กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 320 : เซียนกระบี่กุยหยาง
เรื่องที่ เฉิน ชิงเหยา มานั้น เมื่อครั้งที่ อู่ อวี้
อยู่ใน ‘ สนามประลองเซียน ’ สาวกกระบี่ปฐพี
จำนวนมากก็กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ตัวเขาเองก็รู้สึกร้อนเนื้อร้อนใจอยู่ไม่น้อย
เนื่องจาก อาณาเขตกระบี่ปฐพี ยามนี้ แทบจะไม่มี
สถานที่ใดที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาอีกแล้ว
อันที่จริง เฉิน ชิงเหยา ได้คิดคำนวณอย่าง
รอบคอบ ทั้งยังได้ตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้
อย่างเสร็จสรรพ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเขารู้สึก
สนอกสนใจในพรสวรรค์ของ อู่ อวี้ กล่าวได้ว่า
ความช่วยเหลือที่เขาหยิบยื่นให้ครั้งนี้ นับว่า
ช่วยเหลือ อู่ อวี้ ได้อย่างใหญ่หลวง
” ความเมตตาครั้งใหญ่นี้ แค่กล่าวขอบคุณคงไม่
เพียงพอ ” อู่ อวี้ ปั้องประสานมือพร้อมกล่าวออก
เฉิน ชิงเหยา กล่าวขึ้นอย่างสงบว่า ” เส้นทางการ
ฝึกตน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องพึ่งพาตนเอง เจ้ามิได้มี
ภูมิหลังเหมือนผู้เยาว์อัจฉริยะคนอื่น ๆ ซึ่งเจ้านั้น
คล้ายคลึงกับข้าในอดีต สิ่งที่ข้ากระทำหาใช่เรื่อง
สำคัญไม่ เพียงแค่ช่วยเหลือเจ้าแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ
บางอย่าง มิควรค่าแก่การกล่าวถึง”
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เขาก็กล่าวเสริมขึ้นว่า ”
กล่าวได้ว่า ข้ารู้สึกพึงพอใจกับความมุ่งมั่นเด็ด
เดี่ยว ในเส้นทางแห่งการฝึกตนของเจ้า ทั้ง
เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ จิตใจซึ่งเปียมล้นไปด้วย
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เช่นนั้นข้าจึงอยากเห็นว่า
ผู้ที่สามารถเอาชีวิตรอดมาจาก อาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ ได้ ในท้ายสุดแล้วจะไปได้ถึงขั้นไหน”
หากมองอย่างไร้อคติ อู่ อวี้ ก็อดรู้สึกชื่นชมใน
ความตรงไปตรงมาของ เฉิน ชิงเหยา อย่างช่วย
ไม่ได้ เขามิได้ปิดซ่อนเจตนาที่แท้จริงของตนเอง
แม้แต่น้อย
” ถ้าเจ้าพร้อมแล้ว ก็จงไปที่ ‘วิหารเลื่อนขั้นเซียน’
แล้วรอให้คู่ต่อสู้มาถึง ” เฉิน ชิงเหยา กล่าว
การทดสอบนี้ได้ถูกพิจารณาจากตำหนักจ้าวอาณา
เขตกระบี่แก่นแท้ ใน อาณาเขตกระบี่แก่นแท้
อย่างไรก็ตามหาก อู่ อวี้ ต้องการเข้าสู่ อาณาเขต
กระบี่แก่นแท้ เป็นกรณีพิเศษ เขาจำต้องแสดง
ความสามารถอันน่าอัศจรรย์บางอย่างให้เป็นที่
ประจักษ์แก่สายตา ของเหล่าสาวกกระบี่ปฐพี
ทั้งหมดทั้งมวล ต่อให้ผู้ที่มีรายนามอยู่บน 100
