กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 31 :
วิชาเต๋าต้องห้าม สถิตร่างมารอสนี
สายฟ้าที่ซือตู๋ หมิงหลางดึงดูดลงมานั้น กล่าวได้ว่า
มันคือแก่นแท้ของ ‘ราชันอสนี’ อย่างแท้จริง!
ในรอบปีที่ผ่านมา ซือตู๋ หมิงหลางฝึกปรือวิชาอย่าง
หนัก มันใช้เวลากว่าแปดเดือน เพื่อฝึกกระบวนท่า
‘ราชันเทพแห่งอสนียบาต’ ผลพวงจากการฝึกปรือ
อย่างหนัก ท าให้ประสบความส าเร็จสมบูรณ์ในที่สุด
ภายในสายตาของเหล่าศิษย์แล้ว พวกมันทั้งริษยา
และ เคารพในคราเดียวกัน ทันใดนั้นซือตู๋ หมิงหลาง
ก็ชี้กระบี่น าอัสนีไปทางอู่ อวี้ สายอัสนีที่กระพริบอยู่
รอบ ๆ กระบี่ มันดูคล้ายคลึงกับอสรพิษพร้อมพุ่ง
กระโจนเข้าใส่อู่ อวี้ได้ทุกเมื่อ เมื่อมองดูแล้วราวกับ
ว่ามันเป็นดวงตาของของปีศาจร้าย ที่พร้อมจะหยิบ
ยื่นความตายมาให้!
” เจ้าสุนัข จงตายซะ ! ”
ซือตู๋ หมิงหลางแผดเสียงหัวเราะออกมา ราวกับสาย
อัสนีฟาดผ่า ในขณะที่กระบี่น าอัสนีเพ่งชี้ไปทางอู่ อวี้
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็บังเกิดเสียงร้องค ารามขึ้น
ครืน~ ครืน~ ครืน ~ หากมีผู้ใดแหงนหน้าขึ้นไปมอง
บนท้องฟ้า คนผู้นั้นจะสามารถมองเห็น อสรพิษนี่
ก าลังเลื้อยไปมา อยู่ท่ามกลางเมฆหมอกด าทมึน
และ สายอัสนีที่ฟาดผ่าลงมา ฉับพลันแสงประกาย
เจิดจ้าอันตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้น พุ่งฟาดผ่าลงมายัง
ศีรษะของอู่ อวี้ ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ยากที่
จะหลบหลีกได้!
เปรี๊ยง!!!!!
” ไอ้หยา! ”
ฝูงชนต่างตื่นตะลึงเมื่อเคล็ดวิชาเต๋าแสดงผล! พวก
มันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่ง
ที่พวกมันมั่นใจนั่นก็คือ ต่อให้คนผู้นั้นจะมีร่างกายที่
แข็งแกร่งไร้เทียมทานขนาดไหน ก็ไม่มีทางต้านทาน
เคล็ดวิชาเต๋าของซือตู๋ หมิงหลางในครั้งนี้ได้อย่าง
แน่นอน ณ จุดนี้ ซือตู๋ หมิงหลางได้แสดงหลักฐาน
ยืนยันถึงความแข็งแกร่ง ให้พวกมันได้ประจักษ์แก่
สายตาอีกครั้ง
ในมุมมองของอู่ อวี้ สายอัสนีอสรพิษที่พุ่งฟาดผ่าใส่
เขานั้น มันรวดเร็วเกินกว่าจะรับรู้ได้ ความเร็วของ
มันนั้นน่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่เขาจะหลบเลี่ยงได้ทัน
ในขณะสายอัสนีอสรพิษพุ่งทะยานเข้าใส่มาด้วย
ความเกรี้ยวกราด สิ่งเดียวที่อู่ อวี้สามารถคิดได้ใน
ตอนนั้น คือยกกระบี่ปราบมารขึ้นมาสกัดกั้นสาย
อัสนีอสรพิษ!
หากสายอัสนีกระแทกเข้าใส่ศีรษะของเขาจัง ๆ เข้า
ล่ะก็ ศีรษะของเขาคงต้องแตกเป็นเสี่ยง ๆ !
