กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 328 : ปกวิหคเพลิงเกาสี
แน่นอนว่านี่เป็นการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง!
อย่างน้อย ๆ ฝูงชนแทบทั้งหมด ซึ่งอยู่ในที่แห่งนี้ก็
คิดเช่นนั้น
แม้แต่เหล่าจอมกระบี่ ก็ยังจับจาเฝั้าดูการต่อสู้ครั้ง
นี้อย่างจดจ่อพินิจพิเคราะห์ ด้วยเพราะต้องการ
ทราบข้อมูลของบุตรี ‘เซียนกระบี่กุ้ยหยาง’ มาก
ยิ่งขึ้น
อู่ อวี้ เพ่งความสนใจไปที่ หนานกง เหว่ย มาก
ยิ่งขึ้น ยามนี้ หนานกง เหว่ย กำลังถือศาสตรา
กระบี่ ซึ่งมีสีทองแกมแดงผสมกันอยู่ ด้ามจับเป็น
เสมือนดั่งปีกวิหคคู่ จุดกึ่งกลางของใบกระบี่มีเส้น
โลหิตอยู่หนึ่งสายลากยาวขึ้นไปจรดปลายกระบี่
ให้ความรู้สึกเสมือนกับว่ามีโลหิตไหลเวียนอยู่จริง
ๆ ส่งผลให้ใบกระบี่เปรียบประหนึ่งดั่งขนวิหค
เหล็กกล้าสีแดงเพลิง ขณะ หนานกง เหว่ย จับมัน
เอาไว้ ทำให้ดูเหมือนกับว่านางกำลังถือปีกวิหค
ข้างหนึ่งอยู่
เขาได้ยินเสียงของฝูงชนพูดขึ้นอย่างราง ๆ ว่า ”
กระบี่เล่มนี้ถูกเรียกว่า ‘กระบี่โลหิตวิหคเพลิง’ ก่อน
หน้านี้ข้าเคยเห็นมันอยู่ในวิหารศาสตราเต๋าของ
อาณาเขตกระบี่โลกา มีราคาค่างวดกว่า 400 เม็ด
ยาปราณมรกต ”
หากลองนับดูแล้ว มันมีราคามากกว่า 40,000 เม็ด
ยาสร้างแกนภาเลยทีเดียว ราคาของมันเกือบจะ
เทียบเท่าได้กับ ‘กระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า’ กับ
‘กระบี่ระบำจันทราพิสุทธิ์สูญ’ รวมกันเสียอีก
แน่นอนว่าแต้มความสำเร็จที่ถูกกำหนดโดยนิกาย
เซียนซูซันบางครั้ง ก็มิได้ตรงกับพลังอำนาจ และ
ของศาสตราเต๋าชิ้นนั้น ๆ เสมอไป
ระหว่างที่เสียงพูดคุยกำลังดังอื้ออึงอยู่นั้น สตรีทั้ง
สองได้เริ่มพุ่งทะยานเข้าปะทะกัน บังเกิดเป็นการ
ต่อสู้รุนแรงดุเดือนสะเทือนเลื่อนลั่นไปรอบทิศทาง!
