กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 302 : การกลับมา
ทันใดนั้น ‘ปีศาจโลหิต’ ก็เข้ามาประชิดตัวของ อู่
อวี้ รู้สึกเสมือนกับว่าตนเอง กำลังจมดิ่งอยู่ภายใต้
ห้วงทะเลโลหิตอันล้ำลึก เป็นความรู้สึกเฉก
เช่นเดียวกับคนกำลังจมน้ำ แต่ต่างกันตรงที่ว่าห้วง
ธารานี้อาบชุ่มไปด้วยกลิ่นอายโลหิตอันเข้มข้น
ราวกับว่ามันกำลังแทรกซึมเข้าไปในทุก ๆ อณูรู
ขุมขน อู่ อวี้ รู้สึกว่าโลหิตภายในกายของตนเอง
กำลังขัดขืนต่อต้านผู้บุกรุก ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกอึด
อัดทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าการถูก ปีศาจโลหิต คุกคามเช่นนี้
นับเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างที่สุด
ปีศาจโลหิต กลับคืนสู่ร่างของหญิงสาวผู้มีรูปโฉม
งดงามบริสุทธิ์ไร้เดียงสา โลหิตภายในร่างโคจร
หลอมรวมกลั่นสกัดออกมาเป็นอาภรณ์ห่อหุ้ม
ร่างกายสีโลหิต ราวกับว่ามีธาราโลหิตกำลังห้อม
ล้อมร่างของนางอยู่ ดวงเนตรสีแดงโลหิตอันน่า
สะพรึงกลัว ดูไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ในทุก
กิริยาบทการเคลื่อนไหวชวนให้รู้สึกอึดอัด จนแทบ
หายใจหายไม่ออก
หลังจากปีศาจบดขยี้ทำลายแกนปีศาจของตนเอง
พวกมันจะสามารถบรรลุสู่ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต หากไตร่ตรองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่า
แม้แต่การฝึกฝนบ่มเพาะ ก็แทบจะเหมือนกับ
มนุษย์ผู้ฝึกตน หากประเมินปีศาจโลหิตที่อยู่เบื้อง
หน้าของเขาแล้ว คาดว่าอย่างร้อยนางจะต้องมี
ฝีมืออยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต ซึ่ง
เกือบจะเทียบเคียงกับ ‘เฉิน ชิงเหยา’
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า ปีศาจเฒ่าตนนี้สามารถปลิดชีพ
ตนเองลงได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง เห็น
ได้ชัดว่าระดับฝีมือของเขายามนี้ ไม่อาจต่อกรกับ
ปีศาจโลหิตได้ แต่การที่ปีศาจโลหิตออกมา
ขัดขวางตนเองนั้น นางมีเปั้าหมายอะไรกันแน่
กฎของใต้หล้านี้ ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้
แข็งแกร่งกว่าเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถตำหนิใคร
ได้
โชคดีว่า ‘ปีศาจโลหิต’ ดูเหมือนจะไม่รีบร้อนเด็ด
ชีพของ อู่ อวี้ ในตอนนี้นางเดินวนรอบตัวของเขา
อนึ่งว่ากำลังไตร่ตรองบางอย่างอยู่ จากนั้นก็กล่าว
อย่างประหลาดใจขึ้นว่า ” ข้าได้ยินคำร่ำลือ
เกี่ยวกับวีรกรรมของเจ้าใน ‘ อาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ ‘ ถึงแม้ สร้างแกนนภา ของเจ้าจะอยู่
เพียงขั้นที่ 5 แต่กลับมีกายเนื้อแข็งแกร่งเช่นนี้ ข้า
ล่ะอิจฉาเจ้าเสียจริง ๆ เด็กน้อย … ในอนาคต
ข้างหน้าเจ้าจะกลายเป็นศัตรูกับเผ่าพันธุ์ปีศาจของ
ข้า ยิ่งไปกว่านั้นในวันนี้ เจ้าพลัดหลงเข้ามาในเขต
แดนของข้า ไหนเจ้าช่วยบอกเหตุผลให้ข้าได้ฟังสัก
ข้อ เพราะเหตุใดข้าถึงไม่ควรดื่มโลหิตของเจ้า ? ”
เมื่อสิ้นคำกล่าว นางก็ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากของ
ตนเอง พร้อมกับดวงตาสาดประกายระยิบระยับ
แฝงไว้ด้วยความโลภโมโทสัน
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินคำถามนี้ เขาก็รู้ตัวในทันทีว่าวันนี้
เขาอาจไม่มีชีวิตรอดออกไปได้
การที่นางกระทำเช่นนี้ เกรงว่าจะหาใช่การหยอก
เย้าพูดจาเหลวไหลกับตนเองเป็นแน่ ที่จริงหากเขา
ได้นำชีวิตมาจบลงตรงนี้ คาดว่า จิ่วอิง จะต้องสืบ
สาวจนพบอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ ตอบกลับทันทีอย่างไม่ลังเล ” ผิดแล้ว ข้า
กับจิ่วอิงต่างคิดว่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือ ปีศาจ
ล้วนมีทั้งดีชั่วปะปนกันไป โดยเฉพาะความเกลียด
ชังที่ถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งอดีต มันหนักหนาสาหัส
อย่างยิ่ง จิ่วอิงหาใช่ศัตรูของมวลมนุษย์ ข้าเองก็
หาใช่ศัตรูของปีศาจเช่นกัน ”
” หิหิ ” ปีศาจโลหิตหัวเราะคิกคัก
” เจ้าหนุ่มน้อย ไม่คิดว่าคำพูดของเจ้านั้นมันไร้
เดียงสาไปหน่อยรึ หลักการของพวกเจ้าทั้งสองมัน
ช่างเล็กกระจ้อยร่อยยิ่งนัก เจ้าคิดว่าทั้งสอง
เผ่าพันธุ์ไม่ทราบเรื่องนี้หรือ ? อย่างไรเสีย …
ความเป็นจริงเหนืออื่นใดนั้นก็คือ ความเกลียดชังที่
ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีให้แก่กัน มันหยั่งลึกเกินกว่า
เจ้าจะจินตนาการ มากเกินกว่าที่เจ้าจะควบคุมมัน
ได้” ปีศาจโลหิต กล่าวอย่างไม่เกรงใจ
อู่ อวี้ กล่าวเสริมขึ้นว่า ” ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้
ขอให้ผู้อื่นไม่เห็นด้วยกับพวกเรา ดังนั้นข้าจึง
เริ่มต้นจากตนเอง เริ่มต้นจากจิตใจของข้า ”
ประโยคนี้ทำให้ ปีศาจโลหิต ตกตะลึงเล็กน้อย
โลหิต นางหุบยิ้ม สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเย็น
จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” เจ้าจงจดจำสิ่งที่เจ้าพูดไว้
ในวันนี้ หวังว่าในภายภาคหน้าเจ้าจะไม่ลืมเลือน
มันไปเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะรู้ว่าสิ่งที่พูดมา
ทั้งหมดในวันนี้ มันช่างฟังดูน่าขบขันมากเพียงใด”
จิตใจของ อู่ อวี้ หาได้หวั่นไหวในคำกล่าวของนาง
แม้แต่น้อย
ภายในใจของเขากระหยิ่มยิ้มย่อง เนื่องจากอีกฝั่าย
พูดถึงอนาคตภายภาคหน้า ซึ่งก็ยืนยันได้ว่า ใน
วันนี้ไม่ต้องกังวลว่าชีวิตของตนเองจะหาไม่
“ก็ไม่แน่” อู่ อวี้กล่าว
” เจ้าคิดว่าวันนี้ ข้าจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆนั้นหรือ? ”
แต่แล้วอีกฝั่ายก็ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มเย็นเฉียบ
ด้วยความเร็วปานสายฟั้าแลบ นางได้ชี้นิ้วลงบน
หน้าผากของเขา เมื่อ อู่ อวี้ จะตอบสนองใด ๆ
กลับไป ปรากฏว่าทั่วทั้งร่างของเขาก็ไม่อาจขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย เนื่องจากถูกนิ้วมือ
ของนางตรึงร่างเขาเอาไว้ เพียงแค่นิ้วมือสัมผัสบน
หน้าผากของตนเองเพียงเท่านั้น ช่วงเวลานั้นเอง
อู่ อวี้ รู้สึกว่าร่างกายของตนเองกำลังถูกฉีก
กระชากด้วยทะเลโลหิต
ราวกับว่ามีพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวจากฝั่าย
ตรงข้าม ทะลวงเข้าใส่สมองของเขาในฉับพลัน
ขยายแผ่ขยายคืบคลานเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา
จากนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นเข็มนับล้านล้าน
เล่ม เจาะทะลวงเข้าไปในทุกอณูของร่างกาย เพียง
ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าปีศาจโลหิตกำลัง
จะชำแหละเขาเป็นเสี่ยง ๆ
ในช่วงขณะที่ ปีศาจโลหิต แตะหน้าผากของ อู่ อวี้
อยู่นั้นริมฝีปากของนางก็เผยยิ้มขึ้น มันทำให้เขา
รู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลังจะ
ถูกบดขยี้ภายใต้เงื้อมมือของปีศาจโลหิต ทันใดนั้น
เขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง บัดนี้ ‘พลองสม
ปรารถนา’ ได้ปรากฏขึ้นภายในร่างกาย!
