กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 330 : เจตนารมณ
หนานกง เหว่ย แสดงสีหน้าอึดอัดลำบากใจ หลัง
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า ” พี่ชาย ข้าได้
ให้คำสัญญากับบิดาไว้ ว่าจะไม่บอกเล่าเรื่องราว
ถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเจอในถ้ำกำเนิดใหม่ ให้ผู้ใด
ฟัง ท่านเพียงรู้ก็พอว่าข้าต้องใช้ความพยายาม
อย่างหนักในการฝึกฝน แล้วในท้ายที่สุดถ้าก็บรรลุ
จนได้รับผลตอบแทนนำล้ำค่ากลับมา ถ้ำกำเนิด
ใหม่คือความลับของซูซัน ถ้าวันหนึ่งฝีมือของท่าน
ถึงมาตรฐานกฎเกณฑ์ที่ท่านพ่อ และ พวกเขาได้
ตั้งเอาไว้ ท่านถึงจะสามารถทราบรายละเอียดของ
ถ้ำกำเนิดใหม่ได้ ”
” อืม ” สรุปก็คือเขาไม่สามารถรู้ได้ว่า เพราะเหตุ
ใดนางถึงดูได้ดูเติบโตขึ้น และ เปลี่ยนแปรไป
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่เขาก็
เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าวเช่นกัน เพราะมันเป็น
ความลับของ นิกายเซียนซูซัน ซึ่งตนเองก็ไม่ใช่คน
สลักสำคัญอันใด ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ความลับนี้
นี้ได้
” พี่ชาย ท่านไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลเรื่องของข้า
มากนนัก ถึงแม้ท่านพ่อของข้าจะสร้างเงื่อนไข
บางอย่างขึ้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งกายทั้งใจของ
ข้าก็จะเป็นของท่าน การฝึกตนหลังจากนี้ ข้าจะ
คอยช่วยเหลือท่านมากขึ้น ท่านไม่จำเป็นต้อง
กดดันตนเองเกินไป ” หนานกง เหว่ย ยื่นมือไปจับ
มือของ อู่ อวี้ แล้วกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
แม้นางจะเป็นหญิง แต่ก็ยังกล้ากล่าวสิ่งที่อยู่
ภายในใจออกมาอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อู่ อวี้
เองก็ไม่อยากทำให้นางต้องลำบากใจ เขาเอื้อมมือ
ไปสัมผัสใบหน้าของ หนานกง เหว่ย พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า ” อย่าได้กังวล ตราบชั่วชีวิตของการ
ฝึกตน ตราบใดที่เจ้ายังคงต้องการข้าอยู่ ไม่ปฏิเสธ
ข้า ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้า ไม่มีวันจากเจ้าไปไหน ”
” ดีจัง! ” หนานกง เหว่ย ยิ้มอย่างพึงพอใจ รอยยิ้ม
ของนางเฉกเช่นดั่งบุปผาที่กำลังเบ่งบานอยู่ภายใน
ถ้ำเซียน ทำให้เพลิงรักเพลิงพิศวาส ลุกโชนฝน
กระหน่ำเผาไหม้ขึ้นภายใน ถ้ำเทียมฟั้า แห่งนี้
ในเวลานี้พวกเขาทั้งสองต่างมอบความรักความ
อ่อนโยนให้ซึ่งกันและกัน หนานกง เหว่ย ไต่ถาม
ว่า ” พี่ชาย ท่านยังใช้ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร อยู่
หรือไม่ ? ”
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วตอบกลับไปว่า ” เหว่ยเอ๋อ สิ่ง
ที่เจ้ามอบให้แก่ข้า ๆ ย่อมต้องใช้มัน นอกเสียจาก
เจ้าจะไม่ต้องการให้ข้าใช้ แล้วจะนำมันกลับคืนไป
”
ในความเป็นจริงนางไม่เคยล่วงรู้ว่า ศักยภาพใน
