กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 326 : จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่
ถึงแม้ว่าอาณาเขตกระบี่โลกาจะเล็กกว่าอาณาเขต
กระบี่แก่นแท้อยู่ไม่น้อย แต่สนามประลองเซียน
แห่งนี้ กลับมันมีขนาดใหญ่กว่าสนามประลองใน
อาณาเขตกระบี่แก่นแท้และมั่นคงกว่า ความ
ซับซ้อนของค่ายกลในสนามประลองเซียนก็มั่นคง
มากกว่า เกรงว่าจะต้องเป็นจอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าสูงกว่านั้น จึงจะสามารถวาด
อักขระเวทย์ที่มีความซับซ้อนขนาดนี้ได้
เพื่อให้การต่อสู้ของสาวกขั้นกระบี่โลกาไม่ไป
ทำลายส่วนอื่นๆของเทือกเขาชิงเทียน ดังนั้นพลัง
อำนาจส่วนใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ทั้งหมดจะ
ทุ่มให้กับค่ายกลปั้องกันนี้
สนามประลองเซียน เป็นสนามประลองที่คล้ายกับ
สนามประลองชี้เป็นชี้ตาย อาคารบ้านเรือนถูก
สร้างมาจากโลหะ การต่อสู้บนรายนามเซียนกระบี่
โลกานั้นรุนแรงมากกว่าปกติ ดังนั้นทุกคนจึงถอน
ตัวออกจากขอบสนามประลองเซียน และใช้กระบี่
บินจักรพรรดิบินออกไปรอบนอกของสนาม
ประลองแทน
อู่ อวี้ จ้องมองไปรอบๆ มันมีอยู่ร่วม 500 คนอยู่
บนขอบฟั้า สามารถอธิบายได้ว่าสาวกขั้นกระบี่
โลกาส่วนใหญ่ได้มาถึงแล้ว
อู่ อวี้ ยังอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่6 ตาม
เหตุผลแล้วเขาควรจะอยู่ในอาณาเขตกระบี่ปฐพี
แต่ตอนนี้เขามาอยู่ในอาณาเขตกระบี่โลกาแล้ว สิ่ง
ที่เห็นทั้งหมดนี่ก็คือตัวตนที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกต ทำให้ในตอนนี้เขารู้สึกตกใจเป็นอย่าง
ยิ่ง แม้แต่ในทวีปแห่งทวยเทพทั้งหมดผู้ฝึกตนขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกต พวกเขาก็ถือได้ว่าเป็น
ตัวตนที่แข็งแกร่งเปรียบได้ดั่งตำนานดีๆคนหนึ่ง
โดยทั่วไปประมุขพรรคนิกายส่วนใหญ่ ก็เป็นพวก
ที่เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
แทบทั้งสิ้น แต่กระนั่นพวกเขายังคงอ่อนแอกว่า
เฉิน ซิงหยู๋ อยู่ดี
ที่อยู่เบื้องหน้าทั้งหมดก็คือกลุ่มคนระดับสูงของ
นิกายเซียนซูซัน!
