กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 306 : ปราณกระบี่ทองคําธารสวรรคพิสุทธิ์
หากคิดวิเคราะห์จากเรื่องราวรายละเอียดต่าง ๆ ที่
เกิดขึ้น กล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อมาก
เกินไป อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังเป็นเพียงแค่สาวกแกน
สามัญ แม้ว่าตัวเขากับปีศาจจะสมคบกันดั่งคำ
กล่าวหา แต่ต้องเป็นสัตว์ประหลาดขนาดไหนถึง
จะสามารถสั่นคลอนซูซันได้?
สาวกแกนสามัญ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตกระบี่
สามัญ ถ้าให้กล่าวตามสัตย์จริงแล้ว ยังไม่นับเป็น
สาวกซูซันที่แท้จริง
เป็นผลให้ จ้าว ซวนเซียน กับ เหอ ไท่เหยา รู้สึก
อับอายกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง ถ้อยคำกล่าวที่มัน
ตระเตรียมไว้อย่างยาวนาน เพื่อมาโจมตี อู่ อวี แต่
บัดนี้กลับถูก เฉิน ชิงหยู๋ สะกดข่มอย่างสิ้นเชิง ใน
เวลานี้พวกมันทั้งสองมีท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ จะไปก็
ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่ได้
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นว่าพวกมันทั้งสอง ตกอยู่ใน
สถานการณ์อับอายกระอักกระอ่วนเช่นนี้ เขาก็ยิ้ม
แล้วกล่าวว่า ” อันที่จริงแล้วการที่พวกเจ้าสองคน
รู้สึกสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด พวกเจ้าทั้งสอง
ประเมินตัวข้าไว้สูงเกินไป ข้าเป็นเพียงสาวกแกน
สามัญตัวเล็ก ๆ ถึงแม้ข้าจะถูกปีศาจควบคุมอย่าง
ที่เจ้ากล่าวหาจริง แต่ข้าจะสร้างความปันปั่วน
โกลาหลอันใดกับที่นี่ได้? คงต้องกล่าวว่าจินตนการ
ของพวกเจ้าทั้งสองน่าเหลือเชื่อเกินไป อย่างไรก็
ตามในเมื่อเจ้าทั้งสองก้าวขึ้นมาแล้ว ข้าคงปล่อย
ให้พวกเจ้ากลับไปมือเปล่าไม่ได้ ไหนลองแสดง
ความสามารถหรือไม่ก็กล่าวอธิบายอะไรให้ข้าฟัง
หน่อย ว่าพวกเจ้ามีดีอะไรกว่าครั้งล่าสุดที่พ่ายแพ้
ให้แก่ข้า การที่พวกเจ้าพ่ายแพ้ครั้งก่อนทำให้จิตใจ
เกิดการสั่นคลอน แน่นอนว่าเหล่าสาวกที่คารวะ
อาจารย์แล้ว ต่างมีความรุดหน้าอย่างรวดเร็ว อีก
ทั้งพวกเจ้ายังบรรลุถึงมหาวิถีสร้างแกนนภาขั้นที่
6 แล้ว หากพวกเจ้าคนใดต้องการท้าทายข้า อู่ อวี้
ก็จงก้าวออกมา ข้าจะไม่ปฏิเสธผู้ใด”
เมื่อสถานการณ์ลุกลามมาถึงเช่นนี้ ทุกผู้คนต่างเฝั้า
จับตาดูนัดล้างตาของพวกมันทั้งสอง ซึ่งนับว่าทั้งคู่
ต่างเป็นศัตรูเก่ากันมาก่อน จ้าว ซวนเซียน เอง
แสนภาคภูมิใจในมรดก ‘เซียนกระบี่สะบั้นใจ’ ของ
มัน ส่วน เหอ ไท่เหยา นางภาคภูมิใจใน
ความสามารถของการใช้ศาสตราเต๋าได้
หลากหลายทั้งกระบี่ของ ‘นิกายเซียนซูซัน’ แล
เกาทัณฑ์ของ ‘ตระกูลเทียนอี้’ ซึ่งเป็นตระกูลและ
นิกายอันเก่าแก่ยาวนาน ถือเป็นตัวตนอันพิเศษยิ่ง
แต่ทั้งหมดกลับถูกบดขยี้ทำลายโดย อู่ อวี้ ใน 2-3
ปีที่ผ่านมาจิตใจของมันยังคงท่วมพ้นไปด้วยความ
รุ่มร้อนขุ่นเคืองอย่างยิ่ง การที่พวกมันทั้งสองต้อง
พ่ายแพ้ให้แก่ อู่ อวี้ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อ
แนวทางในการฝึกฝนเต๋าของพวกมัน