เปรี๊ยงงงง! ตู้มมมม!!!
ทันทีที่สายอัสนีอัดกระแทกเข้ากับกระบี่ปราบมาร
ก็เกิดการระเบิดขึ้น เสียงของมันนั้นดังสนั่นหวั่นไหว
ไปทั่ว อย่างที่คาดคิดเอาไว้ เมื่อสายอัสนีอสรพิษอัด
กระแทกเข้าใส่กระบี่ปราบมาร พลังท าลายล้างของ
มันได้เจาะทะลวงผ่าน กระบี่ปราบมารเข้าสู่ร่างของ
อู่ อวี้ หมอกควันสีด าจากการระเบิด และ แสงเจิดจ้า
จากสายอัสนีปกคลุมร่างกายของอู่ อวี้ ขณะที่หมอก
ควันสีด าค่อย ๆ จางลงก็ปรากฏร่างของอู่ อวี้ขึ้น
พลังท าลายล้างของสายอัสนีอสรพิษนั้นรุนแรงจนท า
ให้ร่างกายของอู่วี้ ได้รับบาดเจ็บเสียหาย หลังจากที่
หมอกควันสีด าเลือนลางเหลือเพียงแค่เล็กน้อย ร่าง
ของอู่ อวี้ก็กระแทกล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมกับ
ควันคละคลุ้งที่ลอยติดกาย
” ในที่สุดก็สิ้นฤทธิ์ โดนย่างจนสุก ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ”
ในทันทีที่เหล่าสาวกของนิกายกระบี่สวรรค์ ได้เห็น
ร่างของอู่ อวี้ล้มกระแทกลงกับพื้นพร้อมกับควันสีด า
จากการระเบิด ซึ่งยังคงลอยคละคลุ้งติดร่างกายของ
เขาอยู่นั้น พวกมันก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังออกมา
อย่างสะใจ หนึ่งในผู้น าก็คือลูกศิษย์จากยอดเขาหมิง
เทียน
” ท าไมจบเร็วเยี่ยงนี้ ช่างน่าหัวเราะเสียจริง อู่ อวี้
มันยังไม่รู้ฤทธิ์ และ ความน่ากลัวของเคล็ดวิชาเต๋า
แต่คิดจะมาท้าทายเช่นนี้ ”
นับจากนี้เกรงว่า อู่ อวี้จะต้องถูกเหล่าสาวกในนิกาย
กระบี่สวรรค์ล้อเลียน หัวเราะเยาะเหยียดหยามดูถูก
ทั้งก่อน และ หลังอาหาร
เหนือสนามประลองด้านนอกเวลานี้ ซูหยานหลี่
ขมวดคิ้ว และ ก าลังสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า แต่ทันใด
นั้นโม่ซือซูได้ห้ามนางเอาไว้พร้อมกับกระซิบกล่าวว่า
” ไม่ต้องตกใจไปศิษย์น้องซู น้องเล็กมีร่างกาย
แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เขายังมีโอกาสอยู่! ”
ในขณะที่ทั่วทั้งสนามประลอง อื้ออึ้งไปด้วยเสียง
หัวเราะที่ระเบิดออกมาจากศิษย์ของนิกายกระบี่
สวรรค์ ซึ่งขณะที่โม่ซือซู ก าลังกระซิบกระซาบอะไร
บางอย่างอยู่นั้น ก็ได้เกิดสองสิ่งนี้ขึ้นพร้อมกัน!
สิ่งแรกคือ สายตาของซือตู๋ หมิงหลาง ที่จับจ้องมอง
ไปยังร่างของอู่ อวี้นั้นน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง ใบหน้า
ของมันแสดงออกให้เห็นถึงความโหดเหี้ยม จากนั้น
มันก็ได้เร่งพลังวิชาแห่งเต๋าขึ้นมาเพื่อเตรียมที่จะลง
มืออีกครา เพราะมันปรารถนาฆ่าล้างอู่ อวี้ให้หมดจด
สมบูรณ์ มันปรารถนาให้อู่ อวี้ตายจนสิ้นซาก
กลายเป็นเถ้าธุลี!