ในสถานที่เช่นอาณาเขตกระบี่โลกาแห่งนี้ หากลอง
มองลงไป จะรู้สึกได้ว่าในอาณาเขตแดนกระบี่
สามัญทั้งหมดเล็กจ้อยราวกับเป็นเม็ดปลวก
การปรากฏตัวของ อู่ อวี้ และ เฉิน ชิงเหยา ได้
ดึงดูดความสนใจผู้คนขึ้นอย่างฉับพลัน
การมาด้วยกันของพวกเขานั้น ทำให้ทุกคนรู้สึก
แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง หาก เฉิน ชิงเหยา รับศิษย์
แล้วทำไมถึงยังไม่ปั่าวประกาศออกมา ที่สำคัญก็
คือ เฉิน ชิงเหยา ยังไม่ได้รับ อู่ อวี้ เอาไว้เป็นศิษย์
ซึ่งเขาไม่เพียงแต่จะไม่ยอมรับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์ แต่
เขากลับกันไม่ให้คนอื่นมารับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์อีก
ด้วย
“จอมกระบี่ชิงเหอมาถึงแล้ว” ทุกคนมองเขาด้วย
ความชื่นชม จอมกระบี่ชิงเหอผู้นี้ ในตอนนี้ถึงจะ
เป็นคนที่อายุน้อยที่สุด แต่ว่าความสามารถก็มิใช่
คนที่อ่อนแอที่สุด
อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเหล่าสาวกขั้นกระบี่
โลกานับร้อย
“เจ้าเด็กผู้นี้ก็คือ อู่ อวี้ สามารถเข้าสู่อาณาเขต
กระบี่แก่นแท้ได้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งที่ยังอยู่เพียงแค่
ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่6 กลับสามารถเอาชนะ
ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่10 อย่าง เซี่ยว หวนซาน
ผู้ที่อยู่อันดับที่9บนรายนามเซียนกระบี่แก่นแท้”
“ทั้งยังเคยเป็นผู้โดดเด่นในรายนามเซียนหมื่น
กระบี่ ว่ากันว่าเขาได้รับมรดกอย่างหนึ่งที่มีชื่อว่า
‘ผู้เปลี่ยนเต๋านิรมิต’ ซึ่งมีศักยภาพที่ยอดเยี่ยม จน
เฉิน ชิงเหยา เคยต้องการที่จะรับเขาเข้าไปเป็น
ศิษย์”
“ความจริงแล้วเขาก็ไม่เลวนัก แต่ข้าได้ยินมาว่า
เขาพ่ายแพ้แก่ มู่ หลิงเช่อ ไม่ใช่ว่า พวกของ มู่
หลิงเชอ อยู่ตรงนี้หรอกหรือ?”
อู่ อวี้ ก็เห็นว่าได้ว่าในกลุ่มของสาวกขั้นกระบี่โลกา
ที่รายล้อมอยู่ ยังมีผู้ฝึกตนวัยเยาว์อยู่กลุ่มหนึ่ง
พวกมันก็คือ มู่ หลิงเชอ เซี่ยว หวนซาน เฉิน ฟูั่หยู
พวกมันทั้งหกคน ก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่นี่ ต่างพูดคุย
อย่างมีความสุข ทันใดนั้นเมื่อพวกมันก็เห็นว่า เฉิน
ชิงเหยา เป็นคนที่พา อู่ อวี้ มายังที่แห่งนี้ ใบหน้า
ของมันก็กลายเป็นน่าเกลียด
แน่นอนว่า ต่อหน้าของ เฉิน ชิงเหยา พวกมันก็ไม่
กล้าที่จะกล่าวอะไรออกมา ทำได้เพียงแค่ส่ง
สายตายั่วยุไปให้ อู่ อวี้
ทั้งยั่วโมโห ทั้งดูถูกเหยียดหยาม และเยาะเย้ยเขา
ราวกับเป็นเด็ก
อย่างไรก็ตาม ความสนใจของ อู่ อวี้ ตกไปอยู่ที่อีก
สามคนที่เหลืออย่างเข้มข้น ผู้ฝึกตนวัยกลางคนทั้ง
สามคน สองบุรุษ หนึ่งสตรี พวกเขาล้วนมีสนาม
พลังรอบกายที่อยู่เหนือข้อเท็จจริงของโลกใบนี้ แต่
ละคนเป็นตัวตนที่ทำให้ผู้คนต้องรู้สึกอกสั่นขวัญ
แขวน เมื่อ อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับพวกมัน ก็สามารถ
รับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันรุนแรง ทำให้เขาต้องรีบเบน
สายตาออก
ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกับ เฉิน ชิงเหยา
“อัจฉริยะเฉินก็มาด้วย วันนี้ช่างเป็นวันที่คึกคัก
จริงๆ” สตรีผู้หนึ่งที่ดูสูงส่งงดงาม หัวเราะออกมา
เบาๆ
“เฉิน ชิงหยู๋ มาท้าทายอยู่ที่นี่อยู่หลายครั้ง เป็น
ปกติที่เขาอยากจะมาดู” มีบุรุษที่รูปร่างสูงใหญ่
และหัวล้านเลี่ยน กล่าวขึ้น
ยังมีอีกคนที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา มันซ่อนตัวอยู่
ในชุดคลุมสีดำ รูปร่างดูผอมและตัวเล็ก
“ทั้งสามคนนี้ พวกเขาก็คือ ‘จอมกระบี่ชั่วฮวา’
‘จอมกระบี่ตงหยู’‘และจอมกระบี่ชื่ออิง’ ” เฉิน ชิง
เหยา กระซิบบอก อู่ อวี้
ทำไมถึงช่างบังเอิญเช่นนี้ มันกลายเป็นเหล่า
ผู้ปกครองของ มู่ หลิงเชอ เซี่ยว หวนซาน และ
เฉิน ฟูั่หยู ในนิกายเซียนซูซันมีจอมกระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มากกว่า20คน ไม่คาดคิดว่าบน
การต่อสู้ของรายนามเซียนกระบี่โลกาจะปรากฏ
จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ถึงสี่คน ถือได้ว่าเป็น
ตัวตนที่อยู่เหนือผู้คนทั้งปวงอย่างแท้จริง
เหล่าสาวกขั้นกระบี่โลกาจำนวนมากพลันรู้สึก
ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกตื่นเต้นที่คิดว่าตนเองจะได้
แสดงความสามารถที่โดดเด่นต่อหน้าจอมกระบี่
จักรพรรดิ และอาจจะได้รับคำชม
ด้วยการปรากฏตัวของจอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ การต่อสู้ในวันนี้ดูเหมือนว่าจะเร่า
ร้อนเป็นพิเศษ
อู่ อวี้ ถือเป็นรุ่นเยาว์คนหนึ่ง ดังนั้นจึงยืนอยู่
ด้านหลังของ เฉิน ชิงเหยา ใจจดใจจ่อเฝั้าดูการ
ต่อสู้ และไม่กระตือรือล้นที่จะกล่าวสิ่งใด
เขาสังเกตเห็นว่าการต่อสู้บนสนามประลองเซียน
แขวนระฆังโบราณหลากสีอยู่ใบหนึ่ง ระฆังโบราณ
นั้นเต็มไปด้วยสีสันสวยงาม มีการเปลี่ยนแสงสีสัน
อยู่ตลอดเวลา สามารถมองเห็นถึงวงเวทย์ระดับสูง
อยู่บนตัวระฆังโบราณได้อย่างเลือนราง วงเวทย์
นั่นแม้กระทั่งสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็น
ดวงตาคู่หนึ่ง จ้องมองไปรอบทิศ เหมือนกับสัตว์
วิญญาณที่มีสติปัญญา
“นั่นก็คือศาสตราสถิตวิญญาณ”
อู่ อวี้ สามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อตัดสินจากตำแหน่งของรายนามเซียนหมื่น
กระบี่ แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในหมู่สาวกขั้นกระบี่โลกา
นับร้อย ตราบใดที่สามารถลั่นระฆังโบราณหลากสี
นี้ได้ ก็หมายความว่ามีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการ
ท้าประลอง อู่ อวี้ จำได้ว่า รายนามเซียนกระบี่
โลกามีการจัดอันดับในร้อยอันดับแรก หากว่า เฉิน
ชิงหยู๋ ถูกท้าทายอยู่บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นว่านาง
น่าอยู่ในอันล่างๆของรายนามเซียนกระบี่โลกา ซึ่ง
คาดว่าน่าจะอยู่ในระหว่างอับดับที่ 80-100
ตอนนี้ บนสนามประลองเซียน มีผู้ฝึกตนขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตกำลังทำการต่อสู้อย่าง
รุนแรง พลังอิทธิฤทธิ์หลากสีสัน เคล็ดวิชากระบี่
สวรรค์ ดุเดือดมากกว่า และพลังอำนาจก็บ้าคลั่ง
