กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 329 : เงื่อนไขจากเซียนกระบี่
” เฉิน ชิงเหยา นี่มันเรื่องอันใดกันแน่ ?” จอมกระบี่
ชั่วฮวา จอมกระบี่ตงหยู จอมกระบี่ชื่ออิง พุ่งเข้า
มาหา เฉิน ชิงเหยา เพื่อรีดเฟั้นหาคำตอบ
เฉิน ชิงเหยา หาได้คิดปกปิดแม้แต่น้อย จากนั้น
เขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เมื่อไม่กี่ปีก่อน หนานกง เหว่ย
ได้เล่นซุกซนมายังเขตกระบี่สามัญ นับตั้งแต่นั้น
นางก็ได้คอยติดตาม อู่ อวี้ อยู่ด้วยกันมาช่วงเวลา
หนึ่ง ”
ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นดั่งภาพที่ทุกผู้คน ได้แลเห็น
อยู่ในเวลานี้
จอมกระบี่ชั่วฮวา เห็นว่าพวกเขาทั้งสองกอดกัน
อย่างแนบแน่น ทำให้หัวใจของนางรู้สึกเศร้าหมอง
หดหู่ ระคนไปด้วยความตึงเครียดอย่างยิ่ง นางจึง
กล่าวขึ้นว่า ” ข้าคิดว่าพวกเขาทั้งสองยังอ่อนเยาว์
ยิ่งนัก แม้อยู่ในวัยหนุ่มสาวก็หาได้รู้ประสีประสา
แล้วเซียนกระบี่กุ้ยหยาง รู้เรื่องความรักที่ทั้งสองมี
ให้แก่กันหรือยัง ถ้าหากท่านรู้ข้าเกรงว่า…”
เฉิน ชิงเหยา ” หาใช่เรื่องสำคัญอันใด ท่านอย่าได้
กังวลไปเลย ”
” อืม… ” หลังจากได้ยินสิ่งที่ เฉิน ชิงเหยา กล่าว
จึงทำให้พวกมันต่างรู้ว่า ไม่มีความจำเป็นต้อง
กังวลกับเรื่องนี้ ส่วนอนาคตภายภาคหน้าของ
หนานกง เหว่ย จะเป็นเช่นไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง จะดูแลจัดการอย่างไรกับเรื่อง
นี้
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ พึ่งพ่ายแพ้ให้กับ มู่ หลิงเช่อ
หลังจากได้ผ่าคลื่นลมมรสุม บัดนี้เขาได้มาพบพาน
กับ หนานกง เหว่ย อีกครั้ง เมื่อแลเห็นความรักอัน
ลึกซึ้งที่ทั้งสองมีให้แก่กัน ผู้ใดบ้างจะไม่ไม่เข้าใจ
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง?
หยกเนื้ออ่อนนุ่มที่อยู่ภายในอ้อมอกเขายามนี้ ส่ง
กลิ่นหอมละมุน ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกอยากจะกอดรัด
นางให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเก่า
ภายในอ้อมแขน หนานกง เหว่ย กำลังอิงแอบแนบ
ซบพิงกายอยู่บนทรวงอกของเขา ริมฝีปากประณีต
ขยับแล้วกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “พี่ชาย
หลังจากข้าออกจากถ้ำกำเนิดใหม่ ข้าก็ถูกกักตัว
เอาไว้ อย่าโกรธข้าเลยนะ… ที่ข้าไม่ได้ไปหาท่าน
ตามตามสัญญา”
เหตุการณ์นี้ อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น
ฉะนั้นเขาจึงกล่าวอย่างค่อยไม่ใส่ใจนักว่า ” ถ้าเจ้า
สะดวก เราไปหาที่เงียบ ๆ แล้วค่อยพูดคุย
รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดีหรือไม่ ? ”
“อื้ม!” หนานกง เหว่ย พยักหน้ามอง อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวว่า ” ท่านน่าจะเป็นศิษย์ระดับกระบี่ปฐพี ถ้า
