กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 292 ปศาจตํานานแหงนครจักรพรรดิเพลิง
ในการต่อสู้ทุกครั้งคือการขัดเกลาฝีมือ และทุกครั้ง
จะทำให้ได้รับผลลัพธ์บางอย่างมา ซึ่งในการต่อสู้
ครั้งนี้ อู่ อวี้ ก็ได้เก็บเกี่ยวผลประโยนช์มาอย่าง
มหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการต่อสู้กับหมา
ปั่าเนตรปีศาจ
เขาและ หวง เหยียนอู่ ในตอนนี้กำลังอยู่อย่าง
เงียบๆภายในวงเวทย์เก้าจัตุรัสสยบมาร
บางครั้งภายนอกก็มีเสียงดังสนั่น อย่างไรก็ตาม อู่
อวี้ ซึ่งอยู่ในส่วนลึกของโคลน จึงไม่มีปีศาจตนไหน
จะสามารถหาพวกเขาพบได้ในเวลาสั้นๆ
ในอาณาเขตล่าด่านที่หก อู่ อวี้ ส่งเสียงเคาะ
ออกไปด้านนอก เพื่อที่จะดึงดูดเหล่าปีศาจ ซึ่งยาม
ว่างหาก อู่ อวี้ ไม่หลอมสกัดศาสตราเต๋า ก็จะ
เปลี่ยนไปทำการศึกษาเรื่องยันต์เวทย์
ในขณะที่ หวง เหยียนอู่ กำลังฟืนฟูร่างกาย พลัน
พบเห็น อู่ อวี้ กำลังศึกษาด้านการสกัดเม็ดยา วาด
สัญลักษณ์เวทย์ จึงบังเกิดความรู้สึกสนใจในตัว
เขา และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ อู่ อวี้ อู่
อวี้ ได้ค้นพบว่าคำแนะนำที่ได้จาก หวง เหยียนอู่
ทำให้บางจุดที่เขาสับสันก่อนหน้านี้ ได้ถูกไขให้
กระจ่าง
แน่นอนว่า ผู้ฝึกตนที่อาวุโส ถูกกักขังมาหลายสิบ
จนเกือบร้อยปี อาจจะได้รับการเก็บเกี่ยวบางอย่าง
โดยที่ตนเองไม่รู้ตัว
ในระหว่างที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันกับเขา อู่
อวี้ ได้รับผลประโยชน์มากมายมหาศาล
แต่ว่า นอกจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เช่นนี้
แล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ค่อยได้กล่าวสิ่งใดมากนักกับ หวง
เหยียนอู่
ในความเป็นจริงเขากำลังกลัดกลุ้มอยู่พอสมควร
เป็นเพราะว่า ยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไหร่ จึงได้รู้ว่า
หวง เหยียนอู่ เป็นคนที่มีคุณธรรมผู้หนึ่ง แน่นอน
ว่าการที่เริ่มสนิทสนมมากขึ้นเช่นนี้จึงทำให้พวก
เขาค่อยๆกลายเป็นสหายกันในที่สุด และเริ่มเป็น
ห่วงในชีวิตและความตายของอีกฝั่าย แต่ อู่ อวี้
นั้นรู้อย่างชัดเจน ในตอนนี้เขาไม่สามารถที่จะ
ช่วยเหลือสิ่งใด หวง เหยียนอู่ ได้ ซึ่งมันเป็นไป
ไม่ได้เลยที่จะช่วยเหลือผู้ฝึกตนทั้งหมดที่อยู่ใน
อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศแห่งนี้ เช่นเดียวกับที่
เขาไม่สามารถช่วยเหลือปีศาจจิ้งจอกเก้านภาที่อยู่
ในหุบเหวปีศาจได้
ดังนั้น เขาจึงพยายามที่จะพูดคุยกับ หวง เหยียนอู่
ให้น้อยที่สุด หลังจากที่เห็นเขาลาโลกนี้ไปแล้ว เขา
จะได้ไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง
แน่นอนว่าถ้าหากเขาเกิดความรู้สึกผิด จะทำให้
เกิดเป็นตราบาปขึ้นในใจของ อู่ อวี้
สำหรับความโกรธเกรี้ยวที่อยู่ในอาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ มันก็คือความเกลียดชังของทั้งสอง
เผ่าพันธุ์
เห็นได้ชัดว่า หวง เหยียนอู่ ก็รู้ซึ่งความจริงในเรื่อง
นี้เป็นอย่างดี ดังนั้นนอกเหนือจากการพูดคุย
เกี่ยวกับเรื่องของสัญลักษณ์เวทย์แล้ว เวลาส่วน
ใหญ่ก็จะอยู่กันอย่างเงียบๆ มีบางครั้งก็พูดคุยกัน