อันดับแรกร่วมมือกัน ก็คงหาใช่คู่ต่อสู้ของผู้อยู่ใน
อันดับ 9 บน ‘รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้’ ไม่
” ข้าไม่มีอะไรต้องกังวลอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าขอลา ”
แน่นอนว่า อู่ อวี้เขาปรารถนาที่จะก้าวเดินไปถึง
จุดสุดยอดของเขาชิงเทียนซูซันให้ได้อย่างรวดเร็ว
ที่สุด เพื่อที่จะได้แลมองทัศนียภาพของวิหาร
สวรรค์อย่างใกล้เคียง
จากอาณาเขตกระบี่สามัญ สู่อาณาเขตกระบี่ปฐพี
จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ทั้งหมด
นี้เขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งปี ถือเป็นความรุดหน้า
พิเศษยิ่ง หากควานหาตลอดทั่วทั้งประวัติศาสตร์ซู
ซัน ก็หาได้มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงกับเขาได้ไม่
อย่างไรก็ตาม หลังจาก อู่ อวี้ กล่าวจบ แลก้าวเดิน
ออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดลง พลันนึก
ขึ้นมาได้ว่า เฉิน ชิงเหยา รู้จักกับ หนานกง เหว่ย
ในเมื่อมันเองต้องการจะรู้ข้อมูลบางอย่าง แล้วเหตุ
ใดถึงไม่ลองไต่ถามเขาดูเล่า?
การต้องรอคอยอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย อีกทั้ง
ยังคอยนับวันวานในจิตใจอยู่เสมอ มิเช่นนั้นจิตใจ
ของ อู่ อวี้ คงต้องคอยกังวลว่า เวลาได้ผันผ่านมา
เนิ่น หนานกงเหว่ย จะพบเจออันตรายภายในถ้ำ
กำเนิดใหม่แห่งซูซันหรือไม่
หลังจากคิดมาถึงตรงนี้ อู่ อวี้ ก็หันหลังกลับมา
จ้องมองเพียงดวงตาของ เฉิน ชิงเหยา พร้อมทั้ง
รวบรวมความกล้าไต่ถามขึ้นอย่างอาจหาญว่า ”
ท่านจอมกระบี่ ข้าปรารถนาจะไต่ถามเรื่องของ
บุคคลหนึ่งกับท่าน”
เฉิน ชิงเหยา กล่าวตอบมาทันทีว่า ” หนานกง
เหว่ย ใช่หรือไม่ ”
เป็นดังคาด เขารู้จริง ๆ ว่า อู่ อวี้ มีสายสัมพันธ์
บางอย่างกับ หนานกง เหว่ย
” นางเคยบอกกล่าวแก่ข้าว่า นางต้องเข้าไปภายใน
ถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซันเป็นเวลาสองสามปี แต่นี่
เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีแล้ว เหตุไฉนถึงยังไม่มี
ข่าวคราวใด ๆ ?” อู่ อวี้ ไต่ถาม
เฉิน ชิงเหยา กล่าวตอบว่า “หนานกง เหว่ย
ออกมาจากถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน ตั้งแต่ 2 ปีก่อน
แล้ว”
“ เช่นนั้นรึ ? ” อู่ อวี้ ตกตะลึงเล็กน้อย หาก
กล่าวถึง 2 ปีที่ก่อน เขายังคงต่อสู้ห้ำหั่นอยู่ภายใน
‘อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ’ อย่างไรก็ตามเขา
กลับมายังซูซันเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังก่อให้เกิดความ
ปันปั่วนครั้งใหญ่ขึ้น เหตุไฉนนางถึงไม่มาหาเขากัน
เล่า ?