ยิ่งกว่า อู่ อวี้ เมื่อมองไปแล้วรู้สึกสายตาพร่ามัว
เป็นอย่างยิ่ง รับรู้ได้ว่าบุคคลทั้งสองที่กำลังต่อสู้กัน
อยู่นี้แข็งแกร่งมากเกินไป กระทั่งยากที่จะมองเห็น
รูปลักษณ์ของพวกมันในสนามประลองได้
“ท่านพี่!” เมื่อ เฉิน ชิงหยู๋ ได้ยินว่าพี่ชายของตน
มา นางจึงรีบร้อนเตรียมขึ้นขี่กระบี่บินจักรพรรดิ
มา เมื่อเห็น เฉิน ชิงเหยา แม้แต่นางก็เปลี่ยนนิสัย
กลายเป็นเพียงแค่สาวน้อยคนหนึ่ง แสดงท่าทางดี
อกดีใจ กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้ามา แต่เมื่อได้เห็น อู่
อวี้ นางจึงกระแอมไอออกมาสองครั้ง และเปลี่ยน
ท่าทีกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ เยื้องร่างลงมา
จากกระบี่บินจักรพรรดิ พร้อมกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้
เจ้าก็มาด้วยหรือ ได้ยินมาว่าเจ้าได้พ่ายแพ้ให้กลับ
เด็กสาวคนหนึ่ง พี่สาวผู้นี้รู้สึกโมโหมาก”
แน่นอนว่าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ ยิ้มเล็กน้อย ความพ่ายแพ้ก็คือความพ่ายแพ้
แต่เขาก็ยอมรับมันได้
“เมื่อเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ข้าก็รู้สึกโล่งใจแล้ว” เฉิน
ชิงหยู๋ ก็เกรงว่าเขาจะรู้สึกผิดหวังจนไม่อาจจะฟืน
ตัวขึ้นมาได้ แต่ไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ ดูเหมือนจะ
ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก นางจึงรู้สึกโล่งใจมาก
นางมองไปยังการต่อสู้ที่อยู่บนสนามประลอง
กล่าวว่า “ข้าต้องพ่ายแพ้ต่อเนื่องติดต่อกันสาม
ครั้ง คาดว่าหลังจากนี้ก็จะมีคนมาทำการท้าทาย
ข้าน้อยลงแล้ว พี่ชาย สงสัยมันเป็นเพราะว่า
ชื่อเสียงของท่านยิ่งใหญ่เกินไป พวกมันทั้งหมดจึง
ต้องการที่จะเอาชนะข้าเพื่อจะให้ตนเองได้รับ
จุดยืนและขจรชื่อเสียงของตน”
เฉิน ชิงเหยา ไม่ได้สนใจความโกรธเคืองของนาง
สายตามองไปรอบๆ ดูเหมือนว่ากำลังมองหาหรือ
รอคอยอะไรบางอย่างอยู่
จวบจนเข้ามา อู่ อวี้ ไม่ได้กล่าวอะไรแม้แต่ครึ่งคำ
จิตวิญญาณของเขาได้จดจ่อกับการต่อสู้บนสนาม
ประลองเซียนอย่างสมบูรณ์ ดูการต่อสู้ของขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตที่ไม่ค่อยมีโอกาสจะได้พบ
เห็น เขาต้องการให้ตัวเองเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ให้ได้มากที่สุด เรื่องเหล่านี้มีประโยชน์มากสำหรับ
การปรับแต่งแกนนภา ขอบเขตในปัจจุบันของเขา
ความจริงแล้วเหนือกว่าผู้อื่นอย่างมาก
ยอดฝีมือขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตทั้งสองกำลัง
ประมือกันอย่างรุนแรง เคล็ดวิชาที่ลึกลับ คาดว่า
น่าจะเป็น ‘เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน’ ในตำนาน
ทุกๆการเคลื่อนไหว จะสามารถเชื่อมต่อกับสวรรค์
และโลกได้มากขึ้น การเคลื่อนไหวยิ่งมายิ่งทวีมาก
ขึ้น หนึ่งในนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านพายุทำลาย
ล้าง ดังนั้นพายุจึงม้วนกวาดอยู่ทั่วสนาม หากว่า
บนสนามประลองเซียนไม่มีค่ายกลที่มั่นคงแล้วละก็
ปั่านนี้ที่แห่งนี้คงพังทลายไปนานแล้ว
ตูม ตูม ตูม!