” ถูกต้อง ทำไมไม่ท้าประลองตรง ๆ ไปเลยล่ะ อย่า
กระทำตัวเยี่ยงสตรี ใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นต้องเสื่อมเสีย
ชื่อเสียงเช่นนี้! ” ฝูงชนเริ่มก่นด่าสนับสนุนให้ท้า
ประลอง
“อู่ อวี้ ต้องทนทุกข์ยากลำบากมามากเพียงพอแล้ว
จ้าว ซวนเซียน ข้าหาได้เข้าใจไม่ ไฉนวัน ๆ พวก
เจ้าทั้งสองถึงต้องคอยริษยาผู้อื่นเช่นนี้ เห็นทีข้าคง
จะต้องหาสสหายเต๋าเคียงคู่แล้วร่อนเร่ไปวันๆเสีย
แล้วกระมั้ง ”
” จวบจนทุกวันนี้ พวกเจ้าสองคนยังคงร่วมมือกัน
ช่างน่าละอายยิ่งนัก”
ชื่อเสียงของ จ้าว ซวนเซียน ภายในชิงเทียนซูซัน
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วย่ำแย่เสียยิ่งกว่า อู่ อวี้ จึง
ไม่น่าแปลกใจเลยว่ามีผู้คนเพียงน้อยนิดที่เห็นด้วย
กับมัน
การที่ อู่ อวี้ กล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับการเอ่ยวาจา
อ้อมๆว่าหาก จ้าว ซวนเซียน ไม่ยอมประลองต่อสู้
ก็ไม่ต่างจากสุนัขจอมปลอมดี ๆ นี่เอง อีกทั้งมันยัง
ถูก เฉิน ชิงหยู๋ ดุด่า มันจึงรู้สึกทั้งโกธรทั้งสับสน
มันหันไปมอง เหอ ไท่เหยา ในเวลานี้รูปโฉมที่เคย
งดงามน่ารักของนาง ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของนางแดงก่ำ ทั้งยังเปียมล้นไปด้วยความ
เคียดแค้นชิงชัง จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า
” เจ้าก็เช่นกัน คิดว่าสามีของตนช่างน่าอัปยศ
อย่างนั้นหรือ”
” มิใช่ อู่ อวี้ มันก็แค่ตัวตนอันเล็กจ้อย มีดีเพียงแค่
เล่นลิ้นเท่านั้น ข้าจะเอาชนะมันเอง ไม่จำเป็นต้อง
ถึงมือท่าน ” เหอ ไท่เหยา กล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ กล่าวขัดจังหวะพวกมันขึ้นว่า ” ต่อหน้าฝูง
ชนมากมาย อย่ามามัวเสียเวลาพร่ำพรอดรักกันอยู่
ได้ พวกเจ้าทั้งสองเข้ามาพร้อมกันเลย ข้าจะรับมือ
พวกเจ้าทั้งคู่เอง”
” หุบปาก! เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว ” จ้าว ซวน
เซียน กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ จากนั้นมันก็ชัก
ศาสตราเต๋ากระบี่เชื่อมจิตออกมา หากมองอย่าง
ใกล้ชิดจะเห็นว่าศาสตราเต๋าเชื่อมจิตในมือของมัน
เปลี่ยนไป ซึ่งดีกว่าก่อนหน้านี้มากนัก หากให้
ประมาณการราคาค่างวดของมันน่าจะอยู่ที่ 1000
แต้มความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของศิษย์
มีอาจารย์
จากนั้น เหอ ไท่เหยา รีบขี่กระบี่บินถอยห่าง
ออกไปราวกับไม่คิดจะมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ครั้งนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อนางบินออกมาได้ถึงระยะหนึ่ง
นางก็หยิบเกาทัณฑ์ล่าเมฆาออกมา ซึ่งมันเคย
สร้างภัยคุกคามให้แก่ อู่ อวี้ ในเวลานี้ลูกศร ได้ถูก
วางทาบไว้บน เกาทัณฑ์ เพื่อเตรียมพร้อม จากนั้น
ก็เล็งเปั้าหมายไปที่ อู่ อวี้ พร้อมปลิดชีพใส่เขาได้
ทุกเมื่อ กล่าวได้ว่าในยามนี้ เหอ ไท่เหยา
เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาก ไม่เพียงแต่แกน
กำเนิดจะเติบโตขึ้นเท่านั้น แม้แต่วิชาเกาทัณฑ์ของ