” อย่างไรก็ตาม ร่ำลือกันว่านางได้รับโชควาสนา
ครั้งใหญ่ในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน แทบจะเรียกได้
ว่าถือกำเนิดใหม่ก็มิปาน ออกมาได้เพียงไม่นาน
‘เซียนกระบี่กุ้ยหยาง’ ก็ออกคำสั่งให้นางปิดด่านฝึก
ตนทันที ด้วยปรารถนาให้นาง ขัดเกลาทำความ
เข้าใจในมรดกวิชา หลอมรวมรากฐาน จนถึง
ตอนนี้นางปิดด่านฝึกตนมาก่อน 2 ปีแล้ว ” เฉิน
ชิงเหยา กล่าว
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
อู่ อวี้ รู้สึกว่าหากเป็นเพราะเหตุนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใด
ๆ ที่นางจะหลีกเลี่ยงพบเจอกับเขา
เพราะยังไงแล้วนางก็เป็นผู้มอบ เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร เป็นของกำนัลให้แก่เขา
” โชควาสนาครั้งใหญ่? มรดกวิชา? ‘เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง’ ?”
เมื่อได้ยินว่า หนานกง เหว่ย ได้รับโชควาสนาครั้ง
ใหญ่ แม้กระทั่งมรดกวิชา แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อม
รู้สึกยินดีปรีดาไปกับนางด้วย กล่าวได้ว่าหาก
มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเป็นสหายเต๋าเคียงคู่ อย่างน้อย
ๆ ก็จำเป็นต้องมีพรสวรรค์เท่าเทียมกัน ต่อมาเมื่อ
ร่วมก้าวเดินไปในเส้นทางแห่งการฝึกตน จะได้มี
ความสามารถเพียงพอที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูล
ซึ่งกันและกัน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นภาระให้แก่อีก
ฝั่ายหนึ่ง
เฉิน ชิงเหยา กล่าวต่อว่า ” ถูกต้อง ภายในถ้ำ
กำเนิดใหม่ นางได้รับหนึ่งในมรดกบรรพบุรุษของ
‘ตระกูลหนานกง’ นามว่า ‘จักรพรรดิกระบี่วิหค
เพลิงหลากสี’ ถือเป็นมรดกวิชาที่มีความเก่าแก่
โบราณเป็นอย่างยิ่ง มรดก ‘จักรพรรดิกระบี่แดน
ดารา’ ที่ข้าได้รับสืบทอดมา ย้อนกลับไปยามที่
จักรพรรดิกระบี่แดนดารายังอยู่ในวัยหนุ่ม
จักรพรรดิกระบี่วิหคเพลิงหลากสีก็กลายเป็น
ตำนานไปแล้ว หากตัดสินจากความสำเร็จขั้น
สูงสุดแล้วล่ะก็ จักรพรรดิกระบี่วิหคเพลิงหลากสี
น่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าจักรพรรดิกระบี่แดนดาราอยู่
3 ส่วน ดังนั้น หากทุกอย่างอย่างราบรื่น เกรงว่าใน
อนาคต หนานกง เหว่ย จะกลายเป็น ‘เจ็ดเซียน
กระบี่แห่งซูซัน’ คนใหม่ มีศักยภาพสูงล้ำยิ่งกว่า
เจ้าในตอนนี้อย่างเทียบกันไม่ติด”
นิกายเซียนซูซันมีประวัติศาสตร์เป็นมาอย่าง
ยาวนาน ท่ามกลางเดือนปีอันไร้สิ้นสุด ได้ปรากฏ
บุคคลระดับชนชั้น 7 เซียนกระบี่ขึ้นมากมายนับไม่
ถ้วน มีหลายคนหมดสิ้นอายุขัยตกตายไปใน
เส้นทางแห่งการฝึกตนก่อนจะกลายเป็นเซียน
อมตะ ทั้งยังได้ทิ้งมรดกทั้งหมดไว้ ด้วยหวังว่าชน
รุ่นหลังจะได้ศึกษาทำความเข้าใจเป็นประโยชน์ต่อ
แนวทางการฝึกตน
เกี่ยวกับมรดกนี้ อู่ อวี้ เคยได้ยินมาบ้าง มรดก
จักรพรรดิกระบี่แดนดาราควรเป็นมรดกอันดับหนึ่ง
ไม่เป็นสองรองใคร ไม่คาดคิดว่า หนานกง เหว่ย
จะมีโชควาสนากว่านั้นมาก นางได้รับโชควาสนา
ครั้งใหญ่ซึ่งเป็นมรดกที่เหลือล้ำยิ่งกว่า เฉิน ชิง
เหยา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ รู้สึกยินดีกับนาง ทั้งรู้สึก
โล่งใจเนื่องจากไม่ได้เกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นกับนั้น
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครคือ ‘เซียนกระบี่กุ้ยหยาง’ ?”
