กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 316 : จาวอาณาเขตกระบี่ปฐพี
อู่ อวี้ กล่าวขึ้นด้วยเสียงดังก้องกังวาน เนื่องจากมี
ผู้คนมากมายอยู่ในที่แห่งนี้ เพียงชั่วพริบตาก็
บังเกิดเป็นระลอกคลื่นแผ่กระจายไปทั่วทุกผู้คน
ถ้อยคำกล่าวนี้บ่งบอกถึงความขี้ขลาดตาขาว ทุบ
ทำลายภาพลักษณ์ของมัน บ่งชี้ชัดถึงพฤติกรรม
ของ เฉิน ฟูั่หยู ในขณะนี้
ขณะนี้กลุ่มฝูงชนขนาดใหญ่กำลังก่นด่าดูถูก เฉิน
ฟูั่หยู ทำให้โทสะของมันสูบฉีดถึงขีดสุด จนกระอัก
โลหิตออกมาอีกครั้ง
อู่ อวี้ หาได้เกรงกลัวมันแต่น้อยไม่ คำ
วิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนธารกำนัลนั้นทรงอำนาจ
อย่างยิ่ง เฉกเช่นดั่งอาวุธที่กรีดเฉือนสามารถ
สังหารผู้คนโดยไม่เห็นหยาดโลหิตได้ ณ วันนี้ เฉิน
ฟูั่หยู พ่ายแพ้ให้แก่ อู่ อวี้ ต่อหน้าธารกำนัล ฝีมือ
ความแข็งแกร่งของแต่ละคนได้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่ง
มันจะทำให้ ชื่อเสียงของผู้เปียมล้นไปด้วย
พรสวรรค์อย่างเขา เลื่องลือขจรขจายทวีเพิ่มมาก
ยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด
ต่อให้จอมกระบี่ชื่ออิงมาถึง แต่เมื่อต้องอยู่
ท่ามกลางธารกำนัลจำนวนมากมายเช่น เขาจะ
กระทำตนตามอำเภอใจ ไม่แยกแยะถูกผิด เข้ามา
โจมตี อู่ อวี้ ได้อย่างไร? ย่อมไม่อาจกระทำได้อย่าง
แน่นอน เว้นเสียแต่ว่า จอมกระบี่ชื่ออิง ตั้งใจจะทิ้ง
มลทินซึ่งไม่สามารถลบออกไปได้ช่วยชีวิตของตัว
มันเอง
ตามกฎของ นิกายเซียนซูซัน แม้ว่าเขาจะมีศัก
ฐานะเป็นถึงจอมกระบี่ แต่สำหรับกรณีของ อู่ อวี้
ซึ่งถือเป็นฝั่ายถูกต้องอย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้ว
เขาจะสังหารคนแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร ? ทั้ง
เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของสาวกจำนวน
มากมายเท่าใด? ต่างรู้ดีกันว่าผู้ฝึกตนในนิกาย
เซียนแห่งนี้ส่วนใหญ่แล้ว จะมีสถานภาพเช่นดั่ง อู่
อวี้ นั่นก็คือไม่มีผู้ใดหนุนหลัง
ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องการความยุติธรรม
วันนี้ไม่เพียงแต่ เฉิน ฟูั่หยู จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้
เท่านั้น แม้แต่ภาพลักษณ์ของมัน ก็ยังสลายหักไป
จนสิ้น
อู่ อวี้ เอ่ยถ้อยคำออกมาแค่เพียงไม่กี่คำ ก็สามารถ
สะกดข่ม เฉิน ฟูั่หยู ลงได้ บัดนี้มันกระอักโลหิต
ออกมาอีกครั้ง จนเกือบจะเป็นลมสูญสิ้นสติ ฉิน
เฟิงหลิง ไม่กล้าทำอันใดอีกต่อไป เมื่อต้องอยู่
ภายใต้สถานการณ์โกลาหลเช่นนี้
ท่ามกลางสายตาของผู้คนหลายพัน คนเหล่านี้ล้วน
เป็นพยานให้แก่ อู่ อวี้ เมื่อมีผู้หนึ่งร้องตะโกนขึ้น
คนอื่น ๆ ก็เริ่มร้องตะโกนตาม จากนั้นก็
แพร่กระจายเป็นทุกผู้คน
” อู่ อวี้ กล่าวถูกต้องแล้ว เมื่อเจ้าตัดสินใจต่อสู้
แบบเป็นตาย เมื่ออยู่ภายในสนามประลองเป็นตาย
การที่ อู่ อวี้ ไม่สังหารเจ้าทิ้งก็ถือว่าบุญหัวมาก
ขนาดไหนแล้ว เจ้าสิสมควรที่จะเป็นฝั่ายขอบคุณ
เขาด้วยซ้ำ แต่เจ้ากลับใช้นามของ จอมกระบี่ชื่อ
อิง มาข่มขู่เขาอีก เจ้าไม่สมควรทำให้ ท่านจอม
กระบี่ชื่ออิง ต้องอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย
เช่นนี้!”
