กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 313 : รางเงาจําแลง
ในตอนนี้มีคนอยู่ที่วิหารเลื่อนขั้นเซียนไม่มากนัก
เพียงแต่การต่อสู้ตาต่อตาฟันต่อฟันที่เกิดขึ้น
กระทันหันนี้ ดูเหมือนว่าจะทำให้คนที่อยู่รอบด้าน
รู้สึกปรับตัวตามไม่ทัน เฉิน ฟูั่หยู มีตำแหน่งที่สูงส่ง
มีคุณสมบัติเติบโตขึ้นมาในเขตแดนเซียนซูซันทั้ง
ยังมีทรัพยากรมากมายมหาศาล อาจจะกล่าวได้ว่า
อาณาเขตที่อยู่ใต้เขตแดนเซียนซูซัน มันสามารถ
ไปได้ทุกหนแห่ง
ส่วนที่แห่งนี้ที่อยู่ในส่วนล่างสุดของนิกายเซียนซู
ซันอย่างเขตแดนกระบี่สามัญ กลับมีคนหาญกล้า
มาท้าทายอำนาจมัน…………
ทั้งยังต้องการที่จะเดิมพันอีก
อู่ อวี้ ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ อย่าว่าแต่ เฉิน ฟูั่หยู
เลย แม้แต่เหล่าหญิงสาวก็มองมาที่เขาด้วยสายตา
เบิกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้าบ้านี้ คิดที่จะทำอะไร…….”
“ข้าไม่รู้ แม้กระทั่งในตอนนี้มันก็ยังไม่รู้จักตัวตน
ของ คุณชายเฉิน อีกหรือ?”
“โอ้วสวรรค์ เจ้าโง่นี้ มันใช้วิธิอะไรทำไม่ถึงเป็น
อันดับหนึ่งบนรายนามเซียนหมื่นกระบี่ได้นะ……..”
พวกนางคนที่อ่อนแอที่สุดก็เป็นถึงสาวกขั้นกระบี่
ปฐพี เพราะฉะนั้นจึงเกียจคร้านเกินไปที่จะไป
ซักถามเรื่องราวที่อยู่ในเขตแดนกระบี่สามัญ
เฉิน ฟูั่หยู รู้สึกเสียหน้าต่อหน้าสาวงามของมัน ใน
ใจเต็มไปด้วยโทสะ แม้กระทั่งเกิดเป็นความคิดที่
อยากจะสังหารเขา ตัวมันที่ไม่ได้เห็น อู่ อวี้ อยู่ใน
สายตา แต่อีกฝั่ายกลับกล้ามาท้าทายตัวมัน………..
“ดี เจ้ากล้าที่จะกล่าววาจาเช่นนี้กับข้า เช่นนั้นข้า
จะตอบสนองเจ้าให้ ถ้าหากเจ้าสามารถเอาชนะข้า
ได้จริงๆหล่ะก็ ข้าจะมอบเม็ดยาสร้างแกนนภา
ให้กับเจ้าหนึ่งหมื่นเม็ดตกลงหรือไม่? เม็ดยาสร้าง
แกนนภา ท่านปูั่ผู้นี้มีอยู่เยอะ” ประกายตาของ
เฉิน ฟูั่หยู ทะมึนทึง จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นอีกว่า
“และถ้าหากเจ้าแพ้ล่ะ เจ้าจะเดิมพันสิ่งใดกับข้า?”
