กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 327 : นางเซียนวิหคเพลิง
ทันใดนั้นได้ปรากฎเทพธิดาอันงดงามตกลงมาจาก
อาณาเขตกระบี่สวรรค์ ตกลงมากระแทกพื้นเสียง
ดังกัมปนาท ลูกบอลเพลิงเก้าสีราวกับว่ามีปีกของ
วิหคเพลิงขนาดยักษ์ โผล่ออกมาจากทั้งข้างซ้าย
และขวา คลื่นความร้อน ทำให้ทั้งสี่ทิศปรากฏเป็น
ทะเลเพลิงพร้อมด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนน่า
หวาดหวั่น
ฝูงชนเห็นร่างของเด็กสาวที่งดงามและสูงส่งผู้หนึ่ง
อยู่ใจกลางขของลูกบอลเพลิงอย่างเลือนลาง คนผู้
นี้มีลักษณะสูงส่ง สะกดสายตาของทุกคน
“คนผู้นี้ลงมาจากอาณาเขตกระบี่สวรรค์ เขาเป็น
ใครกันนะ?”
“ถ้าหากมิได้ทำลายกำแพงนั่นเสียก่อน จะไม่
สามารถผ่านเข้ามาตรงๆได้ นั่นอาจจะเป็นผู้ที่อยู่
ในระดับจอมกระบี่จักรพรรดิ ที่ส่งนางลงมายังที่
แห่งนี้”
เพลิงเก้าสีมาถึงอาณาเขตกระบี่โลกาได้อย่าง
รวดเร็ว แม้กระทั่งจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้ง
สี่คนยังต้องให้ความสนใจ
แน่นอนว่านางย่อมไม่ได้ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดหวัง
เมื่อนางตกมาอยู่ด้านข้างของระฆังหลากสี เปลว
เพลิงเก้าสีที่อยู่บนร่างก็ย้อนกลับคืนสู่ร่างอย่าง
รวดเร็ว หายเข้าไปในร่างกาย จนกระทั่งหมดสิ้น
ลงไป ในระหว่างนั้น สาวงามที่ยากจะหาที่ใด
เปรียบปรากฏขึ้นต่อหน้าของทุกคน
รูปร่างของสาวงามผู้นี้ดูสูงและผอมเพรียว ซึ่งมี
ความสูงใกล้เคียงกับระดับสายตาของ อู่ อวี้
อาภรณ์เปลวเพลิงสีชาดโบกสะบัดท่ามกลางสาย
ลม ถึงแม้ว่าชุดคลุมจะมีขนาดใหญ่โคร่งแต่ก็มิ
อาจจะปกปิดรูปลักษณ์อันแสนงดงามของนางได้
บนอาภรณ์ปักลายวิหคเพลิงเต้นระบำอยู่ ดู
ค่อนข้างสูงส่ง ด้านนอกชุดคลุมกระบี่ ปรากฎมือ
ทั้งคู่ที่ดูอ่อนโยนและบริสุทธิ์ แสงไฟที่โยกย้ายไป
มา ราวกับมีวิหคเพลิงอมตะ กำลังระบำอยู่บนมือ
ของนางพร้อมส่งเสียงร้องออกมา
เมื่อนางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นถึงผมยาวสีดำราวกับ
น้ำตกกำลังพริ้วสะบัด สีของเปลวเพลิงส่งเสริม
ส่วนท้ายของเส้นผม ส่งผลขับให้นางดูงดงามมาก
ยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึงโดย
สมบูรณ์ จนทำให้เขาลืมหายใจ ใบหน้านั้น เรียก
ได้ว่าเป็นสาวงามภายใต้สวรรค์ที่งดงามจนไร้สิ่งใด
เปรียบ อีกทั้งยังสามารถสะกดข่มสาวงามคนอื่นๆ
จนหมองหม่อนได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น มู่
หลิงเช่อ ที่มีเหล่าฝูงชนคอยติดตาม แต่เมื่อนำ
