กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 309 : เสนขน 10 เสน
เมื่อสิ้นประโยค อู่ อวี้ ก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ตน
ได้ถูกบดบังวิสัยทัศน์การมองเห็นลงอย่างสมบูรณ์
ระหว่างนั้นเองความอบอุ่นก็แล่นพรั่งพรูเข้าสู่จุด
ตันเถียน เหนือแกนนภาของเขาได้ปรากฏเป็น
สัญลักษณ์บางอย่าง ซึ่งกำลังผสานหลอมรวมเข้า
ด้วยกัน สัญลักษณ์นี้มีรูปร่างลักษณะดั่งวานรสี
ทองเข้ม ส่งผลให้บัดนี้แกนนภาของเขา ได้บังเกิด
เป็นแสงสีทองส่องสว่างเรืองรองสุกใสเป็นอย่างยิ่ง
ตูมมมมม!
ชั่วขณะที่สัญลักษณ์อำนาจวิเศษปรากฏขึ้นบน
แกนนภา ทุกภาพฉากตรงหน้าก็มลายหายไปอย่าง
ฉับพลัน ณ เวลานี้ อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่ภายใน
พระราชวังใต้ดินบนพื้นที่ว่างเปล่า เขารู้สึกเหนื่อย
ล้าอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ทั้งยังอยู่ในสภาพตกตะลึง
ทำให้สติของเขาในตอนนี้ว่างเปล่าไปชั่วขณะ อนึ่ง
ว่ากำลังอยู่ในห้วงนิมิตอันยาวนาน อย่างไม่ทันได้
ตื่นเต็มตา
ทั่วทั้งสรรพางค์กายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร้อน
ระอุประหนึ่งดุจเพลิงเผาผลาญ
” แง !!.” ทันใดนั้นเสียงของเด็กสาวก็กรีดร้องขึ้น
เสียงนี้ช่วยเรียกสติของ อู่ อวี้ ให้กลับคืนมาอย่าง
สมบูรณ์ ภายใต้พระราชวังใต้ดินถูกปกคลุมไปด้วย
กลิ่นอายหยินรุนแรง ตรงเบื้องหน้าของเขายามนี้
คือเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างไม่รู้จักจบ
สิ้น แน่นอนว่าเด็กสาวผู้นี้หาใช่ใครอื่น นางคือหมิ
งซวงเด็กสาวที่มีความสุขชอบเล่นสนุกร่าเริง อีก
ทั้งยังชอบกระทำตามใจตนเองเสมอ ยามเมื่อนาง
ร้องไห้ใบหน้าของนางประดุจดังลูกแพร์บุปผา
สายตาของนางขณะจ้องมอง อู่ อวี้ ราวกับว่าอด
ใจแทบไม่ไหวที่จะกลืนกินตัวเขา
” เจ้าร่ำไห้ทำไม ? ” อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึง เนื่องจาก
ตนไม่เคยเห็นนางโอดครวญร่ำไห้ ดูเสียอกเสียใจ
ทุกข์ทรมานเช่นนี้มาก่อน
” ไม่ยุติธรรม แง ∼ แง∼ แง ไม่ยุติธรรมเลยสัก
นิด!” ขณะนางกำลังร่ำไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า
ระหว่างนั้นก็กระโดดโลดเต้นขึ้น ๆ ลง ๆ ไปด้วย
” ไม่ยุติธรรมอย่างไร ? ” อู่ อวี้ ซักถามอย่างอึ้ง ๆ
ท่าทางของ หมิงซวง ดูมีโทสะอย่างยิ่ง ใบหน้าของ
นางแดงก่ำแล้วกล่าวว่า ” ไอ้หยาาา!!! ตาเฒ่าผู้นี้
ช่างโง่เง่าเต่าตุ่นยิ่งนัก ไฉนถึงได้เห็นชายสำคัญ
กว่าหญิง! กว่าข้าจะได้รับ อิทธิฤทธิ์วิเศษ ‘ร่าง
อวตารนอกวิถี’ ต้องใช้เวลานานกว่า 30 สิบปีถึง
จะสื่อสารกับมันได้ ทั้งยังต้องเสียเวลาอีกกว่า 3 ปี
เพื่อลบล้างตราประทับเดิมที่เคยปลูกฝังไว้ ทั้งยัง
ต้องใช้เวลาอีกกว่า 30 ปี เพื่อประทับมหาวิถี
เชื่อมต่อสวรรค์ลงในร่าง ข้าต้องทนเจ็บปวดทุกข์
ทรมานอย่างน่าสังเวชอเนจอนาถ แต่พอถึงคราว
ของเจ้า เขากลับมอบมันให้ภายใน 3 วัน ทั้งยังให้
