กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 276 การตอสูของอสุรกายยักษ
ตูม ตูม ตูม!
หมอกโลหิตบนท้องฟั้าม้วนตลบ ภายในหมอก
โลหิต เฮยซาน กุ่ยอี้ โบกสะบัดธงสีดำไปมา ทันใด
นั้นเพลิงทมิฬได้ปะทุออกมา เปลวเพลิงเปลี่ยน
รูปแบบกลายเป็นอสรพิษเพลิงขนาดยักษ์ จำนวน
หลายร้อยตัว ภายในหมอกเลือดที่กำลังหมุนวนอยู่
มีสายตาที่เสมือนกับเสือกำลังจ้องมองไปยัง อู่ อวี้
และ จิ่วอิง เฉกเช่นเหยื่ออันโอชะ
ที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ สังหาร เหอ เต้าจื่อ ไป มันทำให้
เขาโกรธเป็นอย่างยิ่ง ในใจจึงต้องการที่จะสังหาร
มันลงไปให้ได้ บวกกับที่เขาฟืนฟูร่างกายขึ้น
มาแล้ว ทำให้อำนาจที่สำแดงออกมาของ อู่ อวี้ ใน
ยามนี้ กล่าวได้ว่าค่อนข้างน่ากลัวจนสันหลังเย็น
วูบ
อู่ อวี้ ที่อยู่เบื้องหลัง จิ่วอิง ได้แปรเปลี่ยน
กลายเป็นวานรยักษ์ มือทั้งสองข้างจับเสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร เขาปิดตาลงอย่างสงบเยือกเย็น
เมื่อเขายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ ต้องไม่ต้องกล่าวสิ่งใด
ออกมา จิ่วอิง ก็รู้ได้ทันทีว่าตนจะต้องให้ความ
ร่วมมืออย่างไร เพื่อให้จบการต่อสู้ในครั้งนี้
ตูม!
จิ่วอิง สะบัดปีกขนาดยักษ์ บินขึ้นไป ในเวลานั้น
แผ่นดินสะท้านภูเขาสะเทือน
อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่บนด้านหลังของ จิ่วอิง ทั้งสองพลัน
ขึ้นทะยานสู่ท้องฟั้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง จิ่วอิง
ไปเผชิญหน้ากับ เฮยซาน กุ่ยอี้
ฟิว!
ในเวลานี้ หมอกโลหิตที่อยู่ด้านหลังของ เฮยซาน
กุ่ยอี้ เต็มไปด้วยอสรพิษเพลิงขนาดยักษ์จำนวน
มาก เพลิงเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็น ‘วิญญาณทมิฬ
กลืนกินเพลิง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาของ เฮย
ซาน กุ่ยอี้
ความเร็วของทั้งสองคนนั้นเร็วมาก พุ่งมา
เผชิญหน้ากันท่ามกลางท้องนภาอันว่างเปล่า
สามารถเห็นได้ว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ นั้นมองลงมายัง
พวกเขาด้วยสายตาอันดูถูก พร้อมแสดงสีหน้า
เยาะเย้ยออกมา ครั้งที่แล้วพวกเขาร่วมมือกัน
ทำลายค่ายกลวิญญาณดับสูญขนาดเล็ก ความจริง
แล้วมันได้ประมาท อู่ อวี้ ไปหน่อยเพียงเท่านั้น ซึ่ง
ยามนี้พวกเขาทั้งสองกลับยังมาเผชิญหน้าตรงๆ
เช่นนี้อีก เฮยซาน กุ่ยอี้ จึงคิดว่าพวกมันวางแผน
เช่นใดมา หรือว่าจะวางแผนกันเอาไว้?
“ช่างมัน เจ้าเด็กน้อยที่มัวหลบซ่อนอยู่ข้างหลัง
เพื่อรอคอยที่จะซุ่มโจมตี ตัวข้าจะส่งเจ้าไปโลก
หน้าก่อนเพื่อนเลยก็แล้วกัน” เฮยซาน กุ่ยอี้ พลัน
หัวเราะออกด้วยเสียงเย็นยะเยือก
มันไม่รู้ว่าผู้เยาว์ทั้งสองคนนี้ เกลียดชังและรังเกียจ
มันขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิ่วอิง มันรู้สึกว่า
ตั้งแต่แรกเกิด มันได้เลือกให้ เฮยซาน กุ่ยอี้ เป็นคน
แรกที่มันจะทำการสังหาร!