” จริงดั่งว่า สิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวนับว่ามีเหตุผลอย่าง
ยิ่ง”
เดิมที เฉิน ฟูั่หยู ก็มีชื่อเสียงในด้านไม่ดีอยู่แล้ว มัน
ชอบกระกระทำตัวชั่วช้า ก่อกรรมทำเข็ญข่มเหง
รังแกผู้อื่น แต่ทว่าในเวลานี้มันรู้สึกอับอายจนแทบ
แทรกแผ่นดินหนี เมื่อ อู่ อวี้ เปิดโอกาสเหยียบย่ำ
มันเพียงก้าว ทันใดนั้นเองทุกผู้คนก็ต่างฉวยโอกาส
นี้ไว้ก่นด่าสาปแช่งมันอย่างหยาบคาย เฉิน ชิงหยู
ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งตนเองต้องมา
ตกอยู่ในจุดอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้
“เอามาให้ข้า!” ภายใต้โทสะอย่างสุดขีด มันคว้า
ยันต์สื่อสารแล้วโยนย้อนกลับไปยังด้านหลังให้สตรี
ผู้หนึ่ง แล้วร้องตะโกนกล่าวขึ้นว่า ” เรียกบิดาข้า
มา ให้สังหารคนผู้นี้!”
” ดะ… ได้ค่ะคุณชาย! ” สตรีผู้นั้นใบหน้าขาวซีด
ด้วยความหวาดกลัว นางรีบไปจุดเพลิงเผาไหม้
ยันต์สื่อสารทันที หลังจากนั้นยันต์สื่อสารก็ถูก
ส่งออกไป มันได้ทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า ทันใดนั้นเอง
มันกลับถูกคว้าจับไวโดยคนผู้หนึ่ง ฉับพลันเปลว
เพลิงที่กำลังลุกโชน พลันสลายหายไปจนสิ้น
ผู้ที่มาก็คือ เฉิน ชิงหยู๋
“เฉิน ฟูั่หยู ข้าเห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้านั้นได้พ่ายแพ้
อย่างราบคาบ เพียงแค่นี้เจ้ายังอับอายไม่พอใช่
หรือไม่? เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า
การที่เจ้าเรียกจอมกระบี่ชื่ออิงมา จะทำให้เจ้า
กลายเป็นเศษสวะไปในทันที? ”
หากวัดกันเรื่องศักดิ์ฐานะ เฉิน ชิงหยู๋ ย่อม
เหนือกว่า เฉิน ฟูั่หยู อย่างเห็นได้ชัด
เมื่อ เฉิน ฟูั่หยู ได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ใบหน้าของมัน
ก็ซีดขาวลงยิ่งกว่าเก่า ร่างของมันโซซัดโซเซก้าว
ถอยไปด้านหลังสองสามก้าว เนื่องจากตัวมันย่อมรู้
ดีว่า จอมกระบี่ชื่ออิง นั้นคาดหวังในตัวมันมาก
เพียงใด มันใฝั่ฝันว่าสักวันหนึ่ง ฝีมือของมันจะก้าว
ล้ำรุดหน้า เหนือล้ำเสียยิ่งกว่าบิดาของตนเอง แต่
วันนี้ตัวมันกลับสร้างปัญหาดึงเขาให้มาพัวพันกับ
เรื่องเล็ก ๆ เช่นนี้ …
ในฐานะบิดา เกรงว่าคงจะต้องกระอักโลหิตออกมา
กองโตเป็นแน่?
