กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 277 อสูรกายอันแสนนาสะพรึงกลัว
“ หืม?” อู่ อวี้ ลืมเลือนสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
สำหรับผู้ฝึกตน แต่ละคนจะมีวิธีแลหนทางในการ
แสวงหาเพิ่มพูนสมบัติแตกต่างกันออกไป บางคน
แสวงหาสมบัติล้ำค่าเพื่อเพิ่มพูนความสามารถของ
ตนเอง บางคนแสวงหาสมบัติล้ำค่าที่หลบซ่อนอยู่
ใต้ผืนพิภพ บางคนเลือกที่จะเก็บเกี่ยวทรัพย์สมบัติ
เหล่านี้จากพรรคนิกายของตนเอง แต่หนทางที่จะ
ทำให้ผู้ฝึกตนเหล่านี้ ร่ำรวยเฟืองฟูด้วยสมบัติ
ทรัพยากรอย่างแท้จริงจากด้านนอก นั่นก็คือฉกชิง
ยึดครองจากผู้อื่น
ให้กล่าวก็คือ สังหารแล้วยึดครองสมบัติของผู้ที่ตก
ตายไป
ผู้ฝึกตนหลายต่อหลายคน ต้องถูกสังหารตกตายไป
เพียงเพราะผู้ลงมือสังหาร ต้องการยึดครองทรัพย์
สมบัติของคนผู้นั้น
เมื่อมีผู้ใดตกตาย สมบัติติดกายจะต้องถูกยึดครอง
ตกเป็นของผู้อื่นเสมอ ดังนั้นในโลกของผู้ฝึกตน
หลังจากสังหารศัตรูลงแล้ว การยึดครองสมบัติ
ประจำกายของคนผู้นั้น ถือเป็นเรื่องชอบธรรมแห่ง
สวรรค์และปฐพีนี้
แน่นอนวว่า การเข่นฆ่าผู้คนจนตกตาย เพียงเพื่อ
ยึดครองสมบัติ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี มันคือการ
กระทำที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ฉะนั้นผู้ฝึกตนซึ่งอยู่ใน
หนทางที่ถูกต้อง ย่อมไม่กระทำสิ่งเหล่านี้
อย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเมืองชิงซาง และ
พรรคหยาดคราม มีผู้ฝึกตนล้มตายไปเป็นจำนวน
กว่าหลายพันคน ถึงแม้พวกเขาเหล่านี้จะมีสมบัติ
ติดกายคนละเล็กคนละน้อย หากนำทั้งหมดมา
รวมกันก็จะเป็นสมบัติมากมายมหาศาล แต่เพราะ
พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งต้องตกตายไป
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่อาจหน้าด้านยึดครองสมบัติที่อยู่
บนร่างของพวกเขาได้
แน่นอนแม้ว่าหาก อู่ อวี้ ตัดสินใจจะเก็บมา ก็ไม่ใช่
เรื่องใหญ่โตอันใด เพราะความจริงแล้ว มันก็ไม่
ต่างจากเมื่อครั้งที่เขาไปล่าสมบัติใน สนามรบ
โบราณ ดั่งความจริงที่ว่า สมบัติเหล่านั้นก็ล้วนเป็น
สมบัติของผู้ที่ตกตายไปแล้วทั้งสิ้น สมบัติเหล่านี้ไร้
ประโยชน์กับคนตาย เพราะพวกเขาไม่อาจใช้มัน
ได้อีกต่อไป
เมื่อ จิ่วอิง ยื่นถุงจักรวาลให้แก่เขา อู่ อวี้ จึงโบก
มือแล้วกล่าวขึ้นว่า” เราทั้งสองร่วมลงมือสังหาร
ศัตรู ฉะนั้นเราควรจะแบ่งกัน ข้าไม่อาจ
ครอบครองมันไว้แต่เพียงผู้เดียวได้”
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น จิ่วอิง โยนถุง
จักรวาลลงไปในมือของ อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า” เรา
ทั้งสองเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน ดังนั้นการฝึกฝนบ่ม
เพาะตนย่อมแตกต่างกัน การฝึกฝนบ่มเพาะของ
