กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 324 : มู หลิงเชอ
คนผู้นี้มีความแข็งแกร่งอยู่ในครึ่งก้าว ตำหนักม่วง
ทะเลมรกต ว่ากันว่าหลังจากนี้อีกครึ่งปี คนผู้นี้จะ
ยกระดับจาก อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ไปยัง อาณา
เขตกระบี่โลกา ท่ามกลาง สาวกกระบี่แก่นแท้
จำนวนมาก ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีผู้ใด
สามารถเทียบเคียงกับนางได้
เมื่อฟังจากสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกัน ดูเหมือนว่าบุคคลผู้
นี้จะเป็นตัวตนสูงส่งเกินกว่าสาวกกระบี่แก่นแท้
ทั้งยังเป็นอันดับ 1 ในอาณาเขตกระบี่แก่นแท้
ปัญหาสำคัญก็คือตัวเองดันเผลอพูดตกปากรับคำ
ไปแล้ว ยามนี้หากคิดแก้ไขในสิ่งที่ออกไปเกรงว่า
จะไม่ทัน ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่ผู้คนเหล่า
จะคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องตลกชวนขบขัน
แน่นอนว่าเขาหาได้ห่วงกังวลอยู่แล้ว เนื่องจาก
เจตนาของการมายังสนามประลองเซียนก็เพื่อการ
ต่อสู้ ฉะนั้นหากคู่ต่อสู้ของตนจะเป็นอันดับ 1 ของ
รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ ก็หาได้มีปัญหาอันใด
ไม่
เมื่อ อู่ อวี้ คิดได้เช่นนั้น ฉับพลันบนท้องนภาก็มีสุ
รเสียงก้องกังวานของสตรีผู้หนึ่งดังแจ่มชัดขึ้น
สร้างความตะลึงงันให้แก่ทุกผู้คนที่อยู่ภายในสนาม
ประลองเซียน หลังจากนั้นก็มีคนกล่าวขึ้นว่า ”
ผู้ใดกันเอ่ยถึงข้า ? ผู้ใดอยากท้าทายข้า ? ”
ทันใดนั้น กลุ่มคนก็บินลงมาจากฟากฟั้า แรงกดดัน
มหาศาลกดทับถาโถมเข้าใส่ บัดนี้กลุ่มคนได้
ปรากฏกายอยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ แล้ว!
คนกลุ่มนี้มีกันอยู่ทั้งหมด 6 คน ทั้งหมดล้วนเป็นผู้
ฝึกตนวัยหนุ่มสาว ใบหน้าของคนทั้งหมดบ่งบอก
ถึงความอ่อนเยาว์ แม้ไม่บอกก็สามารถล่วงรู้ได้
อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกตนเหล่านี้บำเพ็ญตนไม่น่าจะ
เกิน 50 ปี และเนื่องจากเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์
อันโดดเด่น จึงทำให้พวกเขาเหล่านี้สามารถคง
รูปลักษณ์ ความอ่อนเยาว์ของวัยหนุ่มสาวอยู่ได้
ยกตัวอย่างเช่น หากเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก 50 ปี
ข้างหน้า อู่ อวี้ ก็ยังคงสามารถรักษารูปลักษณ์ ให้
อยู่ในอายุ 17-18 ปีดังอายุปัจจุบัน
เหล่าชายหนุ่มกลุ่มนี้ ไม่ใช่คนที่จะเคี้ยวได้ง่าย ๆ !