ในสายตาของเหล่าสาวกนั้นอู่ อวี้ได้สิ้นใจไปแล้ว แต่
ดูเหมือนว่าการประลองในครั้งนี้ ซือตู๋ หมิงหลางเอง
ก็ได้ละเมิดกฎข้อห้ามร้ายแรง แต่เป็นเพราะมันมี
อาจารย์หนุนหลังอีกทั้งยังมีอ านาจใหญ่โต มันจึงไม่
แยแสต่อสิ่งใด
และสิ่งที่สองที่เกิดขึ้นนั้น ก็น่าทึ่งอีกเช่นกัน
เพราะก่อนที่ร่างของอู่ อวี้จะล่วงลงไปกับพื้น
นั้น เป็นช่วงที่ ซือตู๋ หมิงหลาง ก าลังเตรียมการที่จะ
โจมตีเป็นครั้งที่สองอยู่พอดี ฉับพลันร่างของซือตู๋
หมิงหลางก็พุ่งทะยานเข้ามา และ กลายเป็นภาพติด
ตาในที่สุด ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เห็นได้ชัดว่า
ซือตู๋ หมิงหลางมุ่งหมายก าจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซาก!
เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นด้วยความเร็วเพียงชั่ว
พริบตาเท่านั้น
ใกล้ถึงเวลาปิดฉาก!
ถึงแม้ว่ากระบวนท่าสายอัสนีอสรพิษ จะสามารถท า
ให้อู่ อวี้ได้รับบาดเจ็บก็จริง แต่มันก็ยังไม่มากเพียง
พอที่จะสามารถดับลมหายใจของเขาลงได้ กายา
เพชรอมตะของเขาทนทานแข็งแกร่งอย่างยิ่ง อีกทั้ง
ยังมีความยืดหยุ่นอย่างน่าเหลือเชื่อ และ แน่นอนว่า
พลังท าลายล้างของสายอัสนีอสรพิษนี้ สามารถก าจัด
ศัตรู ผู้มีระดับพลังอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณลงได้
แต่…ไม่ใช่กับอู่ อวี้
” เคล็ดวิชาเต๋านั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่มันต้องใช้
เวลาในการเคี่ยวกร า ถึงจะแสดงผล!”
” ข้าจะช่วยสงเคราะห์ ด้วยการหยิบยื่นความตาย
ให้แก่เจ้า ”
ในมือของอู่ อวี้ถือกระบี่ปราบมาร พร้อมกับแผ่รังสี
กดดันออกมาอย่างรุนแรงราวกับต่อต้านสวรรค์ ! ใน
ยามนี้เขาคือนักรบที่ยอดเยี่ยม ฉะนั้นแล้วเขาจะต้อง
ใช้งานมันได้ ทันใดนั้นพื้นดินก็ระเบิดขึ้นส่งเสียง
กึกก้องราวกับท้องฟ้าพิโรธ เมื่อกระบี่ปราบมารถูก
ยกขึ้น ฉับพลันก็ปรากฏร่างมังกรสีทองหมุนวนอยู่
รอบคมกระบี่ปราบมาร!
” มังกรสังหารไร้ต้าน! ”
ในมือของอู่ อวี้เวลานี้ กระบี่และมังกรผสานเข้ากัน
อย่างหมดจดสมบูรณ์ประกายแสงสีทองอันเจิดจ้า
บวกกับกระบี่ที่คมกริบ ราวกับว่ามันก าลังท้าทาย
สวรรค์ เสมือนกับว่ากระบี่เล่มนี้จะสามารถฆ่าล้าง
สังหารได้ตลอดเวลา ทุกคนไม่อยากจะเชื่อสายตา
ของตนเอง ว่าในวันนี้พวกมันจะได้เห็นวาระสุดท้าย
ของซือตู๋ หมิงหลาง !