” หนานกง เหว่ย พึ่งบรรลุสู่อาณาจักรตำหนักม่วง
ทะเลมรกต แต่พลังรบของนางไม่ได้ด้อยไปกว่า
เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับตำหนัก
ม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 เลย” บัดนี้การประลองอัน
ดุเดือดพึ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ เฉิน ซิงเหยา กลับเอ่ยขึ้น
อย่างฉับพลัน
ตอนนี้ อู่ อวี้ รู้ว่า หนานกง เหว่ย บรรลุสู่ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตแล้ว นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม
นางถึงออกมาจากการปิดด่านได้ เมื่อคิดถึงการ
อบรมสั่งสอนที่บิดาของนางมีต่อตัวนางแล้ว ดูแล้ว
ค่อนข้างเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ การต่อสู้ของคนทั้งสอง อู่ อวี้ รู้สึกว่า หา
ได้มีฝั่ายใดด้อยกว่ากันแม้แต่น้อย ซึ่งช่วงเวลา
นั้นเอง ระหว่างที่ทั้งสองกำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้น มหา
วิถีเชื่อมต่อสวรรค์ก็ถูกปลดปล่อยออกมา! ผู้ที่ใช้
ออกมาเป็นคนแรกก็คือ เฉิน ชิงหยู๋ ‘กระบี่ดาวตก
สวรรค์กัมปนาท’ ของนางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
ชั่วขณะที่มหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ถูกปลดปล่อย
ออกมาท่ามกลางสายตาของเหล่าฝูงชน ทันใด
นั้นเองก็เพิ่งเกิดเป็นแสงดาราส่องสว่างเจิดจ้าไร้
สิ้นสุด พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้าปกคลุมไปทั่วทั้งท้อง
นภา ราวกับว่ากระบี่เล่มหนึ่งซึ่งกำลังหยุดอยู่
ท่ามกลางท้องนภาในเวลานี้ ได้ดึงดูดพลังอำนาจ
จากสวรรค์แปรเปลี่ยนกลายเป็นกลุ่มดวงดารา
“จิตวิญญาณดาราพรมแดนสวรรค์!”
บนท้องนภายามนี้ อำนาจพลังได้ก่อเป็นรูปร่าง
ตามนามว่า จิตวิญญาณดาราพรมแดนสวรรค์ ชั่ว
ขณะที่ เฉิน ชิงหยู๋ ตะโกนนามของพลังนี้ขึ้นมา
เหนือขึ้นไปบนสวรรค์เก้าชั้นฟั้า ดาราก็บังเกิดการ
สั่นไหวรุนแรง แผ่ขยายแสงดาราปกคลุมไปทั่วทั้ง
ผืนแผ่นดิน ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งสวรรค์และ
ปฐพี ฉับพลันลำแสงดารารวมศูนย์ก็ส่องสว่างพุ่ง
ตรงมายัง เฉิน ชิงหยู๋ ชั่วพริบตานั้นเองลำแสงก็ปก
คลุมไปทั่วทั้งร่างของนาง!
แต่ทว่าแสงดาวกลับไม่ได้จางหายไป มันหลอม
รวมเข้ากับร่างของ เฉิน ชิงหยู๋ ผสานเข้ากับเลือด
เนื้อ ห่อหุ้มร่างกายภายนอกของนาง ในเวลานี้
เฉิน ชิงหยู๋ ดูเสมือนราวกับว่าเป็นมนุษย์ดาราก็มิ
ปาน ทั่วทั้งร่างของนางมีแสงดาราส่องสว่างแผ่
ขยายออกไปนับหมื่นจั้ง ปกคลุมไปทั่วทั้งสวรรค์
และปฐพี อำนาจพลังจากแกนกำเนิดพุ่งทะยาน
สูงขึ้นอย่างมหาศาล! พลังอิทธิฤทธิ์ จิตวิญญาณ
ดาราพรมแดนสวรรค์ มีผลในการยกระดับพลังรบ
ทุกด้านขึ้นอย่างมากมายมหาศาล!
แน่นอนทางด้านของ หนานกง เหว่ย ก็ไม่ได้ด้อย
ไปกว่า เฉิน ชิงหยู๋ พลังของนางทะยานสูงขึ้น เมื่อ
เฉิน ชิงหยู๋ ปลดปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์จิตวิญญาณ
ดาราพรมแดนสวรรค์ นางก็แสดงสีหน้าเย็นชา
นัยน์ตาส่องประกายเป็นเย็นเยียบ ทันใดนั้นเองร่าง
ของนางก็บังเกิดเป็นเปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำขึ้น
เพลิงนี้ได้หลอมร่วมกันอยู่ที่แผ่นหลังของนาง ผ่าน
ไปเพียงชั่วอึดใจ ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นปีกขนาด
ใหญ่คู่หนึ่ง มันคือปีกของวิหคเพลิง มีขนทั้งหมด 9
สีสัน ดูสูงส่งสง่างดงาม แลภายในขนนก ซึ่งอยู่
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโหมกระหน่ำนั้น มีคำ 5
คำสลักเอาไว้อยู่ ‘ เมตตา คุณธรรม จริยธรรม
กตัญู ปัญญา ‘!
