กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 29 : โม่ซือซู
ในวันนี้บนภูเขาเต็มไปด้วยเมฆหมอก ก้อน
เมฆที่ก าลังม้วนตัวดูราวกับคลื่นทะเลอันไร้
สิ้นสุด ดูราวดั่งกองพยุหะนับล้าน ที่ก าลัง
กรีธาทัพข้ามผ่านเทือกเขาคราม ไปสู่
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่แห่งทิศบูรพา
เมื่อถึงยามเที่ยงวัน แสงจากดวงอาทิตย์
สาดส่องผ่านม่านเมฆ ราวกับล าแสงที่สาด
ส่องไปทั่วทั้งเทือกเขาคราม เสมือนถูกห้อม
ล้อมไปด้วยแสงสีทอง
ภายในเทือกเขาน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน มีนก
กระเรียนสวรรค์จ านวนมาก ก าลังบิน
ฉวัดเฉวียนอยู่บนอากาศ ซึ่งเป็นภาพงดงาม
ตระการตาอย่างยิ่ง
แล้วในวันนี้ บนยอดสูงสุดของสนาม
ประลองเซียนไท่ ซึ่งถูกจัดตั้งเอาไว้
รูปลักษณ์ของมันทอดยาวราวกับกระบี่หลิง
เทียน ซึ่งหากมองดูแล้ว มันจึงเป็นภาพที่ดู
น่าเกรงขามอย่างยิ่ง!
สนามประลองเซียนไท่เปรียบเสมือนดั่ง
กระบี่เล่มยักษ์ที่ถูกแทงขึ้นไปยังท้องนภา
ปลายกระบี่ที่ชี้ไปทางทิศบูรพานั้น ราวกับ
ว่ามันก าลังท้าทายสวรรค์! พื้นผิวบนสนาม
ประลองไม่ได้อยู่ในลักษณะแบนราบทอด
ยาวออกไป แต่เป็นลักษณะของทางสูงชันที่
ลาดเอียง ผู้สามารถยืนหยัดอยู่บนสนาม
ประลองของเซียนไท่ ยอมไม่ใช่ศิษย์สามัญ
ทั่วไป การที่พวกเขาเหล่านั้นสามารถยืนอยู่
บนจุดยอดสุดของสนามประลองเซียนไท่
แห่งนี้ได้ จึงถูกพิจารณาแล้วว่าเป็นผู้มี
ความสามารถอันน่ายกย่อง
สนามประลองในวันนี้มีพื้นผิวลาดเอียง
เหล่าสาวกของนิกายกระบี่สวรรค์ผู้ที่เข้าชม
ในวันนี้ ต้องอยู่ในสภาพที่น่าอดสู และ ผู้ที่
จะสามารถรับชมการประลองในครั้งนี้ได้
อย่างน้อยจะต้องอยู่ในระดับสละร่างขั้น 7
มีเพียงแค่ ผู้ที่มีระดับการฝึกตนอยู่ใน
ระดับสูงล้ าเท่านั้น ถึงจะสามารถก้าวขึ้นไป
บนสนามประลองเซียนไท่ได้อย่างองอาจ
เนื่องจากสนามประลองเซียนไท่ ไม่อนุญาต
ให้นกกระเรียนสวรรค์บินขึ้นมา ฉะนั้นแล้ว
เหล่าสาวกผู้ปรารถนามารับชมการประลอง
จึงต้องเดินเท้า เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง
สนามประลองจึงเกิดอาการเหนื่อยบ้าง
เล็กน้อย
ด้านบนของสนามประลองเซียนไท่ เมื่อมอง
ไปยังด้านหน้าจะเห็นศรีษะของฝูงชนที่ก าลัง
เคลื่อนไหวไปมา ทุกสายตาจับจ้องไปยัง
สาวกทั้ง 12 คน ซึ่งก าลังรอคอยเข้า
ประลอง การประลองของผู้อยู่ในระดับขั้น
หลอมรวมลมปราณ ถือว่าหาดูชมได้ยากยิ่ง
นัก
อู่ อวี้นั้นไม่ใช่ศิษย์หลัก การที่เขาสามารถ
เข้าร่วมในการประลองครั้งนี้ได้ เนื่องจาก
เส้นสายของท่านเจ้านิกาย ที่มีสัมพันธ์กับผู้
พิทักษ์แห่งวิถีเต๋า อีกทั้งตัวเขาเองยังมีความ
บาดหมางกับซือตู๋ หมิงหลาง ความเคียด
แค้นที่คั่งค้างตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
นั้นยังไม่ถูกช าระล้าง ฉะนั้นแล้วการแข่งขัน
ของพวกเขาทั้งคู่ในวันนี้ จึงเป็นที่จับตามอง
ของฝูงชน และ คาดหวังกับการประลอง
ของพวกเขามากยิ่งขึ้น!