” ไม่มีทาง! ” ทุกคนต่างคิดว่าเป็นวาระสุดท้าย
ของซือตู๋ หมิงหลาง และด้วยเหตุการณ์ทั้งสองนี้ มัน
ก็ไม่ได้คิดว่าตนจะเข้าสู่ห้วงความเป็นความตายเช่นนี้
การโจมตีของอู่ อวี้มันรุนแรงอย่างมาก ซึ่งด้วยความ
ไม่ย่อท้อของอู่ อวี้เช่นนี้ มันได้ท าให้ในจิตใจของซือตู๋
หมิงหลางเกิดความระสับระส่ายขึ้น ฉับพลัน มันได้
รีบเรียกสายอัสนีอสรพิษออกมาเพื่อปกป้องกาย
อย่างรวดเร็ว
“เกราะอัสนี!”
ทันทีที่กระบวนท่านี้ถูกใช้งาน ก็เกิดปรากฏการณ์
สายอัสนีฟาดร้องออกมาจากสี่ทิศ เสียงของมันดัง
กระหึ่มกึกก้องไปทั่ว สายฟ้าที่ส่องประกายอยู่ใน
ดวงตาของมัน ในเวลานี้มันได้พวยพุ่งออกมา เป็น
เกราะป้องกันอยู่เบื้องหน้าของซือตู๋ หมิงหลาง
ในขณะเดียวซือตู๋ หมิงหลาง ก็ยกมืออีกขึ้นมาสกัด
กั้นให้ตนเองรอดพ้นการโจมตีนั้นเอาไว้ ส่วนมืออีก
ข้างที่ถือกระบี่อยู่นั้น มันก็รีบฟาดฟันกระบี่ดึงอัสนี
เพื่อโต้กลับทันที!
ห้วงเวลาทรราชพิโรธ!
“ท าลาย!”
วายุท าลายหมื่นลี้ มังกรสังหารไร้ต้าน! นี่คือการ
ผสานระหว่างพลังท าลายล้างอันน่าหวาดกลัว กับ
กายเนื้ออันยอดเยี่ยมของอู่ อวี้ ทั้งหมดรวมผสานเข้า
ไปในกระบี่ปราบมารเล่มนี้ แล้วทันใดนั้นเอง เชร้งง
งงง!!!! ตู้มมมม!!!! เกราะอัสนีก็ระเบิดแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ลงในพริบตา ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของกระบี่
ปราบมารที่ตวัดฟาดผ่านออกไป ด้วยพลังท าลายล้าง
อันมหาศาลนั้นส่งผลให้ มือข้างที่ถือกระบี่ดึงอัสนี
ของซือตู๋ หมิงหลางนั้นสะบัดหลุดออกทันที
ฟึ่บ! ตูม!
ไม่รอช้า เมื่อเห็นโอกาสอู่ อวี้รีบสาวเท้ามาข้างหน้า
แล้วอัดกระแทกเข้าใส่กลางทรวงอก ของซือตู๋ หมิง
หลางเข้าอย่างจังกระดูกขากรรไกร และ กระดูก
ซี่โครง ของซือตู๋ หมิงหลางหักกราวในรวดเดียว
เหล่าฝูงชนต่างส่งเสียงแตกฮือ เพราะตื่นตะลึงกับ
ภาพที่เห็น พลังอันมหาศาลที่อู่ อวี้แสดงออกมานั้น
ท าให้พวกมันไม่อยากแม้แต่จะเชื่อสายตาของตนเอง
ความหวาดกลัวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ใน
เวลานี้ร่างของซือตู๋ หมิงหลางทรุดเข่าลงกับพื้น
โลหิตไหลอาบโทรมผสมคลุกเคล้าเข้ากับเศษดิน มัน
เป็นภาพอันน่าอเนจอนาถ แสนสะเทือนใจอย่างยิ่ง
“เจ้านี่ยังดูถูกข้าจนวาระสุดท้ายจริงๆเลยนะ คิด
หรอว่าการน าเจ้าสายฟ้านั่นมาเป็นโล่แล้วจะหยุดข้า
ได้ แถมตอนสุดท้ายก็ยังไม่ยอมยกเลิก ราชันอสนีไป
อีก” อู่ อวี้ อดไม่ได้จริงๆที่จะกล่าวเย้ยหยันเช่นนี้
ออกไป เป็นเพราะความหยิ่งทะนงของซือตู๋ หมิง
หลางเอง จึงท าให้พ่ายแพ้อย่างน่าอนาถเช่นนี้ ซึ่งมัน
ก็สมน้ าหน้าแล้ว และพอเมื่อผู้คนเงยหน้าขึ้นไปมอง