เปลวเพลิงซึ่งอาบไร้อยู่บนกระบี่ ได้แปรเปลี่ยน
กลายเป็นวิหคเพลิงพุ่งทะยานออกมา หลังจากปีก
วิหคเพลิงปรากฏขึ้น ราวกับว่า หนานกง เหว่ย
ได้รับการประทานพรจากทวยเทพ แกนกำเนิดนาง
ยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง หลังจากปีกคู่นั้นเริ่มโบกสะบัด
ทันใดนั้นเองความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่ง
ทะยานสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เพียงชั่วพริบตาร่าง
ของนางก็หายวับไปจากสายตา เมื่อเทียบกับเคล็ด
กระบี่บินจักรพรรดิแล้ว เห็นได้ชัดว่าปีกคู่นี้มีความ
ยืดหยุ่นคล่องตัวกว่ามาก
ร่ำลือกันว่ามหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์นี้ มีนามว่า ‘ปีก
วิหคเพลิงเก้าสี’ เป็นมรดกวิชาที่มาจาก จักรพรรดิ
กระบี่วิหคเพลิงเก้าสี
ขณะนี้ร่างของ หนานกง เหว่ย ถูกห้อมล้อมอยู่
ท่ามกลางปีกวิหคเพลิงเก้าสี เผยเห็นถึงความเป็น
จักรพรรดิอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยใบหน้าอัน
งดงาม เมื่อรวมเข้ากับปีกคู่นี้ ยิ่งขับให้นางดูสูงส่ง
สง่างามมากยิ่งขึ้น
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ของคนทั้งสอง ทำให้พลัง
อำนาจของพวกนางทะลุทะลวงเกินขีดจำกัด ชั่ว
พริบตานั้นคนทั้งสองก็พุ่งทะยานเข้าปะทะกันห้ำ
หั่นกันอย่างตรงไปตรงมา ฉับพลันแสงดาราส่อง
ประกายเจิดจ้า เปลวเพลิงเก้าสีลุกโหมกระหน่ำ
ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา พายุเปลวเพลิงม้วนกวาด
ผ่าน ดวงดาราผันผวนสั่นไหว!
นี่คือการต่อสู้กันของผู้ที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกต อู่ อวี้ จับจ้องไปยังแสงประกายแพรวพราว
เบื้องหน้า การต่อสู้ในครั้งนี้ยอดเยี่ยมมหัศจรรย์
กว่าก่อนหน้านี้เสียอีก โดยเฉพาะ หนานกง เหว่ย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาพที่เห็นอยู่นี้ทำให้ฝูงชนต่าง
รู้สึกประหลาดใจไปตาม ๆ กัน
ภายในสนามประลองเซียน ปีกวิหคเก้าสีโบกสะบัด
อยู่ตลอดเวลา จนถึงขนาดมีความเร็วที่สูงล้ำยิ่ง
กว่าดาวตกของ เฉิน ชิงหยู๋
“วิชากระบี่ธารดาราเทวะคลั่ง!”
ยามนี้ เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่งกำลังต่อสู้ห้ำหั่นอยู่ท่ามกลาง
เปลวเพลิงอันร้อนแรง ได้บังเกิดเป็นเหงื่อไหลริน
ลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ทั้งตัวตนและความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ทำให้นาง
รู้สึกกดดันอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์วิกฤตนี้
กระบี่ดาวตกสวรรค์กัมปนาทได้แหวกฝั่าเปลว
เพลิง ปลดปล่อยพายุการโจมตี ผสานหลอมรวม
กลายเป็นธารดาราหนึ่งสาย ปราณกระบี่นับพัน
ส่องสกาวสุกใสดุจดวงดาวอยู่ท่ามกลางธารดารา
ตวัดฉีกกระชากลงมาอย่างฉับพลัน!
“กระบี่เพลิงเก้าสีกลืนเทวะ!”