ตู้มมมมม!
พลองขนาดมหึมาที่สูงทะลุเสียดฟั้าได้ตั้งตระหง่าย
ภายในจิตใจ ฉับพลันสิ่งที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้น
ทันใดนั้นแสงสีทองก็ส่องประกายเจิดจ้ากวาดผ่าน
ไปทั่วทุกสารทิศ ทุกส่วนของปีศาจโลหิตก็ถูกพลัง
แสงกลืนกินหายไปจนสิ้น ในเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่ามี
บางสิ่งบางอย่างได้พยายามจะเข้าสู่ร่างกายของ
เขา ซึ่งมันก็คือ ปีศาจโลหิต ที่แปรเปลี่ยน
กลายเป็น หยดโลหิต แล้วแพร่กระจายเข้าสู่ร่าง
ของเขา มันได้พยายามชอนไชเข้าไปอยู่ในส่วน
สำคัญต่างๆตามร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
นางต้องการกะทำอันใด ?
ราวกับว่านางต้องการเข้าสู่ร่างกายของเขา
โชคดีที่เจตจำนงของ ปีศาจโลหิต ได้ถูกขัดขวาง
ต่อต้านโดยพลอสมปรารถนา ส่งผลให้ อู่ อวี้ รอด
พ้นจากวิกฤตินี้ทันที
ตู้มมมม!
ดวงตาของปีศาจโลหิตแปรเปลี่ยนไป อันที่จริงนาง
ยังไม่ได้ตรวจสอบอะไร อู่ อวี้ เลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากฉับพลันได้มีพลังอันน่าตื่นตะลึงระเบิด
พวยพุ่งขึ้นมาจากภายในร่างของ อู่ อวี้ และเผา
ผลาญหยาดโลหิตจนระเบิดกระจายออกมา
กลายเป็นฝนโลหิตสาดกระเซ็นปกคลุมไปทั่วทั้ง
ท้องนภา หรือแม้แต่ต้นไม้โดยรอบ ก็ถูกอาบชโลม
ไปด้วยโลหิต
ฟูมฟูม!
แต่เพียงพริบตา หยาดโลหิตทั้งหลายได้มาผสาน
หลอมรวมจนกลายเป็นรูปลักษณ์มนุษย์อีกครั้ง
กลายเป็นสาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้มีดวงเนตรสี
โลหิต แต่ภายในร่างมนุษย์นี้ทำให้เห็นได้ชัดว่า
ใบหน้าของนางขาวซีดจนแทบไม่มีสีโลหิตเจือปน
ดวงเนตรสีโลหิตของนางแปรเปลี่ยนไป พร้อมเฝั้า
มองดู อู่ อวี้ อย่างเงียบ ๆ
อู่ อวี้ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่คาดคิด
ว่า ‘พลองทองสมปรารถนา’ จะช่วยปกปั้องตัวเขา
เอาไว้!