ทว่าท่ามกลางคนทั้งหมดมี เฉิน ฟูั่หยู กับ เสี่ยว
หวนซาน ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งทั้งสองมีศักดิ์ฐานะเป็น
ลูกหลานของ จอมกระบี่แห่งซูซัน เมื่อปะปนมากับ
กลุ่มคนทั้งพวกนี้ พวกมันทั้งสองเสมือนเป็นเพียง
แค่ไม้ประดับตัวผสมโรง หาใช่ตัวหลักซึ่งเป็นตัวตั้ง
ตัวตีแต่อย่างใด
อู่ อวี้ กวาดสายตามองกลุ่มคน ซึ่งเป็นบุรุษ 4 สตรี
2 เกือบทุกคนมีพลังแกนกำเนิดมหาศาลไร้สิ้นสุด
แม้แต่ผู้ที่อ่อนแอมากที่สุดในกลุ่มก็ยังมีพลัง
มหาศาลอย่างยิ่ง คนเหล่านี้ล้วนมีพลังเหนือ เฉิน
ฟูั่หยู หนุ่มสาวเหล่านี้มีท่าทางหยิ่งยโสสูงส่ง
เฉพาะสตรีดูยิ่งสง่างามนุ่มนวลอย่างยิ่ง สำหรับ
นิกายเซียนซูซันแล้ว หนุ่มสาวเหล่านี้ถือเป็นบุคคล
ชั้นแนวหน้า ล้วนเป็นที่จับตามองในทุกท่วงท่าทุก
อิริยาบถการเคลื่อนไหว ล้วนบ่งบอกถึงเป็นบุคคล
ที่ถือกำเนิดมาในชนชั้นสูง ร่างกายอันบอบบาง
ละเอียดอ่อนประดับประดาด้วยเครื่องประดับราคา
แพง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นศาสตราวิเศษทั้งสิ้น อีก
ทั้งมีผลในการปกปั้องร่างกาย
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ผู้ที่ดูโดดเด่นที่สุด ก็คือ
สตรีซึ่งอยู่ตรงใจกลาง สตรีผู้นี้ไม่ได้สวมชุดคลุม
ยาวกระบี่ แต่นางสวมกระโปรงยาวร้อยปักฉลุด้วย
มวลบุปผา ซึ่งดูราวกับเป็นของจริง สตรีผู้นี้ราวกับ
ไม่ใช่มนุษย์ ประดุจดั่งเทพธิดานางสวรรค์มาจุติ
กลิ่นกายอันหอมหวลที่โชยออกมา ความหอมของ
มันเกินกว่าจะพรรณนาออกมาเป็นถ้อยคำได้ โดย
ไม่ต้องกล่าวถึงรูปโฉมแลท่วงท่าอิริยาบถ ทุกสิ่ง
สรรพที่พรรณนาออกมานี้ล้วนดีเลิศยอดเยี่ยม
ผิวพรรณละเอียดเนียนประดุจหยก ขาวผ่องราว
หิมะ ดอกคำฝอยที่ปักอยู่บนศีรษะ ราวกับดอกบุป
ผาที่ถูกประดับประดาบนผ้าแพร ส่งผลให้กลิ่น
หอมที่ชอยตลก ๆ ออกมาจากกลิ่นกายของนาง
เฉกเช่นดั่งกลิ่นหอมของมวลบุปผานับร้อย ชวน
หลงใหลเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างยิ่ง
ภายในดวงตาของนาง เปียมล้นไปด้วยความภูมิใจ
อย่างล้นพ้น แอบแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงจน
ยากจะปกปิดได้
ส่วนสตรีอีกนาง แม้นว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนในวิถี
กระบี่ แต่ก็ไม่อาจเปรียบเทียบกับนางผู้นั้นได้
หลังจากได้ฟังเรื่องราว จากสาวกที่อยู่ภายใน
อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ มาก่อนหน้านี้ บ่งชี้ว่าฝีมือ
ของสตรีนางนี้แข็งแกร่งร้ายกาจเสียยิ่งกว่า เสี่ยว
หวนซาน จนไม่อาจเปรียบเทียบกับนางได้แม้แต่
น้อย มารดาของนางคือ ‘ จอมกระบี่ชั่วฮวา ‘ ส่วน
บิดาคือ ‘จอมกระบี่หลี่หั่ว’ ว่ากันว่าในหมู่พวกเขา
