กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 308 : รางอวตารนอกวิถี
“ช่างมันเถอะ ข้าว่าเจ้าควรที่จะยอมแพ้นะ หาก
เจ้าใช้เวลาสามสิบปีเพื่อทำการรู้เรื่องสิ่งนี้เพียง
เรื่องเดียว เจ้าจะกลายเป็นจอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซันได้ยังไงเล่า สำหรับเคล็ดมหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ ก็ไปหาฝึกมาสักวิชาก็ได้แล้ว เมื่อถึง
เวลานั้นเจ้าจะรับรู้ได้ว่าสามสิบปีนั้นเป็นเพียงเวลา
สั้นๆ ยามนั้นเจ้าค่อยมาฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์เคล็ดนี้ใหม่ก็ได้ และเอาเคล็ดมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์เดิมที่มีลบออกไป ถึงจะทำการเริ่มต้นฝึกฝน
จากศูนย์ อีกทั้งยังจะทำให้สูญเสียพลังในการต่อสู้
ไปเป็นจำนวนมากไปก็ตาม แต่หากตราบใดที่เจ้า
ได้เข้าใจ ‘วิถีเทวะเชื่อมสวรรค์’ ได้อย่างทะลุปรุ
โปร่งแล้วกลายเป็นเซียนก็ไม่สาย อีกทั้งในยามนั้น
เจ้าก็จะแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง” หมิงซวง ถอน
หายใจยาวออกมา
เห็นได้ชัดว่า นางกำลังกระตุ้น อู่ อวี้
“ในปีนั้นที่ข้าได้รับ ‘พลองทองสมปรารถนา’มา
ข้าก็ได้ฝึกฝนอำนาจวิเศษต่างๆนาๆไปจนหมดแล้ว
ดังนั้นข้าจึงไม่มีโอกาสเลือกเช่นเจ้าในตอนนี้ แต่ข้า
ค้นพบว่า หากลองยืนอยู่ในมุมมองของเจ้า การ
เลือกเช่นนี้ ความจริงแล้วมันต้องใช้ความกล้า
หาญอย่างมาก ไม่แน่ว่าในสามสิบปี ถ้าหากเจ้ายัง
ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วถูกคนอื่นฆ่าไปเสียก่อน
ไม่ใช่ว่ามันจะเสียเปล่าหรอกรึ?”
หลังกล่าวจบ ต่อให้ไม่เลือกตัวเลือกของหมิงซวง
ยังไงก็ถูกนางหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ดี
“ข้าจะลองคิดดู” อู่ อวี้ หลับตาลง เมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับทางเลือกที่ยากลำบาก ความจริง
แล้วในสมองของเขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ก่อน
หน้านี้ หมิงซวง ไม่ได้กล่าวรายละเอียดของเคล็ด
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่ง เห็นได้ชัดว่า
เป็นเพราะขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้เขาตัดสินใจได้
ยากลำบาก
มันต้องใช้เวลาถึงสามสิบปีในการเชื่อมต่อกับ
พลองทองสมปรารถนา หรือจะทำการเลือก
ตัวเลือกอีกอย่างก่อน ใช้แต้มความสำเร็จห้าพัน
แต้ม เพื่อไปเลือกเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์มาสัก
วิชา แล้วทำการฝึกฝนเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้น
ค่อยเปลี่ยนดีหรือไม่?
สามสิบปี เป็นเวลาที่ยาวนานอย่างมาก เวลานาน
ขนาดนี้เขาสามารถตกตายได้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ด้วยเวลาขนาดนี้ มันแทบจะทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมด
จะต้องสูญเสียความกล้าหาญจนต้องถอดใจไป
แต่ก็อย่างว่า ได้รับมรดกสืบทอดอันยิ่งใหญ่มาแล้ว
จะให้ถอยหลังกลับได้เช่นไร?
“เจ้าลองคิดดูให้ดีๆสิ ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร?”