คำแนะนำแนวทางการปลูกฝังเป็นการส่วนตัวด้วย
เจ้าไม่ต้องเสียเวลามานั่งบ่มเพาะ หนำซ้ำยัง
สามารถใช้พลังอิทธิฤทธิ์ได้เลย! จะไม่ให้ข้าพูด…
ว่ามันไม่ยุติธรรมได้อย่างไรเล่า! ไอ้หยาาา∼ ข้า
หลงเคารพเจ้าลูกสุนัขไร้ยางอายตัวนี้มาเสียตั้ง
นาน โดยไม่เคยฉุกคิดมาก่อนเลยว่า ตาแก่โง่นี่จะ
ทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ แง∼!!! ”
” เจ้าว่ากระไรนะ พลังอิทธิฤทธิ์ของข้าได้มาโดยไม่
ต้องฝึกฝน? ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ตื่นตกใจ
อย่างยิ่ง เขารีบตรวจสอบอย่างรอบคอบละเอียดถี่
ถ้วน เป็นที่แน่ชัดว่าแกนนภาของเขามีตราประทับ
ปรากฏอยู่ เขาสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพลัง
อิทธิฤทธิ์ ถึงแม้มันจะเจือจางเล็กน้อยมากก็ตาม
ด้วยสัญชาตญาณทำให้เขารับรู้ได้ว่าพลังอิทธิฤทธิ์
นี้ ตนเองสามารถทำการฝึกฝนได้ทันที อู่ อวี้ จมลง
สู่ห้วงภวังค์แห่งจิตใจ สัมผัสรับรู้ได้ถึงความลึกลับ
ซึ่งในเวลานี้กำลังเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
” บัดซบ! เจ้าโง่นั่นมันดูถูกข้า คอยดูเถอะท่านย่าผู้
นี้จะจัดการเจ้า!” หลังจากกล่าวจบ หมิงซวง ก็วิ่ง
เข้าใส่พลองสมปรารถนาทันที แต่ช่างน่าเสียดายที่
มันไม่ใช่ภาพจริง ภาพลวงตานี้มีไว้ให้สำหรับ อู่
อวี้ เพียงเท่านั้น
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งของสิ่งที่
นางกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างชายหญิง
แลตาเฒ่าโง่ คนที่นางกล่าวถึงก็คือ ฉีเทียนต้าเซิ่น
วานรผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟั้า นอกจากนี้การที่ตนเอง
ได้รับตราประทับภายใน 3 วัน ซึ่งเดิมทีเขาคิดว่า
‘มหาวิถีเชื่อมสวรรค์’ จะยากเย็นมากกว่านี้เสียอีก
เขาค้นพบว่าแท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ความแตกต่าง
ระหว่างเขากับหมิงซวงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันคือ
ความต่างชั้นที่ใหญ่หลวงอย่างยิ่ง
” เอาล่ะ… อย่าคิดมากเลย เป็นเรื่องธรรมดาอยู่
แล้ว ที่ช่องว่างระหว่างผู้คนจะไม่เท่ากัน ในเมื่อ
ตอนนี้เจ้าได้พบกับข้าแล้ว อนาคตในภายภาคหน้า
เจ้าก็มีโอกาสที่จะกลับคืนสู่โลกปัจจุบัน มีก็ถือเป็น
โชควาสนาอย่างแล้ว ” อู่ อวี้ ยิ้มให้กับนาง
การพูดเช่นนี้หาใช่ทำให้นางคลายโทสะลง แต่นาง
ยิ่งกรีดร้อง ยิ่งมีโทสะเพิ่มขึ้น นางขู่เขาว่าหากนาง
กลับมามีชีวิตเมื่อไหร่นางจะสังหาร อู่ อวี้ ทั้ง
ครอบครัว เพื่อคลายความเกลียดชังที่อยู่ภายใน
หัวใจของหมิงซวงในยามนี้
” สวรรค์ปฐพีเป็นพยาน เจ้ากับสุนัขเฒ่าคิด
ร่วมมือกันกลั่นแกล้งสตรีอ่อนแอเช่นข้า! ” หมิ
งซวง คุ้มคลั่งข้างอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายแล้ว
นางก็ยอมสงบลงในที่สุด เดิมทีนางคิดว่า อู่ อวี้
ต้องใช้เวลาในการทดสอบกว่า 30 ปี แต่แท้จริง