ไม่น่าเชื่อว่า หนานกง เหว่ย ยังคงสงบสุขุมอยู่ได้
นางยังคงเยือกเย็นเฉกเช่นธารน้ำแข็ง ด้วย
ปฏิกิริยาของนางบ่งบอกว่านางเคยประสบการณ์
การต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน อู่ อวี้ สามารถแล
เห็นได้ทุกการเคลื่อนไหว ทุกท่วงท่าการโจมตีล้วน
เฉียบคม แม้ว่ากำลังต่อสู้แบบเป็นตายเท่ากัน
เมื่อวิชากระบี่สำแดงเดช กระบี่โลหิตวิหคเพลิงซึ่ง
อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงทั้งเก้า ภาพลักษณ์ของมัน
ในตอนนี้เฉกเช่นดั่งอสูรกายในตำนาน ที่กำลังพวย
พุ่งทะยานออกไปกลืนกินดวงดาราไม่ถ้วน ใน
เวลานี้มันพุ่งทะยานตรงดิ่งเข้าใส่ เฉิน ชิงหยู๋
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง กลุ่มก้อนเปลวเพลิง
ขนาดมหึมาเฉกเช่นดังลูกอุกกาบาตพุ่งตรงถาโถม
เข้าใส่ เฉิน ชิงหยู๋ ณ เวลานี้นางถูกมันสยบลง
อย่างสิ้นเชิง อยู่ภายใต้ปีกวิหคเก้าสีที่กำลังสะบัด
กระพือ เปลวไฟอันร้อนแรงนี้เช่นดังพายุพลันถา
โถมเข้าใส่ อนึ่งว่ามันพร้อมจะกลืนกิน เฉิน ชิงหยู๋
อยู่ทุกเมื่อ
“ข้ายอมรับความพ่ายแพ้” ท่ามกลางเปลวเพลิงอัน
ร้อนแรง น้ำเสียงที่แสดงถึงความไร้สิ้นหนทางของ
เฉิน ชิงหยู๋ ดังขึ้น
ฟูม!
ณ เวลานี้ เปลวเพลิงม้วนกวาดย้อนกลับเข้าไป
ภายในร่างของ หนานกง เหว่ย หลังจาก เฉิน ชิง
หยู๋ ยอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้ หนานกง เหว่ย ไม่ได้
ทำร้ายนางแต่ประการใด การต่อสู้ครั้งนี้จบลงด้วย
มิตรภาพอันงดงาม เหล่าฝูงชนรู้สึกว่าไม่เคยดูการ
ต่อสู้ที่แสนตื่นตะลึงแลพึงพอใจเช่นนี้มาก่อน
หนานกง เหว่ย ชนะแล้ว!
เฉิน ชิงหยู๋ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสตรีที่ทำให้นาง
ต้องพ่ายแพ้ จะเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่
คอยเดินตาม อู่ อวี้ ต้อย ๆ ๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็ยิ้มออกมา การได้กลายเป็น
คู่ต่อสู้คนแรกของบุตรีเซียนกระบี่กุ้ยหยางก็ไม่เลว
ทีเดียว อีกทั้งยังได้ประสบการณ์ที่ดีในการต่อสู้นี้
ด้วย ความพ่ายแพ้ในวันนี้ ผลลัพธ์วัดกันที่ความ
แข็งแกร่งอย่างแท้จริง หาได้มีเรื่องอื่นให้ต้องสงสัย
กังขา
” ศิษย์น้องหนานกง ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก นับถือ ๆ ”
ใบหน้า เฉิน ชิงหยู๋ ขาวซีดเล็กน้อย นางค่อย ๆ
ปรับสีหน้าขณะกล่าวออกไป
” ฝีมือของพี่สาวเฉินก็ร้ายกาจมากเช่นกัน” หนาน
กง เหว่ย กล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกโล่งใจ
ยามนี้สาวกกระบี่โลกาหลายร้อยคน กำลังอยู่ใน
อาการตกตะลึงพรึงเพริด นับเป็นเวลาแห่งการชื่น
ชมยินดี พวกเขาต่างพูดคุยจนไร้สิ้นซึ่งถ้อยคำ
เนื่องจาก หนานกง เหว่ย มีอายุอยู่ในวัยแค่เพียง
19 ปีเท่านั้น อนาคตของนางต้องสดใสรุ่งโรจน์
อย่างไร้ขีดจำกัดเป็นแน่แท้
” ข้าคงพูดได้เพียงว่า อนาคตในภายภาคหน้าของ