” ผู้พิทักษ์สูงสุดได้มาถึงแล้ว !”
ขณะที่สาวกผู้มารับชมการประลอง ก าลัง
ส่งเสียงดังเซ็งแซ่อื้ออึ้ง ก็ต้องปิดปากจน
เงียบสนิททันที เมื่อได้ยินเสียงประกาศ
ดวงตาของพวกเขาสาดประกายความ
หวาดกลัว ขนาดที่เพ่งมองไปยังสตรีผู้สอน
ชุดคลุมสีฟ้า ซึ่งก าลังบินร่อนลงจากฟากฟ้า
แม้ว่าสตรีผู้นี้จะไม่ได้อยู่ในวัยอ่อนเยาว์แล้ว
ก็ตาม แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปหลายปี แต่
ก็ไม่อาจสร้างริ้วรอยใด ๆ ให้แก่นางได้
บุคลิกของนางช่างดูสูงส่งสง่างามอย่างยิ่ง
ท่าทางของนางดูเคร่งขรึม ใบหน้าไร้ซึ่งการ
แต่งเติมเสริมแต่งนั้นงดงามราวดั่งมวลบุป
ผา
ยามเมื่อหลานฮั้วหยุน ร่อนกายลงมาจาก
ฟากฟ้าบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนแปลง
อย่างฉับพลัน จากแสงสว่างที่เคยสาดส่องก็
เปลี่ยนเป็นมืดสลัวในบัดดล ราวกับว่ามี
ทะเลสาบสีครามปกคลุมอยู่เบื้องหลัง นางดู
ราวกับอิสตรีผู้จมอยู่กลางกระแสธารา เมื่อ
ร่างของนางร่อนลงมาจนอยู่ในระดับศีรษะ
ของฝูงชน จากนั้นก็ค่อยๆลดต่ าลง จนใน
ที่สุดนางก็นั่งลงบนเก้าอี้สีทองค า ซึ่งถูก
สร้างจากกระบี่นับหมื่นเล่ม
เก้าอี้กระบี่หมื่นเล่ม เป็นเก้าอี้ของผู้ทรง
เกียรติที่ถูกจัดไว้เป็นพิเศษให้แก่ผู้พิทักษ์
สูงสุด หากศิษย์คนใดในนิกายกระบี่สวรรค์
หาญกล้าขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ มันผู้นั้น
จะต้องรับโทษร้ายแรง
ผู้ที่นั่งถัดจากหลานฮั้วหยุน เป็นผู้อาวุโส
ชายผู้หนึ่ง และ ตามด้วยผู้อาวุโสอีกหลาย
คน ทั้งสองเป็นผู้บุกเบิกเซียนไท่ขั้นมา ซึ่ง
เป็นบุคคลส าคัญของนิกายกระบี่สวรรค์
หนึ่งในนั้นมีผู้อาวูโสท่านหนึ่งที่อู่ อวี้รู้จัก ซึ่ง
เขาจ าได้อย่างแม่นย าว่าท่านคือผู้เฒ่า มู่เกอ
นั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ
รวมถึงหลานฮั้วหยุนด้วย พวกเขาทั้งหมดนั่ง
รวมกันอยู่ที่นั่น ส่วนท่านผู้เฒ่ามู่เกอเป็นป
ระธานพิธีประลอง ในการแข่งขันคัดเลือกผู้
พิทักษ์อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้
ศิษย์หนุ่มสาวหลายคน ไม่มีที่นั่งจะให้รับชม
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องยืนล้อมรอบสนาม
ประลองเซียนไท่ แม้แต่ซู หยานหลี่ก็ยืนอยู่
ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น แต่ต าแหน่งที่นาง
อยู่ก็ใกล้กับขอบสนามเป็นอย่างยิ่ง ส่วน
ศิษย์คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ในระยะสามจ้างล้วน
แต่เป็นศิษย์ภายในทั้งสิ้น ไม่มีสิทธิ์จาก
นิกายอื่น
โดยปกติแล้วการคัดเลือกผู้พิทักษ์
อาณาจักรมนุษย์ จะจัดอย่างไม่ยิ่งใหญ่นัก
เหตุที่วันนี้หลานฮั้วหยุนปรากฏกายก็
เพราะว่าซือตู๋ หมิงหลางเข้าร่วมประลองใน
ครั้งนี้ด้วย การปรากฏกายของนางท าให้การ
คัดเลือกผู้พิทักษ์ในครั้งนี้ กลายเป็น
ประวัติการณ์อันยิ่งใหญ่
ในเวลานี้ฝูงชนต่างเข้ามาห้อมล้อมซือตู๋
หมิงหลาง ซึ่งในวันนี้มันสวมเสื้อคลุมสีฟ้า
สดใส เหล่าสาวกที่ก าลังห้อมล้อมกายมันอยู่
นั้นต่างหัวเราะกันอย่างขบขัน และ ถึงแม้ว่า
ซือตู๋หมิงหลางจะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม
แต่แท้จริงแล้วมันกลับรู้สึกไม่พอใจ แต่ด้วย
เพราะเหตุนี้จึงท าให้ ซือตู๋ หมิงหลางโดด
เด่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นที่จับตาของฝูงชนผู้
เข้ามารับชมมากที่สุด
“อู่ อวี้”
ซือตู๋ หมิงหลางแอบมองหาอู่ อวี้ แต่กลับไม่
พบเห็นแม้แต่เงาของเขา
“ข้าชักจะแน่ใจแล้วว่า การที่พวกเขาป่าว
ประกาศว่ามันจะมาร่วมประลองในครั้งนี้
ด้วย ทุกอย่างนั้นท าไปเพื่อถ่วงเวลา เพียง
เพราะไม่ปรารถนาให้ข้าสังหารมันเท่านั้น ”
ด้วยซือตู๋ หมิงหลางนั้นเป็นคนที่มีจิตใจคับ
แคบ ภายในหัวใจลึกๆของมันจึงเยาะเย้ยดู
ถูกผู้อื่น
เนื่องจากไม่มีผู้ใดพบเห็นอู่ อวี้ ซึ่งเกรงว่า
หลายคนเองก็คิดเช่นนั้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ท่านผู้เฒ่ามู่เกอได้
ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกล่าวขึ้นว่า ” การ
พูดคุยจบสิ้น แล้วในบัดนี้การประลองก าลัง
จะเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าร่วมประลองทั้ง 12 คน
มารวมตัวกันครบแล้วหรือไม่ ? ”
ทุกคนกวาดตามองเพื่อนับจ านวน ผู้ที่ห้อม
ล้อมรอบกายของซือตู๋ หมิงหลางอยู่ แต่พวก
เขาก็นับจ านวนได้เพียงแค่ 11 คนเท่านั้น
” อู่ อวี้ยังมาไม่ถึง! ”
ในไม่ช้าฝูงชนก็เริ่มพูดคุยกันในเรื่องนี้
