กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 304 : เขาสูเขาเซียนหมื่นกระบี่
“วูซาน เซี่ยซือ นั้นมีสถานะเช่นเดียวกับ จิ่วอิง แต่
ยังไงก็ตามพวกมันก็เป็นเพียงแค่ปีศาจรุ่นเยาว์
เท่านั้น อำนาจของแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่
สามารถจะคุกคามพรรคนิกายเซียนได้ จะต้องใช้
ประโยชน์จากข้าที่อยู่พรรคนิกายเซียน ค้นหาคนที่
มีความเข้าในในแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อที่จะ
ทำลายมัน”
กล่าวได้ว่าวิธีนี้ก็คือ หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง
นั่นเอง
หลังจากที่เขาได้เห็นเทือกเขาคราม ระยะทาง
ระหว่างเขากับนิกายเซียนซูซันนั้นก็อยู่อีกเพียงไม่
ไกลแล้ว
“ข้าได้บอกเรื่องราวของอาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศให้กับพี่สาวเฉินแล้ว ไม่รู้ว่าในตอนนี้
นิกายเซียนซูซัน ยังจะมีคนให้ความสนใจกับข้าที่
หายไปถึงสองปีอยู่หรือไม่”
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในระยะเวลาสามปีนี้ หนาน
กง เหว่ย เกรงว่านางคงจะเติบโตขึ้น ไม่รู้ว่าตอนนี้
เป็นเช่นไรแล้ว? ถ้าเกิดว่านางได้ยินข่าวการ
กลับมาของเขาแล้ว นางจะยังคงคอยข้าอยู่ไหม
นะ?
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงเลือกที่จะกลับเข้าไปผ่านประตู
ของวังกระบี่ยกคราม ซึ่งนี้เป็นสถานที่แรกในการ
เข้าสู้นิกายเซียนซูซัน
บนเทือกเขาชิงเทียนนั้น เป็นเนินเขาที่ตั้งสูง
ตระหง่าน ที่ด้านบนเขามีเมฆาเก้าสี มีเสียงคำราม
ฟั้าผ่าดังก้อง ตำหนึ่งกึ่งกลางของเทือกเขา มีโซ่
เหล็กจำนวนนับไม่ถ้วนยื่นออกมา ปลายโซ่เหล็ก
เชื่อต่อกับกระบี่โบราณ ที่ปักอยู่ในเขตแดนกระบี่
สามัญ ซึ่งสองเล่มในนั้นอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้
ในขณะนี้
หลังจากกลับมาที่นี่อีกครั้ง อารมณ์ความรู้สึกของ
อู่ อวี้ ผสนปนเปไปหมด เขาเอาชีวิตรอดมาจาก
ห้วงสมุทรปีศาจอนันต์ และในที่สุดเขาก็กลับมายัง
ดินแดนในฝันแห่งนี้
เขามองไปยังประตูกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้า เห็นเป็น
สาวกของวังกระบี่หยกครามที่สวนใส่ชุดเกราะสี
เขียว ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการลงเทียนเข้าออก
ของสาวกนิกายเซียนซูซัน คนผู้นั้นก็เป็นคน
เดียวกับที่ดูแลรับผิดชอบในการออกจากนิกาย
เซียนซูซันในครั้งแรกของ อู่ อวี้ บัดนี้เขาได้ยืนอยู่
ด้านหลังของผู้ฝึนตนคนอื่นอีกสองคนพร้อม
ปรากฎท่าทีอันอ่อนน้อมถ่อมตนออกมา
มีคนที่ออกมาต้อนรับ อู่ อวี้ ไม่มากนัก มีเพียงแค่
สองคนเท่านั้น พวกเขาก็คือ เฉิน ซิงหยู๋ และ
ปั๋ายหลี่ เฟยหง
กระโปรงสีม่วงของ เฉิน ซิงหยู๋ ปลิวไสวไปกับสาย
ลม ดูสวยงามและสูงส่ง เมื่อเห็น อู่ อวี้ แล้ว
ดวงตาของนางพลันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
รอยยิ้มอันเป็นประกายเผยให้เห็นพร้อมมองดู อู่
อวี้ เดินเข้ามาใกล้ เมื่อ อู่ อวี้ เก็บกระบี่ที่อยู่ใต้เท้า
เข้าไป ทันใดนั้นก็ร่อนลงมาอยู่เบื้องหน้าสายตา
ของทุกคน เฉิน ซิงหยู๋ ก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเขา ลม
หายใจหอมละมุนลอยเข้าไปยังจมูกของเขา ใน
อ้อมแขนที่ขาวเนียนราวกับหยก อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึง
ความรู้สึกอันอบอุ่นที่หายไปนาน
ปั๋ายหลี่ เฟยหง ยิ้มออกมา ถึงแม้ว่าร่างกายของ
เขาจะเต็มไปด้วยความสกปรก แต่เมื่อได้เห็น อู่
อวี้ เข้า เขาจึงรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย
เฉิน ซิงหยู๋ ตบไปที่ด้านหลังของเขา แล้วจ้องมอง
ไปยัง อู่ อวี้ กล่าวออกมาว่า “เจ้าเขียนเรื่องอันใด
ลงไปบนยันต์สื่อสารแล้วส่งมา ประสบการณ์ที่เจ้า
เล่ามานั้น มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ยากที่จะ
จินตนาการได้ว่า เจ้าสามารถออกมาจากอาณา
เขตล่าแห่งเกียรติยศได้อย่างไร สร้างเรื่องที่น่า
อัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมาได้ พวกเรารู้ถึงการดำรงอยู่
ของอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ แต่ไม่เคยได้ยินมา
ก่อนเลยว่าจะมีใครสามารถหนีออกมาจากอาณา
เขตล่าแห่งเกียรติยศแห่งนั้นได้”
ปั๋ายหลี่ เฟยหง ที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า “สองปีมานี้
ที่เจ้าไปได้ฝึกฝนประสบการณ์ชีวิต อู่ อวี้ ดูเหมือน
เจ้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว นี่เรียกได้ว่าฟั้า
หลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ประสบการณ์เช่นนี้
เรียกได้ว่าได้กอบโกยจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ใช่หรือไม่?”
เฉิน ซิงหยู๋ จ้องมองไปยังเขา แล้วกล่าวออกมาว่า
“เจ้ากล่าวได้ดี ถ้าหากเจ้าไม่แนะนำให้เขาไปรับ
ภารกิจนี้ เขาจะเจอเรื่องแบบนี้หรือไม่?”
อู่ อวี้ รีบกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว “พี่สาวเฉิน
เรื่องนี้ไม่สามารถตำหนิเจ้าวังปั๋ายได้ ต้องติหนิ เจ้า
เฮยซาน กุ่ยอี้ ที่น่ารังเกียจนั่น การที่สังหารมันได้
นับว่าเป็นกำไรอยู่บ้างเนื่องจากข้าจะได้รับแต้ม
ความสำเร็จมา อีกอย่างเรื่องนี้ได้ผ่านไปแล้ว
ตั้งแต่ที่หนีรอดออกมาจากความตายได้ นั่นก็ถือว่า
เป็นโชคดีแล้ว”
“ใช่แล้ว อู่ อวี้ เจ้าพูดมีเหตุผลมาก ฮ่า ฮ่า ”
ปั๋ายหลี่ เฟยหง กลัวเป็นอย่างมากว่า เฉิน ซิงหยู๋
จะพูดจาตำหนิเขา
ทั้งสองเมื่อรู้ข่าวก็ได้มาพบเขาอย่างรวดเร็วและ
สุดท้ายก็มีเพียงแค่สองคนนี้ที่ออกมาต้อนรับ
ตนเอง จากคำพูดและการแสดงออกของพวกเขา