จอมกระบี่ชั่วฮวา ซึ่งเป็นมารดาของนางมีฝีมือ
แข็งแกร่งอย่างยิ่ง อีกทั้งศักดิ์ฐานะยังสูงส่ง มีระดับ
การฝึกตนเหนือกว่า จอมกระบี่ตงหยู เป็นอย่าง
มาก เรียกได้ว่าแข็งแกร่งมากที่สุดท่ามกลาง
บรรดา จอมกระบี่แห่งซูซัน ซึ่งฝีมือนับว่าห่างไกล
จาก เฉิน ชิงเหยา ในปัจจุบัน
ส่วนนางมีนามว่า ‘มู่ หลิงเช่อ’ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ใน
รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ นางถือกำเนิดเติบโต
ขึ้นมาภายใน อาณาเขตเซียนซูซัน ซึ่งเป็นที่รู้กันดี
ตั้งแต่แรก นางอยู่ภายใน อาณาเขตกระบี่แก่นแท้
จากนั้น จอมกระบี่ชั่วฮวา ก็ให้นางท้าทาย
รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ ในตอนนั้นนางอยู่ใน
ร้อยอันดับแรก หลังจาก 10 ปีผ่านไป ในวันนี้นาง
อยู่อันดับ 1 ของรายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ ทั้ง
ฝีมือในปัจจุบันของนางเกือบจะก้าวเข้าสู่ตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้นับได้ว่าล้ำ
เลิศอย่างยิ่ง ในครั้งแรกที่นางท้าทายนั้นก็มีอายุอา
นามรุ่นราวคราวเดียวกับ อู่ อวี้ นั่นก็คือมีอายุ
เพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น
‘มู่ หลิงเช่อ’ มีสมญานามว่า ‘เทพธิดาบุปผา’
นอกจาก ‘มู่ หลิงเช่อ’ ก็มี เฉิน ฟูั่หยู ซึ่งอยู่ใน
อันดับ 20 ของรายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ ส่วน
คนทีเหลือล้วนเป็นหนุ่มสาวที่มีศักดิ์ฐานะโดดเด่น
เช่นกัน อย่างน้อย ๆ ก็เป็นบุตรของสาวกอาวุโส
ระดับกระบี่สวรรค์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นกลุ่ม
เล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ โดยมี
‘มู่ หลิงเช่อ’ เป็น ผู้นำ
แน่นอนว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว คนหนุ่มสาวเหล่านี้
ล้วนเป็นอัจฉริยะผู้มากด้วยพรสวรรค์ ทั้งยังมีภูมิ
หลังแข็งแกร่งอย่างล้ำลึกในซูซัน
สายตาของคนทั้ง 6 จับจ้องมายัง อู่ อวี้ ณ เวลานี้
มู่ หลิงเช่อ เงยหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าว
ด้วยน้ำเสียงหยิ่งจองหองขึ้นว่า ” เจ้ากล่าวพล่อย
ๆ ออกมาว่า ว่าต้องการท้าทายอันดับ 1 ใน
รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ เอาเข้าจริง ๆ เจ้ากล้า
สู้หรือไม่ ? ”
อู อวี้ มองไปยัง เฉิน ฟูั่หยู และ เสี่ยว หวนซาน
พวกมันต่างรู้ดีว่าเมื่อครั้งที่ อู่ อวี้ ต่อสู้บนสนาม
ประลองเซียน ในอาณาเขตกระบี่ปฐพี อัน
เนื่องจากตัวเขานั้นขาดแคลนเงินทุน ซึ่งการที่เขา
มายังสนามประลองแห่งนี้ก็ต้องมีเจตนาเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงเชิญ ‘มู่ หลิงเช่อ’ มาเพื่อหวัง
