กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 275 ขาจะตองเปนเซียนอมตะ!
กายาสักการะราชันมณีจันทราพุทธเจ้าทองคำ
ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ความจริงแล้วมันเหนือ
ล้ำกว่าตนเองในอดีตมาก ไม่น่าแปลกใจที่ หมิ
งซวง กล่าวออกมา ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่จะสำแดง
อำนาจที่แท้จริงของกายาเพชรอมตะ
แม้แต่ ตอนที่เขาขยับตัว ก็ยังไม่สามารถที่จะ
ควบคุมมันได้สมบูรณ์ ทุกๆลมหายใจ ปากและ
จมูก พลันปรากฎไอร้อนหนาแน่นลอยออกมา
หินที่อยู่ด้านข้าง เพียงแค่ถูกเขากวาดสายตามอง
มันก็เริ่มที่จะระเหยจนแทบจะมองเห็นได้ด้วยตา
เปล่า ซึ่งจวบจนสามารถมองเจาะทะลุไปถึงชั้นหิน
ข้างใน
เขาถอนหายใจออกมาอย่างสบายๆ หินก้อนยักษ์ที่
อยู่เบื้องหน้าก็เกิดการระเบิดกลายเป็นขี้เถ้าใน
พริบตา
เขาชูแขนทั้งสองข้างขึ้นมา ภายใต้แรงฉุดของพลัง
ลมปราณ ใต้ดิน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่ม
สั่นสะเทือน และมีเสียงคำรามดังกึกก้องออกมา
ในเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นเซียนที่อยู่
ระหว่างฟั้าดินแห่งนี้ หนึ่งหมัดหนึ่งเท้า สามารถ
สั่นคลอนฟั้าดิน
ทั่วทั้งร่างกายมีลาวากำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่าง
ตอนนี้ จิ่วอิง มองลงไป พบว่าบัดนี้ไม่เห็นการ
ดำรงอยู่ของลาวาแล้ว นอกจากร่างกายของ อู่ อวี้
ที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดมิด ตำแหน่งของพวก
เขา อยู่ในใต้พื้นพิภพที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นช่องว่าง
หลุมหนึ่งที่ไม่ใหญ่นัก
อู่ อวี้ ค่อยๆลองควบคุม ลดระดับพลังที่พุ่งพล่าน
ในร่างกายให้เย็นลง เพื่อที่จะกลับไปเป็นสภาพ
ปกติ บัดนี้พลังอำนาจของ เตาหลอมมณีจันทราใต้
พิภพ รวมเข้าทุกส่วนของร่างกายอย่างสมบูรณ์
แล้ว
ในเวลานี้ จิ่วอิง จ้องมองไปที่เขาด้วยสายตาที่ตก
ตะลึง พร้อมกับกลายร่างกลับไปอยู่ในรูปแบบของ
มนุษย์ ผมยาวปลิวไสวดูเป็นผู้เยาว์ที่อ่อนละมุน
และสง่างาม เมื่อเทียบกับลักษณะท่าทางอันเกรี้ยว
กราด และหยิ่งทระนงของ อู่ อวี้ แล้ว มันช่าง
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ยินดีด้วย เจ้าสามารถก้าวหน้าได้ไปอีกขั้นแล้ว”
จิ่วอิง กล่าว ด้วยความจริงใจ
อู่ อวี้ กล่าวตอบ”ครั้งนี้เป็นเรื่องโชคดีที่ เฮยซาน
กุ่ยอี้ ส่งข้ามายังที่แห่งนี้ มิฉะนั้นข้างคงไม่สามารถ
จะค้นพบ ‘เตาหลอมมณีจันทราใต้พิภพ’”
“ข้ารู้สึกว่าลาวานี้แตกต่างจากปกติ ปรากฏว่ามัน
มีชื่อของมัน” จิ่วอิง กล่าว
อู่ อวี้ พยักหน้า กระบวนการทั้งหมดได้ผ่านพ้นไป
ประมาณหนึ่งวัน ถือว่าไม่นานเกินไปนัก แต่ก็
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับพวกเขาในเวลานี้ ทุกวินาที
นับว่ามีค่ายิ่ง
“ตอนนี้ลาวาได้เหือดหายไปแล้ว ให้ข้าลอง
ปลดปล่อยขีดจำกัดออกมาเถิด ดูว่าสามารถพุ่ง
ออกมาไปได้รึเปล่า” อู่ อวี้ และ จิ่วอิง มองหน้ากัน
และกัน
