กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 325 : แดนมายารอยบุปผา
ชั่วขณะที่ อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้ ทั่วทั้งร่างของ
เขาก็ถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรบุปผาอย่างสมบูรณ์
จนถึงยามนี้ เขาคิดว่าบุปผาเหล่านี้ มีผลเพียง
ปิดบังวิสัยทัศน์ ปกปิดตำแหน่งที่แท้จริงของ มู่
หลิงเช่อ และปิดซ่อนการโจมตีจากวิชากระบี่ของ
นาง ซึ่งเขาได้ทุ่มเทสมาธิจับจ้องตำแหน่งของ มู่
หลิงเช่อ อยู่ตลอดเวลา เตรียมพร้อมปลดปล่อย
มหาสมุทรเปลวเพลิงพุ่งเข้าปะทะกับคู่ต่อสู้ทุกเมื่อ
มีเพียงกลิ่นของดอกบุปผา ซึ่งลอยอบอวลแตะ
จมูกอยู่นี้ ส่วน มู่ หลิงเช่อ ไม่ได้ขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามเมื่อเขา
ตระหนักว่านี่คือมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ มันก็สาย
ไปเสียแล้ว ชั่วขณะที่ มู่ หลิงเช่อ จู่โจมเข้าใส่เขา
ทะเลบุปผานี้ก็ห้อมล้อมตัวเขาไว้ หากกล่าวให้
ถูกต้องมากกว่านั้น อำนาจที่แท้จริงของมหาวิถี
เชื่อมต่อสวรรค์นี้ คือ ‘กลิ่น’
อู่ อวี้ ไม่เคยพบพานการโจมตีด้วยกลิ่นเช่นนี้มา
ก่อน แค่การกลั้นลมหายใจยังคงไม่เพียงพอ แต่
เขาจำต้องตัดการเชื่อมต่อจากพลังฟั้าดินแห่ง
สวรรค์และปฐพีนี้อย่างสิ้นเชิง ถึงแม้เขาจะผ่อนลม
หายใจลง แต่มันก็อาจส่งผลกระทบต่อการฟืนตัว
แลการเสริมสร้างพลังจากแกนกำเนิดของเขา
เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น เขาก็ตระหนักว่ามันสายเกินไป
แล้ว ก่อนการต่อสู้เขาได้สูดดมกลิ่นหอมอบอวลนี้
เข้าไป ได้รับผลกระทบของมันตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้ง
จิตสำนึก แลสติของเขาเริ่มหลุดลอย กลิ่นหอมนี้
เป็นเสมือนดั่งยาพิษ บุกรุกเข้าสู่จิตวิญญาณของ
เขาได้ในชั่วพริบตา ทำให้สติของเขาเริ่มพร่าเลือน
อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขาไม่ทราบถึงรูปแบบการ
โจมตีของ มู่ หลิงเช่อ มาก่อน ผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง
ร่างของเขาก็เริ่มส่ายโงนเงน เพียงไม่นานนัก อู่ อวี้
ก็วูบหมดสติ ทรุดเข่าลงไปกองอยู่บนพื้น
ต่อมา อู่ อวี้ จึงรู้ว่ามหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ของ มู่
หลิงเช่อ มีนามว่า ‘แดนมายาร้อยบุปผา’ สิ่งมีชีวิต
ทั้งหมดในใต้หล้านี้ ไม่สามารถหยุดยั้งกลิ่นหอม
ของร้อยบุปผาได้ ซึ่งถ้าหากอยู่ภายในสนามรบจริง
ๆ แล้วล่ะก็ การสูญเสียสมาธิเพียงครู่ นั่นก็
เทียบเท่าได้กับความตายของคนผู้นั้น
ตุบ!