ผู้ฝึกตนนอกรีต สมควรตาย!
การปะทะกันอย่างรุนแรง อาจจะเกิดขึ้นได้ทุก
ชั่วขณะ!
สิ่งที่ จิ่วอิง ทำนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างมาก แก่นพลัง
ชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของมันได้เล็งเปั้าไปที่ เฮยซาน กุ่ยอี้
หัวทั้งเก้าเกิดการเปลี่ยนแปลง พันเกลียวกันไปมา
สายตาทั้งสิบแปดดวง สายเลือดสิบแปดชนิดที่มา
จากสัญลักษณ์โบราณ ค่อยๆก่อตัวขึ้น ภายในชั่ว
พริบตา อำนาจของห้วงวังวนวิบัติหมุนวนไปมา
อย่างบ้าคลั่ง รวบรวมไว้ ณ จุดศูนย์กลาง แน่นอน
ว่ามันคือห้วงวังวนวิบัติ!
ห้วงวังวนวิบัติในครั้งนี้ได้เตรียมพร้อมอย่างเต็ม
ประสิทธิภาพ ดังนั้นมันจึงขยายขนาดใหญ่ขึ้น
มากกว่าครั้งที่แล้วถึงสามเท่าตัว! หากมองจาก
พื้นดิน จะเห็นได้ว่าบนท้องฟั้าปรากฏเป็นวังวน
ขนาดใหญ่สีครึ้มขนาดยักษ์ หมุนวนไปมาอย่างบ้า
คลั่ง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ สายฟั้าสีม่วง
เข้ม หมอกสีเขียวเข้มที่แพร่กระจาย พายุสีดำร้อง
คำราม ปะทะปนเปกันอย่างรุนแรง…………
แก่นแท้พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของ จิ่วอิง นั้น ช่างน่า
หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง! อีกทั้งมันยังเป็นสิ่งที่ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ หวาดกลัวอย่างแท้จริง เป็นครั้งที่แล้ว
มันได้โดนห้วงวังวนวิบัติจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ
ส่วนกระบองนั้นของ อู่ อวี้ เป็นสิ่งที่มันคาดไม่ถึง
จนต้องแบ่งสมาธิออกไปเพื่อหลบออก ชั่วพริบตา
นั้นเองจึงทำให้มันต้องถูกห้วงวังวนวิบัติดูดกลืน
เข้าไป
เวลานี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับห้วงวังวนวิบัติ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ไม่ได้หลบหนีออกแต่อย่างใด กลับเข้า
เผชิญหน้ากับมันโดยตรง! ความจริงในใจของมัน
ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง มันรู้ว่า อู่ อวี้ ยังสามารถที่จะ
ลงมือได้ ดังนั้นมันจึงเตรียมตัวอย่างเต็มที่ ที่จะลง
มือจัดการ อู่ อวี้ ให้ได้เสียก่อนแล้วจัดการ จิ่วอิง
ทีหลัง
“เจ้าเด็กหนุ่มเหล่านี้ ช่างโง่เขลาเสียจริง ใช้กล
ยุทธ์เดิมๆ มันจะใช้ได้เป็นครั้งที่สองรึ?” เฮยซาน
กุ่ยอี้ แสยะยิ้มอยู่ในใจ
ในชั่วพริบตา ห้วงวังวนวิบัติถูกใช้ออกขึ้นมาอย่าง
สมบูรณ์ มันฉีกกระชากหมอกโลหิตและอสรพิษ
เปลวเพลิงเป็นจำนวนมาก ขาทั้งสองข้างของ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ เริ่มถูกห้วงวังวนวิบัติกลืนกินเข้าไป ณ
ปัจจุบันนี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะคล้ายคลึงกับ
เหตุการณ์ในครั้งที่แล้ว และปฎิเสธไม่ได้ว่ายามนี้