ก็มองเห็นได้ว่า ในตอนนี้หมู่เมฆหมอกได้กระจายตัว
กันออกไปแล้ว ราวกับว่ามันได้กระจายไปพร้อมกับ
ความพ่ายแพ้ของซือตู๋ หมิงหลางอย่างสมบูรณ์
ผลในการต่อสู้ครั้งนี้ได้สรุปออกมาแล้ว
แขนของซือตู๋ หมิงหลางหัก มันไม่เหลือเรี่ยวแรง
มากพอที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว ใบหน้าของมันซีด
เผือด และพยายามฝืนดันตัวเองลุกขึ้นยืนจากพื้น
“อึก …”
ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ได้มาพบเห็นกับฉากนี้เข้า คนผู้นั้น
จะต้องกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มันช่างเป็นเรื่องน่า
เหลือเชื่ออย่างยิ่ง ฝูงชนโดยรอบ ๆ ต่างตกตะลึงนิ่ง
งันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเหล่าสาวกสายใน หรือ
สายนอกก็ดี หรือแม้แต่ซูหยานหลี่ โม่ซือซู เหล่าผู้
อาวุโส หรือแม้กระทั่งหลานฮั้วหยุน ในยามนี้สีหน้า
ของนางหมองคล้ าน่าเกลียดอย่างยิ่ง
” โอ้ววว !!!! ” ท่ามกลางความเงียบสงัด เพราะฝูง
ชนยังอึ้งตะลึงกับภาพเหตุการณ์ที่เห็น มีเพียงสาว
น้อยชิงเหมิงเพียงคนเดียว ที่ส่งเสียงดีใจออกมาอย่าง
ตื่นเต้นว่า ” อะ… อู่ อวี้ชนะแล้ว! ซือตู๋ หมิงหลาง
พ่ายแพ้แล้ว!”
เกรงว่าส าหรับบางคนแล้ว เสียงของนางได้ท าให้
จิตใจของพวกมันสั่นสะท้าน
อู่ อวี้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ สนามประลอง เมื่อ
มาถึงต าแหน่งที่ซูหยานหลี่ และ โม่ซือซูอยู่ สายตา
ของพวกเขาก็ประสานเข้าด้วยกัน ภายในสายตานั้น
เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวอู่ อวี้ นอกจากนี้
ยังเห็นความหวาดกลัวผสมกับความเคารพ อยู่
ภายในสายของเหล่าศิษย์คนอื่น ๆ เมื่อเขาแหงนหน้า
ขึ้นมอง ก็เห็นได้ชัดว่าหลานฮั้วหยุน ในยามนี้ก าลัง
จับจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาอันเย็นยะเยือก ซึ่งก็
ถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะก่อนหน้านี้ ก่อนที่เขาจะ
สามารถเอาชนะซือตู๋ หมิงหลางได้ อู่ อวี้ นั้นไม่มีค่า
เพียงพอที่จะให้สายตาของนางเหลือบแล
ในท้ายที่สุดแล้ว ด้วยความพยายามดิ้นรนต่อสู้บน
ขอบเหวแห่งบ้าคลั่ง แน่นอนว่าซือตู๋ หมิงหลางใน
ยามนี้ได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ดวงตา
ของมันได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ฝูงชนต่างเฝ้า
มองมันอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งมันเดินไปเข้าไปใกล้
กระบี่ดึงอัสนี จากนั้นก็ใช้ปราณดึงดูดกระบี่น าอัสนี
น ามาอยู่ในมือของมัน
อู่ อวี้ยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้ตอน