เมื่อแดนมายาร้อยบุปผากระจายหายไป ก็มีเสียง
หนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยร่างของ อู่ อวี้ ที่ล้มลง
กระแทกกับพื้น ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท หมดสติลง
อย่างสิ้นเชิง
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของ อู่ อวี้ คือ มู่ หลิงเช่อ ซึ่ง
กำลังเผยรอยยิ้มเย็นเหยียบออกมา จากนั้นนาง
กล่าวขึ้นอย่างดูถูกว่า ” ช่างอ่อนแอยิ่งนัก เพียง
หนึ่งกระบวนท่ายังมิอาจต้านรับไว้ได้ ”
ขณะที่นางกล่าว บุปผานับร้อยก็ค่อย ๆ หมุนวน
หลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
อยู่ในมือของนาง ยามนี้ มู่ หลิงเช่อ เยื้องก้าวเข้า
มา พร้อมทั้งชี้ปลายกระบี่ไปยัง อู่ อวี้
” มู่ หลิงเช่อ ทำลายแกนนภาของมันเสีย!” เฉิน ฟูั่
หยู เต็มไปด้วยความปิติยินดี พร้อมทั้งกล่าวขึ้น
อย่างลิงโลด
คนที่เหลืออีก 4 คนต่างหัวเราะขึ้นมาอย่างขบขัน
ความจริงแล้วผลการต่อสู้ในครั้งนี้ มิได้ต่างอะไร
จากที่พวกมันคาดคิดไว้แต่น้อย
“อู่ อวี้ พ่ายแพ้ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ใต้หล้านี้ ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้จริง
ๆ หรอก การที่มันสามารถมีชัยเหนือ เสี่ยว หวน
ซาน ก็เกินกว่าที่พวกเราจะคาดคิดไว้แล้ว”
” ภายใต้กฏแห่งสวรรค์นี้ เราทุกคนก็ยังเป็นแค่
มนุษย์ ตำนานของ อู่ อวี้ ได้หยุดลงแล้ว นับจากนี้
ไป มันจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเอง
เพื่อให้มีความคืบหน้ามากขึ้น ”
เฉกเช่นดังวิหคซึ่งกำลังบินทะยานสู่ท้องนภา แล
ถูกยิงร่วงลงมาอย่างฉับพลัน
มู่ หลิงเช่อ เตรียมพร้อมโจมตีหมายเผด็จศึก แต่ใน
เวลานั้นเอง สาวกกระบี่โลกาผู้ควบคุมการปะลอง
ที่กำลังแสดงท่าทีลังเลอยู่นั้น ก็พุ่งเข้ามาขวางกั้น
นางเอาไว้ พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” ผลการต่อสู้ได้
ประจักษ์แล้ว อู่ อวี้ เป็นฝั่ายพ่ายแพ้ เจ้าเป็นผู้
ฝั่ายชนะการประลองในครั้งนี้ อย่าทำลายกฎของ
สนามประลองเซียน”
มู่ หลิงเช่อ ขมวดคิ้ว จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างหยิ่ง
ทะนงว่า ” เจ้ากล้าขัดขวางข้าเช่นนั้นรึ? ”
สีหน้าของสาวกขั้นกระบี่โลกาซีดเผือด พร้อม
กล่าวขึ้นว่า ” แน่นอนว่าข้าย่อมมิกล้า แต่ข้าได้รับ
หน้าที่นี้ ข้าจึงจำเป็นต้องรักษาความเชื่อมั่นในกฎ
นิกายเซียน ศิษย์น้องมู่อย่าได้สร้างความลำบาก
ให้แก่ข้าเลย ”
หลังจากกล่าวจบ สาวกกระบี่โลกาคนอื่น ๆ ก็เข้า
มาขวางกั้น มู่ หลิงเช่อ เอาไว้ ปั้องกันมิให้นางเข้า
มาทำอันตราย อู่ อวี้ ได้ อันที่จริง ผลการประลอง
ถูกตัดสินแล้ว นางไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีก
เสี่ยว หวนซาน กล่าวขึ้นยังมีโทสะว่า “พวกเจ้า
ทั้งหลาย รู้หรือไม่ว่าบิดาของข้าสามารถเขี่ยพวก
เจ้าทิ้งออกไปได้ง่ายๆ”
บิดาของมันคือจ้าวอาณาเขตกระบี่แกนแท้แห่งนี้
ก่อนจะทันได้กล่าวเสร็จสิ้น สติของ อู่ อวี้ ก็ค่อย ๆ
หวนฟืนคืนกลับมา เขาค่อยๆระงับอาการประสาท
หลอนจากแดนมายาร้อยบุปผา หลังจากฟืนคืนสติ
มาเต็มที่แล้วก็ไม่มีผลใด ๆ อีก การที่เขาหมดสติ
ไปเช่นนี้ หากไม่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวางเขาคงได้ถูก
สังหารไปจริง ๆ แล้ว ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้
กล่าวได้ว่า อู่ อวี้ พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
ฮึบ!