เฉิน ชิงหยู๋ จ้องมองที่มันแล้วกล่าวว่า ” ถ้าข้าเป็น
เจ้า ข้าจะมอบเม็ดยาสร้างแกนนภา 10,000 เม็ด
ในทันที บนสนามประลองเป็นตาย หากเจ้าพ่าย
แพ้ชีวิตของเจ้าก็จะจบสิ้น โชคดีมากเพียงใดแล้ว
ที่ในเวลานี้เจ้ายังมีลมหายใจ การที่เจ้าพ่ายแพ้ใน
วันนี้ถือเป็นบทเรียนที่ดี แต่ก็ไม่เป็นไร… จงกลับไป
ฝึกฝนขัดเกลาฝีมือให้หนักมากยิ่งขึ้น หากครั้งหน้า
ต้องต่อสู้อีกครั้ง เจ้าจะได้ไม่ต้องสะบักสะบอม ตก
อยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถเช่นนี้ การกระทำของ
เจ้าทำให้ผู้คนต้องหัวเราะเยาะ ซึ่งก็หมายถึงทำให้
บิดาของเจ้าต้องอับอายขายหน้าไปด้วย!”
ถ้อยคำกล่าวของ เฉิน ชิงหยู๋ ทุกคำพูดเฉกเช่นดั่ง
คมมีดกรีดเฉือน
อย่างไรก็ตาม การพ่ายแพ้ในวันนี้ถือเป็นบทเรียน
ล้ำค่าอย่างยิ่งสำหรับ เฉิน ฟูั่หยู ทำให้มันได้พบ
เห็นข้อผิดพลาดของตนเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคย
พานพบมาก่อน ในวันข้างหน้าหากมันสามารถ
คว้าชัยชนะมาจาก อู่ อวี้ เมื่อนั้นจะถือเป็นวันที่มัน
สามารถลบล้างความอัปยศได้อย่างแท้จริง
“อู่ อวี้ ความแค้นในวันนี้ ข้า เฉิน ฟูั่หยู จะขอ
จดจำขึ้นใจ! ในวันหน้าข้ากับเจ้า จะต้องต่อสู้เป็น
ตายกันอีกครั้ง! ข้าจะทำให้เจ้าได้รูว่า ตนเองเป็น
เพียงแค่อาหารมัจฉาเท่านั้น!” เฉิน ฟูั่หยู กัดฟัน
แน่น หยิบถุงจักรวาลขึ้นมาแล้วโยนไปให้ อู่ อวี้
ในเวลานี้ เม็ดยาสร้างแกนนภา 10,000 เม็ด อยู่ใน
มือของเขาแล้ว
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” การแลกเปลี่ยนวรยุทธ
เพื่อศึกษาเรียนรู้นั้นถือเป็นเรื่องปกติ ข้าน้อยผู้ต่ำ
ต้อยยินดีน้อมรับ แต่ในครั้งหน้าท่านอย่าลืมนำ
‘เม็ดยาสร้างแกนนภา 100,000 เม็ด’ ติดกายมา
ด้วย ถือเป็นค่าเหนื่อยของข้า สำหรับคนแร้นแค้น
เบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างข้า หาได้ต้องการชีวิตเป็น
การแลกเปลี่ยนไม่ หากข้าชนะเจ้า ย่อมถือว่าเงิน
จำนวนนี้คุ้มค่าหากเทียบกับชีวิตของเจ้า”
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ด้วยทรัพยากรนี้มันจะเป็น
ประโยชน์ต่อ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การมี เฉิน ฟูั่หยู จึงเปรียบเสมือนดั่ง
แหล่งขุมทรัพย์เช่นนี้ การไม่สงสารมันก็ถือว่ามี
ประโยชน์มากกว่า
สำหรับอนาคตภายภาคหน้า อู่ อวี้ หาได้กังวลไม่
เพราะในเวลานี้เขายังสามารถบดขยี้ตัวมันจนราบ
คาบดได้อย่างสบายๆแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงภายภาค
หน้า อู่ อวี้ เพียงแค่เปั่าลมหายใจก็คงจะบดขยี้มัน
ได้แล้ว
“ไปกันได้แล้ว!”