ด้านต่อสู้ของ อู่ อวี้ ปัจจุบันนั้นมีมากเพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาเข้าสู่ระดับสร้างแกน
นภา ขั้นที่ 6 นางคิดเพียงแค่นี้จึงคิดว่า เสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร ยังคงเป็นที่น่าพอใจของ อู่ อวี้
หนานกง เหว่ย ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น ” ข้าอยากให้ท่าน
ใช้ของขวัญที่ข้ามอบให้ตลอดไป หลังจากท่านก้าว
เข้าสู่ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต และสามารถใช้
งาน ‘ศาสตราสถิตวิญญาณ’ ได้ เมื่อนั้นข้าจะมอบ
สมบัติล้ำค่าชิ้นใหม่ให้แก่ท่าน เพื่อเป็นสิ่งของแทน
ตัวข้า ท่านจะได้ถวิลหาข้า เห็นข้าตลอดเวลา ”
ดวงตาของนางดูร้อนแรงลุกโชนดุจเพลิงเผา
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า หนานกง เหว่ย มีนิสัย
รุนแรงขึ้นเล็กน้อย นางคิดจะครอบครองเขาไว้แต่
เพียงผู้เดียว แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
เขายิ้มแล้วกล่าวว่า ” เจ้าบอกว่าข้าสามารถใช้
งานมันได้ใช่หรือไม่ อันที่จริงในตอนนี้ข้าสามารถ
ใช้ ‘ศาสตราสถิตวิญญาณ’ ได้แล้ว ”
” ห๊า! ท่านว่าเช่นไรนะ!? ” หนานกง เหว่ย สะดุ้ง
ตกใจ นางส่ายหัวแล้วกล่าวว่า ” พี่ชาย ท่านรู้
หรือไม่ว่า ศาสตราสถิตวิญญาณ ใช้ยากมาก
เพียงใด ข้าพึ่งทำพันธะสัญญากับ ‘กระบี่โลหิต
วิหคเพลิง’ ได้มาเมื่อไม่นานนี้ ข้าต้องใช้ความ
พยายามอย่างมากในการฝึกฝนใช้งานมัน ”
อู่ อวี้ ยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า ” เจ้ากำลังดูถูกข้ารึ
? ”
แน่นอนเพราะสิ่งที่เขากล่าว ช่างเป็นเรื่องน่า
ขบขันสิ้นดี
ถึงจะฟังดูน่าขบขันเพียงใด แต่ หนานกง เหว่ย ก็
ใคร่รู้อย่างยิ่ง เนื่องจากในสายตาของนาง อู่ อวี้
ช่างเป็นคนแปลกประหลาด ที่สามารถทำเรื่อง
ประหลาดใจให้นางได้เห็นอยู่เสมอ อย่างเช่น
พื้นฐานการฝึกตนของเขา ซึ่งอยู่ในระดับ มหาวิถี
สร้างแกนนภา ขั้นที่ 6 เท่านั้น แต่กลับสามารถเข้า
สู่อาณาเขตกระบี่กันน้ำแก่นแท้ได้ ซึ่งมันยิ่งทำให้
นางอยากรู้ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของ อู่ อวี้
มากยิ่งขึ้น
ยามนี้ในหัวใจของนางใคร่รู้ถึงขีดสุด นางจึง
ทดสอบด้วยการใช้ดัชนีโจมตี ซึ่งความแหลมคม
เฉกเช่นเดียวกับกระบี่เปลวเพลิงลุกโชติช่วง บิด
ม้วนเป็นเกลียวสายประดุจดั่งอสรพิษ จากนั้นก็พุ่ง
แทงเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างฉับพลัน
อู่ อวี้ รู้ว่านางคิดทดสอบฝีมือของตนเอง จากนั้น
เขาก็ยกนิ้วขึ้น ดัชนีทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันกลาง
อากาศ บูมมม! ด้วยการโจมตีระยะประชั้นชิด ทั้ง
อีกฝั่ายยังมีพื้นฐานการฝึกตนอยู่ในขั้น ตำหนักผู้
ทะเลมรกต พลังมหาศาลจึงถาโถมเข้าใส่เขาอย่าง
รุนแรง ทว่าด้วยกายเนื้อที่ถูกปรับแต่งขัดเกลา จึง
สามารถสกัดกั้นการโจมตีทดสอบของ หนานกง
เหว่ย เอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อทุกอย่างจบสิ้น ผล