“เจ้าอยากได้สิ่งใด? แต่ว่า ตัวข้าไม่มีเม็ดยาสร้าง
แกนนภาหรอกนะ” อู่ อวี้ ไม่กลัวว่าผู้อื่นจะ
หัวเราะเยาะตัวเขา จึงได้กล่าวออกมาตรงๆ
เมื่อเหล่าสาวงามเห็นเขาหน้าด้านเช่นนี้ จึงปรากฎ
ความรังเกียจขึ้นมาบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด
“คุณชายเฉิน ข้าว่าอย่าไปยุ่งกับเจ้าคนบ้านนอก
พรรณนี้เลย ต่อให้ท่านสับมันเป็นชิ้นๆ เกรงว่าคน
อื่นรังแต่จะกล่าวหาว่าท่านรังแกกลั่นแกล้งคน
อ่อนแอ”
“ใช่แล้ว เจ้าโง่นี่ มันมีคุณสมบัติอะไรถึงกล้าจะมา
เป็นคู่ต่อสู้ของคุณชายเฉินได้ ให้ข้าเป็นคนสั่งสอน
บทเรียนมันเองก็พอแล้ว”
ด้วยช่องว่างขนาดใหญ่ของมันกับ อู่ อวี้ จึงทำให้
คนอื่นคิดว่า เฉิน ฟูั่หยู รังแกคนไม่มีทางสู้
ถึงแม้ว่าสาวงามทั้งหลายจะกล่าวกับมันเช่นนี้ แต่
เฉิน ฟูั่หยู ก็ไม่สนใจแม้แต่คำพูดเหล่านั้นแม้แต่
ประโยคเดียว ดวงตาที่ยั่วยุของ อู่ อวี้ ได้ทำให้ใน
ใจของมันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงกล่าวคำพูด
ออกมาหนึ่งประโยคว่า “เช่นนั้นข้าจะใช้เม็ดยา
สร้างแกนนภาหนึ่งหมื่นเม็ด ซื้อชีวิตสุนัขของเจ้า!
ถ้าหากเจ้าแพ้ ชีวิตน้อยๆของเจ้าจะต้องจบสิ้นลง
เจ้ากล้าหรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่ามันต้องการที่จะสังหารเขาให้ตกตาย
ไป
ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถไปยั่วยุมันได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งต่อหน้าเหล่าสาวงามของมัน
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายของ อู่ อวี้
สำหรับ เฉิน ฟูั่หยู แล้ว อู่ อวี้ มันมีค่าเพียงแค่เม็ด
ยาสร้างแกนนภาหนึ่งหมื่นเม็ดเท่านั้น ด้วยจำนวน
แค่นี้ก็สามารถจะซื้อชีวิตอีกฝั่ายได้แล้ว ส่วนบุตร
ของจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงมัน เพียงแค่
เอ่ยปากออกมา ก็ได้รับเม็ดยาสร้างแกนนภานับ
หมื่นแล้ว
จากนั้น อู่ อวี้ จึงเอ่ยว่า “ต้องการชีวิตของข้า
เช่นนั้นการต่อสู้ที่นี่ก็ไม่สะดวก ไปที่ ลานประลองชี้
เป็นชี้ตาย ดีกว่า”
ในนิกายเซียนซูซัน โดยปกติแล้วจะไม่สามารถ
สังหารคนอื่นได้ ตราประจำสาวกจะต้องถูก
ตรวจสอบอยู่เสมอ แต่มีอยู่สถานที่หนึ่งที่สามารถ
สะสางเรื่องราวความเแค้นและชิงชังได้ ซึ่งมีเพียง
แค่ ลานประลองชี้เป็นชี้ตาย เท่านั้น! แน่นอนหาก
คิดที่จะไปตัดสินชี้เป็นชี้ตายที่นั่น จะต้องมีความ
เกลียดชังกันจนถึงขั้นไม่อาจจะอยู่ร่วมฟั้าเดียวกัน
เท่านั้น และต้องผ่านการตรวจสอบถึงต้นสาย
ปลายเหตุ แต่ด้วยอำนาจของ เฉิน ฟูั่หยู แล้ว หาก
มันต้องการไปที่สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย คนอื่นๆ
ก็ไม่สามารถจะหยุดได้
“โอ้ เช่นนั้นก็ไปที่สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย”
เมื่อเรื่องราวเลยเถิดจนมาถึงขั้นนี้ หลี่ อี้จุ้น และ
ไปั๋หลี่ เฟยหง ก็ไม่สามารถจะควบคุมได้อีกต่อไป
แล้ว เรื่องนี้ทำให้ ไปั๋หลี่ เฟยหง รู้สึกจนปัญญา
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจยิ่ง
จึงกล่าวกับ ไปั๋หลี่ เฟยหง ว่า “ท่านวางใจเถอะ
เมื่อเร็วๆนี้ข้าค่อนข้างที่ขาดแคลนทรัพยากร เป็น
เพราะข้าใช้เงินมือเติบไปหน่อย”
“เจ้าแน่ใจนะ?” ไปั๋หลี่ เฟยหง รู้ว่า เฉิน ฟูั่หยู อยู่
ในระดับขั้นอะไร
อู่ อวี้ พยักหน้า
แต่ในใจของเขายังคงรู้สึกกังวลอยู่ อู่ อวี้ รู้สึกว่า
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ความจริงแล้วค่อนข้างจะ
ใจร้อนเกินไปหน่อย แต่เพราะเขาไม่มีทางเลือก จึง
ทำได้เพียงแค่เตรียมตัวและมุ่งหน้าไปที่สนาม
ประลองชี้เป็นชี้ตาย และเขาได้ส่งข้อความไปบอก
เฉิน ซิงหยู๋ อย่างเงียบๆ
อย่างไรก็ตาม เฉิน ซิงหยู๋ อยู่ที่เขตแดนกระบี่โลกา
การเดินทางมาถึงที่นี่มันต้องใช้เวลาอยู่ไม่น้อย
บางทีอาจจะไม่ทันการเอาได้
ฟิวววว!