ข้าไม่เหมือนกับเจ้า สมบัติของผู้ฝึกตนนอกรีต หา
ได้มีประโยชน์สำหรับข้าไม่ เจ้านำมันกลับไปยังเขา
ซูซันเถอะ ข้าคิดว่าของบางส่วนน่าจะนำไป
แลกเปลี่ยนเป็นแต้มความสำเร็จได้ ข้าขอกล่าว
ตามตรงของในนี้หาได้มีประโยชน์กับข้าแม้แต่น้อย
ภายในห้วงทะเลปีศาจอนันต์ สถานะของข้าสูงส่ง
จนเจ้าคาดไม่ถึงเชียวล่ะ ดังนั้นทรัพยากรการฝึก
ตนต่าง ๆ ข้ามีมากอยู่แล้ว ตราบเท่าที่ข้า
ต้องการ”
ประโยคสุดท้ายของ จื่ออิง ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่
เจ็บปวดหัวใจอย่างยิ่ง สำหรับเขาสิ่งของบางอย่าง
ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักต่อสู้ เพื่อที่จะได้
ครอบครองมัน เมื่อเขาได้พบเจอกับผู้มีศักดิ์ฐานะ
สูงสุดอย่าง หนานกง เหว่ย แล จื่ออิง ซึ่งต้องการ
ทรัพยากรมากเท่าใดก็ได้ ซึ่งสมบัติเหล่านี้ไม่อาจ
นำมาเปรียบเทียบได้อย่างสิ้นเชิง …
จิ่วอิง เป็นผู้ที่จิตใจเด็ดเดี่ยว หาก อู่ อวี้ วุ่นวาย
กับตนอีก มันคงโยน อู่ อวี้ ลงพื้นอย่างไม่แยแส ยิ่ง
ไปกว่านั้นมันสังเกตเห็นว่า ศักดิ์ฐานะในซูซันของ
อู่ อวี้ หาได้สูงส่งมากมายแต่ประการใด มิเช่นนั้น
มันคงไม่ต้องมาทำภารกิจให้บรรลุเปั้าหมาย ซึ่งก็
เท่ากับว่าสิ่งของเหล่านี้มีความจำเป็นแก่ อู่ อวี้
อย่างยิ่ง
ดังนั้นมันจึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งหลอกลวงอันใด
ถุงจักรวาลนี้ มีถุงจักรวาลหลายใบอัดแน่นอยู่
ภายใน มีสมบัติสิ่งของแลทรัพยากรอยู่เป็นจำนวน
มาก ท่ามกลางถุงจักรวาลทั้งหมดมีอยู่ 1 ใบ มี
ซากศพจำนวนมากถูกเก็บเอาไว้ ในบรรดาซากศพ
เหล่านั้น มีซากศพของ เหอ เต้าจื้อ กับคนอื่น ๆ
อยู่ภายในนั้นด้วย อู่ อวี้ ได้คัดแยกซากศพแล
สมบัติของพวกเขาออกมา ส่วนถุงจักรวาลของ
เฮยซาน กุ่ยอี้ แลคนอื่น ๆ เขาเก็บมันไว้เป็นของ
ตัวเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เข่นฆ่าชีวิตของผู้คนเป็น
จำนวนมาก อู่ อวี้ จัดเรียงศพของพวกเขาเอาไว้
อย่างเป็นอย่างดี เพื่อรอคนจากซูซันมาถึง
เนื่องจากหนึ่งในพวกเขาได้ถูกกลืนกินไป ฉะนั้น
ซากศพของพวกเขาจึงเหลือเพียงแค่สี่ร่างเท่านั้น
หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง ถึงเวลาแล้วที่จะนำพา
ร่างของพวกเขาทั้งสี่ กลับบ้าน กลับไปยังเขาซูซัน
อีกครั้ง
เมื่อรำลึกถึงวันวานในวังกระบี่ตะวันม่วง พวกเขา
เหล่านี้ยังมองมาที่ อู่ อวี้ อยู่เลย ไม่คาดคิดว่าผู้คน
เหล่านี้จะกลายมาเป็นซากศพไร้ลมหายใจ สิ่ง
เหล่านี้ล้วนเป็นโชคชะตาที่พวกเขาต้องประสบพบ
เจอ โชคชะตาเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ โชคชะตา
คือสิ่งที่ไม่แน่นอนอย่างแท้จริง
ส่วนถุงจักรวาลใบอื่น ๆ อู่ อวี้ เพียงแค่พลิกดู
อย่างผิวเผินเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้มันก็เพียง
พอที่จะทำให้หัวใจของเขานั้นเต้นถี่รัวไปด้วย