เฮยซาน กุ่ยอี้ ยังค่อนข้างรู้สึกหวาดกลัวอยู่
เล็กน้อย
“อู่ อวี้”
จิ่วอิง ตะโกนให้สัญญาณ
ในครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี อยู่ที่
เบื้องหลังของ จิ่วอิง เขาได้เปลี่ยนเป็นร่างจำแลง
เซียนวานรเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่ามันแตกต่าง
จากครั้งที่แล้วเล็กน้อย ในครั้งนี้เส้นขนบนร่างของ
เขาเป็นประกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม หากว่าไม่มีเจตนาที่
จะซ่อนพลังเอาไว้ เพียงแค่รูปลักษณ์อย่างเดียวก็
น่าหวาดกลัวมากกว่าเดิมแล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
การส่งเสริมจากเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง อำนาจกาย
เนื้อของเขาในยามนี้ได้ยกระดับขึ้นไปจนถึง
ขอบเขตที่น่ากลัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ
เขา เคล็ดระเบิดพลังคลั่งได้เพิ่มพลังของเขามาก
เก่าเดิมถึงสองเท่าตัว อีกทั้งยังมีการเกื้อหนุนจาก
‘กายาสักการะราชันมณีจันทราพุทธเจ้าทองคำ’ ที่
เป็นเคล็ดวิชาอันน่าสะพรึงกลัวอีก กล่าวตามตรง
ยามนี้กระทั่งตัวเขายังต้องตกตะลึงกับตัวเอง
นี่เป็นความรู้สึกที่เปียมพลังอย่างสุดขีด อู่ อวี้ มี
ความมั่นใจว่าในยามนี้ตนเองจะสามารถที่จะ
กระแทกดวงตะวันที่อยู่บนท้องฟั้าได้!
ในพริบตาที่ จิ่วอิง ได้ให้สัญญาณแก่เขา อู่ อวี้ ก็
ควบคุมเสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ให้พุ่งออกไปในทันที
ในครั้งนี้ เขาได้ใช้ออก เก้าจัตุรัสบดขยี้ทัพ ซึ่งมัน
เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของ อู่ อวี้ ในยามนี้
แล้ว แน่นอนว่าพลังโจมตีของมันนั้นเหนือกว่า
เคล็ดวิชากระบี่ไปมากโขแล้ว
ฟิวว!
อู่ อวี้ พุ่งเข้าไปหาห้วงวังวนวิบัติ หันไปเผชิญหน้า
กับปีศาจยักษ์ที่มีหกแขน ในตอนนี้เมื่อ
เปรียบเทียบกันระหว่างมันกับ อู่ อวี้ เขายังมีขนาด
เล็กกว่ามันมากนัก ถึงแม้จะอยู่ในร่างวานรก็ตาม
ในมือของเขาปรากฎ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ขยาย
ขนาดขึ้น พริบตาเดียวก็สูงมากกว่าสองจั้ง ‘วง
เวทย์เก้าตำหนักมังกร’และ ‘วงเวทย์เก้าจัตุรัสบด
ขยี้ทัพ’ ภายใต้การส่งพลังของแกนกำเนิด ได้โคจร
ไปอย่างบ้างคลั่งอยู่ท่ามกลาง เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร ยามนี้จึงเปรียบเหมือนกับแสงแดดที่ส่องมายัง
ฟั้าดินอันรุ่งโรจน์ ในชั่วเวลาที่แสงส่องลงมา
กระทบยังดวงตา ในช่วงเวลานั้น อู่ อวี้ พยายามที่
จะยับยั้งพลังของตนเองให้ใกล้เคียงกับก่อนหน้านี้
มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อหลอกล่อศัตรู
เฮยซาน กุ่ยอี้ เยาะเย้ยออกมา”เจ้าเด็กน้อย ดู
เหมือนไม่กี่วันก่อนเจ้าจะมีความคืบหน้าขึ้นนิด
หน่อยนะ!”