เคล็ดวิชาลึกลับนั้น มีอิทธิฤทธิ์ที่น่าเหลือเชื่ออย่าง
ยิ่ง มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสั่นสะท้าน
“บนเส้นทางแห่งการฝึกตน แม้ว่าข้าจะมีมรดก
ของเซียนอมตะ แต่จริงแล้วเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกหัด
คนหนึ่งเท่านั้น จะต้องไม่ใจร้อน ถือดีอวดดี
เกินไป”
เมื่อดูการต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ มันทำให้ อู่ อวี้
สามารถสงบจิตใจของเขาอย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่า
จะไม่ได้รับความคืบหน้าบนเส้นทางแห่งเต๋ามาก
นัก แต่อย่างน้อย หัวใจเต๋าของเขาก็มั่นคงมากขึ้น
การต่อสู้อย่างรุนแรง ในที่สุดก็จบลงด้วยความ
พ่ายแพ้ของผู้ท้าชิง แต่ผู้ที่ถูกท้าทาย ร่างกายของ
เขาอ่อนล้าเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ถูกท้าทายแล้วยังสามารถ
ติดอยู่บนรายนามกระบี่โลกาได้ดั่งเดิม ทุกคนก็ส่ง
เสียงโห่ร้องตะโกนเชียร์ขึ้น
แต่ว่าสถานการณ์ตึงเครียดเป็นอย่างมาก ทุกคน
ไม่ได้กล่าวคำพูดใดๆต่อ หลังจากนั้นก็จัดการทำ
ความสะอาดทุกสิ่งทุกอย่าง จากนั้นพลันปรากฎ
เสียงสั่นระฆังโบราณหลากสีดังขึ้น3ครั้งด้วยกัน ทำ
ให้มีโอกาสจะขึ้นไปทำการท้าทาย ซึ่งส่วนมาก
พวกเขาได้เลือกคู่ต่อสู้ ที่อยู่ในอันดับมากกว่า 90
ของรายนามกระบี่โลกา
สำหรับ เฉิน ชิงหยู่ นางนั้นอยู่ในอันดับที่92 ถือได้
ว่าอยู่จุดปลายสุดของรายนามกระบี่โลกา
การต่อสู้ถัดไปอีกสามครั้ง มีเพียงแค่การประลอง
ครั้งเดียวเท่านั้นที่ผู้ท้าชิงชนะ อู่ อวี้ ที่ได้รับชมการ
ประลองทั้ง 4 ครั้ง สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเก็บ
เกี่ยวได้อย่างมหาศาล! จากนั้น เฉิน ชิงเหยา ก็ได้
เตรียมที่จะพาเขากลับไป ความจริงเขาได้
ช่วยเหลืออยู่หน่อยๆ
เขาปรารถนาที่จะกลับไปปิดด่านฝึกตนจนใจจะ
ขาด เนื่องจากอยากที่จะนำความรู้แจ้งใหม่ๆมาทำ
การปรับแต่งแกนนภา เพื่อให้เต๋าเหล่านี้ผสานเข้า
ไปอยู่ในแกนนภา
หลังจากที่สิ้นสุดการประลองทั้งสี่ อู่ อวี้ ดู
เหมือนว่ายังคงหิวกระหายอยู่ รอคอยการต่อสู้ครั้ง
ต่อไปด้วยความกระตือรือร้น อย่างไรก็ตาม อาจจะ
เป็นไปได้ว่าจิตใจของผู้ท้าชิงเกิดความหวาดหวั่น
หรือว่าเนื่องจากยังเตรียมตัวไม่พร้อม จึงไม่มีใคร
เข้าไปลั่นระฆังโบราณหลากสี เพื่อเริ่มท้าทาย
ทุกคนกำลังรอคอย
สิ่งที่น่าแปลกก็คือ พวก เฉิน ชิงเหยา ยังไม่เห็น
การประกาศสิ้นสุดการท้าทายของรายนามกระบี่
โลกาแต่อย่างใด ทางด้านของ เฉิน ชิงเหยา พลัน
ปิดตาและผ่อนคลายร่างกายตัวเอง ส่วนจอม
กระบี่ซั่วฮวา จอมกระบี่ชื่ออิง และจอมกระบี่ตงห
ยูต่างก็มีท่าทางแปลกประหลาดอยู่หน่อยๆ ดู
เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
“พี่ชาย ทำไมพวกเขาถึงยังไม่ประกาศสิ้นสุดอีก?”