เช่นนั้นไปที่ถ้ำของท่านก็ได้ ”
เนื่องจากพื้นฐานการฝึกตนปัจจุบันของนางอยู่ใน
ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต จึงเป็นเรื่องปกติที่
นางจะรู้ระดับแกนนภาของ อู่ อวี้ ซึ่งในยามนี้
ความแข็งแกร่งของนางเหนือกว่า อู่ อวี้ แล้ว
“ข้าอยู่ใน อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ เราไปกันเถอะ”
ด้วยศักดิ์ฐานะตัวตนของ หนานกง เหว่ย ภายใน
เขาชิงเทียนซูซัน นางจึงสามารถไปที่ใดก็ได้อย่าง
อิสระเสรี
” อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ?” หนานกง เหว่ย รู้สึก
ประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่คิดว่า อู่ อวี้ จะ
รุดหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้ ด้วยพื้นฐานการฝึกตน
ปัจจุบันของเขา ไม่สามารถเข้าสู่ อาณาเขตกระบี่
แก่นแท้ ได้ นอกจากจะได้รับการพิจารณาเป็น
กรณีพิเศษ
พวกเขาทั้งสองหาได้สนใจสายตาของคนรอบข้าง
ไม่ หลังจากพูดคุยจนได้ข้อสรุปแล้ว หนานกง
เหว่ย ก็ดึงเขาออกไปในทันที โดยยังไม่ทันได้เอ่ย
อำลาผู้ใดทั้งสิ้น ความเร็วของนางนั้นรวดเร็วจน
ยากจะเหลือเชื่อ ในสายตาของ อู่ อวี้ ที่ถูกพาไป
อย่างรวดเร็วนั้น เพียงชั่วพริบตาพวกเขาทั้งสองก็
เดินทางมาถึง อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ อย่างไร้ซึ่ง
อุปสรรคขัดขวาง
ในวันนี้นางมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ อู่ อวี้ ไม่เข้าใจ
แม้ อู่ อวี้ จะเห็นว่า หนานกง เหว่ย ยังคงทำตัว
ลึกลับมีลับลมคมในบางประการ แต่เขาก็หาได้ใส่
ใจไม่ เขาเพียงอยากมีความสุขอย่างเต็มที่เท่านั้น
ส่วนสาวกคนอื่น เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองกำลังจะจาก
ไปเสียดื้อ ๆ พวกเขาต่างมองหน้ากัน แสดงสีหน้า
ยินดีกับคนทั้งสองอย่างจริงใจ
” อู่ อวี้ เจ้าเด็กน้อยประหลาดช่างเหลือเกินเสียจริง
สามารถพิชิตใจบุตรีเพียงคนเดียวของ เซียนกระบี่
กุ้ยหยาง ได้เช่นนี้ ท่านเห็นหรือไม่เจ้าเด็กน้อยผู้นี้
มีเสน่ห์ล้นเหลือมากเพียงใด ? ” เฉิน ชิงหยู๋ คงเป็น
เพียงผู้เดียวที่รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง กับฉากจบที่
งดงามเช่นนี้
ส่วนจอมกระบี่คนอื่น ๆ ต่างรู้สึกหดหู่ละเหี่ยใจอยู่
มากทีเดียว
” เฉิน ชิงเหยา ท่านแน่ใจหรือว่า เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง จะไม่จัดการกับพวกเขาทั้งสอง ? ” ใน
มุมมองของ จอมกระบี่ชั่วฮวา แล้ว ถ้าให้กล่าวถึง
ความเหมาะสมของสหายเต๋าเคียงคู่ นางคิดว่า อู่
อวี้ ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสหายเต๋า
เคียงคู่กับ หนานกง เหว่ย
” นั่นเป็นหน้าที่ของเซียนกระบี่กุ้ยหยาง ” เฉิน ชิง
เหยา ไม่อยากจะกล่าวอันไดมากนัก หลังจากนั้น