ทำให้ อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น แต่กระนั้นหัวใจ
ของเขาก็ยังคงรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เนื่องจากสายตา
ที่ได้มองลอดไปยังด้านหลังของทั้งคู่ กลับไม่พบ
ร่างของ หนานกง เหว่ย อยู่
“คาดว่านางอาจจะไม่ได้ข่าวที่ข้าจะกลับมา
หรือไม่ก็นางอาจจะยังไม่ได้ออกมาจากถ้ำกำเนิด
ใหม่แห่งซูซัน”
เมื่อ อู่ อวี้ คิดออกมาได้เช่นนี้ เฉิน ซิงหยู๋ จึงมีท่าที
เขร่งขรึมลงเล็กน้อย กล่าวว่า ”อู่ อวี้ แม้ว่าในครั้ง
นี้เจ้าจะหายไป ก็ถือว่าเข้าใจได้ แต่ข้าได้ไปแจ้งกับ
วิหารลงทัณฑ์แล้ว ดังนั้นการละเมิดกฏในการ
กลับมานานถึงสองปีของกลับมายังนิกายก็ไม่
นับว่าเจ้ามีความผิด ส่วนในเรื่องของ เฮยซาน กุ่ย
อี้ ที่เจ้าได้มีส่วนร่วมอย่างมาก วิหารเซียนเหินจะ
มอบแต้มความสำเร็จสองพันแต้มให้กับเจ้า เจ้า
สามารถไปรับได้ที่วิหารแต้มความสำเร็จได้ทุกเมื่อ
ถึงแม้ว่าเจ้าจะออกไปอยู่ภายนอกเป็นเวลาถึงสอง
ปี หลายคนจึงได้เริ่มที่จะลืมเลือนเจ้าไป แต่มันก็ไม่
สำคัญ อนาคตภายภาคหน้าของเจ้าในนิกายเซียน
ซูซัน มันเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น หลังจากกลับ
มาแล้ว เจ้าจะต้องไปอยู่ที่วังกระบี่มหาสงคราม
และดำเนินการฝึกตนต่อให้สำเร็จ”
แต้มความสำเร็จสองพันแต้มก็ถือว่าไม่น้อยเลย
ทีเดียว อู่ อวี้ ต้องการเวลานี้มานานยิ่ง เพราะด้วย
ความช่วยเหลือของ เฉิน ซิงหยู๋ จึงทำให้คนอื่นคิด
ว่าเขายังไม่ตกตายไป
“ขอบคุณพี่สาวเฉินมาก”
เฉิน ซิงหยู๋ ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ข้าเห็น
ว่าเจ้าได้จะก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ห้า
แล้ว มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางบน
วิถีฝึกตนที่แท้จริง ข้าขอยินดีด้วย ในตอนนี้เจ้า
เพียงแค่ต้องฝึกฝนเคล็ดวิชามหาเต๋าเชื่อมสวรรค์
สักวิชา ก็ถือว่าเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอในการเป็น
สาวกขั้นกระบี่ปฐพี สามารถออกจากเขตแดน
กระบี่สามัญได้ และไปอยู่ในเขตแดนกระบี่ปฐพี
กล่าวได้ว่าสามารถที่จะปีนขึ้นไปบนเทือกเขาชิง
เทียนได้แล้ว เกี่ยวกับเคล็ดวิชามหาเต๋าเชื่อม
สวรรค์วิชาแรก เจ้าจะต้องเลือกอย่างระมัดระวัง
แต้มความสำเร็จสองพันแต้มนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะ
ช่วยเจ้าได้ ด้วยคุณสมบัติของเจ้า เจ้าจะต้องเลือก
ให้ดี”
นางมองไปยังอนาคต ที่เพียงแค่อยู่ในนิกายเซียนซู
ซัน แต่นางได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ อู่
อวี้ ซึ่งนั่นคืออนาคตอันรุ่งโรจน์ของตัวเขา
“ไม่มีปัญหา” แน่นอนว่า เคล็ดวิชามหาเต๋าเชื่อม
สวรรค์วิชาแรก อู่ อวี้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องไป