โดยทั่วไปแล้ว จำนวนของคนที่อยู่บนรายนาม
เซียนกระบี่โลกาค่อนข้างน้อย และไม่ได้มีซับซ้อน
มากนัก การท้าทายแต่ละครั้ง คนที่ต้องการจะท้า
ทายก็สามารถเข้าร่วมได้ทั้งหมด จนกว่าจะไม่มี
ใครทำการท้าทายอีกต่อไปแล้ว จนสิ้นสุดการท้า
ทายด้านนอก จากนั้นก็จะเริ่มการท้าทายของฝั่าย
ใน เพื่อเปลี่ยนอันดับของรายนามเซียนกระบี่โลกา
บัดนี้ เฉิน ชิงหยู่ ก็คิดที่จะพุ่งขึ้นไปอีกสักสิบอันดับ
เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงให้คนอื่นมาท้าทายนาง……..
ทางด้าน อู่ อวี้ นั้นไม่ได้คิดอะไรให้มากความ แต่
เมื่อ เฉิน ชิงหยู เอ่ยถามขึ้นมา เขาจึงตระหนักและ
เกิดความสงสัยขึ้น ดูเหมือนว่าสาวกขั้นกระบี่โลกา
ยังคงเฝั้าดูอยู่รอบๆ เพื่อรอให้คนอื่นเข้าไปท้าทาย
“ไม่มีใครต้องการที่จะท้าทายอีกแล้วใช่หรือไม่? ผู้
ที่อยู่เหนือกว่าขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่3
ยังมีโอกาสที่จะชนะอยู่นะ” มีคนกล่าวขึ้น
แต่ก็ยังไม่มีใครก้าวออกไป
“ในที่สุดก็จบลงซักที” เฉิน ชิงหยู๋ ผ่อนคลาย
กล้ามเนื้อ และบิดขี้เกียจ
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกกระวนกระวายอยู่ข้างใน
บางทีมันอาจจะเป็นเพราะการรับรู้ของกลิ่นอาย
ความมืดมิดอย่างหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะจ้องมองขึ้น
ไปบนท้องนภา สุดขอบของท้องฟั้า เป็นกำแพง
ขวางกั้นขอบเขตที่จะนำไปสู่อาณาเขตกระบี่
สวรรค์! อาณาเขตกระบี่สวรรค์ถือได้ว่าเป็น
ตำแหน่งที่สูงยิ่งในเทือกเขาชิงเทียน เป็นรองเพียง
แค่อาณาเขตเซียนซูซัน นอกจากนี้ก็อยู่ใกล้ท้อง
นภาที่สุดอีกด้วย
ทันใดนั้น เขาก็เห็นว่ากำแพงของอาณาเขตกระบี่
สวรรค์ ปรากฎเปลวเพลิงหลากสีลุกโชนขึ้นมา
กลุ่มของเปลวไฟเก้าสี ทะลุกำแพงเขตแดนออกมา
ราวกลับเป็นดาวตกที่ลงมาจากท้องฟั้า ตกลงมาสู่
พื้นดินซึ่งเปียมไปด้วยพลังอันน่าหวาดหวั่นเป็น
อย่างยิ่ง!
ในเวลานี้ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ถึงมันในทันที
จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปมองกันอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเงยหน้าขึ้นไป กลุ่มไฟเก้าสีก็ตกลงมาอยู่บน
สนามประลองเซียน พร้อมตกลงอยู่ด้านข้างของ
ระฆังหลากสี
ด้วยความรุนแรงของพลังที่ปลดปล่อยออกมา
ทันใดนั้นมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหายใจไม่ออก
ยามมองเข้าไปในเปลวเพลิงเหล่านั้น ก็ปรากฏ
โครงร่างของเด็กสาวผู้หนึ่ง ภายในความเลือนลาง
นั้น ราวกับว่าเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