กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 307 : วิถีเทวะเชื่อมสวรรค
แน่นอนว่านั่นจะต้องเป็นจอมกระบี่ชิงเหอ เฉิน ซิง
เหยา
มิเช่นนั้น ในตอนที่ฟั้าสว่างเช่นนี้ก็คงไม่อาจมี
ดวงดาวปรากฏขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อ อู่ อวี้ รับรู้ถึงการคงอยู่ของดาว
ดวงนั้น อีกฝั่ายก็หายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่า
น่าจะออกไปแล้ว
“เขายังคงให้ความสนใจข้าอยู่?”
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ได้ยินมาว่า หลังจากที่ตนถูก
ลักพาตัวไปโดยฝีมือของ ‘อสรพิษปา’ เฉิน ซิง
เหยา ก็ได้ออกไปหาตามเขาด้วยตัวเอง
จนกระทั่งบัดนี้ อู่ อวี้ ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าคร่าตา
ของเขามาก่อน จึงไม่รู้ว่า เขามีมุมมองเช่นไรกับ
ตนเอง ถ้าหากมองในมุมมองยามนี้ อย่างน้อยเขาก็
ไม่ได้มีความประสงค์ร้าย
เมื่อตอนที่เขาเบนความสนใจไปยัง เฉิน ซิงเหยา
เหล่าสาวกของเขตแดนกระบี่สามัญ ต่างเปล่งเสียง
โห่ร้องยินออกมาเนื่องจากศักยภาพอันแข็งแกร่งที่
เขาได้แสดงออกมา อัจฉริยะขั้นสร้างแกนนภา
ระดับที่หกทั้งสองคน ที่เคยเป็นถึงอันดับที่หนึ่งและ
อันดับที่สองของเขตแดนกระบี่สามัญ ทั้งยังเปิดใช้
เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ แต่กลับไม่สามารถจะ
ต้านทาน อู่ อวี้ ได้เลยแม้แต่น้อย
อู่ อวี้ เอาชนะพวกมันมาอย่างง่ายดาย ในความ
เป็นจริงเขาได้สร้างความตกตะลึงและสั่นคลอน
จิตใจของสาวกแกนกระบี่สามัญทั้งหลายอย่าง
ยิ่งยวด แม้กระทั่งสาวกมหาวงจรสี่วิถีกระบี่ ก็ยัง
ต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
จ้าว ซวนเซียน และภรรยาถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะ
อันดับต้นๆของนิกายเซียนซูซัน แต่เมื่อเทียบกับ อู่
อวี้ แล้ว กลับเป็นได้แค่มดปลวกเพียงเท่านั้น
“แน่นอนว่าถึงจะหายตัวไปสองถึงสามปี อู่ อวี้ ก็
ยังคงเป็น อู่ อวี้ เหยียดหยามทุกผู้ เป็นยอด
อัจฉริยะอันโดดเด่น ”
“ด้วยขอบเขตของเขาในตอนนี้ ย่อมสามารถเป็น
สาวกกระบี่ปฐพี ปีนปั่ายขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาชิง
เทียน คาดว่าในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นยอด
คนที่อยู่บนจุดสูงสุดอย่างแน่นอน!”
