กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 284 อายุยืนยาว
ในตอนนี้เขาต้องการที่จะทะลวงเข้าสู่ มหาวิถี
สร้างแกนนภาระดับที่ห้า แต่เนื่องจากเขายังคงมี
เวลาอีกมาก อู่ อวี้ จึงได้อุทิศทุกสิ่งอย่างใน
การศึกษาด้านของอักขระเวทย์
ในการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เขาได้ค้นพบว่าตนเองนั้น
มีลุ่มหลงในด้านนี้ มากกว่าที่เขาจิตนาการเสียอีก
มันทำให้เขาได้เข้าใจว่าในชีวิตของการฝึกตนวิถี
เต๋า ไม่ได้มีเพียงแค่ฝึกตนและการต่อสู้เท่านั้น อีก
ทั้งยังจำเป็นต้องการพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งหมดก็
เพื่อทำให้ได้รับการรู้แจ้งในตนเอง และมุ่งเข้าสู่
เส้นทางการเป็นเซียนอมตะ
“บนเส้นทางของการฝึกตนเป็นเซียนอมตะ ความ
ใจร้อนถือเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรง ถึงแม้ว่าตัวข้าจะ
ถูกกักขังอยู่ในอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศแห่งนี้ แต่
กระนั้นข้าก็จำต้องสงบสติอารมณ์ นี่คือวิธีที่จะทำ
ให้ข้ากลับไปนิกายเซียนซูซันได้เร็วที่สุด”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดได้ถึงเหตุผลข้อนี้ แม้ไม่รู้ว่ามันจะถูก
หรือผิด แต่มันก็ได้บังเกิดความแน่วแน่ขึ้นในจิตใจ
ของเขาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มีสิ่งที่จะมา
สั่นคลอนจิตใจของเขาได้
“ยันต์บอลเพลิง” เป็นสัญลักษณ์เวทระดับเริ่มต้น
ยันต์ที่วาดออกมานี้สำหรับ อู่ อวี้ แล้วถือได้ว่า
แทบจะไม่สามารถทำอันตรายใดๆได้เลย แต่ก็
เพียงพอที่จะเอาชนะปรมาจารย์ชั้นฟั้าระดับสิบ
ของอาณาจักรมนุษย์ธรรมดาได้เลยทีเดียว
“ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น หากปรารถนาที่
จะก้าวไปสู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นจะต้องเริ่มก้าว
บนเส้นทางที่เล็กและแคบเสียก่อน”
แผ่นยันต์กระดาษที่ เฮยซาน กุ่ยอี้ หลงเหลือเอาไว้
ให้ค่อนข้างจะมีจำนวนเยอะมาก แผ่นยันต์
กระดาษส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการวาดอักขระเวทย์
บอลเพลิง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถือเป็นการ
ฟุั่มเฟือยมาก
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ในตอนนี้มั่งคั่งอย่างยิ่ง จึง
ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เมื่ออ่าน ตำราบัญญัติวงเวทย์
พื้นฐาน จนทำความเข้าในบางส่วนของอักขระ
เวทย์ได้แล้ว เขาจึงเริ่มต้นในการครุ่นคิดถึงยันต์
บอลเพลิง อย่างแรกจะต้องศึกษาถึงรายละเอียด
ลำดับการวาดเป็นอย่างดี เพื่อให้ไหลลื่นเหมือนกับ
น้ำที่ไหลไม่ขาดสาย แม้แต่จุดที่จะก่อให้เกิดความ
ผิดพลาดได้ง่าย เขาก็จะต้องรู้มันทั้งหมดอย่างแจ่ม
แจ้ง
หลังจากนั้น เขาจึงหยิบแผ่นยันต์กระดาษออกมา
ควบแน่นพลังจากแกนกำเนิดมารวมกันที่นิ้วมือ