หลังจากที่ หมิงซวง กล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมา
จากนั้นก็หายไปจากเบื้องหน้าของเขา
อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด?
อู่ อวี้ ในตอนนี้ยังคิดไม่ออก
เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้มีทางเลือกอยู่สองทาง
หนทางแรกเต็มไปด้วยอุปสรรค์ยากที่จะก้าวเดิน
ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ความกล้าหาญและความแน่ว
แน่เป็นอย่างมาก
แต่เส้นทางที่สอง เขาไม่ยินยอมที่จะเลือกมัน
เท่าไหร่นัก เห็นได้ชัดว่าทุกสิ่งอย่างเอื้อให้กับข้อนี้
มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า อู่ อวี้ จะไปยินยอมที่จะ
ปลูกฝังเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์อื่นที่ไม่ดีเท่ากับ
ของ ‘ฉีเทียนต้าเซิ่ง’ได้อย่างไร?
“ชีวิตข้า ไม่ได้หยุดแค่สามสิบปีนี้สักหน่อย”
“หลังจากผ่านไปแล้วสามสิบปี ข้า อู่ อวี้ จะสำเร็จ
ไปถึงเพียงไหน? การที่ละทิ้งโอกาสในการฝึกฝน
เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ ข้าจะสูญเสียโอกาสอะไร
ไปบ้าง? อย่างน้อยเทือกเขาชิงเทียน(เขาซูซัน) ข้า
ก็จะไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ตลอดกาล”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อู่ อวี้ ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมา
อย่างช้าๆ จ้องมองไปยังโลกหล้าที่ไร้ซึ่งขอบเขตนี้
เขาเข้าใจเหตุผลข้อนี้เป็นอย่างดี
การฝึกตน บางครั้งจำเป็นที่จะต้องมีความกล้า
อย่างที่คนธรรมดาไม่สามารถเข้าใจได้
อู่ อวี้ คิดที่จะกลายเป็นเซียนอมตะ หากต้องการที่
จะเป็นเซียนอมตะ จะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น
ถ้าหากเลือกหนทางที่สอง เขาย่อมไม่ยินยอม และ
คัดค้านอย่างรุนแรง
ในขณะที่เขาได้ตัดสินใจออกมาแล้ว ในหัวใจของ
เขาราวกับว่ามีเปลวเพลิงอันร้อนแรงลุกโชนขึ้นมา
ดวงตาที่เร่าร้อน ราวกับว่ามีเพลิงกำลังลุกโชนอยู่
ทำให้หิมะที่อยู่รอบด้านละลายไป
“ข้าได้ตัดสินใจแล้ว!” ฉับพลันนั้น อู่ อวี้ ได้คำราม
ออกมา ทำให้ปั่าต้นที่อยู่รอบๆสั่นสะเทือน
“อันใด?” หมิงซวง ที่เพิ่งจะหายไป ในตอนนี้ก็รู้สึก
ตกใจ ออกมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าและมองไป
ยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก
สายตาของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความหนักแน่น
เผชิญหน้ากับ หมิงซวง ในตอนนี้ราวกับว่าจิต
วิญญาณของเขาได้ยกระดับขึ้น พร้อมกล่าว
ออกมาหนึ่งประโยคว่า “ข้าเลือกแล้ว ข้า
ปรารถนาวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์! ข้าต้องการที่จะ
กลายเป็นเซียนอมตะ ข้าจะต้องฝึกฝนวิถีที่มันฝืน
ชะตาลิขิตฟั้าสวรรค์!”