เปรียบเทียบกับสาวงามผู้นี้ ความงามของ มู่ หลิง
เช่อ กลับดับสูญไป กลายเป็นเพียงฉากเบื้องหลัง
เท่านั้น
ดวงตาคมอันคมกริบ จมูกที่ราวกับถูกสรรค์สร้าง
มาจากหยกบริสุทธิ์ ริมฝีปากสีเชอรี่อวบอิ่ม คิ้วโก่ง
โค้งได้รูปงดงาม ทุกส่วนต่างดูสมบูรณ์แบบ เมื่อนำ
ทุกสิ่งมารวมกันแล้ว กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งยากยิ่งที่จะ
พบเจอได้ในหมู่คนปกติสามัญทั่วไป กระทั่งเมื่ออยู่
ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ก็ยังคงดูโดดเด่นมากที่สุด
สาวน้อยผู้มีโฉมงดงามและเสน่ห์แบบผู้ใหญ่
ประทินโฉมด้วยแปั้งเล็กน้อย ทั้งดวงตา การ
เคลื่อนไหว ต่างก็ดึงดูดความสนใจได้ทั้งหมด
รูปลักษณ์เช่นนี้ทำให้ อู่ อวี้ นึกถึง จิ่วเซียน เป็น
อย่างยิ่ง เขาอดที่จะรู้สึกตกตะลึงไม่ได้ที่ได้รู้ว่ายังมี
สาวงามที่สวยเช่นเดียวกับจิ่วเซียนอยู่บนโลกใบนี้
ด้วย
แต่อย่างไรก็ตามความงามของนาง ก็ไม่
เหมือนกับจิ่วเซียน
แน่นอนว่าอาจจะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่ว่าจิ่ว
เซียนมีความนุ่มนวลราวกับสายน้ำ เช่นเดียวกับ
ภูเขาในยามฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสามารถฟืนฟูจิตใจที่
อ้อนล้าของคนได้
แต่สาวงามผู้นี้ สดใสราวกับเปลวเพลิงที่สว่างจ้า
เกิดมาเป็นคนชั้นสูง ท่าทางสูงส่งอยู่เหนือทุกสิ่ง
ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าหากทั้งสอง
คนยืนเทียบกัน ก็จะเห็นได้ถึงความแตกต่างของ
ลักษณะนิสัย
อยู่เบื้องหน้าฝูงชน กลับไม่ปรากฎสีหน้าของความ
หวาดกลัวใดๆทั้งสิ้น ถึงใบหน้าจะดูอ่อนโยน แต่
กลับปิดซ่อนแรงปะทุดั่งภูเขาไฟระเบิดเอาไว้
ภายในซึ่งราวกับสามารถระเบิดออกมาได้
ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากเท่าไหร่
จึงจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของคนทั่วไปได้
มากขนาดนี้ โดยไม่ได้กล่าวถึงความแข็งแกร่ง
เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็โดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน
แล้ว
ในสายตาของ อู่ อวี้ นางเป็นดั่งกับเทพธิดาใน
ตำนาน เป็นเหมือนกับวิหคเพลิงอมตะที่บินอยู่บน
กองเพลิง แสดงท่าทางราวกับจักรพรรดิ ซึ่งเป็น
ผู้นำภายใต้ฟั้าสวรรค์นี้
แน่นอนว่า อู่ อวี้ รู้ถึงตัวตนของนาง
นางก็คือ หนานกง เหว่ย
นางเติบโตขึ้น จนเกือบจะย่างเข้าวัยยี่สิบแล้ว
เมื่อตอนที่ อู่ อวี้ ได้พบกับนาง นางยังเป็นเพียงแค่