ของเขา ให้กลายเป็น ‘พู่กันวงเวทย์’ แท่งหนึ่ง
แล้วเริ่มต้นการวาดอักขระ ในขั้นตอนการวาด
อักขระ ความจริงแล้วมันก็คือขั้นตอนที่เหมือนกับ
ใช้เคล็ดวิชาเต๋าอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เหมือนกับการ
ใช้เคล็ดวิชาเต๋าในการต่อสู้
ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาพร้อมจัดเลียงตามลำดับการ
วาดอย่างแม่นยำ เมื่อบรรลุถึงจุดที่สมดุลแล้ว จึง
ปรากฎเป็น สัญลักษณ์เวทย์ ขึ้น
วงเวทย์ นั้นมีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับ
เครื่องจักรชนิดหนึ่ง หากฟันเฟือนใดเกิดผิดพลาด
ขึ้น เครื่องจักรจะหยุดชะงักในทันที
อู่ อวี้ กำลังรวบรวมสมาธิมุ่งมั่นอย่างใจจดใจจ่อ
จ้องไปยังกระดาษยันต์และพู่กันอักขระเวทย์ที่อยู่
ในมือ การที่จะวาดอักขระเวทย์จำเป็นจะต้องใช้
สมาธิสูงล้ำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านของการควบคุม
แกนกำเนิดก็จำเป็นที่จะต้องอยู่ในขีดจำกัดสูงสุด
มากเสียยิ่งกว่าการปรับแต่งแกนนภา ดังนั้นมือ
สมัครเล่นส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
ถ้าหากไม่สามารถอดทนได้ และหยุดกลางคัน จะ
ทำให้สัญลักษณ์เวทย์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์พังทลาย
ลงไป
ความพยายามครั้งแรกของ อู่ อวี้ ราบลื่นไปได้
ด้วยดู ตอนนี้มาได้ไกลจนเหลืออีกสามส่วนสุดท้าย
ในเวลานี้พลังจิตวิญญาณของเขาจวนจะเหือด
แห้งเต็มที ทั่วทั้งร่างกายเริ่มอ่อนล้า ดวงตา
ทั้งหมดแดงก่ำขึ้น ในพริบตานั้นเอง ศีรษะพลัน
ปวดรัดอย่างหนักหน่วง เขาบังคับให้ตนเองฝืนทน
อย่างดื้อดึง การขยับมือเริ่มเชื่องช้าลง กระดาษ
ยันต์ที่อยู่ในมือเกิดประกายลุกไหม้ขึ้น สัญลักษณ์
เวทย์พังทลายในเวลาต่อมา
ล้มเหลว!
“ลองอีกครั้ง!”
ไม่คาดคิดว่าครั้งที่สองจะเลวร้ายเสียยิ่งกว่าครั้ง
แรก เพิ่งจะเริ่มวาดอักขระเวทย์ได้ไม่นาน ก็
ปรากฏเป็นความคลาดเคลื่อน ทำให้แผ่นยันต์
กระดาษถูกทำลายไป
“ล้มเหลวในคราแรก ครั้งที่สองตัวข้ายังไม่พร้อม
จิตใจร้อนรน ยิ่งต้องการที่จะประสบความสำเร็จ
ดังนั้นความล้มเหลวจึงจะปรากฏเร็วขึ้น ไม่
เพียงแต่ในการวาดอักขระเวทย์ เหตุผลทุกอย่าง
บนโลกนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าข้าจะต้อง
ทำจิตใจให้สงบลง ทำการทดลองหนึ่งวัน และพัก
อีกหนึ่งวัน จึงจะสามารถดำเนินการได้อย่าง
ต่อเนื่อง”
อู่ อวี้ สามารถเข้าใจเหตุและผลได้ในทันที เขารู้ว่า
อะไรถูกอะไรผิด ดังนั้นจึงเลือกที่หยุดชะงัก ผ่อน
คลายตนเอง หันเหเปลี่ยนความสนใจไปทำเรื่อง
อื่นก่อน เช่นการดำเนินการปรับแต่งแกนนภาต่อ
ในขั้นตอนการปรับแต่งแกนนภา ความเร็วในการ
ปรับแต่งแกนนภาของเขานั้นเหนือล้ำกว่าผู้อื่น แต่
ว่า อู่ อวี้ สัมผัสได้ว่าการปรับแต่งแกนนภาของตน
ยังคงขาดบางสิ่งบางอย่างอยู่
“อาจจะเป็นได้ว่า บนแกนนภายังขาดความวิจิต
แห่งเต๋าบางอย่าง!”
ภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาปรากฎความเข้าใจ
ขึ้นมามากมาย อาจเป็นเพราะว่าลักษณะนิสัยของ
เขา ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรู้แจ้ง
เป็นอย่างมาก
“สังหารศัตรู จำเป็นที่จะต้องระเบิดความรุนแรง
ยอมตายแต่ไม่ยอมศิโรราบ ต่อต้านฟั้าสวรรค์ การ
ฝึกตนจะต้องทำจิตใจสงบ เพื่อก้าวเดินบนหนทาง
แห่งเต๋า” หลังจากที่เขาได้ข้อสรุปออกมาแล้ว อู่
อวี้ รู้สึกว่าตนเองแตกต่างกับก่อนหน้านี้อย่างเห็น
ชัดเจน
ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับการกลั่นสกัดศาสตราเต๋า
และในตอนนี้เขาเริ่มที่จะรู้แจ้งถึงการดำรงอยู่ของ
เต๋าแห่งตน รับรู้ได้ว่าบนเส้นทางของการฝึกตน
ลึกดั่งกับห้วงมหาสมุทร และไม่ได้ง่ายอย่างที่ตา
เห็น
หลังจากที่ผ่านไปประมาณสิบกว่าวัน อู่ อวี้
ทดลองวาดอักขระเวทย์ทุกวันวันละครั้ง เขาก้าว
ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็สามารถสร้าง
ยันต์บอลเพลิงแผ่นแรกได้สำเร็จ เมื่อเขาจับยันต์
แผ่นนี้ขึ้นมาไว้ในมือ อู่ อวี้ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย
ณ เวลานี้ก็คือเวลาที่เขาคาดหวังเอาไว้
หากจิตใจรุ่มร้อน ตนรู้ว่าย่อมไม่มีทางที่จะประสบ
ความสำเร็จ
เขายังเห็นว่า จิ่วอิง ยังคงดูดกลืนพลังฟั้าดินเข้าไป
อยู่ สูบกินพลังแห่งฟั้าดินเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง เขา
กระตุ้นยันต์บอลเพลิงขึ้น พร้อมขว้างยังทิศของ จิ่
วอิง ในขั้นตอนนี้ ยันต์บอลเพลิงเกิดลุกไหม้ขึ้น
แปรเปลี่ยนกลายเป็นบอลเพลิงลูกหนึ่ง คำรามเข้า
โจมตี จิ่วอิง
จิ่วอิง รู้ว่าเขายังเป็นผู้ฝึกหัดในด้านของวงเวทย์
ในเวลานี้มันจึงเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเฉื่อยชา
สำหรับสายเลือดปีศาจอันน่าเกรงขามของมันแล้ว
การบ่มเพราะพลังก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับการ
นอนหลับ ซึ่งถือว่าสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง
ตูม!