อู่ อวี้ ลุกขึ้นยืน เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบ ไหลซึมออกมา
จากหน้าผากของเขา
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เข้าใจ ทั้งอดรู้สึกไม่ได้ว่ามหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ มู่ หลิงเช่อ ทรงพลังอำนาจอย่างยิ่ง
สามารถบดขยี้ตนเองได้อย่างแท้จริง
การต่อสู้แพ้ชนะถือเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับ อู่ อวี้
แล้ว หากตนเองต้องตกเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ ถือเป็น
เรื่องที่ยอมรับได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังไม่สามารถส่งผล
กระทบต่อจิตใจ ของเขาได้แม้แต่น้อย เมื่อครั้งที่
อยู่ภายใน อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ เขาพ่ายแพ้
มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้ง
ถึงกระนั้น มู่ หลิงเช่อ ก็ไม่สามารถเอาชนะเขาลง
ได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาแลเห็นผู้อาวุโส สาวกขั้น
กระบี่โลกา หลายคนยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา อีก
ทั้งสีหน้าของ มู่ หลิงเช่อ และพรรคพวกนางก็ดูไม่
ค่อยดีเท่าไหร่นัก อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเกิด
อะไรขึ้น คนเหล่านี้คิดจะทำร้ายเขาหลังจากที่การ
ประลองถูกตัดสินแล้ว ความเกลียดชังในครั้งนี้ อู่
อวี้ จดจำมันไว้
“บุรุษผู้พ่ายแพ้ในหนึ่งกระบวนท่าอย่างเจ้า ยังมี
หน้าตื่นขึ้นมาเองนั้นงั้นหรือ ? ” มู่ หลิงเช่อ
เหลือบมองไปที่เขา พร้อมกับขยับปากพูด จากนั้น
ก็แสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ อู่ อวี้ อย่างเต็ม
ประดา
สาวกกระบี่แก่นแท้คนอื่น ๆ หลังจากหัวใจของ
พวกเขาเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดก็สงบลง
เนื่องจากอันที่จริงแล้ว พวกเขาหาได้ต้องการให้ อู่
อวี้ ต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายไม่
เฉิน ฟูั่หยู กับพรรคพวกฝีปากกล้าของมัน ในเวลา
นี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พวกมันเริ่มพูดจาจิก
กัด หัวเราะเยาะเย้ย อู่ อวี้
” เมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์น้องมู่ ฝีมือของเจ้า อู่
อวี้ ยังนับว่าห่างชั้นยิ่งนัก ช่างไม่รู้จักฟั้าสูงแผ่นดิน
ต่ำเสียนี่กะไร ช่างน่าอัปยศเสียจริงจริ๊ง”
” ช่างไม่เจียมตัว คงคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะมี
พรสวรรค์เลิศเลอเหนือผู้อื่น ในวันนี้ ศิษย์น้องมู่
จะทำให้มันตาสว่างเสียที ว่าชั้นต่ำเป็นอย่างไร !?”
จิตใจของ อู่ อวี้ ยังคงสงบสุขุม ความพ่ายแพ้หา
ใช่ปัญหาสำหรับเขาไม่ มันก็เพียงแค่เม็ดยาสร้าง
แกนนภา 2,000 เม็ด หลุดหายออกจากมือเขาไป
แต่แอบรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ในเวลานี้สาวกกระบี่
โลกา ได้ส่งมอบเงินเดิมพันทั้งหมดให้แก่ มู่ หลิง
เช่อ แล้วกล่าวว่า ” การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว เป็น
รางวัลของเจ้า ”