เพียงแค่สองสามประโยคเท่านั้น
“จริงๆแล้วอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศนั้นไม่
นับเป็นอันใด พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนเป็นเพียงเหยื่อ
ของพวกปีศาจเท่านั้น สังหารพวกเราโดยไร้ซึ่ง
ความเมตตา เมื่อพวกเราถูกจับเข้ามาอยู่ในที่แห่ง
นี้ ความจริงก็คือชีวิตของพวกเราก็ไม่ต่างกับการที่
อยู่ในสงครามแห่งความตาย ถูกจับเข้ามาเพื่อเป็น
ที่ลับฝีมือให้กับเหล่าปีศาจรุ่นเยาว์ มีบางครั้งได้ถูก
ทำลายเป็นชิ้นๆ ความจริงหากต้องการที่จะหนีไป
นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ นี่เรียกว่าสวรรค์ไร้ซึ่ง
ความปรานี คนแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด คน
อ่อนแอต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมัน
เป็นกฏเกณฑ์ของโลกใบนี้ แม้แต่สัตว์ร้าย
ทั้งหลายที่อยู่ในปั่า ต่างก็ใช้กฏเกณฑ์เดียวกัน
ทั้งสิ้น” หวง เหยียนอู่ นั้นองอาจมากกว่าที่ อู่ อวี้
คิด
“มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรือ ที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะ
อยู่ร่วมกัน ถึงจะมีการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย
แต่ก็สามารถทำการฝึกตนไปบนวิถีเต๋าพร้อมๆกัน
ได้?” อู่ อวี้ ถามขึ้น
หวง เหยียนอู่ ยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า”ก่อน
หน้านี้ข้าก็เคยคิดแบบนี้มาก่อน มันไม่ดีกว่าหรือที่
จะฝึกตนไปบนวิถีเต๋าด้วยกัน? หลังจากนั้นข้าก็ได้
เข้าใจว่า เรื่องนี้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ประการ
แรกความเกลียดชังได้ถูกส่งต่อมาจากรุ่นก่อน จน
ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ
สามารถแก้ไขมันได้สำเร็จ ประการที่สอง เส้นทาง
แห่งสวรรค์ มีเพียงการต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้ผู้
แข็งแกร่งโดดเด่นขึ้นมา การสำเร็จกลายเป็นเซียน
การต่อสู้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะรู้แจ้งได้ถึงมหาเต๋า
อาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่คนที่สามารถสำเร็จกลายเป็น
เซียน สำหรับตัวเจ้าเองจะไม่ต้องการการต่อสู้
แข่งขันเชียวหรือ?”
โลกใบนี้คือการแข่งขัน
อู่ อวี้ เข้าใจในความหมายของเขา ซึ่งกล่าวได้ว่า
ความคิดของตัวเขาและ จิ่วอิง ความจริงแล้วมัน
เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าหากมองในมุมของคน
อื่นๆ
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ หวง เหยียนอู่ เกือบจะฟืนตัว
มาได้สมบูรณ์แล้ว ความจริงแล้ว อู่ อวี้ ก็ได้พูดคุย
กับแลกเปลี่ยนความรู้กับเขามาไม่น้อย
หวง เหยียนอู่ ยันตัวลุกขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขา
เตรียมตัวที่จะจากไปแล้ว เขาปัดความรู้สึกเศร้า
หมองออกไป และผ่อนคลายตัวเขาเองขึ้น และหัน
ไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า”โชคชะตาของข้า บางครั้ง
บางคราอาจจะจมหายไปในอาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศแห่งนี้ ก่อนหน้านี้ในใจของข้านั้นไม่ค่อย
