กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 285 ฉือ หายอิน
สุนัขล่าจันทรา กลายร่างเป็นรูปแบบมนุษย์ ถึงแม้
ร่างกายของ เจียง จูเยว่ จะดูผอมแห้ง แต่มันก็มี
ความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“ จิ่วอิง นี่ก็ผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการ
เคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้น ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่มีโอกาส
ออกจาก ‘ อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ ‘ แห่งนี้เป็น
แน่” ในฐานะที่ เจียง จูเยว่ คอยเฝั้าดูติดตามการ
เคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกไม่ค่อยสบ
อารมณ์เท่าใดนัก
จิ่วอิง กระทำเพียงยกศีรษะเงยขึ้นมอง ท่ามกลาง
ความมืดสลัว พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าแล
น้ำเสียงจริงจังว่า” ข้าจะเป็นผู้เลือกเอง ว่า
อยากจะได้รับอิสรภาพตอนไหน เจ้าไม่ต้องห่วง
กังวลใจในเรื่องนี้ จงทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีก็พอ
เจียง จูเยว่”
เจียง จูเยว่ ยังคงสีหน้าเยือกเย็น ขณะเหลือบมอง
ไปทาง อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
ว่า” เจ้ามนุษย์ผู้นี้ คุยโม้นักหนา ว่าจะเก็บ
ตรา ตราปีศาจ จนครบ 50 ชิ้นให้ได้ แต่ดูผล
ตอนนี้สิ ยังเก็บไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว หึ! สงสัยเห็นที
มีดีแค่คำคุยโตเสียล่ะกระมัง ยังมีหน้ามาขอให้ข้า
ส่งเจ้าออกจาก ห้วงสมุทรเมฆาลวงตา อีกงั้น
หรือ?”
เหล่าสุนัขต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนดัง
ระงม ปีศาจส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่นับพันปี มี
ความรู้ประสบการณ์กว้างขวาง คาดว่ามันจะรู้จัก
เผ่าพันธุ์มนุษย์ ดีเสียกว่า อู่ อวี้ ด้วยซ้ำ
อู่ อวี้ ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยว่า” เจ้ายัง
จดจำเรื่องนี้ได้ นับว่าเป็นเรื่องดี หลังจากข้าบรรลุ
เปั้าหมายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นขอให้เจ้าล้างคอรอไว้ได้
อย่าเบี้ยวก็แล้วกัน หรือว่าเจ้าไม่อาจส่งข้าออก
จาก ห้วงสมุทรเมฆาลวงตา ได้อย่างปลอดภัย?”
เจียง จูเยว่ กล่าวอย่างเย้ยหยัน” หึ! เหลวไหลสิ้น
ดี ข้า เจียง จูเยว่ เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น กล่าว
แล้วไม่คืนคำ ถ้าเจ้าเก็บ ตราปีศาจ ได้ครบห้าสิบ
ชิ้น ข้าจะปล่อยเจ้าออกจากเมฆาลวงตา โดยไม่ให้
เจ้าบุบสลายแม้แต่เส้นขน”
“ พวกเจ้าทั้งหลายจะเป็นพยานให้หรือไม่ ?” อู่
อวี้ ใช้แผนมัดมือชกกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง ทุกอย่าง
ดำเนินไปตามแผนแล้วในที่สุด เจียง จูเยว่ ก็ติดกับ
ดักของเขาเข้าอย่างจังโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมัน
ล่วงรู้ดีว่าระดับพลังพื้นฐานของ อู่ อวี้ อยู่แค่เพียง
มหาวิถีสร้างแกนนภา ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 เท่านั้น มัน
จึงหาได้ใส่ใจมากนัก
งานของมันคือการส่งตัวของ จิ่วอิง ไปยังพื้นที่ล่า
สูงขึ้น แต่ยามนี้ จิ่วอิง ยังคงอยู่ที่เดิมมานานกว่า
เกือบครึ่งปีแล้ว ปีศาจอาวุโสหลายคน เริ่มเพ่งเล็ง
วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ เจียง จูเยว่ ไปต่าง
ๆ นานา ว่าตัวมันหย่อนยานไร้ความสามารถ
เนื่องจากในทุก ๆ ปี ปีศาจอาวุโส จะคอย
ตรวจสอบความรุดหน้าของ จิ่วอิง ตัวเพิ่มขึ้นมาก
น้อยเพียงใด
“แน่นอน”
กลุ่มสุนัขกล่าวตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจ
เจียง จูเยว่ เกียจคร้านเกินไปที่จะต่อล้อต่อเถียงกับ
อู่ อวี้ มันจึงรีบเบนความสนใจมาจ้องมอง จิ่วอิง
แล้วกล่าวขึ้นว่าถามว่า” เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ว่าจะ
ไม่ล่าเหยื่อ ?”
“ มันไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า จงไปเสีย” จิ่วอิง ขี้
เกียจใส่ใจพวกมัน เนื่องจากในเวลานี้หัวใจของ
เขามีเปั้าหมายที่ชัดเจน ฆ่า หรือ ไม่ฆ่า หาได้
สำคัญสำหรับเขาไม่
“ เหอะ! อีกไม่นานหรอก เจ้าก็จะเห็นโลหิต”
เจียง จูเยว่ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ในจิตใจของมัน
ท่วมท้นไปด้วยโทสะ จิ่วอิง มีสถานะเป็นถึงบุตร
ของจักรพรรดิอิง แต่กลับไม่กล้าแม้แต่ล่าเหยื่อ มัน
ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่งสำหรับเผ่าพันธุ์
ปีศาจ เรื่องนี้จึงไม่อาจปล่อยให้แพร่งพรายเล็ด
ลอดไปสู่ภายนอก เพราะหากล่วงรู้ไปถึงไหนคงได้
อับอายไปถึงนั่น
ที่ควรกล่าวก็กล่าวไปหมดแล้ว เจียง จูเยว่ กลาย
ร่างเป็นสุนัขล่าจันทรา ณ ขณะนี้ ฝูงสุนัขล่าจัน
ทราได้กลายเป็นเงาทะมึน เพียงชั่วพริบตาทั้งฝูงก็
กระโจนหายลับเข้าไปในความมืด
ท่ามกลางความมืดมิด ขณะฝูงสุนัขจันทราติดตาม
เจียง จูเยว่ เข้าไปในปั่า
“ ลูกพี่ จิ่วอิง ยังคงอ่อนแอเช่นนี้ จะต้องทำเช่นไร
ต่อ!”
“ ใช่ หากภารกิจของเราไม่เสร็จสิ้น ชีวิตนี้ของเรา
คงไม่มีทางได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่ ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่า
จิ่วอิง กำลังคิดอะไรอยู่ เป็นถึงบุตรจักรพรรดิ์อิงที่
ยิ่งใหญ่ มีสายโลหิตอันสูงส่ง ไปกลับกระทำเช่นนี้
ช่างน่าอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก!”
เจียง จูเยว่ กล่าวขึ้นว่า” ในยามนี้เขายังคงดื้อรั้น
ไม่เชื่อฟัง ดังนั้นเราจึงต้องลงมือกันแล้ว แม้ว่า
จักรพรรดิอิงจะหวังให้ตัวเขาเป็นผู้ลงมือด้วย
ตนเอง แต่เห็นทีพวกเราคงจะต้องลงมือออกโรง
เอง หากเราไม่บีบบังคับเขาก็คงไม่มีทางเลือกที่
ดีกว่านี้อีกแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว จงแจ้งไปยังเหล่า
เหยื่อว่า ‘ โอรสจักรพรรดิอิง ‘ ได้เข้าสู่พื้นที่ล่าใน
ด่านแรก ผู้ใดสามารถแย่งชิงตราปีศาจของ โอรส
จักรพรรดิอิง ได้ ตราปีศาจนั้นจะมีค่าเทียบเท่ากับ
สิบชิ้น !”
“ 10 ชิ้นมันไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ !” สุนัขล่าจันทรา
ที่อยู่ถัดออกไปร้องอุทานขึ้น
เหยื่อจำนวนมาก แม้จะใช้เวลาหลายสิบปียังไม่
สามารถเก็บรวบรวม ตราปีศาจ ได้ถึง 10 ชิ้นเลย
ด้วยซ้ำ โดยส่วนมากก็จะถูกสังหารตกตายเสียก่อน
ในพื้นที่ล่าทุก ๆ ด่าน โดยทั่วไปแล้วผู้ล่าจะ
แข็งแกร่งกว่าเหยืออยู่บางส่วนเสมอ นี่คือกฎของ
เผ่าพันธุ์ปีศาจที่ตั้งขึ้น
ฉะนั้นเหยื่อที่จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ จะต้อง
แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
เจียง จูเยว่ กล่าวขึ้นว่า” ตราปีศาจ 10 ชิ้นนี้ มาก
เพียงพอที่จะทำให้เหยื่ออย่างพวกมันคลุ้มคลั่ง!