เฉิน ชิงเหยา ถามขึ้นอย่างฉับพลัน
อู่ อวี้ ส่ายหัว ดูเหมือนว่าบุคคลผู้นี้จะเป็นคนที่สั่ง
ให้ หนานกง เหว่ย ปิดด่านฝึกตน
ท่าทางการแสดงออกของ เฉิน ชิงเหยา ดูจริงจัง
ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยแล้วเขาก็กล่าวว่า ” จนถึง
ตอนนี้ เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน ท่ามกลาง ‘เจ็ดผู้
ยิ่งใหญ่’ เทียนซู เหว่ย คืออันดับ 1 กุ้ยหยาง คือ
อันดับ 6 หากนับตามความแข็งแกร่งแล้วใน 7
เซียนกระบี่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ถือเป็นอันดับ 6
แต่ก็เป็นผู้มีอายุน้อยสุดใน 7 เซียนกระบี่
เช่นเดียวกัน เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน นามที่
แท้จริงของเขาก็คือ หนานกง ซวน ”
” หนานกง ซวน! ”
อู่ อวี้ เข้าใจในทันที เมื่อได้ยินแซ่นี้ จากคำพูด
รวมถึงท่าทางของ หนานกง เหว่ย บ่งบอกว่า
หนานกง ซวน อาจเป็นบิดา หรือ ไม่ก็ปูั่ของนาง
แต่ความเป็นไปได้มากสุด มีแนวโน้วว่าจะเป็นบิดา
เสียมากกว่า
” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง มีเพียงบุตรีเพียงคนเดียว
ดังนั้นจึงคาดหวังไว้กับนางสูงมาก ” เฉินชิง เหยา
เพียงคำกล่าวสั้น ๆ สามารถยืนยันตัวตนของ
หนานกง เหว่ย ได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใด
นางถึงไม่กล้าเปิดเผยตัวตนให้ อู่ อวี้ ได้ล่วงรู้
เพราะนางคือบุตรีของ ‘เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน’
ด้วยตัวตนนี้ นางจึงเกรงว่าหากบอกเล่าแก่เขา
ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เขาเกรงกลัวเอาได้
นับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ในวันนั้น ตนเองได้หลบหนี
จาง ฝูถู เข้าไปยังถ้ำสร้างแกนนภา จนได้พบเจอ
กับบุตรีของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจทุกอย่าง
แล้ว” เขาเพียงต้องการล่วงรู้ตัวตนปัจจุบันขอ
หนานกง เหว่ย เท่านั้น ซึ่งเขาก็จะหนักดีถึง
สถานการณ์ในตอนนี้
เมื่อพูดคุยมาถึงจุดนี้ เฉิน ชิงเหยา ก็กล่าวขึ้นว่า ”
อู่ อวี้ ในตอนนี้เจ้ามีความแตกต่างในเรื่องศักดิ์
ฐานะ ในภายภาคหน้าเจ้าจะต้องพบเจอกับ
อุปสรรคมากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าเส้นทางข้างหน้าที่
ต้องกำลังก้าวเดินนั้น หาได้ราบเรียบง่ายดายแต่
อย่างใด เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่ใช่ผู้ที่จะรับมือได้
ง่าย ๆ เจ้า กับ หนานกง เหว่ย ไม่สามารถหลบ
เลี่ยงสายตาของเขาได้รอดพ้นตลอดไปแน่ หากเจ้า
ยังไม่ยอมแพ้ ข้าขอแนะนำให้เจ้าเตรียมตัวเตรียม
ใจเอาไว้เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า ”
เฉิน ชิงเหยา กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม อู่ อวี้ เข้าใจ
อย่างลึกซึ้งถึงความกดดันในข้อนี้ สำหรับนิกาย