ที่เยี่ยกู่ใช้ยันต์เพลิงสีทองท าร้ายเขา ซึ่งก็ได้มาจาก
ซือตู๋ หมิงหลาง จนการประลองในวันนี้มันก็ยัง
ละเมิดกฎ แม้จะมีกฎข้อห้ามอย่างชัดเจน ว่าห้ามใช้
ยันต์รวมถึงอุปกรณ์ประเภทสมบัติวิเศษต่าง ๆ มาใช้
ในการประลอง แต่ด้วยลักษณะนิสัยจิตใจคับแคบคด
โกงของซือตู๋ หมิงหลาง คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่
มันจะละเมิดกฎ ดังนั้น ท่านผู้เฒ่ามู่เกอจึงรีบ
ประกาศผลการประลองอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกัน
ไม่ให้มันท าอะไรผลีผลามมากไปกว่านี้
เพราะยังไงแล้ว สิ่งที่มันปรารถนาไม่ใช่ชัยชนะ แต่
เป็นชีวิตของอู่ อวี้
ท่ามกลางความเงียบ ท่านผู้เฒ่ามู่เกอก็ได้รู้เหตุผลที่
แท้จริง ว่าท าไมเจ้านิกายเฟิงซัวหยาถึงได้สนับสนุนอู่
อวี้ผู้นี้ ดังนั้นท่านจึงเริ่มเปล่งเสียงประกาศผลออกมา
ทันทีว่า “การประลองในรอบสุดท้าย ข้าคิดว่าผลของ
มันได้ประจักษ์แก่สายตาของทุกคู่คนแล้ว ผู้ชนะนั้นก็
คือ …”
“ช้าก่อน!”
ซือตู๋ หมิงหลางร้องตะโกนขึ้น ด้วยเสียงอันน่า
ประหวั่นพรั่นพรึง แน่นอนว่าการพูดขัดจังหวะท่านผู้
เฒ่ามู่เกอนั้น ถือเป็นเรื่องไร้มารยาทอย่างยิ่ง แต่ใคร
จะกล้ากล่าวอันใดเล่า ในเมื่อมันผู้นี้เป็นศิษย์ของ
หลานฮั้วหยุน?
สายตาของฝูงชนจับจ้องไปยังซือตู๋ หมิงหลางเป็นจุด
เดียว
“ข้ายังไม่พ่ายแพ้!”
ซือตู๋ หมิงหลางไร้ซึ่งความแยแสต่อค าตัดสิน แม้มือ
ข้างที่จับกระบี่อยู่นัันจะมีโลหิตไหลอาบออกมาอย่าง
ท่วมท้น แต่มันก็หาแยแสไม่ มันยังคงยกกระบี่น า
อัสนีขึ้น พร้อมกับปฏิเสธที่จะยอมแพ้ ใบหน้าของมัน
บิดเบี้ยวน่าเกลียด เสียงคลุมเครือราวกับก าลังร่ าไห้
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้มันได้ตกลงสู่ความบ้า
คลั่งอย่างสมบูรณ์แล้ว ในยามนี้มันไม่สนใจอะไร
ทั้งสิ้น การลุกกลับมา! ซึ่งอู่ อวี้สามารถสัมผัสได้ถึง
รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของมันยังคลุมเครือ!
อย่างไรก็ตาม ผู้พิทักษ์สูงสุดหลานฮัวหยุนกลับไม่ได้
พูดอะไรแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปหยุด
ซือตู๋ หมิงหลาง! ท าให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งก่อน
หน้านี้ทุกคนสัมผัสได้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไม่สิ
ต้องบอกว่าถ้าเทียบกับการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ครั้งนี้มัน
กลับรุนแรงยิ่ง สิ่งที่พวกเขาก าลังสงสัยก็คือ ซือตู๋
หมิงหลางจะใช้วิธีไหนในการเอาชนะอู่ อวี้?
“อู่ อวี้ ข้าปรารถนาที่จะฉีกกระชากเลือดเนื้อของ
เจ้าแล้วดื่มกินมัน!”