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” อู่ อวี้ รู้สึกสับสน
“ปีศาจตนนี้คิดจะครอบครองร่างกายของเจ้า ซึ่ง
ถือเป็นสิ่งที่ปีศาจโลหิตที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ถ้านาง
เข้าไปในร่างกายของเจ้าได้ เจ้าจะต้องถูกนาง
ควบคุมอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่า นางต้องไปเห็น
การดำรงอยู่ของพลองทองสมปรารถนาเข้า จึงคิด
จะสอดส่องสายตาตรวจสอบ ผลก็คือถูกพลังอัด
กระแทกกลับมา ถือได้ว่านางยังโชคดีอยู่บ้าง หาก
วุ่นวายถลำลึกลงไปมากกว่านี้ เป็นไปได้ว่าตอนนี้
อาจเหลือแค่วิญญาณที่ถูกกระแทกออกมา ” หมิ
งซวงกล่าวขึ้นอย่างเกียจคร้าน
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
อู่ อวี้ อดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถ้า
ไม่ใช่เพราะพลองทองสมปรารถนาช่วยเหลือเอาไว้
ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร? เขา
ตระหนักดีถึงความเจ้าเล่ห์ของปีศาจโลหิต นาง
แสร้งทำเป็นอ่อนแอ ทำให้ อู่ อวี้ ลดความ
ระมัดระวังตัวลง จากนั้นก็โจมตีอย่างฉับพลันเข้า
ใส่จิตวิญญาณโดยตรงทำให้ อู่ อวี้ พ่ายแพ้ในทันที
จนกระทั่งบัดนี้ สุนัขจันทราก็ยังแสดงท่าทาง
สับสน มันจ้องมองด้วยหวาดกลัว เมื่อได้เห็นการ
ต่อสู้ในครั้งนี้ ส่วนปีศาจโลหิตก็จ้องมองมายัง อู่
อวี้ อย่างเย็นชา โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ
ออกมาอีก
“นางต้องการควบคุมข้า?เปั้าหมายที่แท้จริงของ
นางนั้นคืออะไรกันแน่?” อู่ อวี้ รู้สึกกังขาอย่างยิ่ง
” นับว่าเจ้าไม่เลวทีเดียว เมื่อได้เห็นความกล้าหาญ
เด็ดเดี่ยวของเจ้า ข้าจะไม่สร้างความรำคาญให้แก่
เจ้า ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดออกไป” จากนั้นปีศาจ
โลหิตก็โบกมือ ร่างแปรเปลี่ยนกลายเป็นหมอกอีก
ครั้ง หลังจากแปรเปลี่ยนกลายเป็นหมอกโลหิต มัน
ก็กระจายตัวหายเข้าไปในปั่า ทั่วทั้งผืนปั่าต่างถูก
ห้อมล้อมไปด้วยหมอกโลหิต ขณะความสงบหวน
กลับคืนมา สิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้ คือหมอก
โลหิตที่ทะยานห่างไกลออกไป
ท่ามกลางทะเลโลหิตนั้น มีปีศาจขนาดเล็กจำนวน
นับไม่ถ้วนกำลังม้วนกลิ้งอยู่ ด้วยความตื่นเต้น
สนุกสนาน หลังจากปีศาจโลหิตย้อนกลับไป ปีศาจ
ขนาดเล็กเหล่านี้ก็ขึ้นไปบนทะเลโลหิตด้วยความ
เลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
“นางยอมปล่อยเจ้าไปจริง ๆ งั้นหรือ?” สุนัขจันทรา
กล่าวขึ้นอย่างตะกุกตะกัก พร้อมทั้งจ้องมองไปยัง
อู่ อวี้ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใด
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ไม่มีใครขัดแข้งขัดขาแล้ว
เขาก็รีบจากไปทันทีรวดเร็ว เมื่อเดินทางออกมาได้
ไกลพอสมควร เขาก็ไม่จำเป็นต้องให้สุนัขจันทรา
คอยนำทางอีกต่อไป เพราะเขาพอจะประมาณการ
คร่าวๆได้แล้วว่า จะออกไปจากห้วงสมุทรเมฆา
ลวงตาได้อย่างไร
“หมิงซวง ปีศาจโลหิตมีเปั้าหมายอันใดกันแน่?”