มู่ หลิงเช่อ ยื่นนิ้วมือเรียวยาวไปหยิบถุงจักรวาล
ของตนเอง และ ถุงจักรวาลของ อู่ อวี้ จากนั้นนาง
ก็เปิดถุงจักรวาลของ อู่ อวี้ แลเห็นเม็ดยาสร้าง
แกนนภา 2,000 เม็ด อยู่ด้านใน หลังจากนั้นพวก
มันก็ถูกดูดออกมา บัดนี้ เม็ดยาสร้างแกนนภา
2,000 เม็ด กำลังเต้นระบำราวกับกลีบของบุปผาอ
ยู่ภายในมือของนาง แล้วนางก็โดยเม็ดยาออกไป
ทั่วทุกทิศทาง กลายเป็นประกายแสงสีทองพุ่งผ่าน
ออกไป คาดว่ามันจะร่วงตกราวกับพิรุณยังอาณา
เขตกระบี่สามัญ
” เม็ดยาเหล่านี้สำหรับข้าแล้ว หาได้มีประโยชน์อัน
ใดไม่ ” มู่ หลิงเช่อ กล่าวกับ อู่ อวี้
อันที่จริงแล้ว เม็ดยาสร้างแกนนภา 2,000 เม็ด ถือ
เป็นจำนวนค่อนข้างมากทีเดียว
การที่นางกระทำเช่นนี้เพื่อต้องการให้ อู่ อวี้ บ้า
คุ้มคลั่งเสียสติ แต่แท้จริงแล้วเขากลับรู้สึกว่าการ
กระทำของนาง ช่างดูเหมือนเด็กน้อยเสียนี่กระไร
เฉิน ฟูั่หยู กับเหล่าพรรคพวก ต่างปรบมือพร้อม
กับส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนในการกระทำของ มู่
หลิงเช่อ หวังสร้างความอัปยศให้แก่ อู่ อวี้ แต่น่า
เสียดายที่จิตใจของ อู่ อวี้ ยังสงบมาก บางครั้ง
พื้นฐานนิสัยส่วนตน หาได้เกี่ยวกับชนชั้นชาติ
กำเนิด หรือ อายุแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับเหล่า
ราชวงศ์ ซึ่งทำให้จิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
หรือแม้กระทั่งการต่อสู้แย่งชิงของชนชั้นล่าง เมื่อ
นำมาเปรียบเทียบ มู่ หลิงเช่อ ความคิดของพวก
เขาเหล่านั้นดีกว่านางมากนัก
” พวกเราไปกันเถอะ คนผู้นี้ไม่ควรค่าที่พวกท่านจะ
มาให้ความสนใจ ” มู่ หลิงเช่อ กล่าวกับเหล่า
สหายของนาง
หลังจากแสดงความเหนือกว่าแล้ว ก็จากไปอย่าง
สบายอารมณ์
” ไปที่นั่นกันเถอะ ว่ากันว่าภายในอาณาเขตกระบี่
โลกา มีการท้าประลอง ‘รายนามเซียนกระบี่โลกา’
กันอยู่ ไปดูกันเถอะ ”
“ไปสิ … ไปดูกัน”
เฉิน ฟูั่หยู กับพรรคพวกพากันขี่กระบี่บินจากไป
โดยไม่หันมามอง อู่ อวี้ อีก เพียงชั่วพริบตาพวก
มันก็หายไปจากตรงหน้าของ อู่ อวี้
ถึงแม้พวกมันจะเป็นสาวกระดับกระบี่แกนแท้ แต่ก็
สามารถเข้านอกออกในอาณาเขตกระบี่สวรรค์ได้
เนื่องจากว่าพวกมันถือกำเนิดเติบใหญ่ขึ้นมา
ภายในอาณาเขตเซียนซูซัน ด้วยเหตุนี้พวกมันจึง
สามารถเข้านอกออกใน ทุกอาณาเขตของเขาชิง
เทียนซูซันได้
พวกมันถือเป็นกลุ่มคนที่ถือกำเนิดขึ้นใกล้เคียงกับ
วิหารสวรรค์มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม พวกมันไม่มีทางเทียบกับ หนานกง
เหว่ย ได้
หลังจากพวกมันจากไป สาวกกระบี่แก่นแท้ต่างก็
เข้ามาปลอบประโลม อู่ อวี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็น
สาวกจากด้านนอก ซึ่งถูกประเมินเข้ามาภายใน
นิกายเซียนซูซัน ด้วยเหตุนี้พวกเขาก็ไต่เต้ามาจาก
การเป็นสาวกอาณาเขตกระบี่สามัญ จนเข้าสู่
อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ดังนั้นผลการต่อสู้ในครั้งนี้
พวกเขาจึงรู้สึกเจ็บปวดมิต่างอันใดกับ อู่ อวี้
” เจ้าไม่ต้องท้อแท้ไป ฝึกฝนให้หนัก ในภายภาค
หน้าเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จ เจ้าต้องไม่ด้อย