ที่ออกมาคือทั้งสองเสมอกัน
” เป็นไปได้อย่างไรกัน ? ” หนานกง เหว่ย แอบตื่น
ตระหนกเล็กน้อย เมื่อรู้ผลการทดสอบ
อู่ อวี้ กล่าวขึ้นว่า ” แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ฝีมือของ
ข้าจะไม่ได้ก้าวรุดหน้าเร็วเท่ากับเจ้า แต่ข้าก็
ประสบความสำเร็จบางอย่าง ข้าสามารถเอาชนะ
อันดับ 9 ของรายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ได้ ด้วย
เหตุนี้ข้าจึงบุกทะลวงฝั่าเข้าสู่ อาณาเขตแก่นแท้
ได้ยังไงล่ะ ”
หนานกง เหว่ย คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ผู้ที่
สามารถมีรายชื่ออยู่บน รายนามเซียนกระบี่แก่น
แท้ จะต้องมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับมหาวิถีสร้าง
แกนนภา ขั้นที่ 10 แต่ อู่ อวี้ มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับมหาวิถีสร้างแกนนภา ขั้นที่ 6 เพียงเท่านั้น
แต่กลับสามารถสยบฝั่ายตรงข้ามผู้มีฝีมือ อยู่ใน
ระดับมหาวิถีสร้างแกนนภา ขั้นที่ 10 พ่ายแพ้ลงได้
ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อ ดังนั้น
จึงไม่ต้องกล่าวถึงนางว่าจะตกตะลึงมากเพียงใด
นางรีบกล่าวขึ้นว่า ” พี่ชาย เหว่ยเอ๋อ ขออภัยที่ข้า
ดูถูกท่าน เพราะข้าไม่เคยคิดว่า ท่านจะน่าทึ่งถึง
เพียงนี้”
นางดูพออกพอใจอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้
อู่ อวี้ ระลึกถึงช่องว่าความต่างของตนเองกับนาง
ว่าแท้จริงแล้วความคืบหน้าที่ตนได้รับหาได้ยิ่งใหญ่
แต่ประการใด ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจาก ตน
ได้รับมรดกเซียนที่แข็งแกร่งยอดเยี่ยม ซึ่งมี
ประสิทธิภาพเหนือกว่าของ หนานกง เหว่ย เพียง
เท่านั้น
” ไปกันเถอะ เราไปเลือกหา ศาสตราสถิตวิญญาณ
กัน ” แล้ว หนานกง เหว่ย ก็ดึงเขาออกไป
อู่ อวี้ รีบกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ” ช้าก่อนเหว่
ยเอ๋อ อย่าไปเลย ข้าไปดูมาแล้วราคาของ ศาสตรา
สถิตวิญญาณ แพงมากเกินไปสำหรับข้า ข้าจะ
จัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เจ้าเก็บทรัพยากรของ
ตัวเองเอาไว้เถอะ เจ้ายังต้องใช้มัน ”
ในฐานะที่ตนเองเป็นบุรุษ การที่จะใช้สอยเงินทอง
สตรี หาใช่อุปนิสัยของ อู่ อวี้ ไม่
หนานกง เหว่ย จ้องหน้าเขาแล้วกล่าวว่า ” ท่าน
กล่าวอะไรเช่นนั้น ? ข้าต้องการมอบของขวัญ
ให้แก่ท่าน อีกอย่างแต่ละเดือน บิดาของข้าจะมอบ
เม็ดยาปราณมรกต 200 เม็ด ให้ข้าใช้ทุกเดือน
เรื่องนี้มิได้เป็นปัญหาอันใดกับข้า”
เม็ดยาปราณมรกต 200 เม็ด เทียบเท่ากับ เม็ดยา
สร้างแกนนภา 20,000 เม็ด เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่
อวี้ ก็แทบจะกระอักโลหิตออกมา เมื่อเอามา
เปรียบเทียบกับตนเองแล้วแทบอยากจะตกตายไป
เสียให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเทียบกับทายาทผู้มั่ง
คั่งอย่าง หนานกง เหว่ย
ตัวเขาขาดแคลนเงินทองใช้สอย แต่นางกลับร่ำ
ร้องกลัวจะไม่ได้ใช้สอยเงินทอง!