“บนเทือกเขาชิงเทียน มีสาวกมหาวงจรสี่วิถีกระบี่
อยู่เป็นจำนวนมาก แม้แต่ลูกหลานของจอมกระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ คนเหล่านี้ไม่เคยมองสาวกแกน
กระบี่สามัญที่พยายามจะปีขึ้นไปอยู่บนเทือกเขา
ชิงเทียนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เมื่อ อู่ อวี้ ขึ้น
ไปแน่นอนว่ามันจะต้องส่งผลกระทบกับพวกเขา
เหล่านั้นไม่น้อย”
“ก็นับได้ว่าพวกเราสามารถที่จะไปลืมตาอ้าปาก
ได้”
ในตอนนี้ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ อู่ อวี้ ทุกคนพากัน
สรรเสริญเขา แม้ว่า จ้าว ซวนเซียนจะฟืนขึ้น
มาแล้ว แต่เมื่อได้ยินคนนับหมื่นกำลังสรรเสริญชื่น
ชมเขาอยู่ มันจึงทำได้เพียงแค่แกล้งทำเป็นสลบ
ต่อไป
ในตอนนี้ ร่างกายของมันไม่ได้บุบสลายแต่อย่างใด
แต่กลับเป็นหัวใจของมันต่างหากที่โดน อู่ อวี้
กำราบอย่างไม่แยแส เวลาสามปีที่มันเตรียมตัวมา
ได้ล้มเหลวและพังทลายลงไปอย่างสิ้นเชิง อู่ อวี้
สามารถบดขยี้มันลงไปอย่างสมบูรณ์ ในตอนนี้ใน
ใจลึกๆของมันจึงรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่
รู้สึกหดหู่ยิ่งกว่าก็คือ เหอ ไท่เหยา ได้ละทิ้งตัวมัน
ไปอย่างไม่ใยดี
“ทุกท่าน การกลับมาในวันนี้ได้ให้ความสนใจของ
พวกท่านมากเกินไปแล้ว อู่ อวี้ จะไม่รบกวนเวลา
พวกท่านอีก ขอตัวลา”
ในครั้งนี้เขามาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน
อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมา แต่ตราบเท่าที่
เขาสามารถขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาชิงเทียนได้ อู่ อวี้
ก็พอใจแล้ว
“ไปกันเถอะ” เฉิน ซิงหยู๋ ค่อยข้างจะพอใจใน
ผลงานของเขา นางยิ้มกว้างออกมา ฉับพลันก็ขึ้น
ขี่กระบี่บินจักรพรรดิพา อู่ อวี้ ออกไป ส่วน ปั๋ายห
ลี่ เฟยหง ได้ล่วงหน้ากลับไปยัง วังกระบี่สงคราม
เซียนก่อนแล้ว
ระหว่างทาง เฉิน ซิงหยู๋ ได้มองย้อนกลับไป จ้อง
มองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยประกายตาสดใส พร้อมยิ้ม
ออกมาและกล่าวขึ้นว่า “น้องชายคนดีของข้า เจ้า
นี่มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ยังไม่ยอมบอกพี่สาวผู้นี้อีก
ว่ากำลังของเจ้าในตอนนี้ ได้ไล่ตามขั้นสร้างแกน
นภาระดับที่เจ็ด หรือแม้กระทั่งอยู่ในระดับที่แปด
ทันแล้วใช่หรือไม่?”
“หากข้าพยายามอีกหน่อย ก็อาจจะเป็นได้แล้ว” อู่
อวี้ ยิ้มออกมาเล็กน้อย ความเป็นจริงแล้วเขากำลัง
ถ่อมเนื้อถ่อมตัวอยู่ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเป็น
เพราะกายาสักการะราชันมณีจันทราพระพุทธเจ้า
ทองคำนั้นแข็งแกร่งมากเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เขา
มีความสามารถในการบดขยี้เช่นนี้ได้
“เจ้าช่างเป็นคนที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ แต่อนาคตนั้น
ยังอีกยาวไกล พี่สาวคนนี้จะไปรอเจ้าอยู่บน
เทือกเขาชิงเทียน เมื่อถึงเวลานั้นก็ถือได้ว่าเจ้าจะ
เปล่งประกายอยู่ในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ได้อย่าง
แท้จริง ไม่แน่ว่า ในสักวันหนึ่งเจ้าอาจจะกลายเป็น
จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้! เมื่อถึงเวลา
นั้น ทั่วทั้งแผ่นดินในทวีปแห่งทวยเทพ จะต้องเดิน
ตามเจ้า”
นางยังไม่รู้ว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดเพียงอย่างเดียว