นาง ก็ดูเหมือนว่าจะก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง
เรียกได้ว่าแบบก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้
หากพิจารณาจากการที่ อู่ อวี้ สามารถบดขยี้ผู้อยู่
ในอันดับ 1 ของ รายนามหมื่นเซียนกระบี่ ได้อย่าง
ง่ายดายแล้ว ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ จ้าว ซวนเซียน
จะล่วงรู้ว่าฝั่ายตรงข้ามนั้นมีฝีมือร้ายกาจมาก
เพียงใด
” ต่อให้เราทั้งสองร่วมมือกัน เกรงว่ามีโอกาสพ่าย
แพ้ให้แก่ อู่ อวี้ กว่า 7 ใน 10 ฉะนั้นเราห้ามเมตตา
ปรานีกับศัตรูเด็ดขาด ”
บัดนี้สายตาของ จ้าว ซวนเซียน สาดประกาย แผ่
จิตสังหารออกมาอย่างเข้มข้นรุนแรง
” เหยาเอ๋อ ข้าคิดว่ามันยังมิได้ปลูกฝัง มหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ใช้ มหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ โจมตีมันพร้อมกัน! ” จ้าว ซวนเซียน กับ
เหอ ไท่เหยา มีความสนิทสนมรู้ใจกันเป็นอย่างยิ่ง
แทบจะเรียกได้ว่า เพียงแค่พวกมันทั้งสองสบตา
กัน ก็สามารถล่วงรู้ได้ว่าอีกฝั่ายกำลังคิดอะไร
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ หาได้เปลี่ยนแปลงท่าทีแม้แต่
น้อย ทั้งยังจ้องมองมายังพวกมันทั้งสองด้วยสีหน้า
เรียบเฉยไม่แยแส
ท่ามกลางกระแสลมทำให้ได้ยินเสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊
กจอแจของผู้คน
” สามปีมานี้ฝีมือของ จ้าว ซวนเซียน นับว่าก้าว
รุดหน้าจนน่ากลัว ในบรรดาสาวกกระบี่ปฐพี
นับว่าโดดเด่นอย่างยากจะหาผู้ใดเปรียบ ผู้มีฝีมือ
อยู่ในระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่ 7 พื้นฐานทั่วไป
หาใช่คู่มือต่อกรมันได้ไม่ ด้วยการฝึกฝนจาก ‘
เซียนกระบี่สะบั้นใจ ‘ แล ‘ ปราณกระบี่ทองคำธาร
สวรรค์พิสุทธิ์ ‘ นอกจากนี้ยังมีมหาวิถีเชื่อมต่อ
สวรรค์อีก ซึ่งร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ”
” เหอ ไท่เหยา ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน นางได้ปลูกฝัง
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของตระกูลเทียนอี้ นามว่า ‘
พิภพตะวันนภากาศ ‘ ลือกันว่ามันสามารถสร้าง
ดวงตะวันที่แท้จริงขึ้นมาได้ ”
การที่คนทั้งสองมีวิชาอะไรบ้างนั้น ไม่สามารถ
ปิดบังซ่อนเร้นในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ได้ ซึ่งมัน
ทำให้ อู่ อวี้ รับรู้ถึงความสามารถของพวกมันได้
อย่างง่ายดาย เมื่อได้รับฟังคำพูดเหล่านี้ อู่ อวี้ ยิ่ง
รู้สึกปรารถนาจะปลูกฝังมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์
มากยิ่งขึ้น เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ดังนั้นต้อง
รีบจัดการกับพวกมันทั้งสองคน เพื่อกลับไปค้นหา
แนวทางและฝึกฝนปลูกฝังมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์
ของตน
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ยังอยากรู้ มหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ ของคนทั้งสอง ว่ามีความสามารถอย่างไร
กันแน่ ?