แลกเปลี่ยนมาจากภายในนิกายเซียนซูซัน เพราะ
เขาต้องการที่จะได้รับ เคล็ดมหาเต๋าเชื่อมต่อ
สวรรค์ของ “ฉีเทียนต้าเซิ่ง”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ เฉิน ซิงหยู๋ กล่าวต่อว่า
“เรื่องอื่นๆก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่ว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่
ข้าขอเตือนเจ้า”
เมื่อเห็นนางมีท่าทีเคร่งครึม อู่ อวี้ จึงตั้งใจฟัง
เฉิน ซิงหยู๋ กระซิบกล่าวว่า “เรื่องที่เจ้าอธิบายมา
ในยันต์สื่อสารว่า จิ่วอิง เป็นสหาย ข้าเข้าใจในตัว
เจ้าดี แต่ปัญหาคือความเกลียดชังของทั้งสอง
เผ่าพันธุ์นั้นมีมากเกินไป ถ้าเกิดมีคนมาถามใน
ภายหลัง เจ้าไม่อาจจะกล่าวเรื่องความสัมพันธ์
ระหว่างเจ้ากับ จิ่วอิง ได้ ทำเป็นเหมือนว่าไม่รู้จัก
ปีศาจตนนี้จะดีที่สุด สำหรับวิธีที่สามารถออกมา
จากอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ อย่างไรก็ตามไม่
เคยมีผู้ใดเข้าไปในที่แห่งนี้มาก่อน เจ้าจะต้อง
อธิบายมันออกมาสักหน่อย แล้วเจ้าอย่าได้บอกกับ
ผู้อื่นว่า ที่เจ้าสามารถออกมาจากอาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศได้เพราะว่าเจ้าเป็นสหายกับปีศาจ”
อู่ อวี้ ได้ยินคำพูดนี้อย่างแจ่มแจ้ง
เขาเข้าใจดีว่า เฉิน ซิงหยู๋ เป็นห่วงตัวเขา เรื่องนี้
เขาต้องยอมรับว่า สาวกส่วนใหญ่ของนิกายเซียน
ซูซัน เป็นไปไม่ได้ที่จะยินยอมแบกรับความสัมพันธ์
อันดีกับเหล่าปีศาจ หากตัวเองประกาศออกมา
อย่างโจ่งแจ้ง จะต้องกลายเป็นศัตรูกับคนจำนวน
มากในนิกายเซียนซูซันอย่างแน่นอน
เขาพยักหน้าแล้วกล่าวตอบไป “ขอบคุณพี่สาว
เฉินมากที่เตือนข้า เรื่องนี้ข้าจะไม่กล่าวออกไปให้
มากความ”
ความจริงเขาเข้าใจว่า การออกมาจากห้วงสมุทร
ปีศาจอนันต์ในครั้งนี้ บางทีอาจจะไม่มีโอกาสได้
พบกับ จิ่วอิง อีกในอนาคต ถึงแม้ว่าจะมีคนเพียง
น้อยนิดที่คิดเช่นเดียวกับเขา แต่เรื่องราวระหว่าง
สองเผ่าพันธุ์นั้นหนักหนามากเกินไป ถ้าหากว่าไม่
ระวัง มันจะส่งผลเสียให้กับทั้งสองฝั่าย
“เจ้านั้นฉลาดมาก ไม่เสียแรงที่ข้ากังวลเกี่ยวกับตัว
เจ้ามาตลอดสองปีนี้ ใช่แล้ว การต่อสู้ของเขาเซียน
หมื่นกระบี่บินที่กำลังใกล้เข้ามานั้นได้เปลี่ยนแปลง
เวลาไปแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นการ
ต่อสู้ในสนามประลองเซียนหมื่นกระบี่ การท้าทาย
ภายส่วนนอกได้สิ้นสุดลงแล้ว กำลังเริ่มการ
ประลองส่วนใน มีคนมากมายที่นั่น ถึงเวลาแล้วที่
จะไปสถานที่แห่งนั้น แล้วประกาศการกลับมาของ
เจ้า อย่างไรก็ตามในเขตแดนกระบี่สามัญ เจ้าก็ถือ
เป็นสาวกอันดับหนึ่ง ซึ่งมีคนไม่น้อยต้องการที่จะ
มาแทนที่ของเจ้า” เฉิน ซิงหยู๋ ได้ขมวดคิ้วของนาง
แสดงอารมณ์มากมายออกมา
“เช่นนั้นก็ไปได้แล้ว!”