ไม่เพียงแต่อู่ อวี้ได้สังหารพี่ชายทั้งสองของมัน
ความภาคภูมิใจทั้งหมดของ ซือตู๋ หมิงหลางในวันนี้
ยังถูกอู่ อวี้ท าลายจนสิ้น บาปกรรมที่มันก่อไว้ความ
ตายของมันยังไม่พอที่จะชดใช้ได้หมด! ความคลั่ง
แค้นทั้งหมดที่ทวีเพิ่มขึ้นทุกขณะจิต เพียงแค่นี้ก็มาก
พอที่จะดับสติสัมปชัญญะของมันลงอย่างสมบูรณ์
“หมิงหลาง ฝังจิตมารลงในใจ ถ้าเจ้าไม่ฆ่ามัน เจ้า
จะไม่มีทางก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้ ดังนั้น ใช้ทุก
อย่างที่เจ้ามีเพื่อท าลายมันซะ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็น
หน้าที่ของอาจารย์เอง”
ไม่มีใครได้ยินเสียงของหลานฮั้วหยุน เนื่องจากว่า
ในตอนนี้นางได้ใช้วิธีการเฉพาะประตูแห่งธรรม ส่ง
เสียงผ่านออกไปโดยมีแค่ซือตู๋ หมิงหลางคนเดียว
เท่านั้นที่ได้ยิน
เมื่อซือตู๋ หมิงหลางได้ยินค าพูดนั้น ความวิตกกังวล
ทั้งหมดที่เคยมีก็ถูกสลัดทิ้งไป เหลือเพียงความบ้า
คลั่ง และ ความเกลียดชังอย่างลึกล้ า! ฉับพลัน มันได้
กระท าสิ่งที่ฝูงชนทั้งหมดไม่คาดคิด ชึก!! ทันใดนั้น
กระบี่น าอัสนีก็ปรากฏขึ้นในมือของมัน จากนั้นก็
หมุนควงกระบี่และปักแทงลงไปที่หัวใจของตน!
ทันใดนั้นเอง แสงอัสนีก็ระเบิดออกมาจากร่างของ
มัน ร่างกายทั้งหมดของซือตู๋ หมิงหลาง ท่วมท้นไป
ด้วยเส้นสายอัสนีขนาดยักษ์ ในยามนี้ร่างของมันได้
เปลี่ยนเป็นร่างอัสนีอย่างสมบูรณ์ แทบจะไม่สามารถ
มองเห็นแขนขา และ ศีรษะของมันได้!
“วิชาเต๋าต้องห้าม สถิตร่างมารอัสนี!”
เมื่อใช้ออกด้วยวิชาเต๋าต้องห้าม ร่างกายของซือตู๋
หมิงหลางก็เกิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล เสียง
ของฟ้าค ารามดังกึกก้อง จากนั้นร่างกายของมันได้
ผสานเข้ากับกระแสอัสนีจ านวนนับไม่ถ้วน สถิตร่าง
มารอัสนีได้ท าให้ตัวมัน กลายเป็นผู้ใช้การโจมตีจาก
พลังของอัสนีโดยตรง
ด้วยอ านาจแห่งอัสนีนี้ ได้ปลดปล่อยแรงสะกดข่ม
ออกมาอย่างไรสิ้นสุด จนท าให้ฝูงชนต้องถอยหลัง
ออกไปสองสามก้าว ภายในสายตาของทุกคู่คน ต่าง
มองเห็นกระแสอสรพิษจ านวนนับไม่ถ้วนม้วนกวาด
ผ่านอยู่รอบ ๆ บริเวณ
ซือตู๋ หมิงหลางในยามนี้ น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่าง
มาก!