จะระบายความโกรธ
เมื่อแน่ใจ เฉิน ฟูั่หยู ก็กล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้ ชาย
ชาตรีอกสามศอก จงอย่าได้สูญเสียความกล้าหาญ
เหิมเกริม ก่อนหน้านี้เจ้าได้ท้าทายนาง ‘สตรีผู้
อ่อนแอ’ ทั้งสองคนนี้ก็ออกมาให้แล้วไง อย่าได้ทำ
เสียหน้าซะเล่า”
สำหรับ เสี่ยว หวนซาน แล้ว อู่ อวี้ คือผู้ที่ทำให้มัน
ต้องปราชัย แล้วบัดนี้อริฝั่ายตรงข้ามได้มาอยู่ตรง
เบื้องหน้าของมันแล้ว ดวงตาของมันจึงสาดฉาย
แววความน่าสะพรึงกลัว แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ
อย่างแรงกล้า ทั้งยังปรารถนาจะโจมตี ส่วนอีกสี่
คนที่เหลือ ก็จับจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ เช่นเดียวกัน
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอย่างกระทันหัน แน่นอน
ว่าเมื่อทั้งสองฝั่ายมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ ย่อมเป็น
เรื่องปกติที่สาวกกระบี่แก่นแท้คนอื่น ๆ ซึ่งอยู่
โดยรอบ ต่างจับจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ สังเกต
เหตุการณ์ดูความเคลื่อนไหว บางคนแอบลอบ
เหลือบมอง อู่ อวี้ เพื่อไม่ให้กลุ่มคนที่ตนจับจ้อง
มองสังเกตเห็น
ไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ ไม่เพียงล่าถอยแม้ครึ่งก้าว ทั้ง
เขายังกล่าวขึ้นมาว่า ” ถูกต้องแล้ว … การที่ข้ามา
ยืนอยู่ที่นี่ สาวกกระบี่แก่นแท้ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถ
มาท้าประลองกับข้าได้ โดยมี เม็ดยาสร้างแกนนภา
2,000 เม็ดเป็นเดิมพัน ”
อุ้บ ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ
คนทั้งหกเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดจะกลั้น
จากนั้นพวกมันก็มอง อู่ อวี้ แล้วเลื่อนสายตาไปยัง
ถุงบรรจุ เม็ดยาสร้างแกนนภา พร้อมกับแสดงสี
หน้าสมเพชเวทนาอย่างท้วมท้นออกมา
เฉิน ฟูั่หยู หัวเราะเยาะแล้วกล่าวขึ้นว่า “ดูเจ้าบ้า
นั่นสิ มันตั้งใจมาเสาะหาผลประโยชน์จากสนาม
ประลองเซียน แต่ดูท่าแล้วมันจะยากจนแร้นแค้น
เสียเหลือเกิน จึงนำออกมาได้เพียงเม็ดยาสร้าง
แกนนภา 2,000 เม็ดเท่านั้น ช่างน่าสมเพช น่า
อเนจอนาถเสียยิ่งนัก …”
อู่ อวี้ หัวเราะ จากนั้นก็กล่าวตอกหน้ากลับไป
อย่างดุเดือดว่า ” เฉิน ฟูั่หยู ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้
เจ้าพ่ายแพ้ให้แก่ข้า เจ้ายังหวาดกลัวจนอึฉี่เรี่ยราด
อีกทั้งเม็ดยาสร้างแกนนภา 10,000 ที่เจ้ามอบให้
ข้าก่อนหน้านี้ ข้าก็แทบจะใช้จนหมดสิ้นแล้ว หรือ
เจ้ามาที่นี่เพราะตั้งใจจะส่งมอบ เม็ดยาสร้างแกน
นภา ให้แก่ข้าอีก ?”