“เจ้าบ้าไปแล้วรึ? สามสิบปีที่สำคัญเช่นนี้ เจ้า
ต้องการที่จะปล่อยมันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
หรือไร? สิ่งต่างๆมากมายเท่าไหร่ที่เจ้าจะต้อง
พลาดไป?” หมิงซวง รู้สึกคาดไม่ถึงเป็นอย่างมาก
จริงๆแล้วนางเข้าใจสถานการณ์ของ อู่ อวี้ เป็น
อย่างดี นางรู้สึกว่า อู่ อวี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้
วิถีเทวะเชื่อมสวรรค์นี้ เมื่อถึงเวลานั้นค่อยมา
ฝึกฝนก็ยังไม่สาย ถึงแม้ว่ามันจะเสียโอกาสไปบ้าง
แต่ก็พูดได้ว่าท้ายที่สุดก็สามารถเรียนรู้มันได้
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นเล็กน้อย และไม่ได้ตอบคำถามของ
หมิงซวง กลับไป
เหตุผลที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากว่าในใจของ
อู่ อวี้ มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ความเชื่อมั่นนี้ มันคล้ายคลึงกับราชาวานรที่อยู่
ท่ามกลางเปลวเพลิง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือจิตใจ
อันแน่วแน่ และเขาก็ค้นพบว่า หมิงซวง ไม่มีในจุด
นี้ ซึ่งนางแตกต่างจากราชาวานรราวฟั้ากับเหว
และความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดก็คือ หมิงซวง เป็น
สตรีเพศ ส่วนฉีเทียนต้าเซิ่ง เป็นบุรุษเพศ
หมิงซวง เป็น ผู้สืบทอดมรดกรุ่นก่อน แต่ก็ยังไม่
เหมาะสมกับมรดกนี้ ดังนั้นสามสิบปีของนาง ไม่ใช่
สิ่งที่จะมาผูกมัด อู่ อวี้ และไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ อู่
อวี้ ต้องขลาดกลัว
“นางใช้เวลาถึงสามสิบปี แล้วเช่นนั้นทำไมข้าถึง
จะบรรลุ วิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ ภายในหนึ่งปีไม่ได้
กันล่ะ?”
ด้วยจิตใจที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าเช่นนี้ เขา
จึงได้เลือกทางเดินเช่นนี้
“ถึงแม้ว่าข้าจะต้องเสียเวลานาน แต่ข้าก็ยัง
ต้องการที่จะได้รับวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์นี้ เต๋าของ
ข้ามันจะต้องต่อต้านฟั้าดินฝืนลิขิตสวรรค์ จะต้อง
เป็นผู้ที่มีใจเด็ดเดี่ยวเป็นที่หนึ่ง บนโลกใบนี้ ไม่มี
เส้นทางใดที่ข้าไม่กล้าไป!”
“หากไม่เป็นเช่นนี้ แล้วข้าจะกลายเป็นเซียนอมตะ
ได้อย่างไร? จะได้ครอบครองความเป็นอมตะได้
อย่างไร?”
ความตั้งใจอันแรงกล้า ทำให้ อู่ อวี้ ในตอนนี้รู้สึก
เร่าร้อนเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่สนใจเกี่ยวกับ
คำแนะนำของ หมิงซวง อีกต่อไป คนเดินกลับเข้า
ไปในวังที่อยู่บนยอดเขาฉีเทียน พร้อมปิดการโสต
ประสาททั้งห้าโดยสมบูรณ์ จากนั้นก็เข้าไปนั่งอยู่
ใจกลางของพระราชวัง ด้วยพลังฟั้าดินที่อุดม
สมบูรณ์ภายในนิกายเซียนซูซัน เขาได้สำแดงร่าง
จำแรงเซียนวานร กลายร่างเป็นวานรสีทองตัว
หนึ่ง ผนังของพระราชวังส่องแสงระยิบระยับจน
แสบตา ราวกับเป็นกระจกบานหนึ่ง จนทำให้ยาม
นี้ อู่ อวี้ สามารถมองเห็นตนเองได้อย่างชัดเจน
ขนสีทอง ร่างกายที่กำยำแข็งแรง สายตาที่คมกริบ
ดั่งใบมีด พลังที่พวยพุ่งออกมานั้น ทำให้เพียงมอง
เพียงครั้งเดียวก็สามารถจะขู่ขวัญคนอื่นๆได้แล้ว
“นี่คือตัวตนของข้า!”