หลายคนคนด่าดูถูกด้วยความเกลียดชัง การ
ที่อู่ อวี้ยังมาไม่ถึงสนามประลอง เป็นการ
ยืนยันการคาดเดาของคนส่วนใหญ่ว่า การที่
อู่ อวี้ ไม่กล้าโผล่หัวมาร่วมประลอง นั่นเป็น
เพราะหวาดกลัว ซือตู๋ หมิงหลางจะฆ่าล้าง
มันอย่างแน่นอน
” ในฐานะที่ข้าเป็นคนของกระบี่นิกาย
สวรรค์ ข้ารู้สึกอัปยศอย่างยิ่ง ที่มันไม่กล้า
ออกมาเผชิญหน้าเช่นนี้ เมื่อหลายวันก่อน
มันเก็บผลหัววานร ที่ซือตู๋ หมิงหลางบดขยี้
จนแหลกเละคามือแล้วทิ้งลงสู่พื้น แต่อู่ อวี้
มันก็ก้มลงไปเก็บขึ้นมา ”
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์เริ่มแพร่กระจาย
ออกไป ก่อตัวเป็นคลื่นขนาดใหญ่ และ
กลายเป็นเสียงโห่ร้องในที่สุด หัวข้อสนทนา
นั้นก็คือการกระท าอันขี้ขลาด ในฐานะผู้ฝึก
ตนเป็นธรรมดาที่จะย่อมรู้สึกอัปยศ
” พวกเจ้ายังไม่รู้จักอู่ อวี้ดีพอ ว่ากันว่า
เหตุที่อู่ อวี้ยอมคุกเข่าให้กับซือตู๋ หมิงหลาง
ก็เพื่อต้องการผลหัววานรเท่านั้น แถมผลหัว
วานรที่เขาหยิบ ไปยังเป็นผลที่ไม่เหลือแก่น
จิตวิญญาณแล้ว ข้ามีคนเช่นนี้อยู่ในรุ่น
เดียวกันจริงๆ เหรอเนี่ย… ”
ในเมื่อผู้เข้าร่วมประลองยังมาไม่ครบ ท่าน
ผู้เฒ่ามู่เกอจึงกวาดสายตามองไปทั่วทั้ง
สนามประลอง และ สุดท้ายสายตาของเขาก็
มาหยุดลงที่ซู หยานหลี่ จากนั้นเขาก็กล่าว
ขึ้นว่า ” ซู หยานหลี่เจ้าสนิทกับอู่ อวี้ จงไป
รับตัวเขามา อย่าให้เขาถ่วงเวลาให้ล่าช้า ”
เหตุที่ท่านอาวุโสมู่เกอกล่าวเช่นนั้น ก็
เพราะรู้ดีว่าอู่ อวี้ นั้นไม่ใช่คนรักตัวกลัวตาย
ไม่เช่นนั้นแล้วมันคงไม่ยอมสมัครเข้ามาร่วม
ประลอง
” ได้ค่ะท่านผู้อาวุโส ” ก่อนที่จะมาในวันนี้
ซู หยานหลี่ได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้
แล้ว วันนี้เป็นวันส าคัญของอู่ อวี้ เพราะมัน
คือการทดสอบของท่านเจ้านิกาย มันจึง
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหลีกเลี่ยงการมา
ประลองในครั้งนี้
” ไม่จ าเป็น ”
ในเวลานั้นเอง หลังจากฝูงชนจ านวนมาก
ก าลังส่งเสียงดังอื้ออึง เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดัง
ขึ้น สายตาทุกคู่ก็หันไปตามทิศทางของเสียง
อย่างรวดเร็ว ตรงจุดนั้นปรากฏร่างของชาย
สูงโปร่งสมส่วนก าลังยืนอยู่ แม้ดูจาก