” เจ้า!! ” ภายในแววตาของ เฉิน ฟูั่หยู บังเกิดเป็น
เจตนาฆ่าอย่างรุนแรง
สาวกกระบี่แก่นแท้คนอื่น ๆ เริ่มเผยให้เห็นถึง
ความวิตกกังวล โชคยังดีที่ภายในสนามประลอง
เซียนแห่งนี้ ยังมีสาวกระดับกระบี่โลกา คอย
ควบคุมความเรียบร้อยของการประลองอยู่ แต่ละ
คนล้วนเป็นอาวุโสผู้มีประสบการณ์โชกโชน ใน
เวลานี้พวกเขาต่างล้อมรอบสนามประลองเอาไว้
ทั้งทิศ 4 กฎของสนามประลองเซียนแห่งนี้ ห้ามมิ
ให้ลงมือรุนแรงจนคู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บจนถึงตก
ตาย
อย่างไรก็ตาม แม้แต่เหล่าชายชรา ซึ่งมีศักดิ์ฐานะ
เป็นถึงสาวกขั้นกระบี่โลกา ก็ยังอดรู้สึกหวาดกลัว
ผู้เยาว์เหล่านี้อย่างช่วยมิได้ เนื่องจากความสำเร็จ
ในอนาคตของผู้เยาว์เหล่านี้ ต่างสูงส่งอย่างหาใด
เปรียบ อีกทั้งพวกมันก็ต่างมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง
คอยเกื้อหนุนอยู่ หากทำให้ผู้สูงศักดิ์ซึ่งคอยหนุน
หลังผู้เยาว์เหล่านี้บังเกิดโทสะขึ้นมาแล้วล่ะก็
แม้แต่สาวกกระบี่โลกาก็จบเห่ลงได้
ในเวลานั้น มู่ หลิงเช่อ ซึ่งแสดงสีหน้าเรียบเฉยมา
ตลอด ก็หยิบเอาถุงจักรวาลออกมา พร้อมทั้งโยน
ไปเบื้องหน้าสาวกกระบี่โลกา จากนั้นมันก็มองไป
ยัง อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้นว่า “ภายในนั้นมี ‘เม็ดยา
ปราณมรกต’ อยู่ 10 เม็ด หากเจ้าชนะข้าได้ มันก็
จะเป็นของเจ้า”
เม็ดยาปราณมรกต!
นี่ถือเป็นโอสถระดับสูงยิ่ง มีเพียงผู้เชี่ยวชาญใน
ด้านหลอมปรุงโอสถระดับสุดยอดเท่านั้นถึงจะปรุง
มันขึ้นมาได้ ซึ่งอย่างน้อย ๆ จำเป็นต้องอยู่ใน
อาณาจักร ตำหนักม่วงทะเลมรกต เท่านั้น มันคือ
โอสถที่อยู่เหนือระดับสร้างแกนสามัญไปแล้ว มัน
จึงถูกขนานนามว่า ‘ ยอดโอสถวิญญาณ ’ !
เม็ดยาปราณมรกต 1 เม็ด มีกลิ่นอายฟั้าดินซึ่งใช้
สำหรับการบ่มเพาะมากมายมหาศาล เทียบเท่าได้
กับ เม็ดยาสร้างแกนนภา 1,000 เม็ด แน่นอนว่า
สรรพคุณทางยาของมันก็น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่าง
ยิ่ง หากไม่ได้อยู่ในอาณาจักรตำหนักม่วงทะเล
มรกต ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทานทนแบกรับมัน
เอาไว้ได้!
ภายในอาณาเขตกระบี่แก่นแท้ หากต้องการ
แลกเปลี่ยนเม็ดยาปราณมรกตมาซัก 1 เม็ดแล้วล่ะ
ก็ จำเป็นต้องใช้แต้มความสำเร็จเป็น 1,000 แต้ม
เลยทีเดียว
มู่ หลิงเช่อ แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของตนเอง
นำเม็ดยาปราณมรกตนับ 10 เม็ดมาวางเดิมพัน
อย่างง่ายดาย ซึ่งหากนับ ๆ ดูแล้วก็มีมูลค่ารวม
กว่า 10,000 เม็ดยาสร้างแกนลมปราณนภา เหนือ
ยิ่งกว่าเม็ดยาสร้างแกนนภา 2,000 เม็ดของ อู่ อวี้
ตามกฎของสนามประลองเซียนแล้ว การเดิมพัน
ของทั้งสองฝั่ายควรมีค่าเทียบเท่ากัน แต่ มู่ หลิง
เช่อ กลับวางเดิมพันเพิ่มมามากกว่า 8,000 เม็ดยา
สร้างแกนนภา
นางกล่าวว่า ” เม็ดยาสร้างแกนนภา 8,000 เม็ดที่
เพิ่มเข้ามา ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้เจ้า โขก