ยินยอมที่จะจากไป เพราะบนร่างกายของข้ามี
ความลับบางอย่างที่ปกปิดเอาไว้อยู่อีกทั้งยังไม่ได้
รับการไขความลับ ซึ่งยามที่ข้าได้พานพบกับเจ้า อู่
อวี้ ข้าจึงตัดสินใจว่าจะส่งมอบของชิ้นนั้นให้แก่
เจ้า”
อู่ อวี้ รีบลุกยืนขึ้นมาแล้วไปยืนอยู่ฝังตรงข้ามกับ
หวง เหยียนอู่ ท่าทางของอีกฝั่ายดูผ่อนคลายเป็น
อย่างยิ่งจนดูราวกับเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอันใด
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะพยายามพูดคุยกับเขาให้น้อย
ที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในตอนนี้เขาเคารพนับ
ถืออีกฝั่ายราวกับเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง มันเป็น
ความจริงที่ว่า เขาต้องการจะออกไปจากสถานที่
แห่งนี้ ออกไปด้วยเส้นทางของตัวเอง จิตใจของ อู่
อวี้ ตอนนี้ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง เขารู้สึกไม่พึง
พอใจ ที่ตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ เขา
พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้พูดคุยกับอีกฝั่ายไป
มากกว่านี้
“ส่งมอบให้แก่ข้า…….” อู่ อวี้ รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
หวง เหยียนอู่ ไม่ได้หยิบสิ่งของออกมาก่อน แต่
กลับหันไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า”เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นมา
เนิ่นนานแล้ว ในตอนที่ข้าเพิ่งจะเข้านครจักรพรรดิ
เพลิงได้ไม่นาน ในตอนนั้นข้าได้ยินมาว่า ใต้ดิน
ของนครจักรพรรดิเพลิง มีปีศาจที่ไร้ผู้ต้านตัวหนึ่ง
ที่เคยเกือบจะทำลายโลกทั้งใบได้ถูกกักขังเอาไว้
อยู่”
“ปีศาจที่ไร้ผู้ต้าน?” อู่ อวี้ ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มา
ก่อน
“หึหึ ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งนครจักรพรรดิ
เพลิง แต่คนส่วนใหญ่กลับคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียง
แค่ข่าวลือเท่านั้น” หวง เหยียนอู่ กล่าว
อู่ อวี้ ยังคงฟังเขาเล่าต่อไป
“ในเวลานั้น ตอนนั้นข้าก็ยังเด็กอยู่มากและบังเอิญ
ได้รับศิลามาก้อนหนึ่งจากในถ้ำของภูเขาธรรมดาๆ
ลูกหนึ่ง ศิลาก้อนนี้ดูสามัญเป็นอย่างมาก แต่ก็
แปลกมากเช่นเดียวกัน มีรูปทรงเหมือนกับไข่เล็กๆ
ใบหนึ่ง ในตอนนั้นข้าได้เก็บมันขึ้นมา และดู
เหมือนว่าไม่ว่าจะทำการฝึกตนในด้านใดมันก็จะ
เปลี่ยนเป็นง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่รู้ว่าข้าอาจจะเข้าใจ
ผิดไปเองก็ได้ หลังจากนั้นข้าก็พกพาศิลาก้อนนี้ติด
ตัวมาโดยตลอด บางทีมันอาจจะเป็นเพราะ
คำแนะนำของศิลาก้อนเล็กก้อนนี้ ได้แนะนำให้ข้า
เดินทางไปที่นครจักรพรรดิเพลิง และได้เข้าร่วมใน
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง และในคืนหนึ่งที่
พระจันทร์เต็มดวง ข้าได้สังเกตเห็นว่า เจ้าศิลา
ก้อนน้อยได้ส่องแสงออกมา ราวกับมันได้คอย
แนะนำว่าข้าควรจะเดินไปยังทิศทางไหน”
อู่ อวี้ ตระหนักว่า เรื่องที่เขากล่าวมานี้ เกรงว่า
อาจจะเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปีศาจที่ไร้ผู้
ต้านก็เป็นได้?