ตั้งแต่ที่เขากลับมา ก็ต้องการที่จะบอกประกาศให้
โลกหล้าได้รับรู้ เผื่อเวลาเจอใครบนท้องถนน เขา
จะได้ไม่ตกใจถึงการปรากฏตัวของตนเอง
อู่ อวี้ ยังมีเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ตราบใดที่
เขาไปปรากฏตัวที่เขาเซียนหมื่นกระบี่บิน เมื่อตอน
ที่ หนานกง เหว่ย ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซู
ซัน นางจะต้องได้ยินข่าวนี้อย่างแน่นอน
เขาจะต้องกลับไปยังรายนามเซียนหมื่นกระบี่เป็นที่
แรก และให้คนที่เข้ามาใหม่ เข้ามาท้าทายเขาเพื่อ
ต้องการจะแทนที่ตน
เขาตาม เฉิน ซิงหยู๋ และ ปั๋ายหลี่ เฟยหง เข้าไปใน
นิกายเซียนซูซัน ใช้กระบี่บินจักรพรรดิบินข้าม
ผ่านภูเขาต่างๆ กลิ่นอายพลังฟั้าดิน และ เมฆ
หมอกทั้งหลายของซูซัน เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
โลกแห่งน้ำแข็งอันงดงาม ถึงแม้ว่ามันจะหนาวเย็น
แต่บางครั้งก็รู้สึกอบอุ่น การกลับมาในครั้งนี้ อู่ อวี้
ได้มองไปยังทิวทัศน์ที่งดงาม บัดนี้สถานที่ที่
เรียกว่า นิกายซูซัน ได้กลายเป็นที่พังพิงในจิตใจ
ของ อู่ อวี้ ไปแล้ว
ยอดเขาที่เป็นเหมือนกับกระบี่ได้ลอดผ่านใต้ขาเขา
ไปนับไม่ถ้วน เบื้องล่างมีสาวกจำนวนมากกำลังฝึก
ตนอย่างหนัก อีกทั้งบนท้องฟั้าและหมู่เมฆยัง
ปรากฎผู้ฝึกตนจำนวนมากที่กำลังขี่กระบี่บิน
จักรพรรดิไปมา ทุกอย่างเป็นเหมือนกับแดน
สวรรค์ ซึ่งเสมือนกับสถานที่เงียบสงบ
ในระหว่างสองปีมานี้ ได้ยินมาว่ามีเสียงตะโกนเอา
เร่าร้อนอยู่รอบๆเขาเซียนหมื่นกระบี่บินอยู่นับ
บ่อยครั้ง รอบยอดเขาที่สูงตระหง่านปรากฎสาวกซู
ซันนับไม่ถ้วนบินอยู่บนกระบี่บินจักรพรรดิ ซึ่งมัน
เป็นเสียงอึกทึกจากการประลองรายนามเซียนหมื่น
กระบี่นั่นเอง
เหล่าผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ได้ต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
เพื่อชิงรายชื่ออันดับหนึ่งของรายนามเซียนหมื่น
กระบี่ที่เป็นของเขา!