“ท่านย่าผู้นี้จะไปล่วงรู้ได้อย่างไรเล่า ข้าไม่ใช่พยาธิ
ในตัวของนางเสียหน่อย” หมิงซวงกล่าวขึ้น พร้อม
กับกรอกตามองบน
อู่ อวี้ รู้สึกขี้เกียจไต่ถามนางอีก แต่เขาก็ไม่อาจ
ทราบได้ ว่าแท้จริงแล้วเปั้าหมายของปีศาจโลหิต
คืออันใดกันแน่ ในตอนนี้เองสุนัขจันทราก็เร่ง
ความเร็วเพิ่มขึ้น โดยหมายทำให้ภารกิจที่ตนเอง
ได้รับเสร็จสมบูรณ์โดยไว เมื่อย้อนกลับไปมอง
เบื้องหลัง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีปีศาจตนใดติดตาม
มาอีก หลังจากผ่านไป 10 วัน และแล้วพวกเขาก็
สามารถหลุดออกจากสถานที่มืดมิดตลอดกาล
อย่าง ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ในที่สุดเขาก็ได้พบ
เห็นกับแสงดวงตะวัน เมื่อร่างกายถูกอาบไล้ด้วย
แสงตะวัน อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่าตนได้กลับมามี
ชีวิตอีกครั้ง แสงตะวันได้หล่อเลี้ยงเผาผลาญ
ร่างกายของเขา ในเวลานี้ทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ ถูก
ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีทองคำ ซึ่งกำลังเผา
ไหม้อย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าเขาเป็นดวงตะวันอีก
ดวงหนึ่ง
เนื่องจากอยู่ภายในห้วงทะเลปีศาจอนันต์มาอย่าง
ยาวนาน ส่งผลให้ กายาสักการะราชันมณีจันทรา
พุทธเจ้าทองคำ แทบจะเสื่อมถอยลงจนสิ้น ขณะ
นั้นเอง อู่ อวี้ ก็บิดร่างกาย จนทำให้เกิดเสียง
แตกหักดังขึ้น ทำให้ยามนี้กายเนื้อของเขาฟืนฟู
กลับมาในสภาวะสูงสุดอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นโลกของข้า!” อู่ อวี้ ถอดถอนหายใจด้วย
ความรู้สึกเปียมล้น หลังจากผันผ่านประสบการณ์
มากมาย ในที่สุดเขาก็ออกมาได้สำเร็จ!
ถึงแม้ว่าเขา จะไม่ได้เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความ
ตื้นตัน แต่การที่ต้องติดอยู่ภายใน อาณาเขตล่า
แห่งเกียรติยศ มาเนิ่นนานกว่าสองปี ทั้งยังผ่าน
เหตุการณ์เฉียดตายมาหลายต่อหลายครั้ง การได้
แลเห็นแสงตะวันอีกครั้ง ทำให้ภายในจิตใจของ
เขาเปียมล้นไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย
สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ เขาไม่สามารถอดทนรอที่จะ
กลับไปยัง เขาชิงเทียนซูซันได้!
หลังจากผ่านไป 2 ปี ยังพอมีผู้ใดจดจำเขาได้บ้าง?
สุนัขจันทราที่อยู่เบื้องหลัง ได้แปรเปลี่ยนร่างกายสู่
รูปแบบมนุษย์ กล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจว่า
” เมื่อพาเจ้ามาส่งที่นี่ได้ หน้าที่ของข้าก็เสร็จสิ้น
แล้ว ข้าได้กระทำทุกอย่างตามที่สัญญาไว้แล้ว นับ
จากนี้เจ้าต้องพึ่งพาตนเอง หากชีวิตของเจ้าต้อง
จบสิ้นลง ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอีก! ”
อู่ อวี้ กล่าวตอบมันว่า ” กล่าวตามตรง ข้าคงต้อง
ขอบคุณเจ้าที่คอยช่วยเหลือตลอดทาง เช่นนั้นข้า
ขอลา ”
ถึงแม้สุนัขจันทราจะรู้สึกหงุดหงิดฉุนเฉียว แต่มันก็
กระทำตามสิ่งที่ได้สัญญาไว้จนถึงที่สุด หากไม่มีมัน
คอยช่วยเหลือระหว่าง ทางต่อให้เขามีอีก 10 ชีวิต
ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าพวกปีศาจ เมื่อเห็นว่า