แล้วกลับใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น มันเป็น
เหมือนกันตบหน้าของนางฉาดใหญ่ …
แต่ในความเป็นจริง อู่ อวี้ กลับรู้สึกว่าเวลาได้ผ่าน
ไปนานกว่า 30 ปี ดูเหมือนว่าเขาจะหลุดเข้าไปใน
อีกมิติหนึ่ง ซึ่งเวลาในมิตินั้นได้ผันผ่านไปนานกว่า
30 ปี บางทีตัวของเขา อาจใช้เวลากว่า 30 ปีจริง
ๆ ก็ได้
มันคือความลึกลับของวิถีแห่งเต๋าที่เขาไม่เข้าใจได้
เมื่อเห็นว่าหมิงซวงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก อู่ อวี้ จึง
พยายามจดจำทุกรายละเอียด หากไตร่ตรองดู
คร่าว ๆ นับเป็นครั้งแรกที่ฉีเทียนต้าเซิ่นยอมเปิด
ปากพูดกับตนเอง น้ำเสียงของเขาชวนน่าตกตะลึง
อย่างหาใดเปรียบ อู่ อวี้ ได้ยินไม่ค่อยชัดนัก แต่ได้
ยินอย่างแจ่มชัดได้เจ็ดคำด้วยกัน
“ผู้สามารถทำลายแผนการได้ มีเพียงคนเดียว
เท่านั้น”
ผู้สามารถทำลายแผนการได้ มีเพียงคนเดียว
เท่านั้น คืออันใด?
เซียนอมตะอย่าง ฉีเทียนต้าเซิ่น ควรจะประทับ
พำนักอยู่บนวังสวรรค์ เพลิดเพลินหรรษาอยู่กับ
การขอพรสรรเสริญของมนุษย์ทุกผู้คน แล้วไฉนอยู่
ๆ เขาถึงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ? ต้องหาผู้
สืบทอดมรดกงั้นหรือ? แล้วเหตุใดกระทั่ง พลองสม
ปรารถนา ก็ยังแยกจากมาเช่นนี้?
ท่ามกลางสถานการณ์คลุมเครือไม่ชัดเจน อู่ อวี้
จะสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เมื่อในยามนี้
ตัวเขากลายเป็นผู้สืบทอดมรดก ไม่เพียงแค่ให้
ตนเองกลายเป็นเซียนอมตะเท่านั้น เกรงว่าตนเอง
จะต้องแบกรับหน้าที่ รวมถึงภารกิจอื่น ๆ ที่อาจ
เป็นไปได้
” ท่านลุงเสิ่น ตัวตนที่แท้จริงของท่านคือผู้ใดกัน
แน่? บางทีท่านอาจจะเป็นฉีเทียนต้าเซิ่น ?”
เมื่อ อู่ อวี้ หวนนึกถึงชายชราขึ้น มันได้ทำให้
ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ในตอนที่
ตนอยู่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ ชายชราตั้งหน้าตั้ง
ตารอเขาอย่างคาดหวัง ความอบอุ่นของทองสม
ปรารถนา เป็นเช่นดั่งภาพเก่าเมื่อวันวาน
อย่างไรเสียเขาคือผู้ได้รับมรดกสืบทอด สมบัติแห่ง
เทพผู้สะกดคมธารสวรรค์
มันทำให้เขาหวนนึกถึงคำกล่าวของ เสิ่น อู๋เต้า
” อู่ อวี้ เจ้ามัวเหม่ออะไรอยู่!” หมิงซวง ถลึงตา
จ้องมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“หือ? ไม่มีอะไรหรอก” อู่ อวี้ ตื่นขึ้นมาจากห้วง
ภวังค์ เขาเพ่งมองไปที่ หมิงซวง แต่แล้วเขาก็
พบว่ายิ่งนางมีโทสะ นางก็ยิ่งน่ารักเพิ่มขึ้นเป็น
ทวีคูณ ถ้าไม่นับจากอายุที่เก่าแก่ยาวนานของนาง
นางก็ถือเป็นน้องสาวผู้น่ารักคนหนึ่ง
ในตอนนี้เอง เขาก็หวนนึกไปถึงประโยคที่สอง “ส่ง
ต่ออิทธิฤทธิ์ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ แก่เจ้า วันใดที่
บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ สามารถแบ่งร่าง
อวตารได้นับล้านร่าง เทียบเท่าได้กับมหากองทัพ
แห่งสวรรค์”
ร่างอวตารนอกวิถี!