ยันต์บอลเพลิงพุ่งเข้าโจมตีที่เกล็ดของ จิ่วอิง พลัน
ดับลงในทันที
“กำลังคันอยู่พอดี” จิ่วอิง รับการโจมตีของเขาได้
อย่างสบายๆ
“ครั้งต่อไปข้าจะทำให้เจ้าจ้องมองมาด้วยความตก
ตะลึง” อู่ อวี้ ยิ้มออกมาเล็กน้อย และทำการศึกษา
วงเวทย์ต่อ
“การประสบความสำเร็จหนึ่งครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็น
เพียงแค่ยันต์บอลเพลิง แต่มันก็คือการก้าวครั้ง
สำคัญ หลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้ว
ความคิดของเขาจะเริ่มเปิดกว้างขึ้น ช่างน่า
หวาดหวั่นยิ่งนัก”
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะผ่านประสบการณ์เลวร้าย
ทำให้มีความมุ่งมั่นในการศึกษาศาสตร์ในด้านวง
เวทย์ระยะยาว อู่ อวี้ รู้สึกว่าตัวเขาสัมผัสได้ถึง
ความคืบหน้าอย่างเลือนราง เมื่อหันกลับไปมอง
แกนนภาในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะใช้เคล็ดมหาวิถี
เทียนเซียนมาทำการปรับแต่ง แต่เขายังคงรู้สึกถึง
ความแตกต่างอย่างเล็กน้อย
ในด้านของความเข้าใจ ดูเหมือนว่าจะมีการ
ยกระดับขึ้น แต่ไม่ได้เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ อู่ อวี้
วาดภาพว่าแกนนภาก็เป็นเหมือนกับแผ่นยันต์
กระดาษ โดยไม่รู้ตัวเขาได้ทำให้เป็นเหมือนกับ
เขียนตามลำดับการวาด ในตอนที่ทำการปรับแต่ง
แกนนภา และนำพลังแห่งฟั้าดินมาทำการ
ปรับแต่งแกนนภา
ด้วยวิธีนี้ แกนกำเนิดบนแกนนภาดูเหมือนว่ามันจะ
เกิดการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แน่นอนว่า หลอมเม็ดยา สัญลักษณ์เวทย์ การบ่ม
เพาะ ข้าจะต้องเชี่ยวชาญมันทั้งสามสิ่ง”
ในตอนนี้เขามีวัตถุดิบมากมาย หลังจากที่เขา
ประสบความสำเร็จในการสร้างวงเวทย์ขึ้นครั้ง
หนึ่งแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รีบร้อน เขาใช้วัตถุดิบต่างๆ
ของ เฮยซาน กุ่ยอี้ มาหลอมสกัดเม็ดยาอยู่หลาย
วัน ท้ายที่สุดเขาก็ประสมความสำเร็จในการหลอม
เม็ดยาสร้างแกนนภา
แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้เขาล้มเหลวมาหลายครั้ง
สูญเสียวัตถุดิบไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่ได้รับเม็ดยาสร้างแกนนภามาเก้าเม็ด
ถึงแม้ว่ามันจะมีมูลค่าน้อยกว่าวิญญาณเซียนเป็น
อย่างมาก แต่ว่าเขาก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้น และกลืน
มันเข้าไป ปรับแต่งแกนนภา พร้อมสัมผัสได้ถึง
ประสิทธิภาพที่ดียิ่งของตัวเม็ดยา
หลอมเม็ดยา สัญลักษณ์เวทย์ การบ่มเพาะ ศาสตร์
ทั้งสามอย่างก้าวหน้าไปพร้อมกัน วิธีที่
สมเหตุสมผลจะสามารถรู้แจ้งได้ถึงความเกี่ยวข้อง
กันระหว่างศาสตร์ทั้งสามนี้ ถึงแม้ว่าความเร็วใน
การปรับแต่งแกนนภาไม่รวดเร็วเท่ากับการที่ อู่ อวี้
ดูดซับเม็ดยาสร้างแกนนภานับพันเม็ด อย่างไรก็
ตามเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าที่
แท้จริง นี่ไม่ใช่การพุ่งทะยานในด้านของกายเนื้อ
หรือว่าแกนกำเนิด แต่เป็นในด้านของผู้ฝึกตนคน
หนึ่งที่ ‘เต๋า’ของตนได้ยกระดับขึ้น
ในส่วนลึกของจิตใจเขารู้ดีว่า การรู้แจ้งแห่ง ‘เต๋า’
เช่นนี้ มันเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะกลายเป็น
เซียนอมตะ
เพิ่มระดับแกนกำเนิดให้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ สามารถ
ที่จะสังหารศัตรู ย้ายภูเขาโยกทะเลได้ แต่มีเพียง
‘เต๋า’ เท่านั้น จึงจะทำให้สำเร็จกลายเป็นเซียน
อมตะได้ เป็นการข้ามขีดจำกัดของชีวิตที่แท้จริง
บรรลุถึงดินแดนสวรรค์ ซึ่งถือเป็นเซียน มีชีวิต
อมตะ
“บนโลกนี้มีวิธีมากมายนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงวิธี
เดียวคือการกลายเป็นเซียน จึงจะเป็นอมตะ”
ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจของเขาอย่างต่อเนื่อง
อู่ อวี้ มักจะได้ยินอยู่เสมอว่า”การเป็นเซียนอมตะ
จึงจะไม่แก่ไม่ตายหรือ?”