ไปกว่าพวกมันแน่”
ข่าวคราวของเรื่องราวในวันนี้ว่า อู่ อวี้ ได้พ่ายแพ้
ให้แก่ มู่ หลิงเช่อ ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งซูซัน
แต่ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังคงสงบนิ่ง นั่นเพราะว่าสิ่ง
ที่เขาสนใจในตอนนี้หาใช่ความพ่ายแพ้ที่ได้รับไม่
แต่เป็นต้นทุนของเขาได้หดหายลงไป
” เอาไงดีล่ะทีนี้ เม็ดยาสร้างแกนนภา 2,000 เม็ด
หายไปแล้ว อย่าว่าแต่ เม็ดยาสร้างแกนนภา
45,000 เม็ด เลย แม้แต่เม็ดยาสร้างแกนนภา
7,000 เม็ด ก็ยังมีไม่เพียงพอเลย ตอนนี้เม็ดยา
สร้างแกนนภาก็ไม่มีแล้ว เกรงว่าการฝึกฝนบ่ม
เพาะจะล่าช้าลง คงไม่รวดเร็วเหมือนเช่นเก่าก่อน
… ”
เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขา
หลังจากนั้นเขาก็อำลาทุกคน แล้วกลับไปยัง ‘ถ้ำ
เซียนเทียมฟั้า’ เพื่อคิดหาทางดี ๆ
ขณะที่กำลังบินอยู่บนท้องฟั้า ทันใดนั้นเองก็ได้ยิน
เสียงคนผู้หนึ่งร้องตะโกนเรียกชื่อของเขา
ท่ามกลางหมู่เมฆหมอก เขามองเห็นว่าคนผู้นั้น
สวมใส่ชุดคลุมกระบี่ ทั่วทั้งร่างรายล้อมไปด้วยดวง
ดารา ดวงตาส่องสกาวสุกใสประหนึ่งดวงดารา ให้
สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนห่าง ชายผู้นี้หาใช่ใคร
อื่นเขาคือ เฉิน ชิงเหยา หรือ จอมกระบี่ชิงเหอ
นั่นเอง
” จอมกระบี่ มีอันใดจะชี้แนะข้า” การที่เขาปรากฏ
ตัวขึ้นในอาณาเขตกระบี่ปฐพีเช่นนี้ ทั้งยัง
ปรารถนาจะพบเจอเขาโดยเฉพาะ ดังนั้น อู่ อวี้ จึง
คิดว่าน่าจะเป็นความคืบหน้าเกี่ยวกับตราประทับ
คำสาปของ วูซาน เซี่ยชือ
เฉิน ชิงเหยา ไต่ถามขึ้น ” ข้าเพิ่งเห็นเจ้าพ่ายแพ้
มา เจ้ารู้สึกเช่นไร ? ”
อู่ อวี้ รู้สึกตกใจเล็กน้อย เนื่องจากไม่คาดคิดว่าเขา
จะไต่ถามถึงเรื่องนี้ เขาจึงตอบกลับไปตามตรงว่า
” ข้าแพ้มาเยอะแล้ว สำหรับข้าไม่ว่าแพ้ หรือ ชนะ
มันก็เป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉิน ชิงเหยา พยักหน้า เมื่อเห็น
ว่า อู่ อวี้ ไม่ได้จมปลักไปกับความพ่ายแพ้ เขาจึง
ไม่ได้สนใจปัญหานี้อีก
” อาณาเขตกระบี่โลกา กำลังมีการต่อสู้จัดอันดับ
รายนามเซียนกระบี่โลกา ในไม่ช้าชิงหยูจะทำการ
ต่อสู้ เจ้าอยากจะเห็นการต่อสู้ของผู้มีฝีมืออยู่ใน
ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต หรือไม่ ด้วยระดับ
ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของมัน ข้าคิดว่ามันดีต่อ
เจ้าไม่น้อย” เฉิน ชิงเหยา กล่าว
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า เฉิน ชิงเหยา ให้ตนเองได้มี
โอกาสไปดูการประลองในครั้งนี้
เนื่องจาก เฉิน ชิงเหยา เป็นจอมกระบี่แห่งซูซัน
เขาจึงมีสิทธิ์ที่จะพาผู้ใดก็ได้เดินทางไปยังเขาชิง
เทียนซูซัน ตราบที่เขาต้องการ ดังเช่นในตอนนี้เขา
จะพา อู่ อวี้ เข้าไปยังอาณาเขตเซียนซูซัน ก็ยังได้
แน่นอน อู่ อวี้ ย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสดี ๆ เช่นนี้ เขา
รีบตอบตกลงในทันที เนื่องจากเม็ดยาสร้างแกน
นภาของเขาเพิ่งจะหายไปในพริบตา ฉะนั้นจึงยัง
ไม่มีเปั้าหมายอนาคตอันใดในตอนนี้