การต่อสู้แบบสองรุมหนึ่ง เริ่มจาก เหอ ไท่เหยา
ทันใดนั้นร่างกายของนางก็เกิดการเผาไหม้ เปลว
เพลิงสีชาดเข้มลุกโชติช่วงขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่ง
หว่างคิ้ว บัดนี้มีรูปวงกลมปรากฏขึ้น วงกลมนี้มี
ลักษณะคล้ายคลึงกับวงเวทย์ตราผนึกเล็กน้อย
เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำ เผาไหม้ม้วนกวาดผ่าน
ไปทั่วทั้งท้องนภา ชั่วอึดใจ อู่ อวี้ ก็พบว่าบัดนี้
ร่างกายของ เหอ ไทเหย๋า ได้ระเบิดกระจาย
ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ภาพฉากเหล่านี้น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ล่วงรู้อย่างชัดเจนว่า อีกฝั่ายหา
ได้แตกดับจากการระเบิดไปจริง ๆ แต่มันคือการ
แสดงพลังวิเศษอันเฉพาะของมหาวิถีเชื่อมสวรรค์
หลังจากร่างของ เหอ ไท่เหยา ระเบิดไปได้ครู่หนึ่ง
ครู่ต่อมาชิ้นส่วนร่างกายที่ระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ก็
ปรากฏเปลวเพลิงลุกเผาไหม้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เปลวเพลิงอันร้อนแรงลุกทะยานโชติช่วง ประหนึ่ง
สายธารแห่งโทสะม้วนกวาดด้วยความเกรี้ยวกราด
อย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนที่เฝั้ามองดูต่างสัมผัสได้ถึงไอ
ความร้อนของเปลวเพลิงนี้ จนพวกเขาต้องก้าว
ถอยหลังกลับไป ภาพที่ปรากฏขึ้นอยู่ในยามนี้ได้
สร้างความแตกตื่นโกลาหลให้แก่ฝูงชนอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็ถูกโอบล้อมด้วยเปลวเพลิงสี
แดงเข้ม
เพียงชั่วพริบตา ก็ดูเหมือนว่าเขาได้ตกอยู่ภายใน
โลกของเปลวเพลิง ราวกับโทสะอันโกธรเกรี้ยวพุ่ง
ถาโถมโจมตีเข้าใส่ร่างกายของเขา ช่างเป็นการเผา
ผลาญที่ปั่าเถื่อนไร้ความปราณี หากให้กล่าวตาม
สัตย์จริง พลังนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย
ทีเดียว ถึงแม้จะรู้ว่าตนเองมี กายาสักการะราชัน
มณีจันทราพุทธเจ้าทองคำ ที่หลอมสร้างอยู่ภายใน
เตาหลอมณีมจันทรา ทำให้ร่างกายของเขา
ทนทานต่อเปลวเพลิง ความแข็งแกร่งมันเรียกได้
ว่า สุดที่จะพรรณนาอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
แต่ด้วยอำนาจวิเศษของ ‘ พิภพตะวันนภากาศ ‘
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวได้
ว่ามันคือพลังที่ไม่เลวเลยทีเดียว …
หากให้กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้กระทั่ง เฉิน ชิง
หยู หากไม่ใช้พลังจากแกนกำเนิดปกปั้องกายเนื้อ