เฉิน ฟูั่หยู ร้องตะโกนขึ้น แล้วพุ่งทะยานออกไป
อย่างเต็มกำลัง โดยมี ฉิน เฟิงหลิง เป็นผู้พยุงพา
ออกไป มิฉะนั้นด้วยสภาพปัจจุบันของมันแล้ว ไม่
มีทางที่มันจะสามารถขี่กระบี่บินเหินกลับเองได้
เมื่อ เฉิน ฟูั่หยู บินออกจากสนามประลองเป็นตาย
ไปแล้ว ผู้ฝึกตนจำนวนมากหันมองดู อู่ อวี้ อย่าง
อดไม่ได้ที่จะชื่นชม ด้วยศักยภาพในพลังฝีมือของ
อู่ อวี้ วันนี้ ไม่หวั่นเกรงกลัวต่อคำข่มขู่ของผู้ทรง
อิทธิพล ทั้งยังยืนหยัดอย่างกล้าหาญ นับว่าเป็น
เรื่องน่าเชิญชมอย่างยิ่ง
” ชิงหยู๋ เจ้ามานี่แล้ว ” หลี่ อี้จุ้น รีบวิ่งเข้าไปหา
นางทันที
“ไสหัวไปใหพ้น” เฉิน ชิงหยู๋ เพียงเหลือบมอง ก็รีบ
ไล่มันไปอย่างรวดเร็ว
” ก็ได้ ข้าไปก็ได้” หลี่ อี้จุ้น รีบเดินชิ่งจากไปอย่าง
รวดเร็ว เมื่อเห็นท่าทางการแสดงออกแล้ว ดูราว
กับภรรยาน้อยที่ถูกรังแก
ทุกคนที่มองไปยังพวกเขาทั้งสอง ต่างก็ยิ้มออกมา
อย่างอดไม่ได้
มีบุรุษมากมายตามเกี้ยวพาราสี เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่ง หลี่
อี้จุ้น ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เฉิน ชิงหยู๋ เยื้องย่างกายมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้า
อู่ อวี้ กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ใน
แววตาแฝงไปด้วยความจริงจังเล็กน้อย ขณะกล่าว
ขึ้นว่า ” ดูเหมือนในวันนี้เจ้าจะกระทำตัวบ้าบิ่นอยู่
ไม่น้อยไม่น้อย ถึงแม้จะได้กำไรอย่างงาม แต่ถึง
อย่างไรก็นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง หลังจากนี้เจ้าจง
ใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนจะทำการอันใด”
อู่ อวี้ พยักหน้ากล่าวว่า ” ข้าจะพยายามระวัง
มากกว่านี้ อันที่จริงแล้วซูซันนั่นมีกฎระเบียบที่
เข้มงวดอย่างยิ่ง อย่างไรเสียมันก็ยังปลอดภัย
มากกว่าตอนที่ข้าติดอยู่ใน ห้วงทะเลปีศาจอนันต์
การที่ข้าต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ภายในนั้น ทำให้
ข้ารู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่นี่ หาใช่เรื่องใหญ่โตอัน
ใดไม่”
เฉิน ชิงหยู๋ ยิ้มอย่างจำใจแล้วกล่าวว่า ” ที่เจ้า
กล่าวก็ถูก พอพูดถึงเรื่องนี้ …เจ้ายังไม่ได้เล่าให้ข้า
ฟังอย่างชัดเจน ว่าฝีมือของเจ้าได้ก้าวล้ำมาถึงขั้น
นี้แล้ว เจ้าสามารถเอาชนะ เฉิน ฟูั่หยู ผู้มีฝีมือ
เหนือกว่าเจ้าอยู่ 3 ขั้น นับแต่อดีตของซูซันยังไม่
เคยมีผู้ใดทำได้เช่นเจ้า การต่อสู้ครั้งนี้จะทำให้
ชื่อเสียงของเจ้า จะเลื่องลือขจรขจายทวีเพิ่มขึ้นยิ่ง
กว่าเดิม เกรงว่าอีกไม่นานฝีมือของเจ้า คงจะก้าว
ล้ำเหนือกว่าข้าแล้ว”
นับตั้งแต่ได้พบเจอกับ อู่ อวี้ นางยอมรับว่าความ
รุดหน้าในพลังฝีมือของ อู่ อวี้ นั้นรวดเร็วกว่านาง
มากนัก
” เอาล่ะ… อย่างน้อย ๆ ภายในอาณาเขตกระบี่
ปฐพี ก็ไม่มีผู้ใดหาใช่คู่ต่อสู้เจ้าไม่ ในเมื่อในวันนี้