จิ่วอิง กล่าว”ข้าก็อยากที่จะทำเช่นเดียวกัน”
ก่อนหน้านี้เขารู้สึกกังวลเกี่ยวกับการปะทุของ เตา
หลอมมณีจันทราใต้พิภพ ถ้าหากว่าลาวานี้พุ่ง
ออกมาพื้นผิว มันก็เพียงพอที่จะสามารถเผาไหม้
ภูเขาและแม่น้ำในรัศมีร้อยลี้ มันก็ถือเป็นภัยพิบัติ
อย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จิ่วอิง รู้สึกว่าตนเองนั้นไม่ค่อย
เชี่ยวชาญนัก จึงปล่อยเรื่องนี้ให้กายเนื้อของ อู่ อวี้
จัดการ ในตอนนี้ อู่ อวี้ จึงนำ ‘เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร’ออกมา เสาเก้าจัตุรัสสยบมารหมุนวนไป
รอบๆ ในตอนที่มันกำลังบินอยู่นั้น มังกรที่พันอยู่
บนตัวเสาพลันผสานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว เก้า
หัวของมังกรสีทอง หมุนล้อมรอบตนเอง ดูเหมือน
มีชีวิตขึ้นมาในชั่วพริบตา เมื่อ อู่ อวี้ ยื่นมือของ
เขาออกไป จับเสาเก้าจัตุรัสสยบมารเอาไว้ พลัน
รับรู้ได้ถึงพลังอำนาจของเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
และมังกรได้สั่นสะท้าน คำรามออกมา!
ตูม ตูม ตูม!
แผ่นดินสั่นสะเทือน
ภายใต้การควบคุมของ อู่ อวี้ เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มารค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น พริบตาเดียวก็สูงมากกว่า
อู่ อวี้ สิบคน เส้นผ่าศูนย์กลางหนาถึงหนึ่งฉื่อ
ในตอนนี้ อู่ อวี้ ใช้ทั้งสองมือของเขายึดกุมจับ
ปลายของเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
“ทำลาย!”
เขาคำรามออกมา คนร่อนลงไปตั้งหลักอยู่บนพื้น
หลังจากนั้นก็พวยพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว พื้นดินใต้
เท้าแตกกระจาย ภูเขาสั่นสะเทือน อู่ อวี้ ถือเสา
เก้าจัตุรัสสยบมารไว้ในมือ เปลี่ยนกลายเป็น
ประกายแสงสีทอง ราวกับเป็นลูกศรที่ออกจาก
แหล่ง พริบตาเดียวก็พุ่งไปยังเส้นทางที่ จิ่วอิง ใช้
เวลาขุดถึงครึ่งวัน
“ตามข้ามา” อู่ อวี้ กล่าวกับ จิ่วอิง
“ไม่มีปัญหา” จิ่วอิง หัวเราะออกมา เงาดำสาย
หนึ่งตามติดอยู่ด้านหลังของ อู่ อวี้ ราวกับเป็น
วิญญาณร้าย
ตูม!
จากนั้น คนทั้งสองเร่งเคลื่อนไหวชั่วพริบตา เสา
เก้าจัตุรัสสยบมารซึ่งราวกับเป็นสัตว์ยักษ์ที่อยู่ลึก
ภายใต้พื้นพิภพ พลันพวยพพุ่งขึ้นมา ในเวลาที่ อู่
อวี้ เคลื่อนไหวเขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่สามารถ
ดับทำลายฟั้าสวรรค์ ภายใต้เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง
ใต้พื้นพิภพทั้งหมดพลันระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง
จิ่วอิง รู้สึกเพียงแต่ว่า ในเวลานี้ราวกับโลกกำลัง
แตกสลาย ดินแดนที่อยู่เหนือหัวของ อู่ อวี้ กำลัง
พังทลายลงไป ในเวลานั้นท้องฟั้าเกิดการ
สั่นสะเทือน ก้อนหินปลิวว่อน แผ่นดินไหวครั้งแล้ว
ครั้งเล่า!
เขากลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
มิฉะนั้นถ้าหาก อู่ อวี้ ชักช้าเพียงเสี้ยว ตัวเขา
อาจจะต้องถูกฝังลึกอยู่ใต้ผืนพิภพแห่งนี้!