เอาไว้ก็ไม่สามารถต่อต้านเปลวเพลิงนี้ได้ หรือผู้ที่มี
กายเนื้อแข็งแกร่งอย่าง จิ่วอิง ก็ไม่สามารถใช้
ร่างกายต้านรับเปลวเพลิงนี้ตรง ๆ ได้
กล่าวได้ว่า อำนาจวิเศษ ‘พิภพตะวันนภากาศ’
ของ เหอ ไท่เหยา รุนแรงดุดันน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
แต่เมื่อนำมาใช้กับ อู่ อวี้ มันจึงส่งผลกระทบต่อ
เขาเพียง 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น
หากมองจากภายนอกแล้ว ถัดจาก เขาเซียนหมื่น
กระบี่บิน คือดวงตะวันขนาดใหญ่ ที่กำลังลุกโชน
ด้วยเปลวอัคคีอันเจิดร้อนแรง ส่องสว่างเจิดจ้าไป
ทั่วทั้งสวรรค์แลปฐพี ดวงตะวันอันร้อนแรง
ปลดปล่อยแสงตะวันแผ่ขยายออกนับพันลี้ ราวกับ
ว่ามันคือดวงตะวันอันแท้จริงบนผืนพิภพ ผู้คนที่
อยู่ห่างไกลออกไปต่างพากันเหงื่อแตกพลั่กจาก
อุณหภูมิความร้อนอันสูงล้ำ
สาวกซูซันต่างอดคิดไม่ได้ว่า อู่ อวี้ ประเมิน เหอ
ไท่เหยา กับ จ้าว ซวนเซียน ต่ำเกินไป
อันที่จริงแล้วในตอนนี้ อู่ อวี้ ทำได้เพียงหัวร่อ
ขึ้นมาเท่านั้น การใช้เปลวเพลิงจัดการกับตัวเขาผู้
มี กายาสักการะราชันมณีจันทราพุทธเจ้าทองคำ
ไม่ต่างอะไรกับการหยอกเหย้าเด็กน้อย สะกดข่ม
พลังของฝั่ายตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกสนใจ ‘ ปราณกระบี่ทองคำ
ธารสวรรค์พิสุทธิ์ ‘ ของ จ้าว ซวนเซียน มากกว่า
ขณะที่เขากำลังถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางเปลว
เพลิงอันโกรธเกรี้ยวนี้ ก็ปรากฏปลายกระบี่ซึ่ง
เปียมล้นไปด้วยความอหังการขึ้น ทันใดนั้นเองใบ
กระบี่ทองคำ ซึ่งมีความยาวนับสิบจ้างก็มาปรากฏ
อยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ กล่าวได้ว่ามันคือปราณ
กระบี่ ซึ่งม้วนกวาดผ่านออกไปได้ทั่วทุกทิศทาง
ทั้งยังคมกริบหาใดเปรียบ จ้าว ซวนเซียน จับด้าม
ของ ‘ปราณกระบี่ทองคำธารสวรรค์พิสุทธิ์’ เอาไว้
ซึ่งค่อนข้างคล้ายคลึงกับ ‘เคล็ดวิชาเต๋ามหากระบี่
ทองคำ’ ของ อู่ อวี้ แต่ทว่ามันทรงพลังยิ่งกว่าวิชา
เต๋ามหากระบี่ทองคำอย่างเทียบกันไม่ติด กระบี่
ทองคำพิสุทธิ์ต้องสะท้อนส่องประกายแสงวูบวาบ
เกรงว่าคงไม่มีสิ่งใดที่มันสะบั้นให้ขาดไม่ได้
แน่นอนว่า หากมันหมายมาดสะบั้น อู่ อวี้ แล้วละ
ก็ เกรงว่าแม้แต่ กายาสักการะราชันมณีจันทรา
พุทธเจ้าทองคำ ของ อู่ อวี้ ก็สามารถฉีกกระชาก
ได้
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของคนทั้งสอง ทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกว่ามันมีประสิทธิภาพร้ายกาจอย่างยิ่ง คนทั้ง