เจ้าได้บ่มเพาะพลังอิทธิฤทธิ์สำเร็จแล้ว เจ้า
ต้องการไปยังอาณาเขตกระบี่ปฐพีหรือไม่? ”
อู่ อวี้ พยักหน้า
“หลี่ อี้จุ้น ไฉนเจ้าถึงยังไม่รีบพาเขาไปอีก ?” เฉิน
ชิงหยู๋ หันหลังกลับ
” ได้จ้ะ∼ เดี๋ยวนี้เลยจ้ะ∼ อู่ อวี้! รีบตามข้ามาเร็ว
เข้า! ” หลี่ อี้จุ้น ลุกลี้ลุกลนรีบร้อนประหนึ่งไก่โดน
น้ำร้อนลวก รีบดึง อู่ อวี้ ไปยังทิศทางของ วิหาร
เลื่อนขั้นเซียน อย่างรวดเร็ว
เฉิน ชิงหยู๋ ยิ้มขึ้น แลมองเงาร่างของ อู่ อวี้ ที่
กำลังจากไป พร้อมกับกล่าวพึมพำขึ้นมา “เด็ก
น้อยผู้นี้ได้สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
สายตาของพี่ชายข้าช่างเฉียบแหลมกว้างไกลกว่า
ตัวข้ามากนัก ห้วงอารมณ์ของมันทำให้ข้ารู้สึกพึง
พอใจอย่างยิ่ง ทั้งจิตใจของมันยังมีความเป็น
ผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย บางทีในอนาคตหลังจากนี้ มัน
อาจจะยืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกับพี่ชายข้า บางที
อาจช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ ธุระปะปังภายในซูซัน
ให้แก่พี่ชายข้าได้บ้างเล็กน้อย เช่นนั้นข้าต้องดูแล
มันเป็นอย่างดี ไม่ให้ตกตายไปเสียก่อน”
“ อู่ อวี้ อนาคตของเจ้านับจากนี้ ต้องโชติช่วง
ชัชวาลกลายเป็นมังกรในหมู่มังกรอย่างแน่แท้
วีรกรรมในวันนี้วันเดียว มันได้กระทำสิ่งที่ข้ามิกล้า
กระทำมากมาย ทั้งยังสามารถจัดการทุกอย่างได้
อย่างหมดจดดีเยี่ยม แม้ว่า เฉิง ฟูั่หยู นั้นมีความ
แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นทั้งจิตใจแล
เกียรติยศศักดิ์ศรี ของมันก็ได้ถูก อู่ อวี้ บดขยี้จน
แทบสิ้น” ไปั๋หลี่ เฟยหง ทอดถอนหายใจพร้อมกับ
กล่าวขึ้น
” บัดนี้มันได้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตกระบี่ปฐพีแล้ว ซึ่ง
ปัจจุบันอาณาเขตกระบี่ปฐพี อยู่ภายใต้การ
ควบคุมของพี่ชายข้า นับจากนี้ไปจะไม่มีผู้ใด
หาญกล้าเข้ามายั่วยุท้าทาย อู่ อวี้ อีก ต่อให้เป็น
จอมกระบี่ชื่ออิง มันก็มิอาจเข้ามาข้องเกี่ยววุ่นวาย
ได้ อีกทั้งระดับการฝึกตนของพี่ชายข้าก็ยังก้าว
รุดหน้าอย่างรวดเร็ว เกรงว่าฝีมือของ จอมกระบี่
ชื่ออิง ปัจจุบันนี้ ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่ ”
“ ลูกพี่จัดการสำเร็จแล้วงั้นหรือ?” ไปั๋หลี่ เฟยหง
ไต่ถามขึ้นอย่างตกตะลึง
เมื่อพวกเขาจากไป ผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบสนาม
ประลองเป็นตาย ก็เริ่มกระจัดกระจายแยกย้าย
ออกไปเช่นกัน อย่างไรก็ตามรายละเอียดการ
ประลองในครั้งนี้ ได้ถูกเล่าขานกันปากต่อปาก จน
แพร่กระจายไปทั่วทั้ง อาณาเขตกระบี่สามัญ
ลุกลามจนกระทั่งไปถึงอาณาเขตมหาวงจรสี่วิถี
กระบี่แล้ว เพราะยังไงที่แห่งนั้นก็เป็นอาณาเขตที่
ซึ่งเหล่ามหาวงจรสี่วิถีกระบี่พำนัก