“วิชาเต๋าต้องห้าม ” ซูหยานหลี่และโม่ซือซูหันมา
มองหน้ากัน พวกเขาต่างมองเห็นโทสะอยู่ในแววตา
ของอีกฝ่าย ฉับพลันคนทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดิน
มาอยู่เบื้องหน้าของอู่ อวี้ จากนั้นโม่ซือซูก็กล่าวขึ้น
ว่า “ซือตู๋ หมิงหลาง เจ้ากล้าใช้วิชาเต๋าต้องห้ามใน
สนามประลองเซียนไท่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎ
อย่างชัดเจน ตามกฎของนิกาย เจ้าจะต้องถูกตัดสิทธิ์
จากการแข่งขันในครั้งนี้ รออะไรอยู่ จงก้าวออกไป
จากสนามประลองเดียวนี้!”
อู่ อวี้ก็ได้อ่านต ารากฎนิกายมาแล้วเช่นกัน หนึ่งใน
นั้นได้มีการกล่าวถึงวิชาเต๋าต้องห้าม ส่วนหนึ่งเป็น
เพราะอ านาจอันมหาศาลของมัน บวกกับวิธีใช้ที่แสน
โหดเหี้ยม และ เป็นพลังที่ท าร้ายตัวผู้ใช้เอง ดังนั้นจึง
มีกฎห้ามไม่ให้เหล่าศิษย์ใช้ออกอย่างเด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต
หรือเผชิญหน้ากับปีศาจ ดังนั้นพลังที่ซือตู๋ หมิงหลาง
ใช้ออกในยามนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการละเมิดกฎอย่าง
ชัดเจน
ในเวลานี้โม่ซือซูและซูหยานหลี่ได้กระโจนเข้ามา
ปกป้องเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นอู่ อวี้ได้จดจ าความเมตตา
ครั้งนี้ไว้ในจิตใจ อย่างไรก็ตามความรู้สึกของเขาก็
บอกเป็นนัย ๆ ว่ามันไร้ประโยชน์ หลานฮั่วหยุนท า
เพียงแค่โบกมือของนางเล็กน้อย คนทั้งสองก็ถูกดูด
เข้าไปกระแสน้ าวน และถูกขังเอาไว้ตรงนั้น หลานฮั้ว
หยุนเหลือบมองไปที่พวกเขาทั้งสอง ด้วยท่าทางที่
เหนือกว่าจากด้านบน และในตอนนี้หลานฮั่วหยุน
เองก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก เพราะถึงจะกล่าว
อะไรออกไปก็ไม่มีเหตุผลอะไรดีๆที่จะแก้ตัวอยู่ดี แต่
ถึงกระนั้น นางก็ตั้งใจที่จะสานเรื่องนี้ต่อไปให้จบ
ใครใช้ให้วันนี้เฟิงซัวหยาไม่อยู่กันเล่า?
ซือตู๋ หมิงหลางรีบคว้าโอกาสที่หลานฮั้วหยุนหยิบ
ยื่นให้ทันที ท่ามกลางเสี่ยงโห่ร้องของฝูงชน มันก็เพิ่ม
ความแข็งแกร่ง ของวิชาสถิตร่าง ‘มารอัสนี’ ขึ้นไปอีก
ระดับขั้น ฉับพลันพลังท าลายล้างก็ระเบิดพวยพุ่ง
ออกมาจากร่างของมัน ไม่ว่าจะที่แห่งใด เมื่อถูกพลัง
นี้กวาดผ่านไม่ว่าจะเป็นศิลา หรือ ภูเขาต่างถูก
ท าลายจนสิ้น เหลือไว้เพียงพื้นปฐพีที่ไหม้เกรียมด า
เป็นตอตะโก ประกายอสรพิษอัสนีได้กวาดผ่านเหนือ
ผืนแผ่นดินอย่างไรสิ้นสุด ภาพเบื้องหน้าของอู่ อวี้ใน
ยามนี้ ดูราวกับวันโลกาวินาศ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า
ซือตู๋ หมิงหลางได้ครอบครองพลังอ านาจอัน
แข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้มากนัก!
ส าหรับหลานฮั้วหยุนแล้ว นางเห็นว่าในยามนี้ อู่ อวี้
จะต้องตกตายไปอย่างแน่นอน
……………………………………………………………
(´▽`).。o♡ เพลิน