คำถามนี้ยังคงก่อกวนหัวใจของเขา แต่เขารู้สึก
เหมือนกับว่ามีความคุ้นเคยไปกันมันเสียแล้ว ตอน
ที่ ฉีเทียนต้าเซิ่ง ได้ต่อสู้กับพระโพธิสัตว์ ตัวเขาจะ
เกิดคำถามนี้ขึ้นบ้างหรือไม่?
หลังจากที่ฝึกฝน เวลาได้ผ่านล่วงเลยไปแล้ว 3
เดือน ในวันหนึ่ง จิ่วอิง เกิดความรู้สึกสั่นสะท้าน
เปลี่ยนกลับมาอยู่ในรูปแบบมนุษย์ลอยลงไปในถ้ำ
ผมยาวของมันปลิวไสว ปรากฏเป็นรอยยิ้มบนปาก
ของมัน แล้วกล่าวว่า ”การร่วมฝึกตนด้วยกันกับ
เจ้า มันเป็นเรื่องที่สนุกจริงๆ แต่ข้ากลับคาดไม่ถึง
ว่า ข้าจะก้าวเข้ามาอยู่ในขั้นสร้างแกนปีศาจระดับ
ที่เจ็ดได้รวดเร็วเช่นนี้! ภายในอาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศนี้ เกรงว่าหากเป็นปีศาจที่อยู่ขั้นสร้าง
แกนปีศาจระดับที่เก้า ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
อู่ อวี้ เพิ่งรู้ถึงเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ขอบเขตที่แท้จริง
ของ จิ่วอิง ก็คือขั้นสร้างแกนปีศาจระดับที่หก แต่
แก่นกำเนิดพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของมันกลับเปียมไป
ด้วยพลัง กล่าวได้ว่าถึงขนาดที่มันสามารถเผชิญ
กับ เฮยซาน กุ่ยอี้ ได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็คิดว่าในตอนนั้น
มันคงจะอยู่ขั้นสร้างแกนปีศาจระดับที่เจ็ด
แต่ในตอนนี้มันกลับพึ่งฝั่าทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้าง
แกนปีศาจระดับที่เจ็ด กระทั่งปีศาจที่อยู่ในขั้น
สร้างแกนปีศาจระดับที่เก้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้
สามารถเห็นได้ว่าสายเลือดของ จิ่วอิง มีความ
แข็งแกร่งมากเพียงใด
อย่างไรก็ตามบิดาของมันก็เป็นถึงปีศาจอันดับหนึ่ง
ใน ดินแดนแห่งทวยเทพ การที่ จิ่วอิง ประสบ
ความสำเร็จได้เช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
แต่กระนั้น อู่ อวี้ ผู้ที่อยู่ใน มหาวิถีสร้างแกนนภา
ระดับที่สี่ กลับมีพลังเช่นนี้ มันทำให้ จิ่วอิง รู้สึกตก
ตะลึงเสียยิ่งกว่า
กายาสักการะราชันมณีจันทราพุทธเจ้าทองคำของ
อู่ อวี้ ในตอนนี้ ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่พบเจอได้
ยากยิ่งบนโลกใบนี้ กล่าวได้ว่าไร้ผู้ต้านในโลกหล้า
อย่างแท้จริง
“การที่ข้าแข็งแกร่งขึ้นเช่นนี้ ย่อมไม่เชื่อว่าพวกมัน
หน้าไหนจะบังคับข้าได้ ถึงข้าจะไม่มีวิธีที่จะออกไป
จาก อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ นี้ก็จริง! อู่ อวี้ แต่
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การที่ข้าพาเจ้าออกไปจากห้วง
สมุทรเมฆาลวงตาด้วยตัวของข้าเอง”
เรื่องนี้ยังคงอีกยาวไกล อู่ อวี้ จึงไม่คิดที่จะเถียงกับ
มัน ทั้งสองคนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จิ่วอิง
แปรเปลี่ยนกลับไปอยู่ในรูปแบบเดิม คืบคลาน