ในชั่วพริบตานี้ อู่ อวี้ เริ่มทำการโจมตีครั้งสุดท้าย
เฮยซาน กุ่ยอี้ รอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว ตัว
มันที่อยู่ท่ามกลางห้วงวังวนวิบัติ ฉีกยิ้มกว้าง พลัน
เร่งโบกสะบัดธง ทำให้เหล่าอสรพิษเพลิงทมิฬ
หลายร้อยตัวที่ถูกฉีกกระชากไปโดยห้วงวังวนวิบัติ
ได้ทำการรวมตัวกันขึ้นมาใหม่ในช่วงเวลาสั้นๆ
พริบตา วิญญาณทมิฬกลืนกินเพลิงเริ่มที่จะ
กระจายออกมาจากการกักขังของห้วงวังวนวิบัติ
แย่งกัน กระโจนเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างฉับพลัน!
อสรพิษเพลิงนับร้อยตัวที่อยู่บนฟากฟั้า ไม่ว่าจะ
มองยังไง มันก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวาได้
นี่เป็นวิธีการที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ จะใช้ในการสังหาร อู่
อวี้ ให้ตกตายไปเสียก่อน มันรู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องที่
ไร้สาระเสียจริง ที่ อู่ อวี้ ไม่ได้รู้จักการยืดหยุ่นใดๆ
ใช้วิธีการแบบเดิม ทั้งยังนำกลับใช้กับมันถึงสอง
ครั้งสองครา ยามนี้เมื่อรู้ว่าตนจะคว้าชัยได้ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ จึงระเบิดเสียงหัวเราะขึ้น
ชั่วพริบตา อู่ อวี้ และ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ได้มา
กระชั้นชิดมาอยู่ภายใต้คลองจักษุของมัน
ตัวมันรู้สึกประหลาดใจ เพราะสิ่งที่มันได้เห็นก็คือ
ทั้งคู่นั้นยังคงสงบนิ่งอยู่ กระทั่งสายตาของพวกเขา
ยังปรากฎความเยือกเย็นออกมาสายหนึ่ง อีกทั้งยัง
สามารถเห็นจิตสังหารภายในดวงตาของ อู่ อวี้ ได้
อย่างชัดเจน เช่นนี้มันจะไม่สมควรปรากฎความ
กลัวขึ้นมาได้เยี่ยงไร……..
“อ้ากกกก ตาข้า!” เฮยซาน กุ่ยอี้ คาดไม่ถึงว่าใน
ชั่วพริบตาที่จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ดวงตาของตัวมัน
เองได้ถูกเปลวเพลิงสีทองเข้ามาแผดเผา ใน
ระยะเวลาสั้นๆ ลูกตาสี่ข้างของทั้งสองหัว ได้ถูก
แผดเผาไป ภายในเบ้าตาของมัน ลูกตาได้สลาย
หายไป เหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า!
เฮยซาน กุ่ยอี้ รู้สึกหวาดกลัวและเจ็บปวดอย่าง
รุนแรง!
สิ่งที่มันไม่สามารถมองเห็นได้ในตอนนี้ก็คือ หนึ่ง
พลองที่ฟาดลงมาของ อู่ อวี้ ซึ่งได้ปลดปล่อยพลัง
ทั้งหมดนั้น ได้ทำให้เหล่าอสรพิษเพลิงทั้งหลายได้
สลายเหลือไว้เพียงแค่ขี้เถ้า หลังจากที่พลังอันน่า
สะอิดสะเอียนทั้งหมดได้สลายในพริบตา อู่ อวี้ ก็
ยังคงไม่หยุดเพียงเท่านั้น หนึ่งคนหนึ่งพลองได้
ฟาดลงไปที่หัวของ เฮยซาน กุ่ยอี้ อย่างรุนแรง!
ตูม!
เฮยซาน กุ่ยอี้ รับรู้ได้เพียงแค่ความเจ็บปวด แต่
ไม่ได้รู้เลยว่า หัวทั้งสองหัวของมันถูกบดขยี้ไปโดย
แล้ว แม้แต่กายามารเฮยหมิงซาง ก็ยังแตกเป็น
เสี่ยงๆ!