นี่คือชื่อของ พลังอิทธิฤทธิ์ ชนิดนี้
วันใดที่บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ สามารถแบ่ง
ร่างได้นับแสนนับล้านร่าง? นี่มันจะโอ้อวดเกินจริง
ไปหน่อยหรือไม่ อู่ อวี้ จำได้ว่า หมิงซวง เคย
กล่าวถึงพลังอิทธิฤทธิ์ แต่ในตอนนั้น หมิงซวง ยัง
ห่างไกลจากระดับที่สามารถแบ่งร่างอวตารได้นับ
แสนร่าง
ระดับกองทัพขุนพลสวรรค์สามารถแยกได้ถึงหนึ่ง
ล้านร่างคืออันใด? สิ่งที่เรียกว่ากองทัพขุนพล
สวรรค์นั้น คือเหล่าเทพเซียนทั้งผอง จำนวนนับ
ล้านร่าง นี่เป็นการพูดโอ้อวดเกินจริงหรือไม่? เมื่อ
อู่ อวี้ นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาตัวของเขาก็สั่นเทา
เล็กน้อย
กายาเพชรอมตะ ก็อธิบายไว้เช่นเดียวกัน
” ช่างมันเถอะ ท่านย่าผู้นี้ไม่สนใจเจ้าแล้ว หลังจาก
นี้เจ้าก็คิดหาหนทางเองเอาแล้วกัน!” หมิงซวง
บันดาลโทสะ นางไม่ปรารถนาจะพูดคุยกับ อู่ อวี้
อีกต่อไป
ในขณะนี้ อู่ อวี้ กำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งบ่ม
เพาะของ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ เขาจึงรู้สึกเกียจ
คร้านเกินไปที่จะมาสนใจนาง
ในเวลานี้เขากำลังทุ่มเทสมาธิ ไปกับการปลูกฝัง
ผสานอำนาจวิเศษลงบนแกนนภา ทันใดนั้นเขาก็
เริ่มรู้แจ้งในข้อมูลที่เกี่ยวของกับร่างอวตารนอกวิถี
ซึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปเพียง
ไม่นานนัก อู่ อวี้ ก็สามารถรู้แจ้งมันได้อย่าง
รวดเร็ว
“ร่างอวตารนอกวิถี เป็นวิชาประเภทแยกร่าง
แน่นอนว่าท่ามกลางมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ มีวิชา
ประเภทแยกร่างอยู่มากมาย แต่นี่คือมหาวิถี
เชื่อมต่อสวรรค์ของเซียนอมตะ ซึ่งมันไม่มีทาง
เปรียบเทียบกันได้ หากอำนาจวิเศษทั่วไปมีทั้งหมด
3 หรือ 4 ขั้น ก็จัดได้ว่าเป็นวิชาชั้นยอดแล้ว แต่
ร่างอวตารนอกวิถี มีทั้งหมด 10 ขั้น เห็นได้ชัดว่า
คุณค่าของมันเทียบเท่าได้กับ ‘กายาเพชรอมตะ’ ”
“ใน 10 ขั้น จะแบ่งออกเป็นขั้นคู่ ซึ่งขั้นแรกจะทำ
ให้สามารถแยกร่างอวตารออกมาได้ทั้งหมด 10
ร่าง และเมื่อบรรลุสู่ขั้นที่ 2 จะทำให้ร่างอวตารทั้ง
10 นั้นมีความแข็งแกร่งขึ้น ”
” ขั้นที่ 3 ทำให้สามารถแยกร่างอวตารออกมาได้
ทั้งหมด 90 ร่างทั้ง ส่วนขั้นที่ 4 จะทำให้ร่าง
อวตารทั้ง 90 ร่างมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่
ส่วนสำคัญของมันอยู่ที่ร่างอวตาร 10 ร่างแรก ซึ่ง
มีความแข็งแกร่งมากที่สุด เมื่อร่างอวตารทั้ง 10
ร่วมมือกัน จะทำให้มันมีความแข็งแกร่งเทียบเท่า
ได้กับร่างจริงเลยทีเดียว”
“และขั้นที่ 5 กับขั้นที่ 6 มีรูปแบบเดียวกันกับขั้นที่
3 และ ขั้นที่ 4 แต่มันจะทำให้เขาสามารถแยกร่าง
อวตารออกมาเพิ่มได้อีก 900 ร่าง ซึ่งเมื่อรวมกับ
ร่างอวตารอีก 100 ร่างก็จะกลายเป็น 1,000 ร่าง