สาวน้อย ทั้งดวงตา และลักษณะท่าทาง เห็นได้ชัด
ว่านางยังไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ แต่บัดนี้เมื่อนางได้
ปรากฏอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ อีกครั้ง ตัวนางกลับ
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เปลี่ยนจากเด็กน้อยไปเป็นหญิง
สาว กล่าวอีกมุมหนึ่งก็คือ นางได้เปลี่ยนแปลงราว
กับพลิกฟั้าพลิกแผ่นดิน
อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะได้พบกับนางอีก
ครั้งในสถานการณ์เช่นนี้
ควรจะกล่าวสิ่งใดดี? มุมมองที่เขามองไปยัง หนาน
กง เหว่ย แตกต่างไปจากเดิม เขาตกตะลึงไป
ชั่วขณะ จนไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใด
นางเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล เมื่อ
เฉิน ชิงหยู๋ ได้เห็นนาง ก็ยังไม่รู้ว่าบุคคลตรงหน้านี้
เป็นผู้ใด
อู่ อวี้ เข้าใจได้ในที่สุด ว่าทำไม เฉิน ชิงเหยา จึง
ตั้งใจที่จะพาเขามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อให้เขาเข้ามาดูการ
ต่อสู้ของสาวกขั้นกระบี่โลกา แต่เหตุผลที่แท้จริง
กลับเป็นเพราะนาง อีกทั้งยังมีจอมกระบี่จักรพรรดิ
ทั้งสี่คนอยู่ที่นี่อีก เกรงว่าอาจจะเป็นข่าวลือว่า
หนานกง เหว่ย จะออกมาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้
“สาวงามผู้นี้เป็นใครกัน?” ในขณะนี้ หลายคนก็
เกิดความสงสัยขึ้นในใจ
ในชั่วพริบตา จอมกระบี่ทั้ง3 ต่างก็พุ่งออกไป
ยกเว้น เฉิน ชิงเหยา เพียงคนเดียว เหล่าจอม
กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆก็ไปปรากฏตัวที่
ด้านข้างของ หนานกง เหว่ย อย่างฉับพลัน พวก
เขายิ้มต้อนรับ หนานกง เหว่ย ด้วยความแจ่มใส
ใบหน้าของจอมกระบี่ชั่วฮวาบัดนี้เต็มไปด้วย
รอยยิ้ม จากนั้นก็กล่าวแนะนำ “ข้าเชื่อว่าทุกคน
อยากจะรู้เกี่ยวกับตัวตนของนาง ข้าจะบอกกล่าว
แก่ทุกท่านอย่างไม่ปกปิด ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเจ้า
มีนามว่า หนานกง เหว่ย เป็นชนชั้นสูงของนิกาย
เซียนซูซันของพวกเรา เป็นบุตรสาวของเซียน
กระบี่กุ้ยหยาง หนึ่งในเจ็ดเซียนแห่งซูซัน! ตอนนี้
นางมีอายุสิบเก้าปี ไม่เคยปรากฏตัวที่ไหนในนิกาย
เซียนซูซันมาก่อน วันนี้เป็นครั้งแรกที่นางมาท้า
ทาย ‘รายนามเซียนกระบี่โลกา’ ให้พวกเจ้าทุกคน
ได้เปิดหูเปิดตา”
เมื่อนางกล่าวออกมาเช่นนี้ ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีอยู่ไม่กี่
ร้อยคน แต่ว่ามันก็ได้เกิดขึ้นเป็นความโกลาหล
อย่างยิ่งยวด!