นางมีโอกาสกลายเป็นเซียนกระบี่ มากกว่าจอม
กระบี่ชิงเหอเสียอีก”
จากฝีมือที่นางได้แสดงออกมานี้ เป็นข้อพิสูจน์
อธิบายได้ว่าความสามารถของ หนานกง เหว่ย ใน
ยามนี้เหนือกว่าตำนานอย่าง เฉิน ชิงเหยา แล้ว
หลังจากที่ได้รับชัยชนะ จอมกระบี่ชั่วฮวาก็ก้าว
ออกมายืนด้านหน้า พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่าง
รวดเร็วว่า ” บัดนี้ผลแพ้ชนะได้เป็นที่ประจักษ์แล้ว
เหว่ยเอ๋อ มีชื่อติดอยู่บนรายนามเซียนกระบี่โลกา
ทำให้เจ้าเจ้าผ่านการทดสอบของบิดา ฉะนั้นนับ
จากนี้เจ้าจะเป็นอิสระ ”
” ข้าเป็นอิสระแล้วสินะ.. ”
ท่าทีของ หนานกง เหว่ย เปลี่ยนแปลงไปอย่าง
ฉับพลัน ดวงตาของนางมีหยาดน้ำตาเอ่อล้น ส่อง
ประกายวิบวับเมื่อต้องกับแสง ในเวลานี้สายตา
ของทุกคนจับจ้องไปที่นางเป็นตาเดียว หลายคน
อยากจะก้าวมาเบื้องหน้าเพื่อปลอบประโลมนาง
แต่ก็ไม่มีความกล้าหาญมากพอ นางหันมองไป
รอบ ๆ สนามประลองเซียน แล้วมาหยุดอยู่ที่ เฉิน
ชิงเหยา
” เกิดอะไรขึ้นกับนาง ? หรือว่านางกับ จอมกระบี่
ชิงเหอ มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน ? ” ท่าทีที่แปร
เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของ หนานกง เหว่ยนี้ ทำ
ให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง สำหรับมุมมอง
ของผู้คนเหล่านี้แล้ว นางนั้นเปียมล้นไปด้วยมุ่งมั่น
เด็ดเดี่ยว นางคือสตรีที่เพียบพร้อมหมดจดทุก
กระเบียดนิ้ว แล้วนางจะเอาเวลาจากไหน ไปสร้าง
สัมพันธ์รักลึกซึ้งเช่นนี้ได? ”
ทันใดนั้น เฉิน ชิงเหยา ก็เดินเข้าไปหา เฉิน ชิงหยู๋
ผู้เป็นน้องสาวเพื่อไปดูแล ส่งผลให้ในเวลานี้ อู่ อวี้
ไม่มีผู้ใดปิดบังร่างกายอีกต่อไป ร่างของเขาจึงเป็น
ที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คน เป็นช่วงเวลา
เดียวกันที่สายตาของทั้งสองสาดประสานซึ่งกัน
และกัน ณ เวลานี้ทั้งนางแลเขา ต่างได้พานพบ
หน้าคนที่ตนคุ้นเคยอีกครั้ง นางยังคงสดใสบริสุทธิ์
ไร้เดียงสาเหมือนเช่นเคย แม้นางจะเติบโตขึ้นมาก
หาได้เป็นเพียงสาวน้อยเช่นแต่เก่าก่อน ทุกท่วงท่า
อิริยาบถการเคลื่อนไหวช่างดูอ่อนช้อยสง่างาม
สรีระงดงามประณีตบรรจงประดุจดั่งอัญมณี รูป
โฉมงดงามละเอียดอ่อนหมดจด ทุกสิ่งที่ผ่านมานั้น
ล้วนมีเสน่ห์สมดั่งเป็นหญิงผู้หนึ่ง
” พี่ชาย ? ” หนานกง เหว่ย สะดุ้งเล็กน้อย ในเวลา
นี้นางไม่ได้ถูกผูกมัดควบคุมอีกต่อไป นางจึงไม่
จำเป็นต้องสนใจสายตาของผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ใน
สายตาของทุกผู้คนในยามนี้แลเห็นนางกำลังกรีด
ร้อง พร้อมกับพุ่งทะยานออกไป เพียงชั่วพริบตา
นางก็มาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้า อู่ อวี้ ชายอันเป็นที่
รักซึ่งนางไม่ได้พานพบหน้ามาหลายปีแล้ว ด้วย
ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแต่เก่าก่อน กาลเวลา