ในวินาทีสุดท้าย มันก็ยังไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดได้
เกิดอะไรขึ้นบ้าง และยังไม่รู้ว่า อู่ อวี้ นั้นได้
เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนถึงได้ปลดปล่อยการ
โจมตีอันแสนรุนแรงเช่นนี้ออกมาได้
หนึ่งการโจมตี ดับทำลายชีวิต
“ไม่!” ความนึกคิดของมันค่อยๆกระจัดกระจาย
หายไป ทำให้ เฮยซาน กุ่ยอี้ เผชิญหน้ากับความ
ตาย
มันได้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ว่ามันทำสิ่งใด
พลาดไปถึงมีจุดจบเช่นนี้ แต่เวลานั้นสั้นเกินไปมัน
จึงไม่สามารถที่จะตระหนักได้ มันจดจำได้เพียงแค่
ว่า อู่ อวี้ ได้แผดเผาดวงตาของตัวมัน หลังจากนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจมันก็คือแววตาที่ไม่แยแสต่อ
สิ่งใด หลังจากนั้นก็มิอาจใช้สติเพื่อระลึกถึงสิ่งใด
ได้อีก
“ข้าตายแล้วสินะ” จิตสำนึกสุดท้าย ก็คือมันรู้ว่า
ตนเองกำลังจมเข้าไปในห้วงวังวนวิบัติ
ผลการต่อสู้ปรากฎ!
อู่ อวี้ ถอนหายใจออกมา เขาทำการลดแขนทั้ง
สองข้างที่รู้สึกเจ็บปวดลง แล้วกลับคืนสู่รูปแบบ
ของมนุษย์ เก็บเสาเก้าจัตุรัสสยบมารกลับเข้าไปใน
ถุงจักรวาล จากนั้นตนที่ใส่เพียงกางเกงเปลือย
ท่อนบนก็ได้บินลงมาจากท้องนภาสู่พื้นดิน ในช่วง
เวลาที่ก้าวไปบนพื้น ทันใดนั้นแผ่นดินเกิดการ
สั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากถึงแม้เขาจะ
เป็นมนุษย์แต่กลับมีร่างกายหนักราวกับอสุรกาย
ยักษ์ที่สูงถึงหนึ่งร้อยจั้ง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟั้าอีกครั้งก็พบ
กับลูกบอลสีเทาขนาดยักษ์กำลังหมุนวนอยู่ สิ่งที่
ปรากฎนั่นก็คือขั้นที่สองของห้วงวังวนวิบัติ
ในตอนนี้ลูกบอลสีเทากำลังหมุนไปอย่างสงบ
ถัดไปเป็น จิ่วอิง ที่ได้แปลงกายไปอยู่ในรูปแบบ
ของมนุษย์ซึ่งมีลูกบอลหมุนวนอยู่รอบกายของมัน
ใช้เวลาเพียงไม่นานลูกบอลสีเทานั้นได้ลดขนาดลง
มาจนเท่ากับฝั่ามือ นี่หมายความว่าแม้แต่ศพของ
เฮยซาน กุ่ยอี้ ก็ไม่มีหลงเหลือแล้ว
เฮยซาน กุ่ยอี้ ได้ตกตายลงอย่างสมบูรณ์
ด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ อู่ อวี้ จึงถอนหายใจออกมา
อย่างโล่งอก สุดท้ายเรื่องราวนี้ก็ได้จบลงเสียที ไม่
คาดคิดว่าการร่วมมือกันของพวกเขา จะสามารถ
จัดการปีศาจที่สังหารผู้คนเป็นผักปลาและบ้าคลั่ง
เช่นนี้ลงได้
ตอนนี้ในใจของเขารู้สึกโหรงเหรงเป็นอย่างยิ่ง มี
คนมากมายได้ตกตายลงไป จึงเป็นธรรมดาที่
จะต้องรู้สึกแย่ ถึงแม้ว่าจะได้รับแต้มความสำเร็จ
มา ดูเหมือนว่าเขาก็จะไม่มีความสุขเท่าใดนัก
เนื่องจากพวก เหอ เต้าจื้อ ที่มาด้วยกันกับเขาต่าง
ตกตายไปทั้งหมด
สาวกขั้นกระบี่ปฐพีห้าคนตกตายไป สำหรับนิกาย