เขาก็จากไปในทันทีแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนัก
จ้าวอาณาเขตกระบี่ปฐพี
“เดี๋ยว∼ พี่ชาย รอข้าด้วย!” เฉิน ชิงหยู๋ รีบ
ติดตามมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากพวกเขาจากไป ก็เหลือแต่เพียงสาวก
ระดับกระบี่โลกาเท่านั้นที่ยังคงอยู่ ส่วนจอมกระบี่
แห่งซูซันทั้งหลายกำลังตกลงสู่ในห้วงอารมณ์อัน
ซับซ้อน
” ข้าไม่ชอบขี้หน้าพวกมันทั้งสอง เซียนกระบี่กุ้ย
หยางก็ต้องไม่ยอมรับอย่างแน่นอนที่สุด!” มู่ หลิง
เช่อ กล่าวขึ้นด้วยความเย้ยหยัน
” มันต้องแน่นอนอยู่แล้ว คางคกขึ้นวออย่างเจ้า อู่
อวี้ ริบังอาจจะกินเนื้อห่านฟั้า ช่างไม่รู้จักเจียม
กะลาหัวประมาณตนเองเสียนี่กระไร! คาดว่าใน
ตอนนั้น หนานกง เหว่ย ยังอ่อนเยาว์ยิ่งนัก ในยาม
นี้นางจึงถูกคนเล่ห์เหลี่ยมจัดอย่างมันล่อลวงเอาได้
คอยดูเถิดในไม่ช้า นางจะได้เห็นความแตกต่างห่าง
ชั้นของนางกับมัน! ” เฉิน ฟูั่หยู กล่าวพลางขบ
เขี้ยวเคี้ยวฟันไปพลาง
อย่างไรก็ตาม เพียงชั่วเวลาไม่นานข่าวเรื่อง หนาน
กง เหว่ย ได้ลงสนามประลองเป็นครั้งแรก รวมถึง
ความสัมพันธ์ของนางกับ อู่ อวี้ ได้แพร่กระจายไป
ทั่วทางนิกายเซียนซูซัน ประดุจไฟลามทุ่ง อีกทั้งยัง
ลุกลามไปไกลจนทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ
ถึงกระนั้น หนานกง เหว่ย กับ อู่ อวี้ ก็หาได้ให้
ความสนใจกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย ในที่สุดพวกเขาก็
ได้มาถึงถ้ำเทียมฟั้า หลังจากเข้ามาภายในถ้ำ เขา
ก็ได้วางค่ายกลปิดผนึกเอาไว้
ภายในถ้ำเทียมฟั้าซึ่งมีกลิ่นอายฟั้าดินหนาแน่น
เข้มข้น ยามนี้เหลือเพียงพวกเขาชายหญิงอยู่เพียง
ลำพังภายในถ้ำ
ภายในถ้ำที่เคยมืดมิด อู่ อวี้ ได้ก่อฟืนไฟขนาดเล็ก
ให้แสงสว่าง อู่ อวี้ มองริมฝีปากอันเย้ายวนมีเสน่ห์
ของนาง ภายในหัวของเขาก็รู้สึกร้อนระอุขึ้นมา
อย่างฉับพลัน โดยไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยใด ๆ อู่ อวี้
เอื้อมมือไปโอบกอดเอวเล็กคอดกิ่วของนาง ดึงร่าง
บอบบางเข้ามาไว้แนบชิดกาย จากนั้นก็ค่อย ๆ
บรรจงจุมพิตลงไปบนเรียวปากสีแดงระเรื่อ
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกหายใจไม่ออก
“อ๊าาาาก!” เพียงแค่ปากประกบ เปลวเพลิงสีดำก็
พวยพุ่งอัดเข้าใส่ปากของ อู่ อวี้ ทันใดนั้นมันก็
ระเบิดเสียงกรีดร้องพร้อมกับปล่อยร่างของ หนาน
กง เหว่ย โดยไม่ต้องมองก็รู้ว่าสภาพของตน
ในตอนนี้ ริมฝีปากของเขาคงเจ่อพองเพราะถูก
เพลิงเผาผลาญ กลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งเข้าจมูก
เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจน
เปลวเพลิงสีดำที่เผาไหม้ริมฝีปากของตนนี้ หาใช่
เป็นเปลวเพลิงปกติธรรมดาอย่างแน่นอนที่สุด อู่
อวี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่านางจะทำร้ายกันเช่นนี้ เขา