หนทางเดียวที่ อู่ อวี้ จะสามารถติดต่อกับพลอง
ทองสมปรารถนาได้ นั่นก็คือ ‘การมองไปที่หัวใจ
ของวานร’
ในการมองไปที่หัวใจของวานร ซึ่งมีเปลวเพลิงที่ไม่
สิ้นสุด ภายในเปลวเพลิงสีทองปรากฎเป็นราชา
วานรที่สวมใส่ชุดเกราะ สวมใส่ผ้าคลุมสีแดง พุ่ง
ทะยานขึ้นไปบนชั้นฟั้า ในมือของเขาถือพลองทอง
สมปรารถนาอยู่ เขาสามารถทำลายโลกและสะกด
ข่มฟั้าดินได้อย่างง่ายดายราวพลิกฝั่ามือ
ทำไมถึงช่างโดดเด่น องอาจผ่าเผยและเกรี้ยวกราด
ได้เช่นนี้!
เขากลับมามองตนเองที่อยู่บนผนัง อู่ อวี้ รู้ดีว่า
ตนเอง กับฉีเทียนต้าเซิ่ง ผู้ที่หาญกล้าต่อการท้า
ทายกับพระพุทธองค์ มีช่องว่างขนาดใหญ่ขวาง
กั้นอยู่
ไม่เพียงแต่ความแข็งแรงเท่านั้น แต่จะต้องมีจิต
วิญญาณและและความแน่วแน่ที่ยิ่งใหญ่!
เปรียบเทียบกับตัวตนทั้งสองแล้ง อู่ อวี้ เป็นเพียง
แค่เด็กแรกเกิด จิตวิญญาณของราชาวานรนั้นเป็น
ผู้ที่ปกครองปฐพีและสวรรค์อย่างแท้จริง!
“ฉีเทียนต้าเซิ่ง! เป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม
การที่หาญกล้าท้าทายต่อพระพุทธองค์ เป็นการ
ต่อสู้เพื่อตนเอง ผู้ชนะจะได้เป็นราชา ทั้งสองคนนี้
สะท้อนให้เห็นถึงความแน่วแน่ของแต่ละคน!”
จะต้องกล่าวว่า ทุกครั้งที่มองลงไปในจิตใจของ
วานร อีกฝั่ายสามารถสั่นคลอนจิตใจของตนเองได้
อย่างรุนแรง อู่ อวี้ ตกอยู่ภายในจิตใจที่สั่นสะท้าน
เผชิญหน้ากับราชาวานรสีทองที่อยู่ท่ามกลางเปลว
เพลิง ทุกครั้งที่สบตากัน จิตใจของเขาได้ถูก
ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
“ข้าจะต้องเป็นเฉกเช่นเดียวกับเขา!”
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อู่ อวี้ ถึงจะมีความแข็งแกร่ง
เช่นเดียวกับเขา
เขาตรวจดูตัวเองที่ผนังซึ่งสะท้อนกลับมาเป็นภาพ
ของตนเอง แล้วหันกลับไปมองฉีเทียนต้าเซิ่งใน
นิมิตที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง………….ในครั้งนี้เขา
สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าอนาคตของ
ตนเองจะมุ่งไปยังทิศทางไหน
การเผชิญหน้าครั้งนี้ มันกล่าวได้ว่าจิตวิญญาณ
ของเขาต้องสั่นสะท้านจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วราชาวานรที่อยู่ท่ามกลางเปลว
เพลิง ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่ตัวตนเดียวที่
ดำรงอยู่ แต่มันก็คือเต๋าอย่างหนึ่งด้วย! ไม่สามารถ
อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ทั้งหมดนี่ก็คือ วิถี
เทวะเชื่อมสวรรค์!
“เส้นทางในอนาคตของข้า!”