“เช่นนั้นก็ตามข้ามา”
เฉิน ชิงเหยา ยืนเอามือไพร่หลังพร้อมทั้งใช้เคล็ด
กระบี่บินจักรพรรดิทะยานขึ้นไปเบื้องหน้า ส่วน อู่
อวี้ ติดตามอยู่ด้านหลัง ในระหว่างนั้น เฉิน ชิง
เหยา เหลือบมองลงไปยังกระบี่เต๋าหยินหยางใต้ฝั่า
เท้าของเขา แล้วกล่าวขึ้นว่า “ศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
นี้ เมื่อเปรียบเทียบกับระดับฝีมือของเจ้าเวลานี้
นับว่าไม่เพียงพอแล้ว ”
อู่ อวี้ ยิ้มเนื่องจากสาเหตุที่เขาต้องมาท้าประลอง
ต่อสู้ ก็เพื่อจะได้ศาสตราเต๋าชิ้นใหม่ที่ดีกว่า
” อย่างไรเสีย เจ้าควรเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลา
แห่งการไขว่คว้านี้ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะรู้ว่าสิ่ง
ได้มาอย่างง่ายดายนั้น หาได้มีค่าไม่”
เฉิน ชิงเหยา มิได้กล่าวอันใดอีก จากนั้นคนสองก็
เร่งความเร็วมุ่งขึ้นไปบน เขาชิงเทียนซูซัน เขาไม่
จำเป็นต้องใช้เส้นทางหลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย เขาพา
อู่ อวี้ ผ่านเข้าสู่อาณาเขตกระบี่แกนแท้ ไปมุ่งตรง
สู่อาณาเขต กระบี่โลกา โดยตรง
ในเวลานี้เพื่อผ่านค่ายกลเข้าไป เขาได้เอื้อมมือ
ออกไปปลดปล่อยเป็นแสงสว่างเรืองรองขึ้น ปก
คลุมร่างของ อู่ อวี้ เอาไว้ จากนั้นก็พา อู่ อวี้ ซึ่ง
กำลังมีแสงปกคลุมอยู่ทั่วทั้งร่างผ่านเข้ามาอย่าง
ง่ายดาย เมื่อมาถึงอาณาเขตกระบี่โลกา เขาก็มอง
ตรวจสอบไปนอกรอบ แท้จริงแล้วอาณาเขตกระบี่
โลกาแห่งนี้ มีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ทว่ามีทุกอย่าง
พร้อมสรรพครบครัน หากเปรียบเทียบกับอาณา
เขตกระบี่แกนแท้ กล่าวได้ที่นี่มีระดับเหนือกว่า
อาณาเขตกระบี่โลกา ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขา
ชิงเทียนซูซัน อู่ อวี้ เหลือบมองลงไปเพียงพื้น
ด้านล่าง พบเห็นเขาซูซันทอดยาวหลายพันลี้ อีก
ทั้งแม่น้ำลำธารมากมายหลายสาย จากระดับ
ความสูงที่เขาอยู่ ทำให้ทุกสรรพสิ่งที่เขามองเห็นมี
ขนาดเล็กเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่อาณาเขตกระบี่
สามัญ ก็ดูเหมือนจะมีขนาดไม่กว้างขวางนัก
ภายในอาณาเขตกระบี่โลกา อุดมไปด้วยกลิ่นอาย
ฟั้าดินหนาแน่นเข้มข้นเช่นดั่งวิมานสวรรค์ พื้นที่
โดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอก และ กลิ่นอาย
ฟั้าดิน ค่ายกลวงเวทย์จำนวนมากถูกประทับใบบน
เนินตัวเขา พระราชวัง วิหารมากมายนับไม่ถ้วน
ลอยคว้างอยู่บนอากาศ ซึ่งดูปราณีตเป็นอย่างมาก
มีคนกล่าวว่าสาวกระดับกระบี่โลกามีไม่มากนัก มี
จำนวนเพียงแค่ 700-800 คนเท่านั้น ยิ่งสาวก
ระดับกระบี่สวรรค์ก็ยิ่งมีจำนวนลดน้อยมากกว่านี้
ซึ่งมีจำนวนเพียงแค่ 100 คนเท่านั้น เพียงแค่
สามารถขึ้นมาถึงอาณาเขตกระบี่โลกาได้ ก็เสมือน
ดั่งเหยียบย่ำอยู่เหนือผู้คนนับล้านแล้ว
สถานการณ์ของอีกด้าน ในเวลานี้ภายในอาณา
เขตกระบี่โลกา การต่อสู้จัดอันดับของรายนาม
เซียนกระบี่โลกา กำลังดำเนินอยู่ เหล่าสาวกกระบี่
โลกากำลังต่อสู้อยู่บนสนามประลองเซียน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