“พลังของกายเนื้อนี้ มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ไม่มี
ปีศาจตนไหนในขอบเขตเดียวกันที่จะสามารถ
เปรียบเทียบรัศมีของเขาได้”
ในเวลาเดียวกันที่ จิ่วอิง สั่นสะเทือน อู่ อวี้ ได้โบก
สะบัด เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร วนไปวนมา พื้นดิน
เหนือหัวก็คือจุดศูนย์กลางของพรรควายุอัสนี
พื้นดินในรัศมีร้อยลี้ พริบตาเดียวผันแปรเปลี่ยน
เป็นราวกับมหาสมุทร พื้นดินแตกกระจายออกเป็น
เสี่ยงๆ แสดงให้เห็นถึงใต้พิภพอันมืดมิดและเงียบ
สงัด ภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนกลายเป็นเพียงแค่เศษ
ซาก แม่น้ำหลายแห่งไหลร่วงลงมาตามรอยแตก นี้
บัดนี้สามารถมองเห็นหน้าผาของพรรวายุอัสนีได้
อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีค่ายกลปั้องกันอยู่ก็ตาม
ที ในขณะนี้สิ่งก่อสร้างมากมายพังทลายลง ทั้งทั่ง
พรรควายุอัสนีพังทลายลงมาที่หน้าผา พื้นดินถูก
กลบฝังไปทันที จนทั่วทุกหนแห่งได้ปันปั่วน
โกลาหล!
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ รอบด้านของ อู่ อวี้
พังทลายเป็นซาก พริบตา ในที่สุดเขาก็สามารถพุ่ง
ออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดใต้พื้นพิภพได้สำเร็จ
บัดนี้ จิ่วอิง ตามหลังมาติดๆ
หลังจากที่ทั้งสองคนออกมาแล้ว ผ่านไปอีกสิบอึด
ใจ แรงสั่นสะเทือนของพื้นดินนั้นยังคงอยู่ สามารถ
มองเห็นว่าภายในบริเวณนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยสัก
ชีวิตเดียว
“พรรควายุอัสนี” อู่ อวี้ ค้นพบมุมหนึ่งของพรรค
วายุอัสนี จึงได้รู้แล้วว่าพรรควายุอัสนีได้ถูกกลบฝัง
ไปเรียบร้อยแล้ว
ในความเป็นจริงเขาเข้าใจว่า หากผู้ฝึกตนของ
พรรควายุอัสนียังมีชีวิตอยู่ จากการสั่นสะเทือน
ของผิวดิน ย่อมส่งผลกระทบต่อพวกเขาเพียงเสี้ยว
และไม่มีทางที่จะถูกฝังอย่างแน่นอน
แต่ว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ ปรากฏตัวออกมาที่นี่ ดังนั้น
จึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาน่าจะไม่ได้มีชีวิตอยู่
อีกต่อไป
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเริ่มที่จะขุดซากของพรรควายุอัสนี
เพื่อหาเบาะแส เขาค้นพบว่าภายใต้เศษซาก
สิ่งก่อสร้างนั้นก็คือซากศพ เช่นเดียวกับ เมืองชิง
ซาง และ พรรคหยาดคราม
เห็นได้ชัดว่ายามที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ ได้อยู่ที่นี่เป็น
ระยะเวลาหนึ่งเพื่อฟืนฟู มันได้ดัดแปลงแก้ไข
พรรควายุอัสนีให้กลายเป็นที่พักของมันชั่วคราว
เมื่อมองไปที่ความหดหู่ และใบหน้าที่หวาดกลัว
ของซากศพเหล่านี้ ความโกรธความขุ่นเคืองในใจ
ของ อู่ อวี้ ได้ทวีคูณมากขึ้น อีกทั้งมันยังทำให้เขา