จึงอยู่ในอาการตึงตะลึงงงเป็นไก่ตาแตก กับสิ่งที่
เพิ่งเกิดขึ้น
ทางด้าน หนานกง เหว่ย เมื่อเห็น อู่ อวี้ เป็นเช่นนี้
นางก็รู้สึกตื่นตกใจอย่างยิ่ง ภายในจิตใจห่วงกังวล
อย่างสุดขีด แล้วรีบไปถามขึ้นอย่างรวดเร็วว่า
“พี่ชาย ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ ? ”
” มะ… ไม่เป็นไร ” อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่เศร้าเสียใจอยู่
เล็กน้อย ริมฝีปากทั้งคู่ของเขาเจ่อบวมเปล่ง อีกทั้ง
ยังไหม้เกรียมดำปิดปี เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่ไม่
รื่นรมย์ อเนจอนาถปนน่าสังเวชแก่สายตาเป็น
อย่างยิ่ง แต่ถือว่าโชคยังดี ช่วงเวลาที่เพลิงพุ่ง
โจมตีตนสามารถหลบเลี่ยงได้บางส่วน ฉะนั้นความ
เสียหายที่ได้รับจึงไม่ใหญ่โตอันใดนัก บาดแผลอัน
น่าสังเวชลูกตาจึงฟืนคืนสภาพปกติภายในหนึ่งชั่ว
ยาม
แววตาของ หนานกง เหว่ย แฝงไปด้วยโทสะ
จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นด้วยว่า ” นี่ต้องเป็นฝีมือของ
ท่านบิดาแน่ ๆ เขาชำนาญเรื่องกลยุทธ์แปลก ๆ
เช่นนี้มากที่สุด ”
อู่ อวี้ ตกตะลึงกับสิ่งที่ หนานกง เหว่ย กล่าว
แสดงว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของนาง แต่เป็นเพราะตนเอง
นั้นล่วงเกิน หนานกง เหว่ย จึงโดนวงเวทย์ที่ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง ประทับไว้บนร่างของนางเล่นงาน
เข้าให้ ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้ ประกบริมฝีปากจุมพิตนาง
โดยยังไม่ทันได้บรรลุเปั้าหมาย ก็ถูกเพลิงสีดำเผา
ผลาญเสียก่อน เพื่อปั้องกันไม่ให้เขาคิดทำไม่ดีมิ
ร้าย โดยไม่ต้องกล่าวถึงปฏิสัมพันธ์ในด้านอื่นที่
อาจจะเกิดขึ้น เมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
อย่างมากที่สุด มันคงทำได้เพียงโอบกอดนางไว้ มิ
อาจทำอะไรลุกลามได้มากกว่านั้น
อู่ อวี้ สงบใจลง แลจับจ้องไปยัง หนานกง เหว่ย
ซึ่งมีหมอกเซียนล่องลอยอ้อยอิ่งปกคลุมอยู่รอบ
กาย นางในยามนี้ดูราวกับลูกท้อน้ำผึ้งหวานฉ่ำ
ชวนเคลิบเคลิ้มดึงดูดใจใคร่อยากจะไปเด็ดมากลืน
กิน ทั้งยังอบอุ่นดั่งเปลวเพลิง
” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของข้า
หรือไม่? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
หนานกง เหว่ย พยักหน้าแล้วกล่าวตอบไปว่า ”
แน่นอนว่าท่านพ่อย่อมรู้ถึงการดำรงอยู่ของพี่ชาย
ภายในนิกายเซียนซูซันแห่งนี้ มีเพียงไม่กี่อย่าง
เท่านั้นที่บิดาข้าไม่ทราบ แม้กระทั่งในตอนนี้ เขา
อาจจะอยู่ข้างกายของพี่ชาย แต่เราแค่ไม่รู้ถึงการ
ดำรงอยู่ของเขาก็เท่านั้น ”
ทันใดนั้นเองความหนาวเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
อู่ อวี้ ปรากฏว่าหนึ่งในเซียนกระบี่ซูซัน ให้ความ