ของ อู่ อวี้ ก็คือการกลายเป็นเซียนอมตะ
เฉิน ซิงหยู๋ พูดคุยกับ อู่ อวี้ ตลอดทาง เมื่อได้
พูดคุยกับสาวงามเช่นนี้ ก็ไม่ได้น่าเบื่อเลยแม้แต่
น้อย แต่หัวใจของ อู่ อวี้ ก็ยังคิดถึง หนานกง
เหว่ย เขาต้องการที่จะกลับไปยังวิหารสงคราม
เซียนให้เร็วที่สุด ถ้าหาก หนานกง เหว่ย ได้ยิน
ข่าวการกลับมาของเขา จะต้องมาหาเขาอย่าง
แน่นอน
อย่างไรก็ตาม เฉิน ซิงหยู๋ ได้พา อู่ อวี้ ไปที่วิหาร
แต้มความสำเร็จก่อนเพื่อไปรับรางวัลเป็นแก่น
กระบี่สองพันชิ้น จากนั้น อู่ อวี้ ก็ไปที่ ‘สมบัติก้น
หีบ’ เอาสิ่งของที่เขาไม่ต้องการไปทำการขาย นี่จะ
ช่วยให้เขามีเม็ดยาสร้างแกนนภาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
พันเม็ด ผนวกกับที่เหลือติดตัวอีกสองพันเม็ด
เท่ากับว่าเขามีแต้มความสำเร็จมากถึงห้าพันแต้ม
หากนับรวมเม็ดยาสร้างแกนนภา ความมั่งคั่งเช่นนี้
สำหรับ เฉิน ซิงหยู๋ แล้ว ถือได้ว่าค่อนข้างมาก
เช่นกัน
“เจ้ามีแต้มความสำเร็จขนาดนี้ก็สามารถไปที่
วิหารเชื่อมสวรรค์ เพื่อทำการแลกเปลี่ยนเคล็ด
วิชามหาวิถีเชื่อมสวรรค์ดีๆมาสักหนึ่งวิชา เคล็ด
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์โดยปกติแล้วจะมีมูลค่าค่อน
ข้องสูง ที่มีราคาถูกที่สุดก็มีมูลค่าถึงหนึ่งพันแต้ม
ความสำเร็จ “ การที่ เฉิน ซิงหยู๋ พามาในครั้งนี้
ความเป็นจริงนางต้องการที่จะให้ อู่ อวี้ ไปลอง
ตรวจสอบดู ให้เขาเลือกเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์
ที่เหมาะสมกับตนเอง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า
“พี่สาวเฉิน ในเรื่องนี้ข้าไม่ได้รู้สึกกังวลมากนัก ข้า
ต้องการที่จะศึกษามรดกสืบทอดของ ‘ผู้เปลี่ยนเต๋า
เนรมิต’ เสียก่อน เพื่อจะค้นหาว่ามีเคล็ดวิชาที่
เหมาะสมกับข้าหรือไม่”
เฉิน ซิงหยู๋ พยักหน้าตอบรับแล้วกล่าวว่า “ถ้าหาก
ว่ามีมรดกของคนรุ่นก่อนมันจะเป็นการดีที่สุด อู่
อวี้ ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าก็คือการ
ฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ เพื่อจะได้
กลายเป็นสาวกขั้นกระบี่ปฐพี ส่วนในเรื่องอื่นๆ
เจ้ายังไม่ต้องไปกังวล ด้วยสถานะสาวกขั้นกระบี่
ปฐพี ก็ถือว่าเป็นสาวกหลักของนิกายเซียนซูซันผู้
หนึ่ง นอกจากนี้มันก็จะง่ายต่อการที่จะไปจัดการ
เรื่องราวต่างๆภายนอก”
เหตุผลนี้ อู่ อวี้ เข้าใจเป็นอย่างดี เขาต้อง
กลายเป็นสาวกขั้นกระบี่ปฐพี จึงจะสามารถ
กลับไปที่อาณาจักรบูรพาเย่วอู่และนิกายกระบี่
สวรรค์ได้
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่รบกวนเจ้าแล้ว ครั้งที่แล้วที่ให้
ยันต์สื่อสารแก่เจ้าไป ยังคงเหลืออยู่อีกหนึ่งแผ่น
ส่วนข้ายังมี ‘ตราประทับสื่อสาร’ อยู่อีกสองสาม
แผ่น ถ้าหากว่าเจ้ามีปัญหาอันใด สามารถติดต่อ
ข้ามาได้ทุกเมื่อ”
นางทิ้งตราประทับสื่อสารไว้ให้ และยัดมันเข้าไปใน
มือของ อู่ อวี้ หลังจากที่ อู่ อวี้ รับมันแล้ว ในใจ
ของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณยิ่ง ในนิกาย
เซียนซูซันการที่ได้พบกับ เฉิน ซิงหยู๋ ที่ยอมมาเป็น
พี่สาวของเขาคอยให้ความช่วยเหลือเขาเสมอมา
มันช่างเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างมาก
เมื่อได้เห็นสีหน้าที่แสดงออกมาอย่างทราบซึ่งของ
เขา เฉิน ซิงหยู๋ จึงยิ้มและกล่าวว่า “รู้สึกตื้นตันรึ?