ด้วยลักษณะนิสัยชอบยกตนข่มท่านของ เฉิน ฟูั่หยู
ทำให้มันชอบข่มเหงผู้อื่นอยู่เป็นอานิจ ซึ่งเหล่า
สาวกในมหาวงจรสี่วิถีกระบี่ ต่างรับทราบเรื่องนี้
เป็นอย่างดี ดังนั้นผลการประลอง และ ความ
อเนจอนาถอัปยศที่ เฉิน ฟูหยู ได้รับในวันนี้ ทำให้
เหล่าสาวกมากมายต่างรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
” กายเนื้อของ อู่ อวี้ มีความแข็งแกร่งอย่างหา
เปรียบมิได้ ทั้งจิตใจของมันยังสุขุมหนักแน่น แล
จิตวิญญาณของมันยังเปียมล้นไปด้วยความ
พากเพียรมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ซึ่งนี่ก็ดูราวกับถอดแบบ
ออกมาจากจอมกระบี่ชิงเหอชัด ๆ ถึงแม้ว่าจอม
กระบี่ชิงเหอจะยังไม่ยอมรับเป็นศิษย์ อย่างไรก็
ตามเห็นได้ชัดว่า นับจากนี้เขาจักต้องคอยปกปั้อง
การเติบใหญ่ ของเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นแน่ เกรงว่าใน
ยามนี้ ดาราดวงใหม่ จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาภายใน
ซูซันแล้ว ชื่อเสียงของมันต้องสั่นสะเทือนไปทั้ง
ทวีปแห่งทวยเทพอย่างแน่นอนที่สุด ”
“ หนทางยังอีกยาวไกลนัก รอให้ถึงวันที่มัน
สามารถปกปั้องตนเองให้ได้เสียก่อน ยามเมื่อต้อง
อยู่ภายในทวีปแห่งทวยเทพ ค่อยมาพูดกันอีกที
เพราะอย่างไรเสียพรสวรรค์ก็เป็นแค่เพียง
พรสวรรค์เท่านั้น หาได้เปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่ง
แท้จริงไม่ เป็นเพียงแค่สาวกระดับกระบี่ปฐพี ข้า
สามารถสังหารมันทิ้งได้นับพันครั้ง เทียบกันแล้ว
ตัวข้ายังมีค่ามากกว่ามันนับ 10 เท่า ”
เสียงแซ่ซ้องเซ็งแซ่กล่าวถึงเรื่องราวของ อู่ อวี้ ดัง
ขึ้นอยู่ทั่วทุกแห่งหน
ในยามนี้ อู่ อวี้ ได้รับการยกระดับตราสาวกจาก
วิหารเลื่อนขั้นเซียน หลังจากข้อมูลได้ถูกบันทึก
เอาไว้แล้ว จะถือได้ว่าเขานั้นกลายเป็นสาวกระดับ
กระบี่ปฐพีอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้เขาจะมี
คุณสมบัติเข้าไปภายในอาณาเขตกระบี่ปฐพี
” ข้าจะพาเจ้าไป ‘ตำหนักจ้าวอาณาเขต’ ในอาณา
เขตกระบี่ปฐพี ที่นั้นได้จัดเตรียมสถานที่ฝึกตน
ภายในอาณาเขตกระบี่ปฐพีให้แก่เจ้า ” เฉิน ชิงหยู๋
ร่อนลงมา โดยปรารถนานำพา อู่ อวี้ ไปด้วย
ตนเอง สำหรับ ไปั๋หลี่ เฟยหง กับ หลี่ อี้จุ้น ได้พา
กันแยกย้ายกลับไปยังวิหารสงครามเซียน และ
วิหารเลื่อนขั้นเซียน ของตนเอง
“ตำหนักจ้าวอาณาเขต?” อู่ อวี้ ครุ่นคิด ดู
เหมือนว่าภายใน ‘บันทึกนำวิถีเต๋า’ จะมีเรื่องนี้
บันทึกเรื่องเอาไว้อยู่ ภายในอาณาเขตมหาวงจรสี่
วิถีกระบี่ แต่ละพื้นที่จะมี ‘จ้าวอาณาเขต’
ปกครองดูแลอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นถึงระดับ
จอมกระบี่แห่งซูซัน ผู้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่าง
ยิ่ง รับผิดชอบหน้าที่ปกครองดูแลแต่ละอาณาเขต
ของมหาสาวกกระบี่ คอยออกคำสั่งแจกแจงงาน
ต่างๆภายในอาณาเขตของตน