สนใจกับการดำรงอยู่ของตนเอง หากหลังจากนี้
เขา กับ หนานกง เหว่ย เกิดมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน
ขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าพ่อตาคงได้สังหารตนทิ้งเป็น
แน่แท้ การที่ตอนนี้ ยังไม่มีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิด
ขึ้นกับตัวเขา ก็ถือว่าผ่อนปรนให้มากแล้ว
ดูเหมือนว่า หากเขายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ จน
คู่ควรเหมาะสมที่จะกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับ
หนานกง เหว่ย อย่าได้คิดแม้แต่จะแตะต้องสัมผัส
ตัวของนาง
คนทั้งสองกำลังนั่งขัดสมาธิพิงกำแพงด้านหลัง อยู่
ภายในห้องฝึกตน ไม่ได้พบพานกันมาหลายปี
แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องมากมายให้สงสัยใคร่รู้
อยากจะทราบ
“พี่ชาย มีบางอย่างที่ข้าอยากจะขออภัยท่าน ”
หนางกง เหว่ย กล่าว
“เจ้ากล่าวได้เลย”
นางจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ แสดงท่าทางลังเลอยู่ครู่
หนึ่ง จากนั้นก็ทำท่าทางจริงจังแล้วกล่าวขึ้นว่า ”
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตัวข้ายังเยาว์นัก ข้าได้กระทำ
เรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ใน
เวลานั้น ข้าได้เขียนจดหมายให้แก่ท่าน ซึ่งพี่ชายก็
น่าจะเห็นมันแล้ว… แต่ทว่ายามนี้ บิดาของข้าไม่
ต้องการให้ข้าทำตัวเหลวไหล ดังนั้นเขาจึงได้ตั้งกฎ
ที่ตัวข้าจำเป็นต้องปฏิบัติตาม มิฉะนั้นอนาคตของ
ข้าหลังจากนี้คงยากที่จะมีอิสรภาพได้”
อู่ อวี้ ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ภายในจิตใจของเขาก็
สัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจบางอย่าง พร้อมกับไต่
ถามขึ้นว่า ” กฎอะไรงั้นรึ? ”
หนาน กงเหว่ยกล่าวว่า “ท่านไม่ได้ห้ามข้า ไม่ให้
พูดคุยหรือติดต่อกับผู้ใด แต่ถ้าหากปรารถนาจะ
เป็นสหายเต๋าเคียงคู่ อีกฝั่ายนึงต้องปฏิบัติตาม
เงื่อนไข มิเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย หากข้าไม่ฟัง
บิดาเรื่องนี้ ท่านจะต้องรู้สึกผิดหวังกับข้ามาก และ
ท่านก็คงจะไม่ให้ข้าได้ออกไปจากอาณาเขตเซียนซู
ซันอีกต่อไป…”
เรื่องนี้นางไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากนั่นคือ
บิดาของนาง เป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวที่นางมีอยู่
อู่ อวี้ มิได้โกรธนางแม้แต่น้อย พร้อมทั้งไต่ถามขึ้น
ว่า ” เช่นนั้นเงื่อนไขคืออะไร? ”
ภาพในวันนั้นท่ามกลางเหมันต์ไร้พรมแดน ดั่งห้วง
ความฝันแดนมายา สาวน้อยเยาว์วัยได้ส่งมอบเสา
เก้าจัตุรัสสยบมาร เป็นดั่งของขวัญแทนใจให้กับ
เขา อู่ อวี้ ไม่อาจลืมเลือนภาพในวันนั้นได้ ไม่
สามารถลืมเลือนความหวั่นวิตกเศร้าเสียใจของ
นาง