ความเป็นจริงแล้ว พี่สาวคนนี้รู้สึกถูกชะตากับเจ้า
เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งข้ายังเห็นถึงพรสวรรค์ในตัว
ของเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า
ดังนั้นข้าจึงมาดูแลเจ้า เพราะเกรงว่าคนอื่นจะมา
ทำลายหน่ออ่อนอัจฉริยะเช่นเจ้า”
ถึงแม้จะได้ยินเช่นนี้ แต่ อู่ อวี้ ก็ยังรู้สึกขอบคุณ
นางมาก ในนิกายเซียนซูซันที่กว้างใหญ่ไพศาล
เช่นนี้ นางเป็นหนึ่งคนที่ อู่ อวี้ เคารพนับถือ
เช่นเดียวกับ ซู หยานหลี่ ที่อยู่นิกายกระบี่สวรรค์
เพราะในตอนที่ อู่ อวี้ อ่อนแอ นางก็ได้มอบความ
ช่วยเหลือให้แก่ อู่ อวี้ ไม่น้อย แน่นอนว่า เฉิน ซิง
หยู๋ ค่อยๆอ่อนโยนกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ในเขตแดนกระบี่สามัญที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้
เฉิน ซิงหยู๋ เป็นตัวแทนของอัจฉริยะอย่างแท้จริง
หลังจากที่กล่าวคำอำลากับ เฉิน ซิงหยู๋ แล้ว อู่ อวี้
ก็กลับไปยังยอดเขาฉีเทียนที่อยู่ในวิหารสงคราม
เซียนที่ไม่ได้กลับมาสองปี ความหนาของชั้นหิมะ
บนยอดเขาฉีเทียนหนาขึ้นมาเล็กน้อย ชั้นน้ำแข็ง
และสมุนไพรเหมันต์ต่างออกดอกเจริญงอกงามขึ้น
เช่นเดียวกับเหล่าต้นสนหิมะ มันถูกปกคลุมไปด้วย
เกล็ดน้ำแข็ง ราวกับกลายเป็นต้นไม้อัญมณี
หลังจากที่กลับมายังยอดเขาฉีเทียนแล้ว อู่ อวี้ ก็
เดินไปมาทอดผ่านวิหารอันยิ่งใหญ่ ในพระราชวัง
แห่งนี้ไม่มีเงาร่างของใครสักคน ทำให้ถึงแม้จะก้าว
เท้าด้วยความแผ่วเบาสักเท่าไหร่ ก็ยังคงมีเสียง
สะท้อนดังออกมา
บางครั้งเขามองไปยังยอดเขาที่อยู่ห่างไกลซึ่ง
ปรากฎชั้นหิมะและน้ำแข็งได้แผ่ปกคลุมไปทั่ว ราว
กับว่าเขากำลังรอคอยบางอย่างอยู่ด้วยความสงบ
“ถ้าหาก เหว่ยเอ๋อร์ ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่แห่ง
ซูซัน แล้วได้ข่าวการกลับมาของข้า คาดว่านาง
น่าจะมาถึงภายในระยะเวลาสิบวันนี้แน่นอน”
เพราะเขายังเป็นแค่ผู้เยาว์คนหนึ่ง สามปีที่ไม่เห็น
หน้าจึงเกิดเป็นความรู้สึกคิดถึงเป็นธรรมดา
หลังจากที่เขารอมาเป็นเวลาหนึ่งวัน เมื่อเวลาผ่าน
ไป หญิงสาวที่เขากำลังรอก็ยังมาไม่ถึง เขาได้มอง
ไปรอบๆภูเขาและแม่น้ำที่งดงามอย่างต่อเนื่อง แต่
กลับไม่เห็นเงาใครแม้แต่คนดียว
สิบวันผ่านไปแล้ว อู่ อวี้ พลันรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
เนื่องจากยังคงไม่มีวี่แววของ หนานกง เหว่ย เขา
ลองออกไปสอบถามข้างนอก แต่ภายในเขตแดน
กระบี่สามัญ กลับไม่มีข่าวคราวใดที่เกี่ยวกับนาง
เลย และก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่รู้ถึงการคงอยู่ของ
ถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน
“เกรงว่านางจะยังคงอยู่ในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน
น่าจะเป็นอย่างนั้น อาจจะยังไม่ได้ยินข่าวที่ว่าข้า
กลับมาแล้ว” อู่ อวี้ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ทำให้เขา
รู้สึกสบายใจเข้า เนื่องจากว่ายามนี้เขาไม่สามารถ
รั้งรอได้อีก เขาจึงล้มเลิกความพยายามไป
ในตอนเช้าตรู่ของวันหนึ่ง เขานั่งขัดสมาธิอยู่บน
จุดสูงสุดของยอดเขาฉีเทียน มองไปที่ภูเขาและ
แม่น้ำของเขตแดนกระบี่สามัญ ในหมู่เมฆที่
ห่างไกล สาวกมากมายของนิกายเซียนซูซันบิน
ว่อนกันฉวัดเฉวียน ปราณกระบี่มากมายได้ปรากฎ
ขึ้นทั่วทุกหนแห่ง
“หมิงซวง ข้าจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้รับมหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ของ ‘ฉีเทียนต้าเซิ่ง’?” อู่ อวี้ กำลัง
ขบคิดอยู่ว่าในครั้งนี้ หมิงซวง จะยื่นเงื่อนไขเช่นใด
มาให้กับเขา…..