นิกายเซียนอันกว้างใหญ่ เจ็ดเซียนแห่งซูซันถือ
เป็นผู้ปกครอง และก็ยังเป็นเจ้านิกาย พวกเขาอยู่
เหนือทุกคน ถือเป็นบรรพบุรุษของเหล่าสาวก
ทั้งหลาย นอกจากนี้ก็ยังเป็นเปั้าหมายที่ทุกคน
ปรารถนาจะไต่ไปให้ถึง
เจ็ดเซียนแห่งซูซัน เพียงแค่คนใดคนหนึ่ง ก็
สามารถสั่นคลอน ดินแดนแห่งทวยเทพ ได้แล้ว
กล่าวได้ว่าพวกเขาคือตัวตนอันสูงล้ำเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะไม่มีคู่บำเพ็ญเพียร จึงไม่
มีบุตรผู้สืบทอด ดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านั้นเป็นคนที่มีวาสนามาก
ที่สุดในนิกายเซียนซูซัน อีกทั้งยังเป็นผู้เยาว์ที่มี
ตำแหน่งสูงที่สุดในนิกายเซียนซูซัน แม้กระทั่งจอม
กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องแสดงท่าทีสุภาพ
กับนาง ด้วยสถานะเช่นนี้ ผู้สืบทอดอย่าง เซี่ยว
หวนซาน มู่ หลิงเช่อ ก็ไม่อาจจะเทียบได้แม้แต่
น้อย
ดังนั้นเมื่อได้ยินเรื่องนี้ แม้แต่พวก มู่ หลิงเช่อ
ทั้งหมดก็ยังต้องแสดงใบหน้าอิจฉาออกมา
หลังจากวันนี้ไป การที่ หนานกง เหว่ย ได้ปรากฏ
ตัวออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ภายในวันเดียว
นางก็กลายเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่สามารถสั่นคลอน
ทั่วทั้ง ดินแดนแห่งทวยเทพ ได้เช่นกัน
ด้วยสถานะเช่นนี้ จะเปรียบได้กับ จิ่วอิง แห่งห้วง
สมุทรปีศาจอนันต์ก็มิปาน
แน่นอนว่าอายุของนางคือ19ปี การมาท้าทาย
รายนามเซียนกระบี่โลกาเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
นางจะต้องอยู่ในขอบเขตระดับ ‘ตำหนักม่วงทะเล
มรกต’ เป็นอย่างต่ำ เมื่อเทียบกันระหว่างขอบเขต
และอายุเท่านี้ กล่าวได้อยู่เหนือกว่า เฉิน ชิงเหยา
ในตอนที่อายุเท่ากันจนทิ้งไปไกลห่าง หากจะ
กล่าวถึงอัจฉริยะ แน่นอนว่านางถือเป็นอันดับหนึ่ง
ในนิกายเซียนซูซันไปแล้ว!
ในตอนนี้ทุกคนยังไม่ได้เห็นศักยภาพของ หนานกง
เหว่ย แต่ว่าทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจดี ว่าเซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ยอมปล่อยให้นางมาปรากฏตัวบนรายนาม
เซียนกระบี่โลกาในวันนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านาง
จะต้องทำให้ผู้ชมตกใจอย่างแน่นอน
เหล่าฝูงชนต่างพากันตกตะลึงหลังจากได้รับรู้
ท่ามกลางตัวตนของ อู่ อวี้ ที่เล็กจ้อยและดำมืด
บางที หนานกง เหว่ย คงจะไม่เห็นเขา ดังนั้นบน
ใบหน้าของนางจึงไม่มีการแสดงออกใดๆ สามารถ
เห็นได้ชัดว่านางอาจจะพบกับความยากลำบาก
แสนสาหัสในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน จนทำให้
ใบหน้านางดูเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง อีก
ทั้งยังไม่ได้สดใสและมีชีวิตชีวาเช่นก่อน นี่จึงทำให้
อู่ อวี้ รู้สึกไม่คุ้นเคยเท่าไหร่
เขาสามารถสัมผัสได้ว่า หนานกง เหว่ย ได้ทะลวง
เข้าสู้ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตแล้ว
“ผลกระทบของถ้ำกำเนิดใหม่ซูซันมีผลกระทบ
มหาศาลเช่นนี้ ถึงแม้จะปล่อยให้นางเข้าไปอยู่
เพียงแค่เวลาสั้นๆ กลับสามารถอยู่เหนือข้า พุ่ง
ทะลวงเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต ช่างน่า
เหลือเชื่อจริงๆ” อู่ อวี้ ถอนหายใจด้วยความเศร้า
โศก เขาไม่เคยคิดมาก่อน ว่านางไม่เพียงแต่ได้รับ
สืบทอดมรดกจากบรรพบุรุษ แต่ขอบเขตของนาง
ก็ยังยกระดับ อยู่เหนือกว่า อู่ อวี้ มากขนาดนี้!