คารวะขอขมา 3 ครั้ง ให้กับ เฉิน ฟูั่หยู และ เสี่ยว
หวนซาน ”
อู่ อวี้ ไม่เคยเห็นยอดโอสถวิญญาณมาก่อน ดังนั้น
จึงค่อนข้างแสดงท่าทางเหมือนล่องลอยอยู่
เล็กน้อย อันที่จริงแล้วเขากำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์
แห่งความรู้แจ้งในวิถีโอสถ เม็ดยาปราณมรกต 1
เม็ด กล่าวได้ว่าถือเป็นเม็ดยาที่เหมาะสมสำหรับ
การศึกษาของเขาอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ปรารถนาโขกศีรษะขอขมา
ให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “นำอีก 8
เม็ดกลับไป มันไม่มีประโยชน์อันใดกับข้า”
เฉิน ฟูั่หยู กล่าวเย้ยหยันขึ้นว่า “ เจ้ากลัวพ่ายแพ้
อย่างนั้นรึ! ”
“ชนะหรือพ่ายแพ้ถือเป็นเรื่องปกติในการต่อสู้
เกี่ยวอันใดกับหวาดกลัว? ” จากการแสดงออกของ
มู่ หลิงเช่อ คาดว่านางจะมีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ครึ่งก้าว ตำหนักม่วงทะเลมรกต การต้องต่อสู้กับ
ฝั่ายตรงข้ามที่มีความแข็งแกร่งระดับนี้ อู่ อวี้ มี
ความมั่นใจแค่ 5 ใน 10 ส่วนเท่านั้น
กล่าวได้ว่าการต้องต่อสู้กับกลุ่มคนเช่นนี้ หาก
หวาดกลัวการต่อสู้แล้ววิ่งหนีไป นั่นย่อมไม่ใช่ อู่
อวี้
“เอาล่ะ ถอยไป!” มู่ หลิงเช่อ สะบัดมือออกไปอย่าง
หมดความอดทน สั่งให้ เสี่ยว หวนซาน พร้อม
พรรคพวกของมันลงมาจากสนามประลองเซียน
กระโปรงยาวของนางพริดพริ้วปลิวไสวไปตาม
กระแสสายวายุ กลิ่นบุพผาหอมตลบอบอวลลอย
ออกมาจากทั่วทั้งร่าง ยามเมื่อสายลมโพยพัดโชย
เตะจมูก ประหนึ่งกลีบบุปผาบินล่องลอยพริ้วไหว
ตามสายลม นางอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงาม
นี้ ดูราวกับเทพธิดาผู้เลอโฉมก็มิปาน
แต่เพราะด้วยท่าทางอันหยิ่งยโสโอหังของนาง ทำ
ให้ทำลายบรรยากาศดี ๆ ไปเสียจนสิ้น
นอกจากนี้นางยังมิได้เอา เม็ดยาปราณมรกต อีก 8
เม็ดกลับคืนไป ทั้งยังแสดงท่าทางพร้อมลงมือ มู่
หลิงเช่อ สาดประกายดวงตา จับจ้องไปยัง อู่ อวี้
แล้วกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ ข้ารู้มาว่า เมื่อไม่นานมานี้
ความแข็งแกร่งของเจ้าพุ่งทะยานถึงขีดสุด เหยียบ
ย่ำสหายของข้าทั้งสองราวกับเป็นเพียงหินรองเท้า
ยามนี้เจ้ารุ่งโรจน์ประดุจดังดวงตะวันอันเจิดจ้า
วันนี้ข้า มู่ หลิงเช่อ ก้าวขึ้นมาท้าประลองกับเจ้า
เพื่อจะบอกเจ้าว่า โลกอันกว้างใหญ่นี้ เหนือภูเขา
ยังมีภูเขา เหนือฟั้ายังมีฟั้า เหนือคนยังมียอดคน
เจ้ากำเริบเสิบสาน หาได้แยแสผู้ใดอยู่ในสายตาไม่
ทั้งหมดก็เพียงเพื่อความรู้สึกภาคภูมิใจจากการ
ได้รับแต้มความสำเร็จอันเล็กจ้อยนี้! ”
อู่ อวี้ ยังคงแสดงท่าทางเฉยเมย หาได้แยแสต่อคำ
กล่าวของนางไม่ พร้อมทั้งกล่าวตอบโต้ไปอย่าง
ดุเดือดว่า “เหตุผลนี้ข้ารู้ดียิ่งกว่าเจ้าเสียอีก ทำไม
ต้องให้เจ้ามาสั่งสอน? เพียงแค่ต้องการบันดาล
โทสะให้สหายของตน คงไม่จำเป็นต้องวางท่าสูงส่ง
พูดจาไร้สาระเลื่อนลอยเช่นนี้หรอกกระมั้ง”
“หึ! ไม่รู้ดีชั่ว สมแล้วที่เป็นพวกไร้หัวนอนปลายเท้า
!”