ภายนอกแล้วจะดูเหมือนว่าร่างของเขานั้น
บอบบาง แต่แท้ที่จริงแล้วภายในอาภรณ์ที่
ห่อหุ้มร่างเขาอยู่ เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
หนาแน่น บุรุษหนุ่มรีบก้าวขาออกมายัง
สนามประลองเซียนไท่
หลังจากที่เขามาถึง ฝูงชนก็สัมผัสได้ถึงแรง
กดดันที่แผ่ออกมาจากดวงตาของเขา
ดวงตาของทั้งคู่ของเขาแผ่ประกายสีทอง
ออกมา ใต้จิตส านึกของทุกคนนั้นบอกว่า
ต้องแหวกทางให้กับเขาผู้นี้ ทันทีที่เขา
ปรากฏการณ์ขึ้นมาก็ลบทุกถ้อยค าสบ
ประมาทลงได้ ในทันทีที่อู่ อวี้มาถึง ซู
หยานหลี่ก็ก้าวมาสู่ด้านหน้าของเขาอย่าง
รวดเร็ว
” ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน เจ้าเติบโตขึ้น
มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ” จิตใจของซู
หยานหลี่สั่นสะท้าน เมื่อเห็นการเติบโต
อย่างรวดเร็วของเขา ริมฝีปากบางราวกับ
กลีบกุหลาบเผยอขึ้นเล็กน้อย แต่ส าหรับอู่
อวี้แล้วเขาไม่ประหลาดใจมากนักที่ได้พบกับ
นางอีก
หากเปรียบเทียบขนาดกันอย่างละเอียด
แม้ซู หยานหลี่อาจจะดูสูงกว่าอู่ อวี้เล็กน้อย
แต่เมื่อทั้งสองมายืนเคียงข้างกัน คนทั้งคู่ก็มี
ระดับความสูงที่ไล่เลี่ยกันมาก แม้ศีรษะ
ของนางจะสูงมากกว่าเขาครึ่งหนึ่ง ซึ่ง
เปรียบเทียบกับซือตู๋ หมิงหลางแล้ว เขามี
ระดับความสูงอยู่เพียงแค่ ระดับหน้าอกของ
อู่ อวี้เท่านั้น
” นี่คือผลลัพธ์ที่ข้าได้ จากการเก็บตัวฝึก
ตนเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ” อู่ อวี้ แย้ม
รอยยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ ราวกับแสงของ
ดวงอาทิตย์ที่ล่องลอยอยู่กลุ่มก้อนเมฆ เขา
ชื่นชอบวิธีนี้อย่างยิ่ง เขาจะปล่อยให้ผู้คนว่า
กล่าวเหยียดหยามเขาไปก่อน จากนั้นเมื่อ
เขาปรากฏกายขึ้น คนเหล่านี้จะหุบปาก
เงียบสนิท และ จะรู้สึกอายอย่างยิ่งในสิ่งที่
พวกมันกล่าวไป
” อู่ อวี้! ” ดวงตาของซือตู๋ หมิงหลางเบิก
โพลง ราวกับจะเผาไหม้ร่างกายของอู่ อวี้ไป
เสียให้สิ้นซาก แน่นอนว่ามันไม่ใช่สัญญาณที่
ดีนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ตัวมันเป็นที่จับตา
มองจากทุกผู้คน แล้วเพราะเหตุใดอู่ อวี้จึง
สามารถดึงดูดสายตาของเราผู้คนให้ละ
ออกไปจากมันได้?