นับตั้งแต่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่หนึ่งถึงระดับที่
หกของ อู่ อวี้ ก็ถือได้ว่ายกระดับได้รวดเร็วแล้ว
แต่นางกลับเร็วยิ่งกว่า นี่ทำให้ยากเกินจะเชื่อได้
แน่นอนว่า นางมีความสำเร็จเช่นนี้ อู่ อวี้ ย่อมรู้สึก
เขาก็รู้สึกยินดีไปกับนาง ในความสัมพันธ์ของพวก
เขา จากในตอนแรกที่นางเป็นเด็กสาวอ่อนแอ
ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องปกปั้อง
นางอีกต่อไป…..
“นางต้องการท้าทายบนรายนามเซียนกระบี่โลกา
มันควรจะเป็นภารกิจของนาง ข้ายังไม่สามารถเผย
ตัวให้นางเห็นได้ มันอาจจะเป็นการรบกวนสมาธิ
ของนาง“ อู่ อวี้ อยู่อย่างเงียบๆ และซ่อนตัวอยู่
เบื้องหลังของ เฉิน ชิงเหยา ใช้ร่างกายของเขา บด
บังสายตาของ หนานกง เหว่ย
ในเวลานี้ หนานกง เหว่ย ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ขึ้นไป
สั่นระฆังโบราณหลากสี เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ
ระฆังโบราณหลากสีก็ได้ส่งเสียงออกมา ด้วยท่าที
เรียบง่ายเช่นนี้ แม้แต่ดวงตาของจอมกระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก็เผยให้เห็นความชื่น
ชมออกมา
“ขอแสดงความยินดีด้วย ระฆังโบราณดังขึ้นแล้ว
เหว่ยเอ๋อ เจ้าสามารถเลือกคู่ต่อสู้ของตัวเองได้
แล้ว” จอมกระบี่ชั่วฮวา ยิ้มแย้มขึ้น นางมักจะเย็น
ชากับลูกสาวของตัวเองเสมอ แต่กับ หนานกง
เหว่ย นางกลับส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นและเอ็นดู
นี่ทำให้ มู่ หลิงเช่อ ที่ได้เห็นรู้สึกอิจฉา นอกจากนี้
ยังบังเกิดเป็นความเกลียดชังต่อ หนานกง เหว่ย
ส่วน เฉิน ฟูั่หยู เซี่ยว หวนซาน และเหล่าบุรุษอีก
สี่คน สายตาของพวกมันจับจ้องตรงไปยัง หนาน
กง เหว่ย ตลอด คิดว่า นั่นเป็นสาวงามที่สมบูรณ์
แบบที่สุดในโลก!
หลังจากที่จอมกระบี่ชั่วฮวากล่าวจบ จอมกระบี่
ตงหยูก็กล่าวขึ้น “เจ้าสามารถเลือกคู่ต่อสู้ได้คน
หนึ่ง จากอันดับที่ 90 ขึ้นไป ยามนี้อันดับที่ 91-95
ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็สามารถเลือกมาได้”
ในตอนนี้ ทุกคนต่างสำลักออกมา เหตุไฉนถึงกลับ
เลือกคู่ต่อสู้ได้ง่ายปานนี้?