คำทั้งสี่ที่มันเอื้อนเอ่ยออกมา มันทำให้ อู่ อวี้
เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า พวกมันต่างอยู่ในอาณาเขต
กระบี่สวรรค์ แม้จะเติบโตขึ้นมาภายในอาณาเขต
เซียนซูซัน แต่ไม่เคยออกไปด้านนอกอาณาเขต
กระบี่สามัญแม้แต่น้อย ได้ขึ้นเป็นสาวกซูซันเลย
ในทันที ในสายตาของพวกมันเหล่านี้ ต่างคิดว่า
ตนเองแลบิดามารดาของพวกมัน คือคนพื้นเพ
ดั้งเดิมของ นิกายเซียนซูซัน อย่างแท้จริง อย่าง อู่
อวี้ ก็เป็นเพียงแค่พวกไร้หัวนอนปลายเท้าชั้นต่ำ
เท่านั้น
ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านนอก นิกายเซียนซูซัน อย่างนิกาย
กระบี่สวรรค์ หรือ กลุ่มเต๋าตะวันตกเฉียงใต้ ฯลฯ
หาได้อยู่ในสายตาของพวกมันไม่
มู่ หลิงเช่อ เริ่มต้นลงมือจู่โจมในทันที นางอยากรู้
นักว่าเขาจะแตกต่างจากผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ หรือไม่
ขณะนางพุ่งเข้าจู่โจมไปนั้นหาได้ใช้กระบี่ไม่
เพียงแต่พุ่งถลาบินไปด้วยพลังของแกนกำเนิด
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองลมพายุได้หมุนวนโอบ
ล้อมรอบร่างของนาง ทันใดนั้นบุปผาก็บานสะพรั่ง
กลีบของดอกบุปผานับไม่ถ้วน อยู่ท่ามกลางลม
พายุโหมกระหน่ำรุนแรงนี้ เหล่ากลีบบุปผาบิน
ล่องลอยอยู่บนท้องนภาแค่ชั่วเวลาสั้น ๆ ทันใดนั้น
กลีบบุปผาทั้งหมด ก็พุ่งเข้ามาปกคลุมห่อหุ้ม
ร่างกายของ มู่ หลิงเช่อ กับ อู่ อวี้ ฉับพลัน อู่ อวี้
อยู่ท่ามกลางทะเลบุปผา
กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าในยามนี้ทั้งโลก
หล้าได้กลายเป็นทะเลบุปผาไปในชั่วพริบตา
ยามนี้บรรยากาศโดยรอบอกบอวนไปด้วยกลิ่น
หอมของมวลบุปผา เพียงกลิ่นหอมนั้นช่วยพัดมา
แตะสัมผัสจมูกเพียงแผ่วเบา สูดดมเข้าไปเพียง
เล็กน้อย ก็ทำให้รู้สึกราวกับว่าเป็นเซียนอมตะ
กระบวนท่าการต่อสู้เช่นนี้ จัดเป็นรูปแบบพิเศษ
อย่างยิ่ง ระหว่างที่กำลังสูดดมดื่มด่ำไปกับกลิ่น
หอมมวลหมู่บุปผา ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกตื่น
ตระหนกอย่างยิ่งขึ้นมา พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “แย่
แล้ว นี่อาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ !”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