นอกจากนี้ยังต้องกำชับพวกมันว่า หากผู้ใดแพร่ง
พรายเรื่องตราปีศาจ 10 ชิ้นให้จิ่วอิงทราบ มันผู้
นั้นจะต้องถูกสังหารทันที”
การปกปิดเรื่องค่าหัว ไม่ให้แพร่งพรายเล็ดลอดเข้า
หูของ จิ่วอิง ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด ถึงแม้ในยามนี้จะ
มีผู้ที่ไม่ชอบใจ จิ่วอิง อยู่มากมาย แต่สถานะของ
เขาก็สูงส่งยิ่งกว่า เจียง จูเยว่ มากโขนัก ดังนั้น
เจียง จูเยว่ จึงไม่กล้าไปกระตุ้นยั่วโมโห กระตุก
หนวดมังกรอย่างเขา
“ ยิ่งไปกว่านั้นให้แจ้งตำแหน่งของ จิ่วอิง ให้เหยื่อ
ทุกตัวในพื้นที่ได้รู้ เอาล่ะ รีบแยกย้ายไปทำหน้าที่
ให้ไว!”
“ขอรับ!”
ณ เวลานี้ สุนัขจันทราทั้งหมดรีบกระจายตัวแยก
ย้ายออกไปทำหน้าที่ พวกมันต่างกระจายข้อความ
ที่ได้รับถ่ายทอดมาจาก เจียง จูเยว่ ออกไปยังทั่ว
ทุกหัวระแหงของพื้นที่ล่า
……
“ เจียง จูเยว่ คงจะงัดกลเม็ดออกมาใช้ เพื่อให้
เจ้าลงมือสังหารให้ได้” หลังจากสุนัขล่าจัน
ทราหายลับไปแล้ว อู่ อวี้ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวขึ้น
เนื่องด้วยเพราะเขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ว่า
หลังจากนี้คงไม่อาจฝึกตนได้อย่างสบายใจอีกต่อไป
แล้ว
อย่างไรก็ตาม เขาเริ่มผ่อนคลายร่างกายบางส่วน
เขาไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานกว่าครึ่งปี จึงอด
ไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย ที่จะได้ใช้
ร่างกายนี้ต่อสู้อีกครั้ง
“ มันกล้างั้นรึ!” โทสะ จิ่วอิง เดือดดาลขึ้น แต่ดู
เหมือนมันจะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ถึงแม้จิตใจของ
จิ่วอิง จะมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวมากเพียงใด แต่ดู
เหมือนว่าทั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจต่างต่อต้านเขา
‘ อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ ‘ ณ จุดที่ อู่ อวี้ ยืน
อยู่ส่วนลึกของถ้ำซึ่งเป็นก้นบึ้งของหุบเหว แล้ว
บัดนี้เขากำลังเงยหน้าขึ้นมองด้านบน เขายังไม่เคย
พบเจอกับผู้คนเหล่านั้น ผู้คนที่ถูกเรียกว่า ‘เหยื่อ’
เดิมทีผู้ฝึกตนจะเกลียดชังปีศาจอย่างยิ่ง แต่ทว่า
บัดนี้ผู้ฝึกตนกลายเป็นที่ระบายความเกลียดชังของ
ปีศาจ กล่าวได้ว่าสภาพของพวกเขายามนี้ช่างน่า
สังเวชยิ่งนัก
ในฐานะเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งของเผ่าพันธุ์ แน่นอนว่า
อู่ อวี้ ย่อมปรารถนาให้พวกเขา ออกจากที่นี่ด้วย
สภาพยังมีลมหายใจ แต่เขาไม่ใช่ผู้เยาว์ไร้เดียงสา
อีกต่อไป ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ทำให้เขา
ได้ล่วงรู้ว่าตนไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้
เมื่อคิดถึงเรื่องดังกล่าว หัวใจของเขาก็รู้สึกสับสน
ปันปั่วน
ถึงแม้ จิ่วอิง จะเป็นปีศาจ แต่มันกลับเข้าใจ
ความรู้สึกของเขา แล้วมันก็กล่าวขึ้นว่า” ข้าขอ
โทษ ทำให้เจ้าต้องมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน ‘ อาณา
เขตล่าแห่งเกียรติยศ ‘“
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า” มันคือตะกอน
ประวัติศาสตร์ หาได้สำคัญสำหรับข้าหรือเจ้า ใน
นิกายกระบี่ซูซันก็คล้ายคลึงกับที่นี่เช่นกัน”
“ ทั้งสองเผ่าพันธุ์ จะมาฆ่าฟันกันให้มันได้อะไร ?