เซียนซูซัน ต่อให้เป็นอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงใน อาณา
เขตกระบี่ปฐพี กับ อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ แต่ก็
ยังไม่นับว่าล้ำเลิศจนไม่มีผู้เปรียบ ยิ่งไปกว่านั้น
หนานกง เหว่ย นางยังได้รับมรดกบรรพบุรุษ ซึ่ง
เกรงว่าฝีมือของนางมีแนวโน้มว่าจะพัฒนาก้าว
รุดหน้าเช่นดั่งน้ำขึ้น หากเขาไม่มีคุณสมบัติแล
ศักยภาพที่ดีพอ ก็ยากที่จะเดินบนเส้นทางนี้
ในใจของ อู่ อวี้ ยามนี้ตระหนักถึงสถานการณ์เป็น
อย่างดี จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” ข้าจะไม่ทำให้
นางผิดหวัง หากนางยังต้องการข้า ข้าจะไม่จาก
นางไปไหน แต่ถ้าหากวันใดนางไม่ต้องการข้าแล้ว
ข้าก็จะไม่อยู่ให้นางรกหูรกตา”
อู่ อวี้ หยิบกระดาษออกมาจาก เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร เอาแต่สัมผัสมันอย่างอ่อนโยนแผ่วเบา มันคือ
จุดเริ่มต้นของความรักที่ตราบชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจ
ลืมเลือน
“ตกลง ในเมื่อนี่คือเส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน ก็ไม่มี
ผู้ใดมาขัดขวางเจ้าได้ ” เฉิน ชิงเหยา ไม่คิด
ขัดขวางก็เช่นกัน
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ ยามนี้เหมือนกับมีศิลาที่
หนักอึ้งกดทับลงมา หลังจากตนกล่าวอำลา เฉิน
ชิงเหยา ก็เดินทางออกจากตำหนักจ้าวอาณาเขต
แล้วเดินทางต่อไปยัง วิหารเลื่อนขั้นเซียน อย่าง
แทบไม่ได้หยุดพัก เมื่อเทียบกับวิหารเลื่อนขั้น
เซียน ภายในอาณาเขตกระบี่สามัญ กับ วิหาร
เลื่อนขั้นเซียน ภายใน อาณาเขตกระบี่ปฐพี คง
ต้องกล่าวว่ามันมีขนาดใหญ่โตมากกว่าอย่างน้อย
สิบเท่า
ในความเป็นจริงข่าวคราวเรื่อง อู่ อวี้ มายังวิหาร
เลื่อนขั้นเซียน เพื่อเลื่อนขั้นเป็นระดับกระบี่แก่น
แท้ ผู้คนมากมายก็ขึ้นมารออยู่ที่วิหารเลื่อนขั้น
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะมาถึงเสียอีก ด้วยเหตุนี้ทันทีที่ อู่
อวี้ มาถึงวิหารเลื่อนขั้นเซียน เขาจึงพบว่ามีผู้คน
มากมายมารวมตัวกันอยู่ ไม่เว้นแม้กระทั่งสาวก
ระดับกระบี่ปฐพี นอกจากนี้ยังมีสาวกระดับกระบี่
แก่นแท้จำนวนมาก ลงมาจากอาณาเขตกระบี่แก่น
แท้ เพื่อมารับชม
ยิ่งเวลาล่วงเลยผ่านไป ดูเหมือนว่าจำนวนของ
สาวกระดับกระบี่แก่นแท้ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากการประลองครั้งนี้เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรี
ของสาวกระดับกระบี่กันแท้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่อง
แปลกที่ จะมีสาวกหลั่งไหลมารับชมการประลอง
จำนวนมากมายเช่นนี้
ภายในวิหารเลื่อนขั้นเซียน ทิวทัศน์สิ่งแวดล้อม
เฉกเช่นดั่งปั่าเหล็กกล้า มีพื้นที่ก้างขวางใหญ่โต
อย่างยิ่ง ซึ่งหากมีการประลองเกิดขึ้นไม่ว่าจะหนัก