พอดี”
“ ขั้นที่ 7 กับขั้นที่ 8 ทำให้สามารถแยกร่างอวตาร
ออกมาได้ทั้งหมด 9,000 ร่าง เมื่อรวมกับ 1,000
ร่างก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้มีร่างอวตารทั้งหมด
10,000 ร่าง ร่างอวตาร 10 ร่างแรกของขั้นที่ 1 จะ
มีความแข็งแกร่งมากที่สุด จากนั้นก็เป็นร่างอวตาร
90 ร่างของขั้นที่ 3 ต่อด้วยร่างอวตาร 900 ร่าง
ของขั้นที่ 5 ”
“ส่วนในขั้นที่ 9 จะทำให้มีร่างอวตารทั้งหมด
100,000 ร่าง เป็นจำนวนที่สามารถปิดซ่อนผืนฟั้า
บดบังพื้นปฐพีได้เลยทีเดียว!”
“และในขั้นที่ 10 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ทำให้สามารถแยกร่างอวตารออกมาได้อย่างไร้
ขีดจำกัด ซึ่งมีจำนวนสูงสุดถึง หนึ่งล้าน ร่าง เป็น
จำนวนที่สามารถไปได้ทุกแห่งหนท่ามกลางสวรรค์
และปฐพีนี้ ความสามารถนี้มีพลังอำนาจเทียบเท่า
ได้กับการต่อต้าน หนึ่งล้าน กองทัพสวรรค์ หนึ่งคน
เทียบได้กับหนึ่งกองทัพเซียน!
เรียกได้ว่า อู่ อวี้ สามารถนำกองทัพร่างอวตารเข้า
ต่อสู้ห้ำหั่นได้ หลังจากทำความเข้าใจอำนาจวิเศษ
ของ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ เล็กน้อย เขาก็ต้องตก
ตะลึงพรึงเพริดในพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว
ของมัน!
มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน คือวิถีบ่มเพาะเซียน
อมตะ!
กายาเพชรอมตะ คือวิถีบ่มเพาะกายเนื้อ!
เคล็ดแปลงกายอสูร 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์ ทำให้
เขามีเคล็ดวิชาฝืนลิขิตสวรรค์ อย่างเคล็ดตรึงกายา
แล เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ซึ่งมันเป็นประโยชน์กับ อู่
อวี้ อย่างมหาศาล
อำนาจวิเศษร่างอวตารนอกวิถี หลังจากทำการ
ปลูกฝังบ่มเพาะเสร็จสิ้นแล้ว กล่าวได้ว่ามันคือ
พลังอำนาจอันสมบูรณ์แบบและน่าสะพรึงกลัว
อย่างยิ่ง
หนึ่งคนกลายเป็นกองทัพเซียนนับล้าน ซึ่งทั้งหมด
อยู่ภายใต้คำสั่งและการควบคุมของเขา อู่ อวี้
ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หากเขาบรรลุความสำเร็จอัน
ยิ่งใหญ่อย่างของวิชานี้ ไม่ใช่ว่าเขาสามารถต่อสู้
กับวิมานสวรรค์ได้เลยหรือไง…
หาใช่เรื่องเกินจริงแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของขั้นที่ 10
นั้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลมาก ยามนี้ อู่ อวี้
บรรลุเพียงขั้นที่ 1 เท่านั้น บางทีความ
ทะเยอทะยานมากไปก็หาได้เป็นประโยชน์ไม่
ดังนั้นตอนนี้ อู่ อวี้ จึงกังวลแค่เรื่องของขั้นที่ 1
เท่านั้น
” เส้นผมบนศีรษะของข้า ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น
ทองคำ 10 เส้น ”
ผมยาวสยายสีดำคลับ ปรากฏเป็นเส้นผมสีทอง 10
แซมขึ้นมา โดยทั่วไปแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ
ตรวจสอบได้ ถึงแม้จะมีบุคคลภายนอกเห็นมัน แต่
ก็คงไม่มีผู้ใดทราบว่ามันคืออำนาจพิเศษแลร่าง
อวตารของ อู่ อวี้
บนแกนนภา ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ
วิเศษขึ้นบนแกนกำเนิด ซึ่งเป็นรากฐานของแกน
นภา เมื่อไหร่ที่เปิดใช้งานพลังนี้ ปราณเวทย์ก็จะ
ถูกปลดปล่อยออกมา หมุนวนโคจรไปยังศีรษะของ
เขา
ถือเป็นการเปิดใช้งานอำนาจวิเศษ
อู่ อวี้ ดึงขนทั้ง 10 เส้นออกมา จากนั้นก็ค่อย ๆ
เปั่ามันออกไป ถือเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่
อำนาจลึกลับของพลังวิเศษเริ่มทำงาน ฉับพลันก็
บังเกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นกับเส้นผมทั้ง 10 เส้น
ของเขา มันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น อู่ อวี้ 10 ร่าง
ซึ่งมีทุกอย่างเหมือนเขาทุกประการ แต่กลับมี
ลักษณะนิสัยซุกซนราวกับวานร บ้างก็ทำท่าทาง
เล่นหูเล่นตา กระโดดโลดเต้นขึ้นๆลงๆ ดู
กระฉับกระเฉงวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
“จริงจังมากกว่านี้หน่อย”
เมื่อ อู่ อวี้ คิดขึ้นมาเช่นนี้ ร่างอวตารทั้ง 10 ร่าง
ของเขาก็แสดงท่าทางจริงจัง ทั้งยังสงบนิ่งลง พวก
มันต่างหันมองหน้ากันและกัน
ความจริงแล้ว ร่างอวตารทั้ง 10 ของเขา คือเส้น
ผมทั้ง 10 เส้นของตัวเขาเอง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่ง
ในร่างกาย เช่นเดียวกับแขนขาของ อู่ อวี้ ดังนั้น
หาก อู่ อวี้ สั่งให้พวกมันเคลื่อนไหว พวกมันก็จะ
เคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามมันแตกต่างจากอวัยวะ
ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายของเขาเล็กน้อย พวกมันมี
ความคิดเป็นอิสระในระดับหนึ่ง คล้ายคลึงกับ
ความฉลาดของศาสตราเต๋าเชื่อมจิต หากอยู่
ภายใต้สถานการณ์ปกติ อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้อง
แบ่งแยกระดับพลังจิต เพื่อควบคุมพฤติกรรมของ
ร่างอวตารแต่ละตัว
ความจริงแล้วมันค่อนข้างคล้ายคลึงกับหัวทั้ง 9
ของ จิ่วอิง เวทย์ปีศาจแต่ละชนิดได้ถูกปลดปล่อย
ออกมาตามหัวทั้ง 9 ของ จิ่วอิง แต่จะมีเพียงหนึ่ง
หัวเท่านั้น ซึ่งคอยรับผิดชอบทำหน้าที่ควบคุม
ร่างกายกับหัวอื่น ๆ ทั้งยังคอยออกคำสั่งหัว และ
ร่างกายส่วนอื่น ๆ ของมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ
เป็นหัวข้างใดถือเป็นมันสมองหลัก มีความเป็น
อิสระของตัวเอง ดังนั้นต่อให้มันจะทุบทำลายไป
แปด 8 หัว ก็ยังไม่ตายอยู่ดี มันก็เป็นเช่นเดียวกับ
การถูกทำลายแขนขา
อวตาร ก็เปรียบเสมือนกับขน 10 เส้น ซึ่งมีความ
ฉลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะอย่างไร
มันก็เป็นเส้นผมของ อู่ อวี้
ท่ามกลางความลึกลับของ มหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์
พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นร่างอวตารของ อู่ อวี้
สำหรับความสามารถของพวกเขา …
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกประหลาด
ใจอย่างยิ่ง
กล่าวอธิบายได้อย่างง่ายดายว่า พวกมันแต่ละคน
มีทั้งพรสวรรค์และระดับการฝึกตนเช่นเดียวกับ อู่
อวี้ ดังนั้นพวกมันจึงสามารถใช้เคล็ดวิชาเต๋าของ
อู่ อวี้ ได้ทุกวิชา รวมถึงรูปแบบและความสามารถ
ในการต่อสู้ของเขาทั้งหมด มีเพียงแค่เคล็ดตรึงกา
ยา เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ซึ่งถือเป็นวิถีบ่มเพาะ
มหัศจรรย์ เท่านั้น ที่ร่างอวตารของเขาไม่สามารถ
ปลดปล่อยออกมาได้
เพียงแค่มอบกระบี่ให้กับพวกเขา แม้กระทั่ง ‘สุด
ยอดกระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพ’ ก็หาใช่ปัญหาอัน
ใดกับพวกเขาแม้แต่น้อย
ซึ่งความจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ใช้พลังจากแกน
กำเนิดของ อู่ อวี้ หากกล่าวถึงในแง่ดีแล้วพวกเขา
แต่ละคนจะมีความอิสระเป็นของตัวเอง ร่าง
อวตารที่เกิดขึ้นจากเส้นผมแต่ละเส้น เป็นเสมือน
ดั่งร่างจริง บนร่างกายมีจุดชีพจรอยู่มากมาย
รวมถึงยังมีจุดชี่ห่ายซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลัง กล่าว
ได้ว่าร่างอวตารของเขาทั้งสิบร่างนี้ มีแกนนภาเป็น
ของตนเอง!
ซึ่งนับว่าเป็นความสามารถที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
………………………….
สรุปพลังแต่ละขั้นของร่างอวตารนอกวิถี
ระดับที่เป็นเลข คี่ จะแยกร่างได้เพิ่มขึ้นเป็น 10
เท่าตามลำดับขั้น ตั้งแต่
ขั้นที่ 1 : แยกได้ 10 ร่าง ซึ่งจะมีพลังมากสุด
เนื่องจากอยู่กับ อู่ อวี้ มานานสุด อีกทั้งยังได้การ
ยกระดับพลังของเลขคู่ในแต่ละขั้น
ขั้นที่ 3 : แยกได้ 90 ร่าง แล้วก็รวมกับ 10 ร่างใน
ขั้นที่ 1 จะกลายเป็น 100 ร่าง
ขั้นที่ 5 : แยกได้ 900 ร่าง แล้วก็รวมกับ 100 ร่าง
ในขั้นที่ 3 จะกลายเป็น 1,000 ร่าง
ขั้นที่ 7 : แยกได้ 9,000 ร่าง แล้วก็รวมกับ 1,000
ร่างในขั้นที่ 5 จะกลายเป็น 10,000 ร่าง
ขั้นที่ 9 : แยกได้ 90,000 ร่าง แล้วก็รวมกับ
10,000 ร่างในขั้นที่ 7 จะกลายเป็น 100,000 ร่าง
ขั้นพิเศษ ขั้นที่ 10 : แยกได้ 900,000 ร่าง แล้วก็
รวมกับ 100,000 ร่างในขั้นที่ 9 จะกลายเป็น
1,000,000 ร่าง
ระดับที่เป็นเลข คู่ คือการยกระดับพลังของ ขั้นที่
เป็นเลข คี่ แต่ละขั้น อย่างเช่น
ขั้นที่ 2 : ยกระดับพลังให้กับขั้นที่ 1
ขั้นที่ 4 : ยกระดับพลังให้กับขั้นที่ 3 กับขั้นที่ 1
ขั้นที่ 6 : ยกระดับพลังให้กับขั้นที่ 5 ,3, 1
ขั้นที่ 8 : ยกระดับพลังให้กับขั้นที่ 7 ,5 ,3, 1
ขั้นที่ 10 : ไม่ได้แจ้งว่ายกระดับพลังให้ร่างแยกขั้น
อื่นหรือไม่ แจ้งเพียงว่าขั้นนี้จะสามารถแยกร่างได้
1,000,000 ร่าง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