บัดนี้ดรุณีน้อยก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาภายใต้คลอง
จักษุ พร้อมบิดขี้เกียจแล้วกล่าวมาว่า “ในที่สุดเจ้า
ก็เอ่ยปากถามมาสักที ท่านย่าผู้นี้คิดว่าเจ้าจะไม่
อยากรู้แล้วเสียอีก กระทั่งการฝึกฝนก็ยังยอมให้
ล่าช้าเพื่อหญิงสาวเพียงคนเดียว เฮ้อ…”
หมิงซวง มองหน้าเขาด้วยสายตาอันดูถูก
“เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงแค่เด็กน้อย ไฉนถึงอ้างว่า
ตัวเองเป็นท่านย่า” ในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้สนิทชิดเชื้อ
กับนางระดับหนึ่งแล้ว จึงมักจะกล่าวหยอกล้อกับ
นางอยู่เสมอๆ
“ไอ้หยา เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ กล้าที่จะมาเทียบรุ่นกับ
ท่านย่าผู้นี้รึ? เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับเจ้าทอด หรือ
ต้ม ก็ได้?” หมิงซวง แยกเขี้ยวยิงฟันออกมา เดิน
เข้าไปหยิกที่ใบหน้าของเขา
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็ปล่อยมือและกล่าว
ว่า “ข้าจะบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ให้ฟัง แม้ว่าเจ้าจะได้รับสืบทอดมรดกที่สุด
ยอดมา แต่ข้าก็ไร้ซึ่งหนทาง”
“ทำไมรึ?” อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว สำหรับเคล็ดมหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่ง กล่าวได้ว่าเขา
คาดหวังกับมันไว้สูงมาก
“เรื่องนั้นก็ง่ายมาก เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์กับ
เคล็ดวิชาเต๋านั้นแตกต่างกัน เพราะเคล็ดมหาวิถี
เชื่อมสวรรค์มันมีสายเลือดตกค้างและมีตรา
ประทับผนึกเอาไว้อยู่น่ะสิ เพราะว่า‘ฉีเทียนต้าเซิ่ง’
เป็นถึงเซียนอมตะแท้จริง จึงมีเต๋าอันยิ่งใหญ่
แม้ว่าจะรู้ถึงความลับของเคล็ดวิชานี้ แต่ก็มิอาจที่
จะฝึกฝนมันได้สำเร็จ มีเพียงแค่ผู้ได้รับสืบทอด
มรดกและยินยอมโดยตรงเท่านั้นจึงจะฝึกฝนได้
เสมือนกับเคล็ดแปลงกายอสูรนั่นแหละ ดังนั้นมี
เพียงแค่วิธีเดียวเท่านั้นก็คือ เจ้าจะต้องพยายาม
เชื่อมต่อกับ ‘พลองทองสมปรารถนา’ซึ่งในเวลา
นั้นข้าก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน จึงจะสามารถได้ เคล็ด
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ มา และเริ่มทำการฝึกตน”
ผู้ฝึกตนทุกคนมีพลังอำนาจที่ค่อนข้างจะจำกัด
หากว่าอยากให้อนาคตรุ่งโรจน์ จะต้องกำจัดตรา
ประทับของเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์และค่อย
เริ่มต้นการฝึกฝน แน่นอนว่ากระบวนการนี้จะต้อง
ใช้พลังงานมหาศาลยิ่ง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะกระทำ
เช่นนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะได้พบกับมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ที่วิเศษมา
เมื่อได้ยิน หมิงซวง กล่าวออกมาเช่นนี้ อู่ อวี้ จึง
รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย กล่าวได้ว่าเขาได้ติดหนี้
หมิงซวง แล้วอีกคราหนึ่ง ซึ่งในตอนนี้เขาไม่รู้ว่า