สองปลดปล่อยพลังอำนาจออกมาถึงขีดสุด ด้วย
หมายหมาดโจมตีเข้าใส่ตัวของเขา
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับ จ้าว ซวน
เซียน ซึ่งมันกำลังหัวเราะเยาะเย้ยตัวเขาอยู่
ระหว่างที่เขาติดอยู่ภายในเปลวเพลิงของ ‘พิภพ
ตะวันนภากาศ’ มันก็โจมตีเข้ามาทันที อู่ อวี้ หาได้
รอช้าไม่ เขารีบหยิบ ‘ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ‘ ถือ
ไว้ในมือ พร้อมกับเงยหน้าแหงนมอง จ้าว ซวน
เซียน เมื่อ จ้าว ซวนเซียน ผสานสายตากับ อู่ อวี้
ก็ทำให้มันรู้สึกปวดเศียรตาลายอย่างยิ่ง ราวกับว่า
ดวงตาสองข้างของมันกำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิง
“ย๊ากกกกก!” จ้าว ซวนเซียน ปวดร้าวทุกข์ทรมาน
อย่างยิ่ง ส่งผลให้มันกวัดแกว่ง ปรานกระบี่
ออกไปยังสับสนบ้าคลั่ง
” พลังวิเศษของเจ้านับว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ แต่ช่าง
โชคร้ายที่เจ้าไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพของมัน
ออกมาได้อย่างเต็มที่ ” อู่ อวี้ หัวเราะ ชั่วขณะที่
ปราณกระบี่ทองคำธารสวรรค์พิสุทธิ์ พวยพุ่งเข้า
โจมตีหมายสังหาร ทันใดนั้น อู่ อวี้ ได้ใช้ เสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร ปั้องกันการโจมตีเอาไว้ได้อย่าง
สมบูรณ์ ในเวลานี้ดวงตาของ จ้าว ซวนเซียน
พลันฟืนคืนกลับมา แต่แล้วภาพฉากที่เห็นก็ทำให้
ร่างของมันต้องสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย
อู่ อวี้ สามารถสกัดกั้นการโจมตี หมายปลิดชีพ
เอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้จะยังคงอยู่ภายใต้
เปลวเพลิงลุกโชติช่วงของ พิภพตะวันนภากาศ
” ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกกล่าวแก่เจ้าแล้ว เมื่อใดที่
เจ้าพ่ายแพ้ให้แก่ข้า ความห่างชั้นระหว่างข้ากับ
เจ้าก็จะกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นความ
แตกต่าง ซึ่งเทียบเท่าได้กับสวรรค์แลปฐพี ” หลัง
กล่าวจบ อู่ อวี้ ตวัดพลองปัดปั้องกระบี่ของฝั่าย
ตรงข้ามออกไป จากนั้นก็ฟาดพลองใส่ศีรษะของ
จ้าว ซวนเซียน
“อั๊ก!”
ในช่วงเวลานี้ จ้าว ซวนเซียน กำลังตกตะลึงพรึง
เพริดด้วยความหวาดกลัว พลังอันมหาศาลอัด
กระแทกเข้าใส่มัน จนร่างของมันลอยละลิ่วลงไป
ราวกับกระสุนปืนใหญ่ พุ่งทะลวงฝั่าพิภพตะวัน
นภากาศตรงลงไปด้านล่าง อัดกระแทกเข้า
ใส่พืนปฐพี จนบังเกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น
ตู้มมมมม!