หนานกง เหว่ย กล่าวว่า ” บิดาของข้ากล่าวว่า
บุรุษผู้นั้นต้องมีอายุอานามไล่เลี่ยกับข้า แลภายใน
10 ปี ต้องมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะข้า
ได้”
แม้จะมีเพียงหนึ่งเงื่อนไข แต่ถ้าหากดูจากระดับ
ความแข็งแกร่งของ หนานกง เหว่ย ในตอนนี้ ต่อ
ให้ควานหาทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ ผู้ที่สามารถทำ
ตามเงื่อนไขได้คาดว่าจะมีไม่เกิดไม่เกิน 5 คน
เท่านั้น
แน่นอนว่า อู่ อวี้ มีอายุไล่เลี่ยกับนาง แต่นี้ตอนนี้
แม้กระทั่ง เฉิน ชิงหยู๋ เขายังไม่สามารถเอาชนะได้
หาก อู่ อวี้ ต้องไล่ตามความแข็งแกร่งของนาง
และเอาชนะนางให้ได้ ไม่รู้ว่าเวลา 10 ปีจะพอรึ
เปล่า
หลังจากรับฟัง อู่ อวี้ ก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ มันไม่
เหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้ อย่างไรก็ตามหลังจาก
พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เรื่องนี้ไม่อาจตำหนิ
หนานกง เหว่ย ได้ แม้แต่ตัวของนางก็ยังต้อง
ปฏิบัติตามกฏ ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงผ่อนคลายจิตใจ
ลงเปิดความคิดให้โล่ง เขายิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมทั้ง
โอบกอด หนานกง เหว่ย ไว้ในอ้อมแขนแล้วกล่าว
ขึ้นว่า “นี่ไม่ง่ายแม้แต่น้อย แต่ไม่ต้องห่วง
หลังจากนี้อีกไม่กี่ปี เจ้าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
หนานกง เหว่ย เห็นว่าเขาไม่ได้โกรธเคืองอันใด
จิตใจของนางจึงรู้สึกผ่อนคลายลงบางส่วน นางจึง
ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ท่านห้ามโปั้ปดเชียวนะ บิดา
ของข้าบอกว่า ท่ามกลางทวีปแห่งทวยเทพ ผู้ที่
สามารถไล่ตามความแข็งแกร่งของข้าได้ มีไม่เกิน
3 คน”
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะรู้สึกอึดอัดลำบากใจอยู่บ้าง
เล็กน้อยก็ตาม แต่ก็หาใช่ปัญหาใหญ่โตไม่ มันจ้อง
มอง หนานกง เหว่ย แล้วกล่าวว่า ” เอาล่ะ… รอ
ให้วันไหนที่ข้าสามารถชนะเจ้า แล้ววันนั้นเราค่อย
ไปที่ วิหารคู่เซียน ก็แล้วกันดีหรือไม่ ? ”
” อื้ม∼ ตกลง! ” หนานกง เหว่ย พยักหน้ารับ แต่
แววตาของนางยังแฝงไว้ด้วยความกังวลใจ บางที
นางอาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่พูดคุยกันในวันนี้ ยังห่างไกล
อยู่มากใช่ย่อยเลยทีเดียว
ท่ามกลางหมอกเซียนลอยอ้อยอิ่งปกคลุม อู่ อวี้
กำลังจับจ้องมองความงดงามของนาง ภายใน
มุมมองของมันท่าทีการแสดงออกของนาง หาใช่
สาวน้อยดังเมื่อครั้งอดีตอีกต่อไป นางดูมีแนวทาง
ที่ตนเองปรารถนาที่จะยึดถือปฏิบัติมากยิ่งขึ้น มี
ความคิดมากขึ้นรู้จักใคร่ครวญตรึกตรอง เป็นตัว
ของตัวเองมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่
นางได้เข้าไปฝึกฝนตนเองอยู่ภายในถ้ำกำเนิดใหม่