ความตื่นเต้น เขาคิดว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ ช่างน่ากลัว
ยิ่งนัก มันเข่นฆ่าสังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมาก
เท่าใดไม่อาจนับได้ อีกทั้งมันยังไม่มีที่พำนักเป็น
หลักแหล่ง จึงคาดเดาได้ว่ามันจะต้องพกพาสมบัติ
ทั้งหมดติดตัวไว้ตลอดเวลา
สมบัติสิ่งเหล่านี้ ต่างเบียดเสียดยัดเยียดปนเปอยู่
ภายในถุงจักรวาล ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็น
สิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในเวลานี้
สรุปสิ่งที่เห็นได้คร่าว ๆ ดูเหมือนว่าจะมีศาสตรา
เต๋าอยู่มากมาย ซึ่งมีกระบี่ของ เหอ เต้าจื้อ รวมถึง
ของคนอื่น ๆ อยู่ในนั้นด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเคล็ด
วิชาเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต เนื่องจากว่า เฮยซาน
กุ่ยอี้ หมกมุ่นอยู่กับค่ายกลวงเวทย์ ดังนั้นจึงเห็น
บันทึกโบราณปะปนอยู่ภายในเคล็ดวิชาเต๋าเหล่านี้
หลายเล่ม ถึงแม้จะมีคัมภีร์อยู่หลายเล่มก็จริง แต่
บันทึกค่ายกลวงเวทย์ส่วนใหญ่ที่มี ล้วนเป็นสาย
มารชั่วร้าย ซึ่งไม่เหมาะกับ อู่ อวี้
นอกจากนี้ก็ยังมี วิญญาณเซียนแทบทุกชนิด、
ยันต์เครื่องราง、แลสมบัติอื่น ๆ อีกเป็นจำนวน
มาก สำหรับวิญญาณเซียน มีหลายชิ้นที่มีเส้น
วิญญาณเซียน 3 เส้นวิญญาณ
ถึงแม้ว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ จะไม่เชี่ยวชาญในเรื่องการ
กลั่นสกัดปรุงโอสถ แต่ภายในถุงจักรวาลของมันก็
ยังมี เม็ดยาสร้างแกนนภา มากกว่าสามพันเม็ด ซึ่ง
เทียบเท่ากับสามพันแต้มความสำเร็จ ซึ่งคาดได้ว่า
บางส่วนน่าจะเป็นของ เหอ เต้าจื้อ กับพรรคพวก
ของเขา แต่บัดนี้ส่วนของพวกเขาได้ผสมปนเปกับ
ของคนอื่น ๆ ไปหมดแล้ว อู่ อวี้ จึงไม่อาจแยกแยะ
ได้ว่าเม็ดไหนเป็นของพวกเขากันแน่ มันจึงไม่ใช่
เรื่องง่ายเลยที่จะคัดแยกออกมา
เห็นได้ชัดว่า เฮยซาน กุ่ยอี้ ผู้นี้สังหารผู้คนเพื่อแย่ง
ชิงสมบัติอย่างแท้จริง การที่มันไม่แยแสถุงจักรวาล
ของผู้ฝึกตนจากเมืองชิงซาง เป็นเพราะไร้ค่าใน
สายตาของมัน ด้วยเหตุนี้มันจึงเกียจคร้านที่จะ
เสียเวลาเก็บรวบรวมของไร้ค่า
การที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ ครอบครอง เม็ดยาสร้างแกน
นภามากกว่าสามพันเม็ดอยู่นี้ เกรงว่ามันอาจจะมั่ง
คั่งเสียยิ่งกว่า ไปั๋หลี่ เฟยหง แต่ก็คงจะไม่มากนัก
เพราะยังไงแล้วการฝึกฝนบำเพ็ญตนในแต่ละวัน
ตามกิจวัตร อีกทั้งยังมีการจับจ่ายใช้สอย
ศาสตราวุติ และอื่นๆ ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ร่ำ
ไป
การครอบครอง เม็ดยาสร้างแกนนภา มากกว่า
สามพันเม็ดนี้ ถือเป็นบุญหล่นทับอย่างใหญ่หลวง
เพราะมันจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลน
ในด้านความมั่งคั่งทางการเงินเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง
ผลตอบแทนจากการทำธุรกิจบรรลุเปั้าหมาย มันก็
สามารถทำให้ อู่ อวี้ มีแต้มความสำเร็จกว่าห้าร้อย
ก็ถือว่ามากโขแล้ว
เนื่องจาก เฮยซาน กุ่ยอี้ มักวางค่ายกลเวทย์อยู่
บ่อยครั้ง จึงต้องบริโภคเม็ดยาสร้างแกนนภาอย่าง
มหาศาล ฉะนั้นการที่ยังเหลือ เม็ดสร้างแกนนภา
มากกว่าวสามพันเม็ดพกติดกาย สำหรับ อู่ อวี้
แล้ว ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาอย่างจึงดูสงบสุขุมเป็นอย่างมาก อัน
เนื่องจากว่าพวกเขาเป็นสาวกของเขาซูซัน ซึ่ง
ตามกฎระเบียบแล้วหากคนในนิกายเดียวกันต้อง
ตกตายไป คาดว่าจำเป็นต้องมี ข้าวของทรัพย์
สมบัติส่วนตัวถูกส่งกลับไปยังซูซัน
เขาไม่ได้ตรวจสอบทรัพย์สมบัติของ เฮยซาน กุ่ยอี้
มากนัก เนื่องจากตระหนักดีว่า ถึงเวลาที่ต้องกล่าว
คำอำลากับ จิ่วอิง แล้ว
เนื่องมาจากคนของซูซันจะมาถึงที่นี่ในอีกไม่ช้า
ฉะนั้นจึงไม่เป็นการปลอดภัยหาก จิ่วอิง ยังคงอยู่
ที่นี่
จิ่วอิง เม้มริมฝีปากแล้วกล่าวว่า” เห็นทีข้าคง
จะต้องไปก่อน อู่ อวี้ บนโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่ง
นัก มีผู้คนมากมายแลสิ่งมีชีวิตมากมายนับล้าน
ๆ แต่โชคชะตากลับชักนำทางให้ข้ามาพบพานกับ
เจ้า อีกทั้งข้ากับเจ้ายังถูกชะตากันอย่างยิ่ง คงไม่
อาจปฏิเสธได้ว่ามันเป็นโชคชะตาอย่างแท้จริง แต่
ในตอนนี้ข้าคงจะต้องจากลาไปก่อน หวังว่าในภาย
ภาคหน้าจะมีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้งนะสหาย”
อู่ อวี้ ตอบกลับไปว่า” อนาคตข้างหน้ายังอีกยาว
ไกลนัก ตราบใดชีวิตยังไม่หาไม่ ข้ากับเจ้าย่อมมี
โอกาสพบพานกันอีกครั้ง แล้วข้าเองก็หวังอย่างยิ่ง
ว่า เมื่อเวลานั้นมาถึงเราทั้งสองจะไม่ใช่ศัตรูกัน”
จิ่วอิงยิ้ม เนื่องจากเขานั้นล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าพวก
เขาทั้งสองนั้นต่างเผ่าพันธุ์กัน หนึ่งเป็นมนุษย์ อีก
หนึ่งเป็นปีศาจ ซึ่งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีความเคียด
แค้นบาดหมางฝังลึก อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือ
ปฏิเสธได้
“ วางใจได้ ข้าจะไม่สังหารเจ้า ข้า จิ่วอิง ไม่เคยทำ
เช่นนั้นกับสหายของข้า” เขากล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ
ผ่อนคลาย
“ ข้าเองก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้” ในเมื่ออีกฝั่าย
ตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาดเช่นนี้แล้ว อู่ อวี้ จึงไม่
เกรงกลัวที่จะมุ่งมั่นเด็ดขาดเช่นกัน ต่อให้อนาคต
ภายภาคหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายเพียงใด
แต่เขาก็หาได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
จิ่วอิง กล่าวว่า” อันที่จริง ข้าคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์
ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ภายภาคหน้าเจ้าคงมีชื่อเสียง
เลื่องลือ กลายเป็นผู้โดดเด่นทรงอิทธิพลแห่งยุค
สมัย เป็นยอดยุทธหนึ่งในใต้หล้า แต่ตัวข้า จิ่วอิง
ก็จะไม่ยอมด้อยกว่าเจ้า เอาล่ะ… คงถึงโอกาสที่ดี
ในการอำลา แม้ข้าจะยังไม่อยากกล่าวลาก็ตามที”
ในชีวิตของคนผู้หนึ่ง ยากยิ่งนักที่จะมีสหายสนิท
ไว้วางใจกันได้
“ ขออำลา” อู่ อวี้ ผสานมือโค้งตัวลงเล็ก พร้อม
กับส่งรอยยิ้มบาง ๆ ในยามนี้ตะวันกำลังรวมตกลง
สู่พื้นดิน แสงเงาประกายส่องเจิดจ้าฉาบอาบไล้ลง
บนร่างของคนทั้งสอง ทำให้เงาของพวกเขายืด
ขยายออก ทอดยาวอยู่บนผืนปฐพี
เนื่องจากพวกเขาคือวุ่ยหนุ่มเลือดร้อน อีกทั้งยังมี
หัวใจที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ผู้ใดจะไปล่วงรู้ได้ว่า
ในอนาคตภายภาคหน้าพวกเขาจะต้องพบเจอกับ
ความทุกข์ยากลำบากอย่างสุดแสนสาหัส อย่างไม่
ตั้งใจ? ฉะนั้นคำมั่นสัญญาในวันนี้ของพวกเขาทั้ง
สอง จึงเกรงว่าจะมาถึงเร็วกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้
จิ่วอิง หันหลังลาจากไปแล้ว แต่ อู่ อวี้ ยังคงยืน
มองส่งเขา
หลังจาก จิ่วอิง จากไป เขายังคงครุ่นคิดถึง
เรื่องราวต่าง ๆ ลำพังอยู่ที่นี่ เพื่อรอคอยคนของซู
ซันมาถึง เขาจึงวางแผนไว้ว่าจะกลับไปพร้อมกับ
คนของซูซัน หลังจากกลับไปแล้วเขาก็คิดจะดื่มดำ
กับเม็ดยาสร้างแกนนภากองโตเหล่านี้ ด้วยการนำ
มันมาฝึกตนบ่มเพาะ เพื่อให้ตนเองได้เข้าสู่ระดับ
สร้างแกนนภา ขั้นที่ 4
เมื่อถึงเวลานั้น ความแข็งแกร่งของเขาก็จะทวีเพิ่ม
มากขึ้น
“ ในยามนี้ข้าล่วงรู้อย่างลึกซึ้งมาว่า พลังของฉี
เทียนต้าเซิ่นนั้นน่าหวั่นเกรงมากเพียงใด ด้วยเคล็ด
วิชามากมาย และมรดกที่ข้าได้รับมาจากต้าเซิ่น
มันทำให้ข้ามีความแข็งแกร่งมาจนถึงขนาดนี้ได้…”
สำหรับ อู่ อวี้ อนาคตภายภาคหน้าช่างเปียมล้นไป
ด้วยความคาดหวัง เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ สร้างแกน
นภา ขั้นที่ 5 สิ่งแรกที่เขาจะกระทำคือการปลูกฝัง
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ เพราะมันคือสิ่งที่เขาตั้งหน้า
ตั้งตารอคอยอย่างที่สุด!
แต่ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะ อู่ อวี้
กำลังครุ่นคิดเรื่องฟุั้งซ่านเรื่อยเปือยอยู่นั้น
เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ที่แน่ ๆ ในเวลานี้เขา
รู้สึกติดขัดหายใจไม่ออก เขารู้สึกร่างกายอ่อน
ระโหยโรยแรงอย่างฉับพลัน ราวกับว่าเขากำลัง
อยู่ในสถานที่ที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง มันคือวิกฤต
ร้ายแรงอย่างแท้จริง
“อู่ อวี้!” จิ่วอิง หันหลับมาพร้อมกับร้องตะโกนดัง
กึกก้อง ใบหน้าของเขาดูตื่นตระหนกซีดเผือดด้วย
ความหวาดกลัว จากนั้นเขาก็ตะเบ็งเสียงตะโกน
ขึ้นว่า” รีบหนีไป!”