มีผู้ฝึกตนอยู่ภายในห้วงทะเลปีศาจอนันต์ มันก็ไม่
พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ มันจะพุ่งโจมตีเข้ามาหมาย
จะกลืนกินทันที
“ดี!” เดิมทีแล้วปีศาจสุนัขจันทราเกลียดชัง อู่ อวี้
เป็นอย่างยิ่ง การมาส่งเขาถึงที่นี่ก็ถือเป็นขีดจำกัด
ของมันอย่างสุดจะหาไม่แล้ว หลังจากที่มันตอบรับ
ด้วยน้ำเสียงหนาวเย็น จากนั้นก็แปรเปลี่ยน
กลายเป็นปีศาจสุนัขร่างสีดำทมิฬ เพียงชั่วพริบตา
มันก็กระโจนหายเข้าไปใน ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
อู่ อวี้ จ้องมองมันจากไป เมื่อมองไปยังกลิ่นอาย
พิษของห้วงทะเลอันไร้สิ้นสุด โลกแห่งความมืดมิด
อันไร้สิ้นสุด ซึ่งเปรียบเสมือนดั่งฝันร้าย เกรงว่าแม้
เวลาจะผันผ่านไปอีกหลายปี เขาก็คงยังไม่มีทาง
ลืมเลือนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน
เขามองไปยังทิศทางของเทือกเขาชิงเทียนซูซัน
“เหว่ยเอ๋อ ข้ากลับมาแล้ว เพื่อรักษาคำมั่นสัญญา
ของเรา”
สามปีจะเกิดอะไรขึ้นกับนางบ้าง ?
อู่ อวี้ แทบจะไม่สามารถอดใจรอต่อไปได้
ในมือของเขายามนี้มียันต์สื่อสาร ซึ่งสามารถ
ติดต่อสื่อสารกับ เฉิน ชิงหยู๋ ได้ ความจริงแล้ว
ทันทีที่เขาก้าวออกมาจาก ‘ อาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ ‘ ก็สามารถใช้งานยันสื่อสารแผ่นนี้ได้
ทันทีเช่นกัน แต่ในยามนี้เขาจำเป็นต้องสะกดข่ม
อดกลั้นจิตใจเอาไว้ ประการแรกก็คือหากเขาเปิด
ใช้งานยันต์สื่อสารของผู้ฝึกตน ภายในบริเวณใกล้
กับ ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ เป็นเรื่องง่ายที่จะถูก
ขัดขวาง เนื่องจากระยะทางค่อนข้างห่างไกลมาก
เกินไป อีกอย่างหนึ่งก็คือ หากว่า เฉิน ชิงหยู๋ ได้รับ
การติดต่อโดยผ่านยันต์สื่อสารนี้ จะทำให้ความ
กังวลของนางเพิ่มขึ้นเสียมากกว่า อีกทั้งยังไม่
สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะนางไม่มีทางที่จะ
มีชีวิตรอดเข้ามาภายใน ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
เพื่อช่วยชีวิตเขาได้
ถึงแม้ว่า ณ เวลานี้เขาได้หลุดพ้นออกมาแล้ว แต่ก็
ยังไม่อาจเล่าเรื่องราวรวมถึงสถานการณ์ต่าง ๆ
อย่างละเอียดถี่ถ้วน ให้นางฟังได้ อย่างไรเสีย
ตนเองก็จะต้องกลับไปที่เขาซูซันอยู่แล้ว
ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ภายในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะถูกถ่ายทอด
ให้แก่ เฉิน ชิงหยู๋ ด้วยเพียงประโยคสั้น ๆ อาจจะ
เป็นร้อยคำ หรือ อาจจะมากกว่านั้น แล้วในที่สุด
เขาก็ได้ส่งข้อความผ่าน ‘ยันต์สื่อสาร’ ออกมา
เมื่อเห็นว่าเปลวเพลิงลุกแผดเผายันต์สื่อสาร เมื่อ
แสงจางหายไปจนสิ้น มันทำให้ อู่ อวี้ อดคิดไม่ได้
ว่า หาก เฉิน ชิงหยู๋ ได้รับข่าวคราวของเขา
หลังจากหายตัวไปมานานกว่า 2 ปี นางจะยินดี
มากเพียงใด
กระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า กวัดแกว่งฉวัดเฉวียน
ไปมา เปียมล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ภาคภูมิใจ
ในตนเองอยู่ลึก ๆ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