ทันใดนั้นเอง ภายในแววตาของมันก็เกิด
สายฟ้ากระพริบขึ้น ยังมีการประลองอีก 5
รอบที่มันต้องผ่านพ้น แต่ในเวลานี้ภายใน
หัวใจของมันแทบจะไม่อยากทนรออีกต่อไป
เพลิงโทสะก าลังลุกท่วมเผาไหม้จิตใจของมัน
แม้ในยามนี้มันจะพยายามสะกดข่มอารมณ์
ไว้อย่างยิ่ง แต่ผู้คนโดยรอบก็ยังสามารถรับรู้
ถึงอารมณ์ของมันได้อย่างชัดเจน
” จงระงับโทสะ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเพียง
แค่มดปลวกที่ต่ าต้อย หากเจ้าไม่อาจระงับ
โทสะของตนเองได้ ก็ไม่สมควรที่จะมาเป็น
ศิษย์ของข้า หลานฮั้วหยุนผู้นี้ ” ในทันทีที่
หลานฮั้วหยุนกล่าวประโยคเหล่านั้น
ออกมา ภายในหัวใจของซือตู๋ หมิงหลางก็
ราวกับถูกแช่แข็ง มันรีบระงับเจตนาฆ่าที่แผ่
ออกมาทันที จากนั้นมันก็กลับไปพูดคุย
หัวเราะเช่นเดิม
เมื่อท่านผู้เฒ่ามู่เกอเห็นว่าอู่ อวี้มาถึงแล้ว
ท่านจึงป่าวประกาศต่อว่า ” ในเมื่อผู้เข้าร่วม
ประลองทั้ง 12 คนต่างมาพร้อมหน้าพร้อม
ตากันแล้ว เช่นนั้นก็ไม่ต้องถ่วงเวลาให้ล่าช้า
กันต่อไป การประลองในรอบแรกจะเริ่มขึ้น
และ ไม่จ าเป็นต้องให้ชายชราผู้นี้ขานชื่อ
หากรู้ตัวแล้วก็ขอให้ออกไปต่อสู้ทันที ”
ช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นได้มาถึงแล้ว ในเวลา
นี้ทุกคนเลิกสนใจอู่ อวี้ แต่ภายในจิตใจของ
พวกเขาทุกคนยังคงมุ่งหวัง ที่จะได้รับชม
การประลองของศิษย์หลัก ! ขณะนี้สนาม
ประลองจะลุกเป็นไฟ!
เนื่องจากบุรุษหนุ่มทั้งคู่ มีพลังอยู่ในระดับ
ขั้นหลอมรวมลมปราณ ฉะนั้นพวกเขา
กระโดดก้าวแค่เพียงไม่กี่ก้าว ก็มาถึงกลาง
สนามประลอง ในสายตาของผมชวนแล้ว
พวกเขาทั้งสองเริ่มต้นด้วยการทักทายกัน
เล็กน้อย จากนั้นเริ่มปะลองทันที
“วิชาแห่งเต๋า และ ศาสตราแห่งเต๋า!”
นี่เป็นครั้งแรกที่อู่ อวี้ ได้เห็นการต่อสู้ของผู้
อยู่ในระดับขั้นหลอมรวมลมปราณอย่างเต็ม
สองตา ทั้งสองต่างถือกระบี่ปราบมาร แต่ก็
มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้กระบี่
ปราบมารจะมีความแหลมคมอย่างยิ่ง แต่
กระบี่ก็เป็นเพียงอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ ใน
เมื่อพวกเขาทั้งสองได้มายืนอยู่ในสนาม
ประลองเซียนไท่แล้ว ความสามารถของ
พวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น พวกเขาจะต้อง
มีพลังวรยุทธที่ยอดเยี่ยมมหาศาล !
