็กน้อยแห่ง
นิกายเซียนซูซัน ก่อนหน้านี้ข้าดูถูกเจ้าไปหน่อย
ไม่คาดว่าจะอยู่เพียงแค่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่
สาม จะสามารถทำให้ข้าได้รับบาดเจ็บได้ เห็นได้
ชัดว่า เจ้าเป็นอัจฉริยะแห่งนิกายเซียนซูซันอย่าง
เห็นได้ชัด เมื่อรวมกับปีศาจน้อยที่มีสายเลือดที่น่า
กลัวตนนี้ หากนำพวกเจ้าไปขายย่อมได้ราคาดีไม่
หยอก ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าจะสามารถทำลาย
ค่ายกลวิญญาณดับสูญขนาดเล็กได้ และไม่ว่ายังไง
ค่ายกลนั้นย่อมไม่สามารถจะกักขังพวกเข้าได้ อีก
ทั้งพวกเจ้าจะต้องมาขัดขวางการก่อตั้งค่ายกล
วิญญาณดับสูญของข้าอย่างแน่นอน พวกเจ้าทั้ง
สองคนเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจริงๆ ไม่รู้รึ
ยังไงว่า ค่ายกลวิญญาณดับสูญ นั้นมีความสำคัญ
กับข้าเพียงใด?”
“หยุดกล่าวไร้สาระ ออกมาต่อสู้กับพวกข้า” อู่ อวี้
ในตอนนี้ไม่รู้ถึงสถานการณ์ของ พรรควายุ
อัสนี เกรงว่าหากพวกเขาทั้งสองคนพุ่งเข้าไป
อาจจะทำให้คนของพรรควายุอัสนีได้รับบาดเจ็บ
“เจ้าเด็กนิสัยเสีย” เฮยซาน กุ่ยอี้ หัวเราะ ดู
เหมือนว่าทั้ง อู่ อวี้ และ จิ่วอิง จะไม่อยู่ในสายตา
ของมัน
ทันใดนั้นใบหน้าของมันพลันแข็งค้าง เพื่อที่จะ
ห้ามไม่ให้ตนหัวเราะออกมา จากนั้นก็กล่าวว่า”
เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าอยู่ในทะเลตะวันออก ข้า
นั้นถูกเรียกขานว่าอะไร?”
ไม่มีใครตอบมันไป มันจึงกล่าวออกมาอย่าง
ภาคภูมิใจว่า”พวกมันเรียกขานข้าว่า ‘ผู้งมงายใน
อักขระเวทย์’ เพราะข้าเป็นอัจฉริยะในศาสตร์ของ
ค่ายกล ข้าคุ้นเคยกับค่ายกลนับพันประเภท ก่อตั้ง
ค่ายกลสังหารขนาดใหญ่ ปรับแต่งศาสตราเต๋าและ
แผ่นยันต์มาแล้วนับไม่ถ้วน”
“ก่อนหน้านี้ ข้าใช้เวลาถึงสามชั่วยาม ในการ
ก่อตั้งค่ายกลวิญญาณดับสูญขนาดเล็กขึ้นมา ครั้ง
นี้เพื่อที่จะต้อนรับอัจฉริยะอย่างพวกเจ้าทั้งสองที่
ออกจากค่ายกลวิญญาณดับสูญได้ ข้าจึงยอม
เสียเวลาไปถึงครึ่งวันเพื่อสร้าง ‘ประตูนรก’ ขึ้น
รอให้พวกเจ้าเข้ามาติดกับ และคิดไม่ถึงว่า
ในตอนนี้พวกเจ้าจะเข้ามายืนบน ประตูนรก อย่าง
ง่ายๆเช่นนี้”
เมื่อกล่าวจบแล้ว มันก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