ได้กล่าวโทศตัวเองอยู่ในใจ
“ขอโทษ ที่พวกข้าเป็นคนไร้ความสามารถ ปล่อย
ให้คนชั่วเช่นนี้มาทำลายพวกเจ้าอีกครั้ง”
ภายในร่างกายของเขา ภายใต้ความโกรธของเขา
ทั่วทั้งร่างกายของเขาราวกับมีลาวามาเผาไหม้ จะ
สามารถเห็นได้ถึงความปันปั่วนของลาวาภายใน
ร่างกายได้ด้วยตาเปล่า
แขนที่ยึดกุมเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ในเวลานี้ก็สั่น
สะท้านขึ้น เขาเป็นเหมือนกับอสุรกายยักษ์ตัวหนึ่ง
บัดนี้ได้มองไปรอบๆด้วยความเสียใจ
“เมืองชิงซาง พรรคหยาดคราม นิกายกระบี่แหวก
ฟั้า อีกทั้งยังพรรควายุอัสนี มันได้ทำการสังหาร
กองกำลังทั้งสี่ อีกหกกองกำลังที่เหลือเห็นได้ชัดว่า
มันย่อมไม่ปล่อยไปแน่นอน ข้าคาดว่าขุมกำลังทั้ง
หกแห่งที่เหลือย่อมเพียงพอที่จะสามารถทำให้มัน
สร้างค่ายกลวิญญาณดับสูญได้ อู่ อวี้ ในตอนนี้
ไม่ใช่เวลาที่จะตำหนิตนเองแล้ว เนื่องจากว่าเจ้ามี
ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด พวกเราควรจะ
ร่วมมือกัน เพื่อที่จะหยุดยั้งแผนการอันชั่วร้าย
เหล่านี้”
“ถูกต้อง!” อู่ อวี้ กดความโกรธในหัวใจของเขาลง
ไป
การเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศจนกลายเป็น
เหมือนกับหลุมฝังศพเช่นนี้ อู่ อวี้ กลับไม่ได้มีเวลา
ที่จะหยุดพักแต่อย่างใด ผู้ที่ตายนั้นมีมากเกินไป
เขาจึงโขกศีรษะลงไปกับพื้น
“ทุกชีวิตต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็น
คนธรรมดาหรือว่าผู้ฝึกตน ก็ไม่สามารถที่จะหลีก
หนีความตายได้พ้น แต่ก็หวังว่าพวกเขาจะได้
พักผ่อนอย่างสงบ ข้าจะเป็นคนที่แก้แค้นให้เอง
เพื่อที่จะเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์”
หลังจากนั้นเขาได้สำแดงเคล็ดวิชาเต๋าสายนอก ทำ
ให้แผ่นดินรอบด้านยุบตัวลงจนฝังเหล่าซากศพ
ทั้งหลาย เพื่อไม่ให้สิ่งอื่นใดรบกวนดวงวิญญาณ
เหล่านี้
“ไม่ว่าจะคนหรือว่าปีศาจ สุดท้ายก็ต้องตาย
เช่นกัน เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่” จิ่วอิง มองเห็นความ
โกรธในใจของเขา จึงกล่าวปลอบออกมา
อู่ อวี้ ส่ายหัวของเขาแล้วตอบว่า”ไม่ ชีวิตนี้ของ
ข้า จะไม่หยุดให้แก่วัฎจักรนี้เด็ดขาด”
“หรือเจ้าคิดที่จะเป็นเซียนอมตะ?” จิ่วอิง เอ่ยถาม
“ไม่ใช่คิด แต่ข้าจะต้องเป็นเซียนอมตะแน่นอนอยู่
แล้ว”
“มีความทะเยอทะยานยิ่งนัก” จิ่วอิง ไม่ได้กล่าวสิ่ง
ใดต่อ ความเป็นจริงเหล่าปีศาจทั้งหลายต่างรู้สึก
สับสนและไร้หนทาง ถึงแม้ว่าพวกมันจะแข็งแกร่ง
ขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกมันก็ไม่รู้ว่า การฝึกฝนจนก้าวไป
ถึงจุดสูงสุด พวกมันจะทำไปเพื่ออะไร จะเป็นเฉก
เช่นผู้ฝึกตน ที่มาจนถึงสุดทางแล้วได้ครองฟั้า
สวรรค์ กลายเป็นเหมือนกับเซียน หรือว่า……..