ด้วยแรงอัดกระแทกนั้น ส่งผลให้พื้นปฐพี
สั่นสะเทือนเลือนลั่น สภาพของ จ้าว ซวนเซียน
ในเวลานี้ศีรษะแตกเลือดอาบโชก เมื่อมันแหงน
มองขึ้นไปบนท้องฟั้าด้วยความตกตะลึง ร่างกาย
ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เนื่องจากความหวาดกลัว
ในความเป็นจริงการโจมตีเมื่อสักครู่ อู่ อวี้ ได้ยั้งมือ
เอาไว้แล้ว เนื่องจากการต่อสู้ในครั้งนี้เขาหาได้
ต้องการเอาชีวิตของมันไม่ ถึงนั้นกระนั้นกระดูก
ของมันก็แตกหักหลุดลุ่ย จนร่างกายไม่อาจขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหนได้ ก็ทำได้แค่เพียงเฝั้า
มองดูเท่านั้น
” จะ…จ้าว ซวนเซียน!” แม้ในเวลานี้ทุกผู้คนก็
ยังคงห่วงกังวล อู่ อวี้ ทันใดนั้นใจของพวกเขาก็
เต้นถี่รัวราวกับพายุคลั่ง
จ้าว ซวนเซียน พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ในตอนนี้จึง
เหลือเพียง เหอ ไท่เหยา ที่กำลังใช้ พิภพตะวัน
นภากาศ คอยสนับสนุนอยู่ กล่าวได้ว่านางกำลัง
ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างยิ่ง
เมื่อเห็นความพ่ายแพ้ของ จ้าว ซวนเซียน ผู้ที่มี
อารมณ์ปันปั่วนมากที่สุด ก็คงจะไม่พ้น เหอ ไท่
เหยา นางอยู่ห่างไกลจาก พิภพตะวันนภากาศ ซึ่ง
กำลังทำการควบคุมอำนาจวิเศษนี้อยู่
ในเวลานี้ความรุนแรงของเปลวเพลิง พิภพตะวัน
นภากาศ ลดลงเป็นอย่างมาก จนนางไม่สามารถใช้
มันควบคุมตัวของ อู่ อวี้ ไว้ได้อีกต่อไป ชั่วพริบตา
นั้นเอง อู่ อวี้ ก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงด้านหน้าของ
นาง เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ถูกฟาดเข้าใส่หน้าผาก
อย่างจัง การถูกโจมตีด้วยพลังมหาศาลเช่นนี้
ส่งผลให้ พิภพตะวันนภากาศ หายไปอย่างสิ้นเชิง
“เจ้า!” ในยามนี้ เหอ ไท่เหยา น่วมไปทั้งร่าง จับ
จ้องมองไปที่เขาด้วยสีหน้าโง่งมว่างเปล่า ในเวลา
นี้นางรู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับผู้มีฝีมือแข็งแกร่ง
อยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต เป็นความรู้สึก
ที่ไร้ซึ่งอำนาจต่อกรอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้จิตใจของ
นางว่างเปล่าไร้ซึ่งความคิดใด ๆ
” จงพาชายของเจ้าไสหัวกลับไปซะ อย่าได้มา
กระตุ้นข้าอีก” อู่ อวี้ กล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหอ ไท่เหยา ก็ล่าถอยกลับไป
ด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็จ้องมองดู อู่ อวี้
ต่อมาก็หันไปมอง จ้าว ซวนเซียน ที่กำลังนอนกอง
อยู่บนพื้น ทันใดนั้นนางก็ร่ำไห้ปล่อยโฮออกมา
อย่างไม่อาจควบคุม รีบพุ่งตัวหลบหนีไปไกลอย่าง
ไม่แยแส จ้าว ซวนเซียน ฝูงชนที่กำลังเฝั้ามอง
ภาพนี้ ต่างหันมามองหน้ากัน
หลายคนหัวเราะอย่างขบขัน เนื่องจากดูเหมือนว่า
ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ หาได้มั่งคงแน่นแฟั้น
ไม่ …
แต่เมื่อหันกลับมามอง อู่ อวี้ อีกครั้ง จิตใจของ
พวกเขาก็เริ่มปันปั่วนด้วยความตื่นตระหนกอย่าง
ยิ่งยวด สำหรับพวกเขาในตอนนี้ อู่ อวี้ เสมือนดั่ง
เทพสงครามก็มีปาน
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ ในเวลานี้ได้ปรากฎ
ดวงดาราที่ส่องประกายเจิดจ้าอยู่บนท้องนภา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