“อันดับที่92” หนานกง เหว่ย เปิดริมฝีปากกล่าว
ออกมาเบาๆ นางกล่าวหมายเลขออกมาท่ามกลาง
อารมณ์ตึงเครียดของทุกคน
ในเวลานี้ แต่ละคนหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ข้ารึ?” ใบหน้าของ เฉิน ชิงหยู๋ ปรากฏเป็นความ
ขมขื่น เห็นได้ชัดว่า หนานกง เหว่ย เลือกอย่าง
สุ่มๆ ทำไมมันช่างบังเอิญเช่นนี้
เฉิน ชิงหยู๋ ตกเป็นเปั้าสายตาของทุกคน ด้านบน
ของสนามประลองเซียน หนานกง เหว่ย ในที่สุดก็
เงยหน้าขึ้น มองไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้ อยู่ ตัว อู่
อวี้ นั้นยืนอยู่ด้านหลังของ เฉิน ชิงเหยา เขาไม่
แน่ใจว่า หนานกง เหว่ย จะมองเห็นตนเองหรือไม่
เฉิน ชิงหยู นั้นไม่ได้กลัว หลังจากที่ถูกเลือกโดย
บังเอิญ นางจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดพร้อมบิน
ออกไปขึ้นไปอยู่บนสนามประลองเซียนอย่าง
รวดเร็วเพื่อเผชิญหน้ากับ หนานกง เหว่ย เมื่อ อู่
อวี้ มองขึ้นไปอีกครั้ง สายตาของ หนานกง เหว่ย
ก็จับจ้องไปบนร่างของ เฉิน ชิงหยู๋ แล้ว นางมอง
ไปที่ เฉิน ชิงหยู๋ ด้วยความรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
“ศิษย์น้องหนานกง เตรียมรับมือ ” เฉิน ชิงหยู๋
ถอยห่างออกไป จริงๆแล้วนางกับสาวน้อยที่อยู่
เบื้องหน้านี้มีความสัมพันธ์กันเล็กน้อย แต่พวกนาง
ก็ไม่ได้ติดต่อกันแต่อย่างใด
“เชิญ” หนานกง เหว่ย ตอบสนองกลับไปสั้นๆ
ภายใต้ความคาดหวังของคนนับหมื่น การต่อสู้
ระหว่างสาวงามทั้งสองคน สถานการณ์อันตึง
เครียดพร้อมที่จะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
“ทำไมเจ้าถึงหลบนาง?” เฉิน ชิงเหยา หันกลับไป
ถาม อู่ อวี้
“ให้นางจบการประลองก่อนค่อยว่ากันอีกที” อู่ อวี้
ก็ลองคิดดู ว่าความคืบหน้าของ หนานกง เหว่ย
นั้นเติบโตขึ้นไปถึงระดับไหนแล้ว
เมื่อตอนที่สิ้นเสียงลง การเผชิญหน้ากันของ หนาน
กง เหว่ย และ เฉิน ชิงหยู๋ ก็ได้เริ่มขึ้น พวกนางได้
นำศาสตราเต๋าออกมา ในมือของ เฉิน ชิงหยู๋
ปรากฎเป็นกระบี่ยาวที่สร้างขึ้นมาจากเหล็ก
อุกกาบาตสีคราม กระบี่ยาวเล่มนั้นมีความ
สวยงามเช่นเดียวกับดวงดาวที่อยู่บนท้องนภา
ในตอนนี้เมื่อมาอยู่ในมือของนาง มันได้ปลดปล่อย
ความแข็งแกร่งออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ด้านบนตัวกระบี่มีวงเวทย์อยู่แน่นหนา มีมากกว่า
แปดสิบวงเวทย์ เห็นได้ชัดว่ามันคือศาสตราสถิต
วิญญาณ!
อู่ อวี้ จำได้ว่า กระบี่ของ เฉิน ชิงหยู เรียกว่า
กระบี่ดาวตกสวรรค์กัมปนาต เมื่ออยู่ในวิหาร
ศาสตราเต๋ามันมีมูลค่าถึง สามหมื่นแต้ม
ความสำเร็จ ซึ่งมันเหมาะสมกับ เฉิน ชิงหยู๋ เป็น
อย่างยิ่ง
เมื่อได้ถือกระบี่เล่มนี้ เฉิน ชิงหยู ก็เปรียบเสมือน
กับดาวดวงหนึ่ง ล่องลอยอย่างเคว้งคว้าง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