ล่วงเลยย่อมทำให้ความคิดถึงนั้นสุดลึกซึ้งเกินกว่า
จะพรรณาได้ เวลานี้ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองซึ่งกัน
และกัน ทำให้ความรู้สึกที่สะกดข่มอัดอั้นมาเนิ่น
นาน ก็ระเบิดออกในที่สุด
“เหว่ยเอ๋อ! ” ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ แอบเป็นกังวลว่า
นางจะแปรเปลี่ยนจนจำเขามิได้อีกต่อไปแล้ว แต่
เมื่อเห็นหยาดน้ำตาแห่งความตื่นเต้นปิติยินดีของ
นางแล้ว เขาก็รู้ว่าตนนั้นคิดมากเกินไปเอง นาง
ยังคงเป็นนางคนเดิมดั่งเช่นวันวานเก่าก่อน นาง
เพียงแค่เติบโตขึ้นเท่านั้น การเติบโตที่ว่านี้ไม่อาจ
ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใด
แม้ว่าในยามนี้ อู่ อวี้ จะอยู่ด้านหน้าของทุกผู้คน
แต่เขาก็หาได้ใส่ใจแต่อย่างใดไม่ เขาอ้าแขนทั้ง
สองข้างออกเขา หนานกง เหว่ย ปาดหยาดน้ำตา
บนดวงตา นางยิ้มให้เขาอย่างตื้นตันพร้อมกลับพุ่ง
เข้าไปโผกอดเขาในทันที
ในชั่วพริบตาที่ร่างของนางโผเข้าก่อน ร่างกายที่
อ่อนนุ่มยืดหยุ่น ท่ามกลางการถลาโผเข้ามากอด
ของนาง ใบหน้าที่ละเอียดอ่อนดุจหยกได้ซบลงบน
ทรวงอกของเขา กลิ่นกายอันหอมละมุนโชย
ออกมารุนแรง ทรวงอกทั้งสองข้างอวบนูนเปล่ง
ปลั่ง เบียดแนบกับร่างของเขา สรีระโค้งเว้า
ทั้งหมดนี้ได้บ่งบอกว่านางนั้นได้เติบโตแล้วจริง ๆ
แน่นอนว่า เมื่อชายหญิงมาอิงแอบแนบชิด ย่อม
ทำให้ทั้งสองบังเกิดความร้อนรุ่มปันปั่วนขึ้นในใจ
บางทีความรู้สึกนี้ อาจเกี่ยวเนื่องจากการบำเพ็ญ
บ่มเพาะ ในเวลานี้ร่างกายของ หนานกง เหว่ย
ร้อนขึ้นอย่างมาก กระทั่ง อู่ อวี้ เองก็เช่นกัน ยามนี้
ร่างกายของทั้งสองประดุจดั่งถูกเปลวไฟเผาผลาญ
จนลุกโชนท่วมร่าง ให้ความรู้สึกอยากจะต่อสู้
ขึ้นมาในบัดดล นอกจากนี้ยังมีบางอย่างที่
คลุมเครือไม่แน่ชัด ได้เกิดการประสานขึ้น มันก็ยิ่ง
ทำให้การเผาผลาญรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
ความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกันนั้นเหนียวแน่นลึกซึ้ง
บางคนอึ้งตะลึงงัน ตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่
เบื้องหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ เนื่องจากว่าทั้ง อู่
อวี้ แล หนานกง เหว่ย ไม่น่าจะมีความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกันแต่ประการใด เช่นนั้นแล้วคนทั้งสอง
ไปสนิทชิดเชื้อตอนไหนกัน ? แม้กระทั่งว่าตำแหน่ง
มือที่ อู่ อวี้ วางจับ ยังวางจะอยู่บนเอวอันงดงาม
ของนาง เป็นการแสดงออกว่าพวกเขาทั้งสองสนิท
ชิดเชื้อกันอย่างที่สุด …
เฉิน ชิงหยู๋ ซวนเซเล็กน้อยจากนั้นก็หันไปมองหน้า
เฉิน ชิงเหยา
” ลืมไปเสียเลย ว่านางคือสาวน้อยที่คอยติดตาม
หลังเขาต้อย ๆ มาก่อนนี่นะ ”
หลังจาก เฉิน ชิงหยู๋ อึ้งตะลึงอยู่นาน จู่ ๆ นางก็
เปิดปากพูดขึ้นว่า ” ช่างเป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