สู้ทั้งสองเผ่าพันธุ์จับมือกันสมานฉันท์ ร่วมต่อสู้ท้า
ทายสวรรค์ด้วยกันก็คงดี” จิ่วอิงกล่าว
แน่นอนว่า มันเป็นแค่ความปรารถนาของบุรุษ
หนุ่มเพียงสองคนเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง
แล้วมันมักมีเรื่องซับซ้อนมากกว่าที่พวกเขาคิด
เสมอ
ครึ่งวันต่อมา อู่ อวี้ ได้ทำการวาดวงเวทย์ลงบน
ศาสตราเต๋า ขณะที่เขากำลังจะเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่
กับมัน ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่ง
เคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก เขาช่างใจอยู่เล็กน้อย
จากนั้นก็ทำลายโครงร่างของวงเวทย์กระบี่ที่เพิ่ง
วาดขึ้น
หวืด!
อู่ อวี้ พุ่งตัวออกจากส่วนลึกของถ้ำ มาปรากฏตัว
อยู่ด้านนอก ในตอนนี้ จิ่วอิง ได้เปลี่ยนร่างเป็น
รูปแบบมนุษย์ กำลังยืนตระหง่าน เสื้อคลุมสีดำ
พริ้วไสว ภายใต้ความมืดมิดของยามราตรีกาล
ปลดปล่อยกลิ่นอายปีศาจม้วนกวาดผ่านไปทั่ว
ใบหน้าของมันขาวกระจ่างดั่งหยก
ฟิว!
ท่ามกลางความมืดมิด ฉับพลันปราณกระบี่สีน้ำ
เงินพวยพุ่งเข้าจู่โจมมาจากระยะไกล มุ่งตรงเข้าใส่
เบื้องหน้าของ แต่เพียงชั่วพริบตานั้น จิ่วอิง ก็บด
ขยี้มันเป็นชิ้น ๆ การโจมตีนี้ไม่อาจทำอันตรายใด
ๆ กับ จิ่วอิง ได้แม้แต่ปลายเส้นผม
“ปีศาจ!”
บังเกิดเสียงคำรามดังขึ้น ทันใดนั้นเองก็ปรากฏร่าง
ของผู้ฝึกตนกระบี่สวมใส่ชุดคลุมยาวสีน้ำเงิน ขี่
กระบี่พุ่งตรงเข้ามา ฉับพลันคนผู้นั้นก็มาปรากฏ
กายอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง เนื้อตัวของ
ผู้ฝึกตนในวิถีกระบี่ผู้นี้ เปรอะเปือนด้วยคราบ
สกปรก เปรอะเปือนผมเผ้ารุงรัง ทว่าไม่อาจปกปิด
ความหล่อเหลาของเขาได้ ทั้งยังเต็มเปียมไปด้วย
กลิ่นอายแห่งความกล้าหาญ! ดวงตาคมกริบราว
กับคมกระบี่ปลายแหลมคม เปียมไปด้วยคุณสมบัติ
ของผู้ฝึกตนกระบี่อย่างสมบูรณ์!