เฉิน ฟูั่หยู พากลุ่มสาวงามของมัน ขึ้นกระบี่บิน
จักรพรรดิแล้วมุ่งหน้าไปยังสนามประลองชี้เป็นชี้
ตาย บรรดาสาวงามเหล่านั้นก็พยายามบอกให้เขา
อย่าได้มีโทสะ เพราะมันแค่เป็นตัวโง่งมตัวนึง
เท่านั้น
เฉิน ฟูั่หยู แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีสาวกของเขต
แดนกระบี่สามัญมาทำการท้าทายตนเช่นนี้ ดังนั้น
มันจึงคิดที่จะสั่งสอนบทเรียนให้กับ อู่ อวี้ และ
เนื่องจากไม่มีวิธีอื่น ถึงแม้ว่าจะไปที่สนามประลอง
ชี้เป็นชี้ตายจะมีคนอยู่มากมาย และค่อนข้างจะ
วุ่นวาย แต่นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะระบายความ
โกรธกับ อู่ อวี้ ผู้นี้ได้
อู่ อวี้ ไปั๋หลี่ เฟยหง และ หลี่ อี้จุ้น ติดตามไปอยู่
เบื้องหลัง
จิตใจพวกเขาร้อนรุ่มไปด้วยความกังวล แต่ อู่ อวี้
กลับมีท่าทีไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด กล่าวได้ว่า
อารมณ์ของพวกเขาในตอนนี้ช่างแตกต่างกันโดย
สิ้นเชิง
“อู่ อวี้ เจ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ทั้งยังไม่ได้โง่เขลาอีก
ด้วย อย่าให้อารมณ์ร้อนมาควบคุมเจ้า ในตอนนี้ยัง
ไม่ถึงสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย เจ้ายังมีโอกาส
กลับตัว ถ้าเจ้าลดราวาศอกให้ เฉิน ฟูั่หยู สักหน่อย
ตราบใดที่เจ้าไม่อยู่ในสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย
ยังไงมันก็ไม่กล้าที่จะสังหารเจ้า…..” หลี่ อี้จุ้น
กล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด
“การแสวงหากำไร ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ” อู่ อวี้
หันไปยิ้มให้พวกเขา กล่าวตามตรงแล้ว พวกเขา
รู้สึกกังวล แต่มันก็ดีกับพวกเขาด้วย เพราะบุคคล
ทั้งสองที่ถือเป็นบุคคลยิ่งใหญ่พอตัวเช่นนี้ กลับ
เป็นคนดีที่หาได้ยากยิ่ง
ที่ด้านหน้าของเขาปรากฏเป็นสานามประลองชี้
เป็นชี้ตายซึ่งเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ยามที่อยู่บน
ท้องนภาจะสามารถมองเห็นลานประลองที่ทำจาก
โลหะขนาดใหญ่หนึ่งลาน บนนั้นถูกแต่งแต้มไป
ด้วยรอยเลือด ในประวัติศาสตร์มีผู้ฝึกตนจำนวน
มากตกตายลง ณ ที่แห่งนี้ ดังนั้นในที่แห่งนี้จึงเต็ม
ไปด้วยบรรยากาศแห่งความโกรธแค้น กระทั่ง
บริเวณรอบๆสถานที่แห่งนี้ ก็เต็มไปด้วย
บรรยากาศอันเย็นยะเยือกจนเสียวสันหลังวาบ
นี่คือสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย สนามประลองชี้
เป็นชี้ตายที่ทำให้ผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัว
“ฉิน เฟิงหลิง ออกมา!” เฉิน ฟูั่หยู ที่เพิ่งจะร่อนลง