ระหว่างฟั้าดิน ดูดซับกลิ่นอายของพลังแห่งฟั้าดิน
หล่อเลี้ยงสายเลือดของตน ส่วน อู่ อวี้ ก็เป็นใน
ด้านของการ หลอมเม็ดยา วาดสัญลักษณ์เวทย์
ปรับแต่งแกนนภา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มต้องการที่
จะศึกษาหลอมศาสตราเต๋า แต่ว่าเขาจะต้องเรียนรู้
ในการใช้ค้อนทลายสวรรค์และเตาหลอมเพลิงสี
ชาดเสียก่อน
ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งของที่มาจาก ตระกูลเทียนอี้
ซึ่งอยู่ในทะเลเพลิงอันรกร้างว่างเปล่า จึงถูก
เรียกว่าเตาหลอมเพลิงสีชาด เตาหลอมเตานี้ของ
เฮยซาน กุ่ยอี้ ไม่แน่ว่าอาจจะถูกสร้างโดยฝีมือของ
คนในตระกูลเทียนอี้
ศาสตราเต๋า เพราะว่าต้องการวัตถุดิบในการหลอม
สกัด ซึ่งมันยกกว่าการสร้างยันต์ อีกทั้ง อู่ อวี้ ก็
เป็นเพียงแค่ผู้เริ่มต้น ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นด้วยการ
หลอมกระบี่ขึ้นมาก่อน ซึ่งมันมีรูปร่างที่น่าเกลียด
ดำมืดดั่งกับน้ำหมึก แต่ว่าการสร้าง ‘วงเวทย์
ศาสตราเต๋า’ จำเป็นที่จะต้องมีความทนทาน
ดังนั้นมันจึงต้องมีความซับซ้อนมากเป็นธรรมดา
เขาได้ลองพยายามหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ประสบ
ความสำเร็จ แต่หลังจากที่สูญเสียวัตถุดิบไป
มากมาย อู่ อวี้ จึงหันไปศึกษาการลงอักขระเวทย์
บนยันต์เวทย์ก่อน
หลังจากที่เขาสามารถสร้างยันต์เวทย์ได้แล้ว
มากกว่าสิบชนิด เขาจึงเริ่มกลับไปหลอมศาสตรา
เต๋าอีก ท้ายที่สุด ภายใต้สมาธิอันแน่วแน่ของเขา
จึงประสบความสำเร็จในครั้งเดียว แน่นอนว่าการ
หลอมศาสตราเต๋าครั้งแรกของเขาก็ยังเทียบไม่ได้
กับ ‘พลองพิชิตมาร’ และมีเพียงแค่ วงเวทย์
ทำลาย ง่ายๆหนึ่งวง
อย่างไรก็ตามภายใต้ความพยายามซ้ำไปซ้ำมาใน
การปรับแต่งแกนนภา จึงมีความก้าวหน้าอยู่มาก
อู่ อวี้ เกิดความเข้าใจขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับคนและ
แกนนภาผสานหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปี มีอยู่วันหนึ่ง อู่
อวี้ เกิดความรู้สึกตื่นตระหนก เป็นเพราะว่าด้าน
นอกเกิดเสียงดังอึกทึกขึ้น สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่น
อายปีศาจได้อย่างเลือนราง อู่ อวี้ จึงรีบลุกขึ้นมา
อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความมืดมิด สามารถ
มองเห็นได้เพียงแต่สุนัขล่าจันทราสิบกว่าตัวบินไป
มา เงาดำที่อยู่ท่ามกลางความมืดจนน่าพิศวง
พร้อมส่งเสียงออกมา ต่อมาพวกสุนัขล่าจันทรา
ได้มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า บัดนี้ จิ่วอิง ยังคงอยู่
ในรูปแบบของปีศาจ ดวงตาทั้ง 18 ดวงพลันเปิด
เปลือกตาขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมจ้องมองไปทาง
กลุ่มสุนัขล่าจันทรานี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