หนาเพียงใด ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับสถานที่แห่งนี้ อู่
อวี้ ก้าวเดินเข้าไปภายในวิหารเลื่อนขั้นเซียน เมื่อ
เข้ามาถึงก็พบว่ามีผู้คนนับพันรายล้อมอยู่ โดย
สาวกระดับกระบี่ปฐพีอยู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนสาวก
ระดับกระบี่แก่นแท้ก็อยู่อีกด้านหนึ่ง
หากมองจากภาพที่เห็น เห็นได้ชัดว่าสาวกระดับ
กระบี่แก่นแท้มีศักดิ์ศรีเหนือกว่า ถึงแม้ว่าสาวก
ระดับกระบี่ปฐพีจะมีจำนวนมากกว่า แต่เมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับสาวกระดับกระบี่แก่นแท้เหล่านี้
พวกเขาก็กล้าเพียงแค่ยืนอยู่ในมุมเท่านั้น
ข่าวเรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทาง
อาณาเขตแก่นแท้ เนื่องจากเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคย
เกิดขึ้นมาก่อนภายใน อาณาเขตกระบี่แก่นแท้
เพียงผ่านการทดสอบก็สามารถกลายเป็นสาวก
แก่นแท้ได้ หากไม่ใช่เพราะ เฉิน ชิงเหยา ก็เป็นไป
ไม่ได้เลยที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น
ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้ มาที่นี่ เสียงสนทนา
วิพากษ์วิจารณ์จึงดังกึกก้องขึ้น
สำหรับสาวกระดับกระบี่ปฐพี อู่ อวี้ คุ้นคุ้นหน้า
คุ้นตาเป็นอย่างดี ส่วนสาวกระดับกระบี่แก่นแท้
ค่อนข้างแปลกหน้าสำหรับเขา ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่
อยู่ในวัยกลางคน ซึ่งก็น่าจะมีอายุอย่างน้อย ๆ ไม่
ต่ำกว่าร้อยปี นับว่าเป็นการข้ามผ่านช่วงเวลาทอง
ชายชราหลายคนชี้นิ้วมาทาง อู่ อวี้
” เจ้าหนูน้อยผู้นั้นคือ อู่ อวี้ ว่ากันว่าภายในอาณา
เขตกระบี่ปฐพีหาผู้ต่อกรกับมันได้ไม่ แม้แต่ เฉิน ฟูั่
หยู สาวกระดับกระบี่แก่นแท้ ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่มัน
”
” ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มันผู้นี้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่แค่
เพียงระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 6 เท่านั้น”
“เจ้าคิดว่า เขาจะสามารถเอาชนะเหมือนครั้งก่อน
ๆ ได้หรือไม่? ”
” ไอ้หยา มันแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องไม่! ฝั่ายตรง
ข้ามเป็นถึงคนที่จ้าวอาณาเขตเลือกมาเองเชียว
นะ? เขามีพลังฝีมือเหนือกว่า เฉิน ฟูั่หยู กันคนละ
เรื่องเลย เจ้านั่นมีฝีมืออยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
ที่สำคัญเขาคือ 1 ใน 10 อันดับแรกของ รายนาม
เซียนกระบี่แก่นแท้ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีทางชนะ
ได้เลย ต่อให้มี เฉิน ฟูั่หยู 10 คน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้
ของเขา ”
” คนที่เจ้ากล่าวถึงคือ ‘เสี่ยว หวนซาน’ ใช่หรือไม่ ?