ดูดดื่มเสียจริง ๆ ”
ส่วนคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน เนื่องจากยังไม่รู้ว่า
เกิดอันใดขึ้นกันแน่ ในที่สุดเสียงพูดคุยของทุกผู้คน
ก็ระเบิดดังขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอมกระบี่
หลายคน ซึ่งกำลังตกอยู่ในอาการตึงเครียดอย่าง
ขีดสุด เหตุผลที่พวกมันมาในวันนี้ เป็นเพราะพวก
มันได้รับคำสั่งจาก เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ให้มาคอย
ดูแล หนานกง เหว่ย แต่ในเวลานี้ตัวนางกลับโผ
เข้าสู่อ้อมกอดของ อู่ อวี้ พวกมันจึงไม่รู้ว่าควร
กระทำเช่นใดต่อไปนี้
” เหว่ยเอ๋อ นี่มันเรื่องอันใดกันแน่… ” จอมกระบี่
ชั่วฮวา พูดขึ้นด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
เล็กน้อย เมื่อต้องขัดจังหวะพวกเขา
เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ทุกผู้คนในยามนี้ต่างจ้องมอง
ไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาแปลกประหลาด จริงอยู่
ว่า อู่ อวี้ นั้นถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ผู้หนึ่ง แต่หาก
นำมาเทียบกับผลงานของ หนานกง เหว่ย ที่แสดง
ให้เห็นในวันนี้ กล่าวได้ว่าเขานั้นยังด้อยกว่านาง
มาก ผู้คนทั้งหมด หรือแม้แต่ มู่ หลิงเช่อ ต่างจับ
จ้องมองลงมาที่ อู่ อวี้ ว่าเพราะเหตุใดมันถึงได้
ครอบครองหัวใจ ของสตรีผู้งดงามเพรียบพร้อม
ที่สุดในยามนี้ ? ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ฝึกตนวัยหนุ่มสาว
หลายคน หรือ ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนจำนวนมาก
เมื่อเห็นภาพฉากนี้ ก็ทำให้หัวใจของมันต้องสั่น
สะท้านชวนรู้สึกอึดอัดอิจฉาริษยาขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจาก อู่ อวี้ ไม่ได้พบเจอกับนานหลายปี ต่อให้
ในตอนนี้ จอมกระบี่ชั่วฮวา จะเอ่ยถ้อยคำใดเขาก็
หาได้สนใจไม่ ความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญาตามที่
นัดหมายกันไว้ ทำให้เขาสามารถออกมาจาก ‘
อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ ‘ ได้ในที่สุด แล้วบัดนี้
พวกเขาทั้งสองได้มีโอกาสพานพบกันอีกครั้ง มัน
ถือเป็นช่วงอันเวลามีค่าอย่างมหาศาล เขาไม่
ปรารถนาจะสูญเสียนางไปเช่นดังแต่เก่าก่อน ใน
ตอนนั้นนางยังอ่อนเยาว์ แต่บัดนี้นางได้เติบใหญ่
ขึ้นมากแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ อู่ อวี้ จึง
รู้สึกว่าไม่อยากจะปล่อยให้นางอยู่ห่างกายของตน
อีก
ก่อนหน้านี้นางเคยกล่าวไว้ว่า หลังจากที่คนทั้งสอง
ได้กลับมาพบพานกันอีกครั้ง นางยินดีจะติดตาม
เขาไปที่ วิหารคู่เซียน
เมื่อกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่ ไม่ว่าจะถือกำเนิด
หรือตกตาย ทั้งสองจะอยู่เคียงคู่ไม่แยกจากไปจน
ตราบจนชั่วนิรันดร์ หรือ กว่าชีวิตจะหาไม่!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