แห่งซูซัน หากนางยังคงเป็นเพียงแค่สาวน้อยใน
อดีต แน่นอนว่านั่งคงไม่สามารถบรรลุความสำเร็จ
ในถ้ำกำเนิดใหม่ได้
ขณะที่เขาจะขยับปากถาม แต่ทว่า หนานกง เหว่ย
ก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า ” พี่ชาย ในตอนที่ข้าออก
จากถ้ำกำเนิดใหม่ ข้าก็ได้ยินข่าวคราวเรื่องท่าน
หายตัวไป แล้วต่อมาข้าได้ยินว่าท่านสามารถ
กลับมาจาก ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ได้ ท่านเล่าให้
เหว่ยเอ๋อ ฟังได้หรือไม่ว่า ในช่วงหลายปีผ่านมา
ท่านได้ประสบพบเจอเรื่องราวอันใดมาบ้าง ? ”
ในความเป็นจริงแล้ว อู่ อวี้ อยากรู้เรื่องราวของ
นางมากกว่า
เมื่อเขานึกถึงความเกลียดชังฝังลึกที่ หนานกง
เหว่ย มีต่อปีศาจแล้ว จึงรู้ว่าไม่ควรเอ่ยชื่อของ จิ่
วอิง กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจิวอิงให้นาง
ฟังเด็ดขาด เมื่อครั้งอดีต อู่ อวี้ ไม่ได้ลงมือสังหาร
ปีศาจ ในครานั้นนางไม่ได้เอ่ยปากว่ากล่าวใด ๆ
มากนัก แต่สำหรับตอนนี้นางมิใช่สาวน้อยไร้
เดียงสาอ่อนต่อโลกอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เขาจึงจำเป็นต้องข้ามเรื่องราวเกี่ยวกับ
จิ่วอิง ไปทั้งหมดจนสิ้น แล้วก็เล่าเรื่องราวแล้ว
คร่าว ๆ สั้น ๆ ถึงสิ่งที่ตนได้กระทำ ได้ประสบพบ
เจอภายใน ‘ อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ ‘
” อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศภายในแดนปีศาจ ช่าง
น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แต่ท่านก็ยังสามารถมีชีวิต
รอดกลับมาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ ท่าน
โปรดตำหนิข้า ในตอนนั้นข้าเองอยากจะไปพบ
ท่านใจจะขาด แต่เพราะข้าถูกท่านพ่อควบคุมกัก
บริเวณจึงไม่อาจย่างกรายไปไหนได้ ท่านได้ตั้ง
ข้อแม้เอาไว้ว่าเมื่อใดที่ข้าเข้าสู่ระดับตำหนักม่วง
ทะเลมรกต แล้วมีรายชื่ออยู่ในรายนามเซียนกระบี่
โลกา เมื่อนั้นท่านจะยอมปล่อยข้าเป็นอิสระ ”
” ไม่มีปัญหาหรอก อย่างไรเสียข้าก็มีชีวิตรอดกลับ
มาแล้ว ” อู่ อวี้ ยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
นัยน์ตาของ หนานกง เหว่ย เปียมล้นไปด้วย
เจตนาฆ่าอย่างรุนแรง จากนั้นมาก็กล่าวขึ้นว่า ”
บัญชีแค้นนี้ ไม่ช้าก็เร็วไอ้ปีศาจชั่วพวกนั้นจะต้อง
ชดใช้ ”
อู่ อวี้ รู้ดีว่าตนไม่อาจเปลี่ยนความคิด หรือ อคติ
ภายในใจของนางได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบเปลี่ยน
เรื่องพูดคุยในเรื่องอื่นทันที ” ว่าแต่เจ้าล่ะ… ได้
ประสบการณ์เช่นไรมาบ้าง หลังจากอยู่ถ้ำกำเนิด
ใหม่มา 3 ปี ? ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้รับมรดกของ
‘จักรพรรดิกระบี่วิหคเพลิงเก้าสี’ มาด้วยมิใช่หรือ ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