มาอยู่ด้านข้างของสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย ก็รีบ
ตะโกนไปยังวิหารแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ใน
บรรดาวังแห่งนั้น พลันปรากฎกลุ่มคนออกมา ใน
หมู่ผู้คนมีผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดำ
แสดงท่าทีเย็นชา คาดว่าจะอยู่ในสนามประลองชี้
เป็นชี้ตายแห่งนี้มานานมากแล้ว ดังนั้นจึงมีสายตา
ที่ดุดัน และปล่อยบรรยากาศที่น่าหดหู่ออกมา
แต่เมื่อมองเห็น เฉิน ฟูั่หยู ฉิน เฟิงหลิง กลับยิ้ม
ขึ้นมาอย่างฉับพลันแล้วกล่าวว่า “ข้าสงสัยว่าใคร
กันที่มาเรียกข้า ปรากฏว่าเป็นคุณชายเฉินมาเยี่ยม
ข้าถึงที่ ต้องขอโทษที่ข้าไม่ได้ออกไปพบท่าน ”
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้คน
อื่นๆรู้สึกตกตะลึง
คนผู้นี้รับผิดชอบสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย มี
ความสามารถใกล้เคียงกับ ไปั๋หลี่ เฟยหง ซึ่งอยู่ใน
ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่เก้า
เฉิน ฟูั่หยู ก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “วันนี้
ข้ามีเรื่องใหญ่ที่ต้องการให้เจ้าช่วย ข้ากับ อู่ อวี้ ผู้
นี้ ต้องการที่จะใช้สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย เจ้าคง
จะไม่ห้ามและจะไม่ทำให้ต้องข้าเสียหน้าใช่
หรือไม่?”
“อู่ อวี้?” ฉิน เฟิงหลิง มองไป แน่นอนว่านั่นก็คือ
อู่ อวี้ นอกจากนี้นางก็เคยพบ อู่ อวี้ ที่รายนาม
เซียนหมื่นกระบี่มาก่อน กระทั่งในใจของนางเองก็
ยังรู้สึกเลื่อมใสเขา แต่นางเป็นเพียงแค่สาวกขั้น
กระบี่แก่นแท้ อู่ อวี้ จึงไม่ได้ให้ความสนใจนาง
เมื่อเห็น เฉิน ฟูั่หยู แล้วนางก็เกิดอาการหวั่นไหว
ในทันที ฉิน เฟิงหลิง รู้ว่ามันมีนิสัยเช่นไร จะต้อง
เป็น อู่ อวี้ ผู้นี้ที่เป็นฝั่ายยั่วยุมัน จึงทำให้ เฉิน ฟูั่
หยู มีความคิดที่จะสังหารเขามากมายขนาดนี้
“อู่ อวี้ เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง ไม่แน่ว่าในอนาคต
อาจจะเป็นจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน
ก็เป็นได้ แต่ถ้าหากตกตายไปเช่นนี้ จะต้องมีคนมา
ซักถามมากมายแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นมันก็จะ
กลายเป็นความรับผิดชอบของข้า……..” ฉิน เฟิง
หลิง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัว นางรู้ว่าตัวของ อู่
อวี้ นั้นมีค่ามากเพียงใด ตัวตนของเขานั้นมี
พรสวรรค์ไม่ได้ด้อยไปกว่า เฉิน ฟูั่หยู แต่ปัญหาก็
คือ เฉิน ฟูั่หยู มีบิดาของมันคอยหนุนหลัง แต่เขา
กลับกล้าไปล่วงเกินบุคคลเช่นนี้….