หวง เหยียนอู่ ระลึกไปถึงความทรงจำเก่าๆที่อยู่ใน
สมองของเขา พร้อมกล่าวต่อว่า”ภายในใต้การ
ชี้นำจากศิลาก้อนนั้น ข้าได้ถูกชี้นำให้ไปยังสถานที่
ที่หนึ่งในนครจักรพรรดิเพลิง ที่สถานที่แห่งนั้นมี
เพียงแค่แผ่นหินสีครามทั่วๆไป แต่เมื่อข้าก้าวขึ้น
ไปเหยียบบนแผ่นหินสีครามแผ่นนั้น ตัวข้าได้ถูก
กลืนเข้าไปในแผ่นศิลาแผ่นนั้น ไม่รู้ว่าผ่านไปนาน
เท่าใด ในที่สุดข้าก็ยืนอยู่บนพื้นดินได้ สถานที่แห่ง
นั้นเป็นช่องว่างที่คับแคบ รอบด้านมีแต่ความมืด
มิด และในตอนนั้นข้าได้นึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับ
ปีศาจที่ไร้ผู้ต้าน และข้าก็รู้สึกหวาดกลัวจนเสีย
สติ”
“แล้วหลังจากนั้นหล่ะ?” อู่ อวี้ ถามขึ้นมา
“หลังจากนั้นข้าก็เห็นของสิ่งของบางอย่างที่อยู่ใน
มุมหนึ่งของช่องแคบแห่งนั้น นั่นเป็นไข่ใบหนึ่ง
เป็นไข่ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีสิ่งชีวิต
อยู่ภายในนั้น ในตอนนั้นข้าคิดว่า ไข่ใบนี้ บางที
อาจจะเป็นของที่เป็นตราปิดผนึกดังที่ปรากฏขึ้นใน
ข่าวลือ อาจคอยกักขังปีศาจที่เกือบจะทำลายล้าง
โลกใบนี้! ณ ตอนนั้นข้ารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่าง
มาก จึงหันหลังวิ่งกลับไป ไม่รู้ว่าได้วิ่งเข้าไปชนกับ
อะไร ดูเหมือนว่ามันจะเป็นทางออก หลังจากเมื่อ
ข้าได้กลับไปนครจักรพรรดิเพลิง แสงของศิลาก้อน
เล็กที่อยู่ในมือของข้าก็ค่อยๆจางหายไป ในตอน
นั้นข้าจึงตระหนักได้ว่า ไข่ใบนั้นกับศิลาก้อนเล็ก
ของข้านั้นเหมือนกัน”
อู่ อวี้ ฟังแล้วเกิดความรู้สึกสับสน คิดว่ามันอาจจะ
เป็นเพียงแค่เรื่องมหัศจรรย์ทั่วๆไปเรื่องหนึ่ง
“หลังจากนั้น ข้าก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวเช่นนั้นอีกแล้ว
แต่กลับเกิดเป็นรู้สึกสงสัย คิดที่จะกลับไปหาไข่ใบ
นั้นอีกครั้ง ดูว่ามันมีความลับอะไรซ่อนอยู่ แต่ว่า
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศิลานั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อะไรในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงอีกเลย ข้าได้รอ
คอยมาโดยตลอด จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งที่ข้า
ออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก และได้พ่ายแพ้ให้กับ
ปีศาจ จึงถูกจับมายังสถานที่ที่แห่งนี้ และเรื่องนี้
ยังคงค้างคาอยู่ในจิตใจของข้าเสมอมา มันเป็นสิ่ง
เดียวที่ข้านึกถึงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายใน
ทุกวันนี้”
เมื่อได้ฟังแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่
ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ในตอนเด็กเมื่อได้รับศิลาที่เหมือนกับไข่ธรรมดาๆ
มาก้อนหนึ่ง และได้รับคำแนะนำจากศิลาก่อนนี้
ให้มาที่นครจักรพรรดิเพลิง หลังจากนั้นก็มี
ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกิดขึ้น แต่น่าเสียดายที่
เวลานั้น หวง เหยียนอู่ ขลาดเขลาเกินไป เขาได้
เลือกที่จะหนีกลับมา ทำให้ไม่สามารถรู้เรื่องราว
เหล่านั้นได้ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้เขารู้สึก
สงสัยมาโดยตลอด แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาถูก
จองจำอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่มีโอกาสที่จะหลบหนี
ออกไปได้อีกแล้ว
“อาจจะกล่าวได้ว่า ศิลาที่เหมือนกับไข่ใบนั้น กับ
ไข่ที่แท้จริง จะมีความเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่าน
รู้สึกสงสัยมากที่สุดก็คือ ไข่ใบนั้นคือสิ่งใด อาจจะ
เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เอาไว้ผนึกปีศาจที่ไร้ผู้ต้านตนนั้น
ก็เป็นได้ใช่หรือไม่?” อู่ อวี้ ถามเขากลับ
“มิผิด”
หวง เหยียนอู่ พยักหน้าตอบกลับไป
ในตอนที่เขากำลังพยักหน้า ก็หยิบศิลาที่มีรูปทรง
เหมือนไข่ธรรมดาๆก้อนหนึ่งออกมา ซึ่งมันมีขนาด