เซียนซูซันแล้ว ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง
เมื่อคิดไปถึงเรื่องของ เหอ เต้าจื้อ อู่ อวี้ ก็ฉุกคิดสิ่ง
หนึ่งขึ้นมาได้ ยามนั้นเขาไม่ได้อยู่ในค่ายกล
วิญญาณดับสูญขนาดเล็ก เช่นนั้นเขาจึงสามารถ
ใช้ยันต์สื่อสารได้ ซึ่งก่อนที่จะออกมาจากค่ายกล
วิญญาณดับสูญขนาดเล็ก เขาและ จิ่วอิง กลับ
รีบเร่งไปที่พรรควายุอัสนีด้วยความร้อนใจ ดังนั้น
ตนจึงไม่ได้ส่งข่าวไปบอกให้กับ เฉิน ซิงหยู๋ แต่
บัดนี้ตอนนี้เรื่องราวต่างๆได้รับการแก้ไขเรียบร้อย
แล้ว และความเป็นจริงนี่ก็ไม่ใช่ฝีมือของปีศาจ อู่
อวี้ รู้สึกว่าตัวเขาควรที่จะรีบอธิบายสาเหตุและ
ผลลัพธ์ต่างๆให้ เฉิน ซิงหยู๋ ฟังเสียแต่เนิ่นๆจะ
ดีกว่า
ทางด้านของนิกายเซียนซูซัน ยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใด
ขึ้น จึงน่าจะยังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
เขาได้นำยันต์สื่อส่ารออกมา เพื่อที่จะกล่าวถึง
แรงจูงใจและพฤติกรรมของ เฮยซาน กุ่ยอี้ ส่วน
การมีส่วนร่วมของ จิ่วอิง เขายังรู้สึกลังเลอยู่
เล็กน้อย ในความเป็นจริง เขากับ จิ่วอิง ได้
เอาชนะ เฮยซาน กุ่ยอี้ ด้วยกัน การที่จะให้คนอื่นๆ
เชื่อว่าเป็นเขาที่ทำมันด้วยตัวเอง จึงไม่ใช่สิ่งที่เขา
รับได้ ส่วน จิ่วอิง เป็นปีศาจ ถ้าหากเขากล่าว
ออกไปว่าตนเองร่วมมือกับปีศาจ มันจะดีหรือไม่?
เขาอาจจะถูกทางนิกายเซียนซูซันลงโทษเอาก็
เป็นได้?
แต่ว่า การโปั้ปดไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง หลังจากที่ทุก
อย่างถูกตรวจพบหลักฐานย่อมปรากฎ ดังนั้น อู่
อวี้ จึงเลือกที่จะบอกความจริง แต่ในคำอธิบาย
เขาจะกล่าวว่าเขาและ จิ่วอิง นั้นร่วมมือกันเพียง
เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น หากกล่าวออกไปเช่นนี้
คาดว่าน่าจะไม่เป็นอะไร
หลังจากที่สถานการณ์ได้คลี่คลายแล้ว เขาก็เขียน
บนยันต์สื่อสารลงไปมากกว่าร้อยคำ ซึ่งเกือบจะถึง
ขีดจำกัดของยันต์สื่อสาร หลังจากนั้น อู่ อวี้ จึงได้
กระตุ้นยันต์สื่อสาร ให้บินกลับไปยังนิกายเซียนซู
ซัน
ในเวลานี้ จิ่วอิง ก็ได้ร่อนลงมา พร้อมกล่าวว่า”ใน
ความเป็นจริงแล้วเป็นเจ้าที่สังหาร เฮยซาน กุ่ย
อี้ ยามที่มันตกลงไปในห้วงวังวนวิบัติ ก็ถือได้ว่า
เป็นจุดจบของมันแล้ว”
อู่ อวี้ จึงตอบกลับไป”ไม่ว่าใครเป็นผู้สังหาร ก็ไม่
สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ ท้ายที่สุดมันได้ตกตายลงไป
แล้ว”
“มันสำคัญ เพราะว่าเจ้าเป็นผู้ที่สังหารมัน ของสิ่ง
นี้จึงควรจะเป็นของเจ้า” ในมือของ จิ่วอิง ปรากฏ
เป็นถุงจักรวาล ซึ่งเป็นของที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ ได้
เหลือเอาไว้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