การฝึกตน จะต้องดูถึงความเข้าใจ ความโชคดี
ชีวิต และหนทางที่เลือกเดิน
อู่ อวี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาได้ตัดสินใจในด้าน
อื่นๆแล้ว แต่เมื่อเทียบกับอัจฉริยะคนอื่นๆเขานั้นมี
ความกล้าที่จะเลือกมากกว่า การตัดสินใจเลือกใน
ครั้งนี้ สำหรับเขาแล้ว มันยากที่จะฝั่าทะลุกำแพงที่
อยู่ในใจตนเอง มันได้ทำให้จิตวิญญาณของเขา
หรือแม้กระทั่งเต๋าของเขา ได้ยกระดับเข้าไปสู่ใน
ขอบเขตใหม่!
การยกระดับในครั้งนี้มันมีประโยชน์อย่างมาก
สำหรับการปรับแต่งแกนนภา! เค้าโครงของเต๋าที่
อู่ อวี้ มองเห็นยิ่งมายิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น ความรวดเร็ว
ของการปรับแต่งแกนนภาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
ในขอบเขตสร้างแกนนภา ตราบใดที่เข้าใจถึงหัวใจ
แห่งเต๋า การที่จะเพิ่มพลังของแกนกำเนิด ก็ถือว่า
มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นแต่อย่างใด
ฟูั่ว!
ร่างเซียนวานรสีทองของเขา ทั่วทั้งร่างลุกโชนขึ้น
ด้วยเปลวเพลิงอันร่อนแล้ว ทั่วทั้งพระราชวังราว
กับกลายเป็นกองเพลิงขนาดยักษ์ ภายในกองเพลิง
สายตาของ อู่ อวี้ ยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้น!
“มันทำเช่นนั้นได้ยังไงกัน?” หมิงซวง สังเกตเขา
ตลอดเวลา และรับรู้ได้ว่าจิตวิญญาณของ อู่ อวี้
กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและหัวใจแห่งเต๋าก็มี
ความมั่นคงขึ้น ในยามที่ปิดโสตประสาททั้งห้านี้
มันยิ่งทำให้เขาสามารถเข้าใจในโลกหล้าแห่งนี้ได้
กว้างขวางมากขึ้น
“ยังไม่ถึงขอบเขตค้นหาเต๋า แต่กลับมีหัวใจเต๋าที่
แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ กล่าวได้ว่า เขานั้นเหมาะสมที่
จะเป็นผู้สืบทอดมรดกของฉีเทียนต้าเซิ่งมากกว่า
ข้าจริงๆ ?” หมิงซวง ก็ยังรู้สึกสงสัยในตัวเอง หาก
ว่าตนเองมีบุคลิกเช่นเดียวกับ อู่ อวี้ มีทั้งความ
กล้าหาญและรอบคอบของ อู่ อวี้ อีกทั้งยังเดินตาม
รอยภายใต้คำแนะนำของมรดกของฉีเทียนต้าเซิ่ง
นางก็คงกลายเป็นเซียนอมตะที่ไม่มีวันตายไปแล้ว
“เขารู้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาถึงสามสิบปี แต่เขาก็
ยังคงกล้าที่จะลองเสี่ยงดู โดยไม่หวาดกลัว แต่ข้า
กลับใจร้อน ไม่ต้องการที่จะรอเพื่อให้กลายเป็นผู้
แข็งแกร่ง นี่ใช่ไหมความแตกต่างระหว่างข้ากับ
เขา? และนี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้าเซิ่งไม่พึงพอใจ
ในตัวข้า?”