“อืม ตำหนักจ้าวอาณาเขตถือเป็นหัวใจหลักของ
อาณาเขตแต่ละแห่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าจ้าวอาณาเขต
กระบี่ปฐพี มีจอมกระบี่ผู้ใดเป็นคนปกครอง?” เฉิน
ชิงหยู๋ นำพา อู่ อวี้ มาตามเส้นทางด้านหลังของ
วิหารเลื่อนขั้นเซียน พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นด้วย
รอยยิ้ม
“ข้าไม่ทราบ” อู่ อวี้ ส่ายหัว
เนื่องจากเขารู้จักจอมกระบี่แค่สองคนเท่านั้น คือ
จอมกระบี่ชิงเหอ กับ จอมกระบี่ชื่ออิง
“แน่นอนว่าย่อมเป็น เฉิน ชิงเหยา เนื่องจากเขา
เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน ดังนั้นอาจารย์ของ
ท่านพี่จึงเกรงว่าศิษย์ของตนจะมุ่งมั่นฝึกตนมาก
เกินไป จึงได้ค้นหาหน้าที่บางอย่างซึ่งทำให้เขานั้น
ผ่อนคลายลงบ้าง ซึ่งมันก็เป็นประโยชน์กับเขาไม่
น้อย” เฉิน ชิงหยู๋ กล่าว
จอมกระบี่ชิงเหอ ที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน แท้ที่
จริงแล้วเขากลับเป็นผู้ครองอาณาเขตกระบี่ปฐพี
” เจ้าอย่าได้กังวลไป มันเป็นแค่การจัดสรรหา
สถานที่พำนักเอาไว้ให้เจ้าฝึกตน โดยปกติแล้วข้า
เองก็ไม่ค่อยพบเจอเขาเช่นกัน ข้าสามารถอยู่กับ
เจ้าได้แค่ชั่วครู่เท่านั้น อนาคตการฝึกฝนบำเพ็ญ
ตนภายในอาณาเขตกระบี่ปฐพี ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้า
เท่านั้นแล้ว”
” ข้าขอขอบคุณ พี่สาวเฉิน” การมีผู้ทรงเกียรติ
ศักดิ์ฐานะสูงส่งคอยให้ความช่วยเหลือนั้นถือว่า
สะดวกสบายอย่างยิ่ง
เฉิน ชิงหยู๋ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” เจ้าไม่ต้องสุภาพกับ
ข้าขนาดนี้ก็ได้ วันคืนยังอีกยาวนานนัก การ
บำเพ็ญตนคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อีกทั้ง
พวกเราทั้งสองยังมีวาสนาต่อกัน”
เวลาต่อมา พวกเขาก็กำลังมุ่งเดินทางไปยังเขาชิง
เทียนซูซัน
ในยามนี้เขากำลังยืนอยู่บริเวณเชิงเขา เมื่อแหงน
มองขึ้นไปยังยอดเขาสูงตระหง่าน จะเห็นว่า
ทิวทัศน์แลบรรยากาศโดยรอบ นั้นช่างแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
เขาครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน ท้ายที่สุดตนเองก็มี
คุณสมบัติเพียงพอ ที่จะสามารถขึ้นไปอยู่บนเขาชิง
เขียนซูซัน ถึงแม้ยามนี้เขาจะเป็นเพียงแค่สาวก
ระดับกระบี่ปฐพีก็ตาม ทว่าความคืบหน้าของเขา
ก็ก้าวรุดหน้าไปเป็นอย่างมาก
บนท้องนภา มีเมฆาหลากสีกระจายตัวอยู่โดยรอบ
ปราณกระบี่ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ บังเกิดเป็นโซ่
อันแข็งแกร่งล้อมอยู่รอบทิศทาง เสมือนดั่งมีปีศาจ
กรีดร้องคำรามขึ้น
เบื้องหน้าดวงตาของเขาม่านแสงสว่างซึ่งส่องอาบ
ไร้ลงมา
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ
สถานที่แห่งนี้ก็คือ เขาชิงเทียนซูซัน!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