เพียงแต่การต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เมื่ออยู่ภายใน
อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศนี้ ถือเป็นเรื่องยากเย็น
แสนเข็ญอย่างยิ่ง ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยกลิ่น
อายโลหิตหนาแน่นคละคลุ้ง ถึงแม้จะมีอาภรณ์ปิด
กั้นไว้ก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าคนผู้นี้
จะต้องดิ้นรนผ่านการนักต่อสู้ ผ่านความเป็นความ
ตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ร่างกายของเขาเต็ม
เปียมไปด้วยกลิ่นอายปีศาจมากมาย ซึ่งนี่แสดงให้
เห็นว่ามีปีศาจมากมายเอาผัวพันต่อสู้กับชีวิตของ
เขานับพัน ดั่งเช่น
อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ น่าจะเป็นสาวกกระบี่ระดับ
ปฐพีแห่งซูซัน
ผู้ฝึกตนกระบี่คนนี้มุ่งเปั้าไปยัง จิ่วอิง ชั่วขณะที่เขา
กำลังพุ่งโจมตีเข้าใส่ จิ่วอิง นั้น เขาก็แลเห็น อู่ อวี้
ได้อย่างฉับพลัน ในฐานะเป็นสาวกซูซัน เห็นได้
อย่างชัดเจนว่าพวกเขาต่างสามารถสัมผัสได้ถึง
การดำรงอยู่ของตราสาวกจากกันและกัน แต่ทว่า
บัดนี้ อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ จิ่วอิง ทั้งยังไม่
สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันจาก
คนทั้งสองแม้แต่น้อย ทำให้ผู้ฝึกตนกระบี่ยืนงุนงง
อยู่ตรงนั้นอย่างฉงนสงสัย
“เจ้าเป็นสาวกของซูซัน?” ผู้ฝึกตนกระบี่ชุดคลุมสี
น้ำเงินจ้องมองไปทาง อู่ อวี้ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง
ในความเป็นจริง อู่ อวี้ เอง ก็ไม่รู้ว่าจะต้อง
เผชิญหน้ากับเขาอย่างไรเช่นกัน ขอน้อมคารวะ
แล้วกล่าวขึ้นว่า” ผู้อาวุโส ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ เป็น
สาวกแกนสามัญของวังกระบี่มหาสงคราม”
ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ชุดคลุมสีน้ำเงินกล่าวขึ้นว่า” ข้า
เป็นศิษย์ระดับปฐพี มีนามว่า ฉือ ห่ายอิน เจ้าก็ถูก
จับมา ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ? ไฉนถึงถูกจับมาได้
…”
มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าระหว่าง อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง
หาได้มีความเป็นปรปักษ์ต่อกันไม่
อู่ อวี้ อธิบายว่า” พี่ชายฉือ ปีศาจตนนี้เป็นสหาย
ของข้า ตัวเขาเองก็ถูกบังคับให้มาที่นี่เช่นกัน เขา
ไม่เคยเข่นฆ่าสังหารผู้คนจึงไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู
ต่อเขา …”
“ ช่างบังอาจยิ่งนัก! เจ้ามันคนทรยศ!” เมื่อได้ยิน
เช่นนั้น ร่างของ ฉือ ห่ายอิน ก็สั่นเทาด้วยโทสะ
ดวงตาสาดประกายขณะจ้องเขม็งมอง อู่ อวี้ แล้ว
มันก็กล่าวขึ้นว่า” ในฐานะเป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่
แห่งซูซัน มิควรคบค้าสมาคมกับปีศาจ นอกจาก
เจ้าจะฆ่ามันเมื่อพานพบ แต่กลับเรียกมันว่าเป็น
สหาย! อู่ อวี้ คนอย่างเจ้าไม่ควรค่าที่จะได้อยู่ใน
นิกายเซียนซูซัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีสหายแห่งซูซันกี่
คนต่อกี่คน ต้องตกตายไปใน ‘ อาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ ‘! แม้แต่สหายของข้าก็ต้องตกตายลงไป
ในพื้นที่ล่านี้ ข้ารอคอยที่จะแก้แค้นปีศาจ โลหิต
จะต้องล้างด้วยโลหิต แต่ว่าเจ้ากับเรียกปีศาจตัวนี้
ว่าสหาย!”