กระบี่ที่แตกต่าง ย่อมมีคุณลักษณะที่
แตกต่างกันออกไป กระบี่ทั้งสองต้องบริโภค
ทรัพยากรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งอยู่ใน ‘ดินแดน
เทพตงเสิ้ง’ ในบันทึกได้กล่าวไว้ว่าศาสตรา
เหล่านี้ต้องผสานเข้ากับผู้ใช้รวมเป็นหนึ่ง
มันอาจจะปล่อยหมอกพิษออกมา หรือ
ทักษะลับอื่นออกมาก็เป็นได้
วิชาเต๋าที่ถูกใช้ออกโดยพลังศักดิ์สิทธิ์นั้น
ช่างน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง หรือ จะให้อธิบาย
ง่ายไปกว่านั้น อย่างเช่น พลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่
ว่าจะเป็นคลื่นวายุ ต่อต้านอัสนี ควบคุม
เปลวเพลิง และ อื่นๆ ล้วนเป็นพลังอันไร้
สิ้นสุด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวิชาเต๋า ซึ่งส าหรับ
มนุษย์สามัญแล้ว พลังอ านาจเหล่านี้นั้น
เปรียบเสมือนพลังของเหล่าทวยเทพ
” ศิษย์น้องเล็ก! ” ช่วงเวลาที่อู่ อวี้ก าลัง
เพลิดเพลินกับการรับชมการประลอง และ
ก าลังจมอยู่ในภวังค์ของการวิเคราะวิชาเต๋า
ต่างๆ ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งตบลงมาบน
ไหล่ของเขา ซึ่งมันก็ท าให้อู่ อวี้รู้สึก
หวาดกลัวอย่างยิ่ง เนื่องจากระดับพลังใน
ปัจจุบันของเขา ยังมีผู้อื่นสามารถลอบเข้า
มาด้านหลังโดยที่เขาไม้อาจรู้ตัวได้ อีกทั้งยัง
สามารถประชิดกายถึงขั้นตบไหล่ของเขา ซึ่ง
ตัวเขาก็ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย กล่าวได้เลยว่าอีก
ฝ่ายต้องจะต้องเป็นผู้มีวรยุทธสูงส่งยิ่ง
หากคนผู้นี้แทงกระบี่เขาใส่ขั้วหัวใจของเขา
ป่านนี้เขาคงถูกปลิดชีพไปแล้ว
ฉับพลันเมื่อเขาหันหลังกลับไป ก็เห็นแม่
นางซู หยานหลี่ก าลังยืนเคียงข้างกับคนผู้
หนึ่ง ซึ่งแต่งกายด้วยชุดของบัณฑิต ตั้งแต่
หัวจรดเท้าของคนผู้นั้นทั้งหมดล้วนเป็นสีด า
สนิท บนศีรษะของเขาสวมใส่หมวกสูง
พร้อมกับสะบัดพัดในมือ ภาพวาดบนพัดที่
ก าลังเคลื่อนไหวไปตามแรงสะบัดนั้น ช่าง
งดงามเป็นอย่างยิ่ง ผ้าแผรซึ่งดูราวกับผ้า
ของอิสตรีที่นุ่งน้อยห่มน้อย เมื่อมองดูอย่าง
ใกล้ชิด คนผู้นี้จริงๆแล้วดูเหมือนจะหล่อ
เหลาเป็นอย่างยิ่ง เคราที่ยื่นยาวออกมา
เล็กน้อย ให้ความรู้สึกจริงจัง ในภาพใน
ดวงตาคู่นั้นส่องแสงประกายลี้ลับออกมา
เป็นครั้งคราว มันให้ความรู้สึกแวววาวราว
กับสุนัขจิ้งจอก
บุรุษแปลกหน้าผู้นี้ ก าลังจ้องมองเขาด้วย
ท่าทางสนอกสนใจ ฉับพลันเขาก็แสดงสี
หน้าประหลาดใจออกมา
ซู หยานหลี่เหลือบมองไปยังบุรุษผิวขาว
ด้วยท่าทางต าหนิ จากนั้นนางก็กล่าวว่า
“ศิษย์พี่สาม ท่านอย่าได้หยอกเย้าเขาเช่นนั้น
ในไม่ช้าเขาก็จะประลองแล้ว”
บุรุษผู้นั้นเหลือบมองมาทางอู่ อวี้แล้วกล่าว
ว่า ” ไฉนข้าต้องท าเช่นนั้นด้วย วันนี้ท้องฟ้า
เป็นใจเช่นนี้ ข้าจึงปรารถนาสนับสนุนน้อง
เล็กก็เท่านั้น ” ท่าทางตลกขี้เล่นที่ชายผู้นี้