จ้าวอาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ‘ จอมกระบี่ตงหยู ‘
เป็นบิดาของมัน ว่ากันว่าเขานั่นแหละ เป็นตัวตั้ง
ตัวตีในการประลองครั้งนี้ เสี่ยว หวนซาน เป็นคน
จิตใจหนักแน่น อีกทั้งพลังฝีมือมันยังเหนือกว่า
เฉิน ฟูั่หยู ข้าล่ะชอบ เสี่ยว หวนซาน ยิ่งนัก ”
” ถ้าเช่นนั้นมาเดิมพันกันดีไหมล่ะ อัตราเดิมพัน
ของ อู่ อวี้ ลง 1 ได้ 5 ส่วนของ เสี่ยว หวนซาน
ลง 5 ได้ 1 มา ๆ ๆ กล้าได้กล้าเสีย ผู้ใดจะกล้าวาง
เดิมพันว่า อู่ อวี้ บ้าง? ”
” ตกลง! ในเมื่อเจ้ากล้าท้า ข้าก็กล้าเล่นกับเจ้า ข้า
ขอวางเดิมพันทางฝัง เสี่ยว หวนซาน ว่าเป็นฝั่าย
ชนะด้วย เม็ดยาสร้างแกนนภา 300 เม็ด! ”
” ข้าเอาด้วย เม็ดยาสร้างแกนนภา 50 เม็ด ขอวาง
เดิมพันฝัง อู่ อวี้ ว่าเป็นผู้ชนะ ถ้ามันชนะข้าจะได้
เม็ดยาสร้างแกนนภา 250 เม็ด แต่ถ้าเสียก็แค่
เล็กน้อย ฮ่า ฮ่า”
ดูเหมือนสาวกกระบี่แก่นแท้จะดูคึกคักกันเป็น
พิเศษ เฉพาะอย่างยิ่งกับการเดิมพัน ถือเป็นการ
เดิมพันครั้งใหญ่ บัดนี้การเดิมพันได้แบ่งเป็น 2
ส่วนตามเจ้ามือ แน่นอนว่าเสียงส่วนใหญ่จะเทมา
ทางฝังของ เสี่ยว หวนซาน อย่างไรก็ตาม ยังคงมี
คนแทงฝัง อู่ อวี้ เช่นกัน
หากตรวจสอบจาก สถานการณ์การเดิมพันใน
ปัจจุบัน ใครเดิมพันข้าง อู่ อวี้ คนผู้นั้นจะได้กำไร
อย่างงาม แม้ว่าจะมีการเดิมพันจะสูงถึง 5 เท่า
ของจำนวนที่ลงเดิมพัน แต่ก็ยังมีเพียงแค่ไม่กี่คน
เท่านั้นที่วางเดิมพันทางฝัง อู่ อวี้ เรื่องนี้สามารถ
พิสูจน์ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ ได้ตัดสินผลแพ้ชนะใน
ครั้งนี้ไปแล้ว
เมื่อ อู่ อวี้ มาถึงสนามประลอง
” โปรดรอสักครู่ เสี่ยว หวนซาน กำลังจะมาถึงอีก
ในไม่ช้า” คนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสี
ดำ เขาคือ จ้าววิหาร แห่งวิหารเลื่อนขั้นเซียน ซึ่ง
ดูเหมือนว่าฝีมือของเขาใกล้จะถึงระดับกระบี่
สวรรค์อยู่รอมร่อ
เมื่อ อู่ อวี้ กวาดสายตามองรอบ ๆ ก็ได้พบกับ
เฉิน ฟูั่หยู ซึ่งกำลังอยู่ท่ามกลางฝูงชน สายตาของ
มันจ้องมอง อู่ อวี้ ยังเหี้ยมเกรียมราวกับจะกิน
เลือดกินเนื้อ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาพบเจอมัน
ในทันที
” เวลาก็ผ่านไปนานพอสมควร เห็นทีพลังของมัน
คงฟืนตัวแล้วกระมัง ” อู่ อวี้ ยิ้ม
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