เฉิน ซิงหยู๋ ปล่อยให้ อู่ อวี้ ลงไปอยู่ในสถานที่แห่ง
หนึ่ง พร้อมกลายเป็นประกายแสงสายหนึ่ง ไป
ปรากฏตัวอยู่ใจกลางสนามประลอง เมื่อตอนที่นาง
ปรากฏตัวขึ้น ทำให้เหล่าผู้เยาว์ที่กำลังทำการต่อสู้
อยู่หยุดลงในทันที
“ก่อนจะเริ่มประลองต่อ ข้ามีเรื่องบางอย่างที่จะทำ
ให้ทุกคนต้องประหลาดใจ”
ทุกคนมองดู และได้ฟังการพูดของ เฉิน ซิงหยู๋ ผู้
เป็นน้องสาวของจอมกระบี่ซิงเหอ เฉิน ซิงเหยา
ซึ่งเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่สำหรับนิกายเซียนซูซัน
ดังนั้นถึงแม้นางจะขัดจังหวะการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีใคร
กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา และคนส่วนใหญ่ก็
กำลังรอดูอยู่ อีกทั้งยังมองไปที่นางด้วยความอยาก
รู้อยากเห็นว่าสิ่งที่นางกำลังจะบอกกล่าวต่อไปนี้
มันคืออะไรกันแน่
เมื่อรอบด้านเงียบเสียงลง ทุกคนต่างรอคอย เฉิน
ซิงหยู๋ จึงยิ้มขึ้นและกวักนิ้วเรียกไปยัง อู่ อวี้
เมื่อนางประกาศออกมาเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็เข้าใจ
ในทันที รีบใช้กระบี่บินจักรพรรดิบินขึ้นไปอยู่ข้าง
กายของนาง และเสียงของเขาดังขึ้น กล่าวว่า
“ข้าน้อย อู่ อวี้ กลับมาแล้ว ยินดีที่ได้เห็นผู้อาวุโส
และศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย”
เมื่อทุกคนเห็นรูปลักษณ์ของคนผู้นี้และได้ยินเสียง
นี้อีกครั้ง ก็จดจำได้ว่าในที่แห่งนี้เมื่อสามปีก่อน อู่
อวี้ ได้แสดงศักยภาพอันน่าเหลือเชื่อออกมา และ
บัดนี้ฝีมือของเขาก็พัฒนาไปมากเมื่อเทียบกับสาม
ปีก่อน ในเวลานี้ท่าทีของ อู่ อวี้ ดูเหมือนจะมี
ความกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งดวงตาก็
ยังปรากฎความไฟแห่งการต่อสู้ เมื่อเผชิญหน้ากับ
คนดูนับพันหมื่น ตัวเขาไม่ได้รู้สึกเขินอายแม้แต่
น้อย คนเร่งไปยืนอยู่ด้านข้างของ เฉิน ซิงหยู๋ ที่อยู่
ในกลางฝูงชน
“อู่ อวี้! มันต้องเป็นเขาแน่นอน! เขาหายไปนาน
กว่าสองถึงสามปี! ไม่ใช่ว่าเขาตกตายไปในภารกิจ
ถูกผู้ฝึกตนนอกรีตสังหารไปแล้วหรอกหรือ!”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาตกตายไปแล้ว แม้แต่จอมกระบี่
ชิงเหอก็หาเขาไม่พบ เขากลับมาได้อย่างไร…..ข้า
เกือบจะลืมเขาไปแล้ว………”
“มันเป็นเขาจริงๆ! ข้าได้ยินข่าวมาว่า ดูเหมือนว่า
เขาจะถูกปีศาจร้ายลักพาตัวไป ข่าวนี้ดูเหมือนว่า
จะออกมาจากจอมกระบี่ชิงเหอ ถ้าหากเขาเข้าไป
ในดินแดนของปีศาจจริงๆ แล้วเขาสามารถ
กลับมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร…”
แต่ไม่ว่าทุกคนจะรู้สึกสงสัยมากเพียงใด คนที่อยู่
เบื้องหน้าพวกเขานี้ เขาจะต้องเป็น อู่ อวี้ อย่าง
แน่นอน
อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากทุกคน
เฉิน ซิงหยู๋ ไม่ได้อธิบายสถานการณ์ของ อู่ อวี้ ให้
ชัดเจน ดังนั้นนางจึงกล่าวออกไปอย่างผ่านๆว่า
“หลังจากการต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีตแล้ว อู่ อวี้ ได้
ถูกลักพาตัวไปยังห้วงสมุทรปีศาจอนันต์ แต่ว่าเขา
นั้นโชคยังดี ได้รับประสบการณ์เฉียดตายภายใน
ห้วงสมุทรปีศาจอนันต์ และในที่สุดก็รอดชีวิต
ออกมาได้ด้วยการที่จิตใจอันแน่วแน่ ข้าคิดว่า
สาวกแกนกระบี่สามัญทั้งหมดที่อยู่ที่นี่น่าจะได้รู้กัน
ดีว่าใครคือผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งอยู่บนรายนามเซียน
หมื่นกระบี่”
นางแสดงท่าทีสบายๆ ให้ อู่ อวี้ และเล่าถึง
ประสบการณ์สองปีที่ผ่านมา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