เหมือนกับเป็นไข่ใบหนึ่งไม่ผิดเพี้ยน ความจริงเมื่อ
มองไปที่ศิลาก้อนนี้มันให้ความรู้สึกธรรมดาเป็น
อย่างมาก ในตอนที่ อู่ อวี้ ถือศิลาก้อนนี้ในมือ ก็ไม่
สามารถสัมผัสได้ถึงความแปลกใดๆทั้งสิ้น แต่เมื่อ
เขาลองใช้กำลังอีกเล็กน้อย พบว่าตนเองไม่
สามารถที่จะบดขยี้ศิลาก้อนนี้ได้ จะต้องก่อนว่า
ด้วยพละกำลังของเขา หากเป็นศิลาธรรมดาทั่วไป
มันต้องแตกเป็นผุยผงคามือไปเรียบร้อยแล้ว
“อู่ อวี้ ในชีวิตนี้ ข้าไม่มีโอกาสอีกต่อไปแล้ว เดิมที
ข้าตั้งใจจะปล่อยความลับนี้ให้มันตายไปพร้อมกับ
ข้าอย่างไม่ยินยอม แต่พอมาคิดดูแล้วหากข้าตก
ตายลงไปจริงๆและของสิ่งนี้จะต้องถูกกลืนหายไป
ในที่แห่งนี้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี จึงจะมีคนที่
สามารถนำศิลาก้อนนี้กลับไปยังนครจักรพรรดิ
เพลิงได้อีก? ที่แห่งนี้คือที่ตั้งของเหล่าปีศาจ
ทั้งหลาย และนครจักรพรรดิเพลิงถือเป็นสถานที่
ต้องห้ามของปีศาจทั้งปวง………แต่โชคดีที่เจ้าได้
ปรากฏตัวขึ้น และได้ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้ ข้า
รู้สึกว่านี้จะต้องเป็นบัญชาของสวรรค์ ที่ไม่ต้องการ
จะให้ความลับนี้ต้องถูกกลืนกินหายไป ดังนั้น
หลังจากนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว” หวง เหยียนอู่ ยิ้ม
ให้เขา แล้วกล่าวออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยการ
ตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว
“ในตอนนี้ท่านมีตราปีศาจยกเลิกพันธะทาสมาก
เท่าใดแล้ว?” อู่ อวี้ เอ่ยถาม
หวง เหยียนอู่ กล่าวตอบไปว่า”มีสิบกว่าชิ้นแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถล้มปีศาจได้สักตัว
และยังมีปีศาจบางตัวเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่ยอมมอบ
ตราปีศาจยกเลิกพันธะทาสมาให้ ซึ่งเช่นนั้นเราก็
ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ พวกข้ากับเจ้า
นั้นไม่เหมือนกัน พวกข้าอยู่ในที่แห่งนี้ เป็นเพียง
แค่เหยื่อ ซึ่งต้องถูกตามล่าอยู่ตลอดเวลา”
เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ หวง เหยียนอู่ ก็ถอนหายใจ
ออกมาแล้วกล่าวว่า”ในท้ายที่สุดแล้ว การที่จะ
ออกไปจากอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ อย่างน้อย
สำหรับข้าแล้วมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ถึงแม้ว่าจะออกไปจากอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ
ได้ แล้วจะสามารถออกไปจากห้วงสมุทรเมฆาลวง
ตาแห่งนี้ได้อย่างไร? ตอนี้ที่ข้าอยู่ภายนอก ไม่เคย
ได้ยินเกี่ยวกับใครสักคนที่จะสามารถออกไปจาก
อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศนี้ได้เลย ดังนั้นด้วย
ความสัมพันธ์ของเจ้ากับ จิ่วอิง เจ้าจะกลายเป็นผู้
ฝึกตนเพียงคนเดียวที่จะสามารถหนีออกไปจากที่
แห่งนี้ได้ ส่วนพวกเราที่เป็นเพียงเหยื่อ ก็สามารถ
เพียงต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆเท่านั้น”
เช่นนั้น อู่ อวี้ จึงเข้าใจถึงความหมายของเขาได้
อย่างชัดเจน ตัวเขานั้นไม่ต้องการที่จะนำของของ
หวง เหยียนอู่ ไป แต่เป็น หวง เหยียนอู่ ที่ได้กล่าว
เอาไว้ว่าเขาไม่อาจจะออกไปจาที่แห่งนี้ได้ จึงฝาก
ความหวังของเขาไว้ที่ อู่ อวี้
“ไม่รู้ว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน แต่ถ้าหากมีสัก
วันหนึ่งยามที่เจ้ามีอำนาจสามารถจะสั่นคลอน
ปีศาจทั้งปวงได้ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าอาจจะเข้าใจ
ความลับของศิลาก้อนนี้ก็เป็นได้ ถึงเวลานั้นเจ้า
ค่อยกลับมาหาข้า หรือว่าจะเอาความจริงเรื่องนี้
มาบอกกับข้าก็ได้” หวง เหยียนอู่ หัวเราะขึ้น
หลังจากที่กล่าวจบแล้ว เขาก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
พร้อมส่งสัญญาณให้ อู่ อวี้ เปิดทางให้เขาออกไป
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