นางรู้ว่านี่เป็นปัญหาใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งปัญหานี้
เสมือนกับเป็นค้อนมหึมาที่ทุบลงใจกลางหัวของ
นาง
ภายใต้ความยากลำบากเช่นนี้ นางก็รีบถาม อู่ อวี้
ว่า “อู่ อวี้ เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าจะต้องการขึ้นไปอยู่
บนสนามประลองชี้เป็นชี้ตายกับคุณชายเฉิน? เจ้า
เข้าใจหรือไม่ ตราบใดที่เจ้าขึ้นไปอยู่บนนั้น ถ้าหาก
ว่าเจ้าถูกสังหารไป คุณชายเฉินก็จะไม่ถูกลงโทษ
ใดๆทั้งสิ้น สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย นี้คือสถานที่
ที่จะตัดสินความเป็นความตาย!”
หาก อู่ อวี้ ไม่เต็มใจ ตามกฏระเบียบแล้ว เฉิน ฟูั่
หยู ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เช่นนั้นนางก็จะจัดการ
เรื่องราวต่างๆได้อย่างสบายยิ่งขึ้น
“ข้าเข้าใจอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวลไป ที่ข้า
มาที่นี่ มันเป็นเรื่องของข้า ตัวข้าจะรับผิดชอบ
เอง” คาดไม่ถึงว่า อู่ อวี้ จะตอบกลับไปอย่าง
ชัดเจนเช่นนี้ มันจึงทำให้ ฉิน เฟิงหลิง ที่ได้ยิน
แทบกระอักเลือดออกมา
นางกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า “นี่เท่ากับว่าเขา
ส่งตัวเองไปตาย และทุกคนคงได้ยินมันหมดแล้ว
เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอีกต่อไป”
นางไม่กล้าที่จะไปล่วงเกิน เฉิน ฟูั่หยู ดังนั้น
ในตอนนี้จึงกล่าวออกมาตรงๆว่า “ตั้งแต่ที่ทั้งสอง
คนมีความแค้นฝังลึกกัน และได้ไตร่ตรองอย่างถี่
ถ้วนแล้ว เช่นนั้นตัวข้าจะไม่เข้าไปขัดขวาง
อนุญาตให้ทั้งสองคนตัดสินเป็นตายได้”
เมื่อกล่าวเสร็จนางก็ถอยหลังออกไป
ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องระหว่าง อู่ อวี้ และ เฉิน ฟูั่หยู
เฉิน ฟูั่หยู จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ โดยไม่แยแส และก็
วิ่งขึ้นไปอยู่บนสนามประลองชี้เป็นชี้ตาย
“อู่ อวี้ ……….” ไปั๋หลี่ เฟยหง ตะโกนขึ้นมา
สุดเสียงเพื่อเรียก อู่ อวี้ เรื่องนี้มันทำให้เขาเกิด
ความกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะยามนี้ยังไงก็ไม่
สามารถทำอันใดได้ เนื่องจาก เฉิน ซิงหยู๋ ยังมาไม่
ถึงที่แห่งนี้
“ทั้งสองคนรอสักครู่ พวกเจ้าจะต้องลงนามใน
‘หนังสือลงนามชี้เป็นชี้ตายก่อน’”
ก่อนตาย ยังคงมีขั้นตอนบางอย่างที่จะต้องทำให้
เสร็จเสียก่อน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่ว
ยาม หลังจากที่ทั้งสองคนลงนามในหนังสือลงนาม
ชี้เป็นชี้ตายแล้ว พวกเขาจะต้องบอกเล่าถึงสาเหตุ
ของความขัดแย้งให้ชัดเจน แม้แต่เรื่องของเม็ดยา
สร้างแกนนภาหนึ่งหมื่นเม็ดก็เช่นกัน เพื่อปั้องกัน
ไม่ให้ เฉิน ฟูั่หยู ทำตัวปลิ้นปล้อน
ฉิน เฟิงหลิง เข้าใจกระบวนการเหล่านี้ดี ปรากฏ
ว่าเป็น อู่ อวี้ ที่ทำไปเพราะต้องการเม็ดยาสร้าง
แกนนภา เพื่อแลกกับชีวิตของตนเอง
“เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ ช่างบ้าบิ่นจริงๆ!” ฉิน เฟิงหลิง
ใจเต้นแรงด้วยความวิตก
คาดว่าเรื่องนี้คงได้แพร่กระจายออกมาจากคนที่อยู่
ใน ‘วิหารเลื่อนขั้นเซียน’แล้ว ทำให้สาวกบริเวณ
ใกล้เคียงหลายแห่งได้แห่มาดูด้วยความตื่นเต้น ผู้
ฝึกตนนับร้อยต่างมุ่งมายังที่นี่อย่างรวดเร็ว และ
เมื่อเวลาไหลผ่านไป ผู้คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มอีก
เรื่อยๆ การต่อสู้ของ อู่ อวี้ และ เฉิน ฟูั่หยู เป็น
เรื่องที่สามารถทำให้ทั่วทั้งเขตแดนกระบี่สามัญเกิด
โกลาหล
“ทุกสิ่งที่ อู่ อวี้ ผู้นี้ได้กระทำลงไป ย่อมสั่นสะเทือน
ไปทั่วหล้าจริงๆ!”