ด้วยสถานการณ์เพียงชั่วแล่นนี้ ทำให้ อู่ อวี้ ไม่ทัน
ได้มีโอกาสตอบสนองใด ๆ ปฏิกิริยาตอบสนองของ
เขายังคงช้ากว่าความคิด เขายังคงมึนงงเนื่องจาก
ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอันใดขึ้น เขามองไปยัง จิ่วอิง ด้วย
ท่าทางตกตะลึงพรึงเพริด ในยามนี้ จิ่วอิง มีท่าทาง
หวาดกลัวอย่างยิ่ง ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ จิ่วอิง
ต้องเผชิญหน้ากับ เฮยซาน กุ่ยอี้ มันยังไม่ได้แสดง
ท่าทีหวาดกลัวหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
ณ ช่วงเวลานี้ ท้องฟั้ากลับกลายเป็นมืดทะมึนครึ้ม
ไปในชั่วพริบตา
ถึงแม้ในช่วงเวลานี้ดวงตะวันกำลังใกล้โรยราร่วงสู่
ดิน ทว่าก่อนความมืดมิดจะมาเยี่ยมเยียน ยังคง
ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วยาม ความมืดทมิฬดำ
สนิทนี้เฉกเช่นดั่งผืนแผ่นฟั้ากั้นกลางระหว่าง
สวรรค์แลปฐพี การปกคลุมนี้ราวกับฝาหม้อสีดำ
ไร้ซึ่งแสงสว่างใด ๆ ปรากฏเล็ดลอดออกมาให้เห็น
ได้แม้แต่เสี้ยวละอองธุลี แม้แต่ละอองแสงสีทองซึ่ง
อาบไล้อยู่บนร่างของ อู่ อวี้ ยังคงถูกบดบังมืดสลัว
จางลง
จิ่วอิง มองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยสายตาห่วงกังวล
อย่างยิ่ง แต่มันก็สังเกตเห็นว่า อู่ อวี้ หาได้ขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวตัวแม้แต่น้อย สีหน้าของเขา
ยังคงดูสงบเยือกเย็น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ณ ตอนนี้ อู่ อวี้ ตระหนักได้ว่า ตัวเขาไม่อาจขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหนได้
ไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดเมื่อสักครู่เขาจึง
สัมผัสได้ถึงวิกฤติอันตรายที่พวยพุ่งเข้ามาเพียงชั่ว
แล่น ยามนี้เขาตระหนักแล้วว่าสิ่งนั้น มันทำให้เขา
ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ เฉกเช่นเดียวกับ จิ่
วอิง ร่างของเขาแน่นิ่งอยู่กับที่ ซึ่งไม่ได้เกิดจาก
เคล็ดตรึงกายของเขา นอกจากพวกเขาทั้งสองยังมี
ใครบางคนอยู่ที่นี่ คนผู้นี้จะต้องฝีมือล้ำเลิศ
เหนือกว่าพวกเขาทั้งสอง จนพวกเขาไม่อาจสัมผัส
ได้ถึงการคงอยู่ของคนผู้นี้
“ อู่ อวี้ เราเสร็จแล้ว มีใครบางคนอยู่ที่นี่ที่ทั้งยังมี
ฝีมือเหนือกว่าเจ้า ความสามารถของคนผู้นี้เกือบ
เทียบเท่ากับข้าเมื่อยามที่ข้ารุ่งโรจน์” หมิงซวง
กล่าวว่ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสลดหดหู่
เมื่อเสียงของมันเงียบลง อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่า
ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหลังของ จิ่วอิง ได้
ปรากฏเงาทะมึนขนาดใหญ่ขึ้น เงาทมิฬขนาดยักษ์
นี้แผ่ขยายจากท้องนภาปกคลุมไปทั่วทั้งผืนปฐพี
มันมีความยาวอย่างน้อย ๆ หนึ่งพันจั้ง ลักษณะ
รูปร่างดูคดเคี้ยวราวกับอสรพิษ อย่างไรก็ตามร่าง