แน่นอนว่า หมิงซวง ได้กล่าวขึ้นภายในจิตใจ ซึ่ง อู่
อวี้ ไม่มีทางรับรู้ได้
ในใจของเขาในตอนนี้มีเพียงแต่ความเชื่อมั่น นั่นก็
คือการที่จะกลายเป็นเช่นเดียวกับตัวตนที่อยู่ใจ
กลางเปลวเพลิง เป็นเซียนอมตะ เหยียดหยามทุก
ผู้ ปกครองผืนฟั้าปฐพี
ทุกๆครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็จะมองไปที่
ตัวเอง และมองไปยังหัวใจวานร
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ อู่ อวี้ ไม่สามารถรับรู้ได้
อีกต่อไป และลืมแม้กระทั่ง หนานกง เหว่ย ที่
ตนเองกำลังตามหา ในเวลานี้ในใจของเขามีเพียง
ความเชื่อมั่นอย่างเดียวเท่านั้น เขาลืมแม้กระทั่ง
เรื่องสำคัญอย่าง มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ บัดนี้จิตใจ
กำลังใจจดใจจ่อเผชิญหน้ากับฉีเทียนต้าเซิ่งที่อยู่
ในใจ เข้าไปค้นหาตนเอง ค้นหาหนทางที่จะทำให้
ได้รับพลังซึ่งจะทำให้ใกล้เคียงกับอีกฝั่าย แต่
อย่างไรก็ตามอีกฝั่ายก็เป็นตัวตนที่ยากจะหยั่งถึง
เกินไป
วันคืนผลัดเปลี่ยน เดือนปีหมุนผ่าน
อู่ อวี้ รู้สึกเพียงแค่ว่าในการเผชิญหน้าเฝั้ามอง
หัวใจวานรเวลากลับได้ผ่านไปนานนับสามสิบปี
แล้ว เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองหวาดกลัวกับระยะเวลา
ที่ยาวนานเช่นนี้ เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แต่
เมื่อลองเดินอยู่บนหนทางนี้จริงๆด้วยหัวใจที่เดิน
ไปตามทางค้นหาเต๋า เวลาเหล่านั้นกลับไม่ได้เป็น
สิ่งสำคัญอันใด
อยู่มาวันหนึ่ง ในจิตวิญญาณอันแน่วแน่ของเขา
ได้บรรลุถึงระดับที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่เคยมีมา
ก่อน เขาเกิดเป็นความรู้สึกว่าสามารถมองเห็นทุก
สิ่งเบื้องหน้าได้อย่างทะลุปรุโปรงในชั่วพริบตา ใน
ตอนที่กำลังมึนงงนั่นเอง เขาก็ได้ยินราชาวานรที่
อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีทอง กำลังพูดคุยกับตน
“อาณาจักรเซียนพังทลาย เซียนทุกผู้สิ้นชีวา ตัว
ข้าได้สิ้นชีพลง ผู้สามารถทำลายแผนการได้ มี
เพียงคนเดียวเท่านั้น!”
“อู่ อวี้ ได้ยินประโยคนี้ไม่ชัด แต่มันก็ดังก้องขึ้น
อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เสียงที่เขย่าจิตใจนี้ อู่ อวี้
สามารถได้ยินเพียงแค่เจ็ดคำสุดท้ายเท่านั้น นั่นก็
คือ ผู้สามารถทำลายแผนการได้ มีเพียงคนเดียว
เท่านั้น
เขาไม่สามารถขยับเขื่อนได้ ทำได้เพียงแค่มองดู
เหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างสั่นสะท้านเท่านั้น
ทันใดนนั้น เปลวเพลิงที่อยู่ข้างในได้ม้วนกวาด
ขึ้นมา ฉีเทียนต้าเซิ่งที่สวมใส่ชุดเกราะบินออกมา
จากเมฆเพลิงเหล่านั้น พริบตาเดียวก็มาปรากฏตัว
อยู่ต่อหน้าเขา เข้ามาสัมผัสกับตนอย่างใกล้ชิด ทำ
ให้ อู่ อวี้ รู้สึกหายใจไม่ออก
“ นี่ก็คือมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ที่สืบทอดต่อกันมา
‘ร่างอวตารนอกวิถี’ ในวันที่สามารถฝึกได้สำเร็จ
จะสามารถแยกร่างออกมาได้นับแสน และ
กลายเป็นทัพสวรรค์นับล้านคน”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