กลับกลายเป็นว่า เฉิน ฟูั่หยู รู้สึกทุกข์ร้อนมากกว่า
อู่ อวี้ เสียอีก จากนั้นมันก็สั่งให้ ฉิน เฟิงหลิง ก้าว
ออกไป บัดนี้สายตามันจับจ้องไปบนร่างของ อู่ อวี้
พร้อมกล่าวถากถางว่า “อู่ อวี้ ครั้งนี้เจ้าทำผิด
อย่างมหันต์ ในที่สุดชีวิตของเจ้าจะต้องดับดิ้นลงสู่
เถ้าธุลี เจ้าคงจะคิดที่จะกลับใจสินะ แต่เมื่อลงชื่อ
ไปบนหนังสือลงนามชี้เป็นชี้ตายแล้ว เจ้าก็ได้
สูญเสียโอกาสนั้นไปแล้ว”
อู่ อวี้ ยกยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าต้องการถาม
เพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น เม็ดยาสร้างแกนนภา
หนึ่งหมื่นเม็ด เจ้าได้เตรียมมันพร้อมแล้วหรือยัง?”
“แน่นนอน มันขึ้นอยู่กับว่าจะมีชีวิตรอดมาเอามัน
ไปหรือไม่!” เฉิน ฟูั่หยู พบว่า ยิ่งเขาพูดคุยกับ อู่
อวี้มากเท่าไหร่ ตัวเองยิ่งบ้าตามไปเท่านั้น
ผู้คนรอบด้านยิ่งมายิ่งมากขึ้น ทำให้ เฉิน ฟูั่หยู
รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่มันเกียจคร้านที่จะ
กล่าวให้มากความ ฉิน เฟิงหลิง ยังไม่ได้ประกาศ
ให้เริ่ม แต่มันก็ได้ลงมือออกมาเสียแล้ว
ระหว่างทาง หลี่ อี้จุ้น ได้บอกเกี่ยวกับ
ความสามารถต่างๆของ เฉิน ฟูั่หยู ให้ อู่ อวี้ ฟัง
เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ อู่ อวี้ รู้ว่ามีสิ่งใดบ้าง ตั้งแต่
ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตที่ทรงพลัง เคล็ดวิชา และมหา
วิถีเชื่อมสวรรค์
ขณะนั้น เงาที่เท้าของ เฉิน ฟูั่หยู พลันเกิดการ
เคลื่อนไหวขึ้น จากนั้นเงาสายหนึ่งได้ค่อยๆขึ้นรูป
จนแปรเปลี่ยนเป็นเงาทมิฬที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึง
กับ เฉิน ฟูั่หยู
“นี่ก็คือพลังของรากฐานเซียน ‘เงาพฤกษา’ของ
มัน รากฐานเซียนชนิดนี้ทำให้ราวกับว่ามี เฉิน ฟูั่
หยู ถึงสองคนด้วยกัน ซึ่งเงานั้นสามารถต่อสู้และ
สังหารคนได้ มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เฉิน ฟูั่หยู
ถึงได้สนใจ ‘ร่างอวตาร’ของข้าเป็นพิเศษนัก”
ร่างเงาจำแลงนี้ ทำให้ เฉิน ฟูั่หยู มีพลังการต่อสู้
มากขึ้นถึงสองเท่า กล่าวได้ว่าไม่ควรดูถูกมันอย่าง
เด็ดขาด
แน่นอน ความสามารถของ เฉิน ฟูั่หยู ยังไม่ใช่
เพียงเท่านี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