ดวงตาของ ฉือ ห่ายอิน เป็นสีแดงก่ำ มือที่กำ
กระบี่สั่นเทาอย่างรุนแรง
อู่ อวี้ รับรู้ถึงความเกลียดชัง และสิ่งที่เขาผู้นี้ได้
กล่าวมา ทำให้ อู่ อวี้ แทบจะเห็นภาพเสมือน
ตามมา แน่นอนการที่จะเกิดโทสะเช่นนี้ย่อมเป็น
เรื่องปกติธรรมดา ภาพเหล่านี้เขาเคยเห็นในหุบ
เหวปีศาจ … แต่ไม่ว่ายังไง จิ่วอิง ก็คือผู้บริสุทธิ์
ซึ่งกำลังต่อสู้ด้วยเจตจำนงค์แห่งตนอยู่
เมื่อต้องเผชิญหน้า ฉือ ห่ายอิน เขาไม่ควรกล่าว
ถ้อยคำเหล่านี้ออกมา สำหรับผู้ที่กำลังสิ้นหวัง และ
กำลังเศร้าเสียใจอย่างยิ่งเขาไม่อาจหาถ้อยคำมา
หักล้าง ว่าสิ่งที่ ฉือ ห่ายอิน กล่าวออกมานั้นไม่
ถูกต้อง ด้วยเพราะเขามีเหตุผลที่จะจงเกลียดจงชัง
ปีศาจทุกตัว
จิ่วอิง ทำการคาราวะ ฉือ ห่ายอิน แล้วกล่าวขึ้น
ว่า” ข้าคงต้องขออภัย สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าไม่อาจ
กระทำอันใดได้ ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีความเกลียด
ชังในแบบที่เรียกว่า ฝังรากหยั่งลึก แต่ข้าก็ไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงอันใดได้”
ฉือ ห่ายอิน ไม่ยินยอมรับคำขอโทษอย่างสิ้นเชิง
มันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นราวคลุ้มคลั่ง
ดวงตาของมันแดงก่ำ โดยไม่อยากที่จะเอื้อนเอ่ย
วาจาใด ๆ ออกมาอีก ในเวลานี้มันถือกระบี่พุ่งเข้า
โจมตี จิ่วอิง หมายปลิดชีพ
“ อู่ อวี้ หากเจ้ายังเป็นคนของซูซัน ก็จงไปให้พ้น
อย่าได้ยื่นมือเข้ามาสอดแทรกการต่อสู้นี้ เจ้าจง
อย่าลืมเลือนสายโลหิตของซูซันที่ไหลวนอยู่ในกาย
เจ้า!” ฉือ ห่ายอิน ร้องคำราม
อู่ อวี้ กัดฟันแน่น ในเวลานี้ ฉือ ห่ายอิน พร้อมจะ
ลงมือแล้ว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้
ของ จิ่วอิง อู่ อวี้ ทำได้เพียงหันไปมองส่งสัญญาณ
ให้กับ จิ่วอิง เท่านั้น
“ไปกันเถอะ”
“อืม”
สถานที่แห่งนี้ได้ถูกเปิดเผยออกไปแล้ว ดังนั้นพวก
เขาจึงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป อู่ อวี้ กับ จิ่
วอิง จึงรีบพุ่งตัวออกจากอาณาเขตการต่อสู้อย่าง
รวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจคนทั้งสองก็หายเข้าไป
ในความมืดมิด ฉือ ห่ายอิน หมดหนทางในการไล่
ตามพวกเขาไป ไม่เพียงแต่ไม่สามารถไล่ติดตาม
จิวอิง ไปได้เท่านั้น แม้กระทั่ง อู่ อวี้ ก็หายลับไป
จากสายตาของเขาอย่างรวดเร็ว
“สาวกของวังกระบี่มหาสงครามผู้นี้ มีระดับการ
ฝึกตนอยู่ในหาวิธีสร้างแกนนภาขั้นที่ 4 เพียง
เท่านั้น! แต่นี้มันรวดเร็วแค่ไหนกัน!” เมื่อเห็นพวก
เขาหายลับไป จิตใจของ ฉือ ห่ายอิน ก็เปียมล้นไป
ด้วยเจตนาฆ่าอย่างมิอาจสงบได้ อย่างไรก็ตาม
ภายในจิตใจของเขาก็เพิ่งเกิดความสงสัยบางอย่าง
ขึ้น
อย่างไรก็ตามเขานึกถึงเรื่องนี้เพียงแค่ชั่วครู่
จากนั้นก็ได้ติดตามไปยังทิศทาง ที่พวกเขาทั้งสอง
พุ่งตัวออกไป
ความทุกข์ระทม แลความเจ็บปวดทั้งหมด มันไม่
ทำให้หัวใจของเขาต้องร่ำไห้ มันคือหยาดน้ำตาที่
เขาไม่อาจหักห้าม ไม่ให้รินไหลได้
“ จักรพรรดิอิง ข้ารอคอยวันนี้มานานแสนนาน
ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวด เมื่อคนที่รัก
ของเจ้านั้นถูกปลิดชีพ!”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