ตัวเองได้ติดหนี้ หมิงซวง อยู่มากมายเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม หมิงซวง ก็ได้ทำลายความเชื่อมมั่น
ของเขาลงไปในทันที โดยกล่าวว่า “เจ้าอย่าได้ดีใจ
เร็วเกินไป สิ่งที่เรียกว่า ‘พลองทองสมปรารถนา’
นั้นคือสิ่งใด ไม่ใช่ว่าเจ้าคิดอยากจะได้ครอบครอบ
‘เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์’แล้วเจ้าก็จะได้รับมันมา
ได้ ย้อนไปในปีนั้นท่านย่าของเจ้าต้องใช้เวลาไปถึง
สามสิบปี ทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อที่จะ
เชื่อมต่อกับพลองทองสมปรารถนา อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าจะมีโอกาส แต่เจ้าก็ต้องได้รับการยินยอม
และได้รับคำชี้แนะจากมันก่อน ถึงจะสามารถเริ่ม
การฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ได้”
สามสิบปี!
เรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง
“ทำไมเจ้าถึงไม่บอกมาตั้งแต่แรก?” อู่ อวี้ รู้สึกว่า
นางเคยได้กล่าวถึงการฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่ง
ตอนนั้นนางได้กล่าวถึงเรื่องนี้ออกมาด้วยท่าที
สบายๆ เขาจึงชะล่าใจไม่เก็บไปคิดมาก
“ก็เจ้าไม่ได้ถามตั้งแต่ต้นนี่?” หมิงซวง กลอกตา
และกล่าวออกมาอย่างไร้ซึ่งสัจจะ
อู่ อวี้ ในตอนนี้อายุยังไม่ถึงสามสิบปี แล้วเขา
จะต้องเอาเวลาสามสิบปีเพื่อไปนั่งงมเกี่ยวกับมหา
วิถีเชื่อมสวรรค์เช่นนั้นรึ ในตอนที่เขากำลังทำการ
งมหน้าหนทางแห่งมหาวิถีเชื่อมสวรรค์อยู่นั้น เกรง
ว่าเหล่าอัจฉริยะเฉกเช่น จิ่วอิง ก็คงไต่ขึ้นไปอยู่ใน
ระดับเดียวของ เฉิน ซิงเหยา ได้แล้ว!
หมิงซวงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “สามสิบปีสำหรับ
เจ้านั้นถือว่ายาวนานอย่างมาก แต่สำหรับท่านย่า
ผู้นี้ถือได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น เคล็ด
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่งนั้นยังไงก็
เป็น ‘วิถีเทวะเชื่อมสวรรค์’มันก็คืออิทธิฤทธิ์แห่ง
เซียนอมตะเชียวนะ! แล้วจะสามารถได้รับมา
โดยง่ายได้เช่นไร? ถึงแม้ว่าเจ้าจะต้องใช้เวลาถึง
สามสิบปี แต่หลังจากผ่านไปร้อยปีแล้ว คู่ต่อสู้
ทั้งหลายของเจ้า จะถูกเจ้าทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุั่น
เลยทีเดียว อะไร หรือว่าเจ้าคิดจะยอมแพ้แล้วงั้น
รึ?”
ความเป็นจริงแล้ว อู่ อวี้ รู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
จริงๆแล้วเขารู้ดี อิทธิฤทธิ์แห่งเซียนอมตะ ย่อมมี
พลังอำนาจมากกว่าเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของ
ทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ มันคือวิชาที่ฝืนลิขิต
สวรรค์โดยแท้จริง แต่ปัญหาก็คือมันต้องใช้
เวลานานมากเกินไป ถึงแม้ว่าสามสิบปีสำหรับ หมิ
งซวง แล้วไม่นับว่าเป็นอะไร แต่สำหรับ อู่ อวี้
แล้ว สามสิบปีที่ต้องเสียไปเช่นนี้ อาจจะทำให้เขา
ต้องเสียโอกาสมากมาย
ตัวเลือกเช่นนี้ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่เลยก็ว่า
ได้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