ท่ามกลางหมู่ปีศาจ ยังไม่มีใครสามารถมองหา
คำตอบได้ ดูเหมือนว่าในประวัติศาสตร์ จะไม่มี
หนังสือบันทึกอันใดเคยบันทึกไว้ อย่างน้อยปีศาจ
ทั่วๆไป หรือปีศาจหนุ่มผู้นี้ ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนกำลังเตรียมความ
พร้อมที่จะไปหา เฮยซาน กุ่ยอี้ และพบว่าบน
ท้องฟั้าทางฝังตะวันตก มีหมอกโลหิตแพร่กระจาย
ออกมาหนึ่งสาย หมอกสายนั้นได้แพร่กระจายไป
อย่างรวดเร็ว
“นั่นจะต้องเป็น เฮยซาน กุ่ยอี้ มันไม่ได้หนีไปไหน
ไกลแต่อยู่ในละแวกนี้ การปรากฏตัวของพวกเรา
จะต้องทำให้มันตกใจแน่นอน” จิ่วอิง เอามือไพล้
หลัง แล้วกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
อู่ วี้ มองเห็นว่าท่ามกลางหมอกโลหิต มีเงาสีดำ
หนึ่งเงา นั้นจะต้องเป็น เฮยซาน กุ่ยอี้ อย่าง
แน่นอน! และตัวมันเองก็อยู่ในรูปแบบ กายาเทพ
มารเฮยหมิงซาง เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บของ
มันแทบจะฟืนฟูจนหมดแล้ว
“มันยังไม่ได้ไปไหนไกล กล่าวให้ชัดเจนก็คือมันใช้
เวลาส่วนใหญ่ทำการฟืนฟูและรักษาตัวเอง แล้ว
จึงค่อยหลบหนีไป ด้วยวิธีเช่นนี้ ขุมกำลังอื่น
ในตอนนี้สมควรที่จะยังปลอดภัย” ด้วยข้อสรุปนี้
อารมณ์ของ อู่ อวี้ จึงดีขึ้นเล็กน้อย
แน่นอนว่า ความเกลียดชังและความตั้งใจที่จะ
สังหาร เฮยซาน กุ่ยอี้ ดูเหมือนว่าจะมากกว่าเดิม
หลายเท่าตัว จนเกือบจะเทียบเท่าได้กับ ซ่างเซียน
ฮ่าวเทียน เลยก็ว่าได้
“เจ้าเด็กน้อยสองคน ช่างน่ารำคาญจริงๆ! บังอาจ
มาทำลายค่ายกลดับวิญญาณของข้า!”
ไม่คาดคิดว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ จะโกรธอย่างมาก
พร้อมสาปแช่งกลับมาจนตัวสั่นเทา
อู่ อวี้ เข้าใจว่า แท้จริงแล้วการที่เขาพุ่งขึ้นมาจาก
ใต้พิภพ เปลี่ยนพื้นที่รอบข้างให้พังพินาศ ที่แท้
มันสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมของค่ายกล
วิญญาณดับสูญได้ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มัน
น่าจะเกี่ยวกับการทำลาย พรรควายุอัสนี ให้
กลายเป็นสิ้นซากอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่า ในเวลาสั้นๆ เฮยซาน กุ่ยอี้ ไม่
สามารถที่จะสร้างค่ายกลวิญญาณดับสูญต่อไปได้
ในตอนนี้ การต่อสู้ตัดสินเป็นตายกำลังจะเริ่มขึ้น
อู่ อวี้ และ จิ่วอิง มองหน้ากันและกัน จิ่วอิงพยัก
หน้าให้เขา ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนเพิ่งจะพาน
พบกัน แต่กลับสามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้เป็น
อย่างดี ในเวลานี้ จิ่วอิง ได้กลายร่างไปอยู่ในรูป
แบบเดิม หนึ่งหัวของอสุรกายยักษ์ บดบังอยู่เบื้อง
หน้า อู่ อวี้ หัวทั้งเก้าอันแสนดุร้าย เปียมด้วยพลัง
อำนาจของภัยพิบัติทั้งเก้าได้กวาดขยายออกมา
ทำให้รอบด้านกลายเป็นมืดครึ้มลง พลังอันดุร้าย
ของอสุรกายนี้ พุ่งเข้าไปยังทะเลโลหิตของ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ซึ่งพลังของทั้งสองนั้นหากดูจากตาเปล่า
แล้วไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะสามารถออกมาจากพื้นดินใต้
พิภพได้ นึกว่าจะกลายเป็นภูตผีเฝั้าถิ่นไปเสียแล้ว
โชคดีที่ข้าได้ดื่มเลือดของพวกคนในพรรควายุอัสนี
จนการฟืนฟูเกือบจะสมบูรณ์ ครั้งนี้ข้าจะต้อง
จัดการพวกเจ้าให้ได้เสียแล้ว การที่พวกเจ้ายังหลุด
รอดไปได้หลายครั้งเช่นนี้ มันจะทำให้ข้าต้องเสีย
เรื่อง!” ปากบนหัวทั้งสองของ เฮยซาน กุ่ยอี้ ร้อง
คำรามออกมา ชั่วพริบตาพลันพุ่งไปหา อู่ อวี้ กับ
จิ่วอิง อย่างรวดเร็ว บนแขนทั้งหกข้างปรากฏเป็น
ธงสีดำหกผืน มันโบกสะบัดไปมา ทันใดนั้นเปลว
เพลิงสีดำทมิฬก็ลุกท่วมอย่างรุนแรง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