ของมันดูคลุมเครือไม่ชัดเจน สิ่งเดียวที่สามารถ
มองเห็นได้ก็คือ ดวงตะวันสีเขียวมรกตสองดวง
อย่างไรก็ตามไม่มีแสงส่องสว่างออกมาจากดวง
ตะวันสองดวงนี้ ทั่วทั้งสวรรค์แลปฐพียังคงมืดสนิท
เหมือนเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ตระหนักดีว่า นั่นไม่ใช่ดวง
ตะวัน แต่เป็นดวงตาของอสูรกายขนาดยักษ์ที่
ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
ชั่วอึดใจนั้น อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ก็แทบจะเคลื่อนไหว
ในเวลาเดียวกัน พวกเขาถูกพลังอำนาจ ๆ ที่มอง
ไม่เห็นเข้าครอบงำ จากนั้นก็ถูกดึงดูดให้ลอยขึ้นไป
บนท้องนภา ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็พบว่าตัวเขากับ
จิ่วอิง ถูกห่อหุ้มปกคลุมไว้ด้วยบอลแสงสีเขียว
มรกต บอลแสงนี้มี จิ่วอิง เป็นจุดศูนย์กลาง แต่มัน
ได้ห่อหุ้มร่างของ อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เข้าไปด้วย
อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ได้ ทั้งยังถูกดึงดูดให้เข้าไปยังใจกลางของดวง
ตะวันทั้งสองดวง ถ้า อู่ อวี้ คาดเดาได้ถูกต้อง ใจ
กลางนั้นน่าจะเป็นตำแหน่งปากของ ‘อสูรกาย’ ตน
นี้
เมื่อ อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้ ก่อนที่เขาจะไป
ปรากฏอยู่เบื้องหน้าดวงตาของมัน ซึ่งดูราวกับ
ทะเลสาบสีเขียวมรกตอันกว้างใหญ่ มันพลัง
อำนาจอันหนาวเย็นซึ่งสั่นสะเทือนไปถึงจิต
วิญญาณ อู่ อวี้ ไม่กล้ามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น
และในช่วงเวลานี้เอง บอลแสงที่มีร่างของเขากับ
จิ่วอิง อยู่ภายในก็ถูกกลืนกลินเข้าไปโดยอสูรกาย
ตนนี้ พวกเขาลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้
สิ้นสุด จนกระทั่งยามนี้ พลังอำนาจที่กดทับมาบน
ร่างกายของพวกเราก็จางหายไป ส่งผลให้
ความสามารถในการเคลื่อนไหวและพลังฟืน
คืนกลับมา แต่ทว่าบอลแสงนี้ ได้จำกัดพื้นที่การ
เคลื่อนไหวของพวกเขาเอาไว้ เห็นได้อย่างชัดเจน
ว่า ต่อให้พวกเขาทุ่มเทพลังโจมตีลงไปมากเพียงใด
ก็ไม่มีทางฝั่าออกไปจากบอลแสงนี้ได้
จิ่วอิง หวั่นวิตกอย่างยิ่ง มันรีบหันหน้าไปทางด้าน
นอก พร้อมกับร้องตะโกนขึ้นมาว่า”อาปา! ท่าน
กลืนสหายของข้าเข้ามาด้วย! ท่านจะพาข้ากลับไป
ก็ช่าง แต่ปล่อยสหายของข้าออกไปก่อน!”
แต่ทว่าอีกฝั่ายหาได้ตอบโต้กลับมาแม้แต่น้อย
“ อาปา! บัดซบ! ไม่มีสมองรึยังไงกัน!” ใบหน้า
ของ จิ่วอิง มีโทสะจนหน้าแดงก่ำ หลังจากบอล
แสงกระจัดกระจายหายไป เขาก็หันมามอง อู่ อวี้
อย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยความรู้สึก
ผิดว่า”ข้าต้องขออภัยด้วย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นี้ เกรงว่าข้าจะทำให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายแล้ว
…”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