แสดงออกมา ท าให้เห็นรู้สึกอบอุ่นเป็น
กันเองอย่างยิ่ง
ในที่สุดอู่ อวี้ก็ตระหนังถึงฐานะตัวตนของ
บุรุษผู้นี้ แท้จริงแล้วชายผู้นี้คือศิษย์คนที่
สาม ของท่านเจ้านิกายเฟิงซัวหยา เขาคือ
เป็นศิษย์ผู้พี่ของแม่นางซู หยานหลี่ อีกทั้งยัง
มีวรยุูทธเหนือกว่าแม่นางซู หยานหลี่ และ
เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ชายผู้นี้มีอุปนิสัย
ตลกขบขัน มีท่าทางเป็นมิตรซึ่งก็ดูเหมือน
จะชื่นชอบเขาอยู่พอตัว เนื่องจากด้วย
สถานะที่ยังคลุมเครือของเขา ชายผู้นี้ถึงได้
เรียกเขาว่าน้องเล็ก
” น้องเล็ก ข้าเป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะ
ศิษย์อาวุโสล าดับ 3 ของท่านอาจารย์เฟิง
เรียกข้าว่า โม่ซือซู แต่ถ้าสนิทสนมกันมาก
ขึ้น เจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่สามก็ย่อมได้ ” ดู
จากการแต่งกายเห็นได้ชัดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้
จะต้องเป็นบัณฑิต แต่น้ าเสียง และ
ลักษณะการพูดคุยของเขา กลับดูเหมือน
อันธพาลยิ่งนัก
” โม่ซือซู? ศิษย์พี่สาม?” อู่ อวี้ รู้สึกปวด
เศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่ง สรุปแล้วบุรุษผู้
นี้ต้องการให้เขาเรียกว่า ซือซู หรือ ศิษย์พี่
สามกันแน่?
” นามว่า ซือซู ของเขามาจากต ารากวี
ไม่สิคงต้องกล่าวว่าเป็นนามเดิมของเขาถึง
จะถูก ว่าแต่…ท าไมท่านถึงไม่ใช้นามที่ท่าน
อาจารย์มอบให้ล่ะ โม่ซือจื๋อ ” เดิมทีซู
หยานหลี่จะท่าทางไม่แยแสอยู่เสมอ แต่เมื่อ
นางมาพบเจอกับโม่ซือซูแล้ว ก็เป็นที่น่า
แปลกที่ค าพูดของนางหลายค า ล้วนฟังดู
ผ่อนคลายอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้ง
สองจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“อ๊ะ! อ๊ะ! ไม่ได้นะศิษย์น้อง เจ้าห้ามยุ่งกับ
ศิษย์น้องเล็ก เราจะต้องผลัดเปลี่ยนกันรับ
หน้าที่ วันนี้ข้าจะท าหน้าที่นี้เอง หรือเจ้าคิด
จะยื่นชายกระโปรงรับผลทับทิมอีก ? นั่นแน่
… หรือเจ้าคิดไม่ซื่อกับน้องเล็ก เจ้าจะเป็น
วัวแก่ที่ริจะกินหญ้าอ่อนใช่หรือไม่?”
โม่ซือซูเอามือรวบพัด เหมือนนึกอะไร
บางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นก็กล่าวขึ้น
“ข้าจะจัดการท่าน! ” ท่าทางของซู
หยานหลี่ที่แสดงออกมานั้น ไม่เหมือนกับ
ศิษย์พี่น้องแม้แต่น้อย
ในขณะที่คนทั้งสองก าลังหยอกเย้ากันอย่าง
สนุกสนาน พวกเขาก็ไม่ได้ตระหนักเลยว่า
การต่อสู้ในสนามประลองรอบแรกนั้นได้จบ
สิ้นลงแล้ว เมื่อกวาดตามองไปยังต าแหน่ง ผู้
ควบคุมการประลองเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักร
ในครั้งนี้ การประลองระหว่างอู่ อวี้กับซือตู๋
หมิงหลางนั้น ก าลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
……………………………………………………………
(´▽`).。o♡ เพลิน