” ตามข้ามา ท่านไม่ต้องมาอิดออดร่ำรี้ร่ำไร สำหรับ
ข้าท่านคือวีรบุรุษเหนือวีรบุรุษ ที่มีจิตใจที่เด็ด
เดี่ยวแน่วแน่ สามารถประหัตประหารวีรบุรุษทั้ง
ปวง ” หนานกง เหว่ย กัดริมฝีปากแดงระเรื่อ
ดวงตาของนางเบิกกว้างจ้องเขม่งมาที่เขา สายตา
ของนางดูดุดันโหดร้ายอย่างที่สุด ภายใต้การข่มขู่
อันน่าสะพรึงกลัว อู่ อวี้ จึงคิดขึ้นในใจว่า : เอาวะ
… อย่างไรเสียเราก็ต้องอยู่กับนางไปตลอดชีวิต
เงินทองทรัพยากรของนางมีมากมายเพียงพอที่จะ
หยิบจ่ายใช้สอย อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
สำหรับ เม็ดยาปราณมรกต เดี๋ยวเราค่อยชดใช้คืน
นางคราวหลังแล้วกัน เขาพยักหน้า เมื่อคิด
ใคร่ครวญทุกอย่างดีแล้ว
” ตกลง ”
” ดีมาก ” หนานกง เหว่ย รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกมายังนอกถ้ำเทียมฟั้า แต่
แค่เพียงก้าวออกมาได้ไม่นานเท่าไหร่ ทันใดนั้น
พวกเขาก็แลเห็นสาวกกระบี่แก่นแท้มากมาย
รวมตัวกันจับจ้องมายังทิศทางนี้ เมื่อเห็นพวกเขา
ออกมา เหล่าสาวกก็พากันกระจัดกระจายแยกตัว
ไป เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเฝั้ารออยู่ด้านนอกนี้นาน
แล้ว
อู่ อวี้ ตระหนักได้ในทันทีว่า เรื่องระหว่างเขากับ
หนานกง เหว่ย คงแพร่กระจายไปทั่วทั้งซูซันแล้ว
คาดว่ายามนี้คงบังเกิดเป็นความโกลาหลปันปั่วน
ไปทั่ว แลคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็คือตัวเขา
เอง
” พวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเนี่ย ช่างน่ารำคาญยิ่ง
นัก ” หนานกง เหว่ย ซึ่งกำลังใช้กระบี่บินยืนอยู่
ข้างกายของ อู่ อวี้ กล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของ
‘วิหารศาสตราเต๋า’ การที่คนทั้งสองบินเคียงข้างไป
พร้อมกันในลักษณะนี้ จะแลเห็นได้ว่าชายหญิงคู่นี้
ช่างเหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก
หลังจากพวกเขาบินทะยานออกไป สาวกกระบี่
โลกามากมายก็ต่างพากันพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ทัน
ควัน
” ดูความแน่นแฟั้นของพวกเขาสิ ช่างเยี่ยมยอด
เสียจริง ๆ ”
“ข้าล่ะอิจฉา อู่ อวี้ ยิ่งนัก ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์
สูงล้ำ ยังมีวาสนาในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อีกด้วย ช่าง
เป็นการทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์อย่างแท้จริง ”
” เจ้าอย่าไปหวังสูงเกินไปนัก ข้ากลับคิดว่าพวก
เขาไม่เหมาะสมกันเท่าใด กล่าวตามตรงด้วยระดับ
ของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ยังถือว่าห่างไกลจาก หนานกง
เหว่ย อยู่ไม่น้อย หากเซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่
ยินยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง ก็ไม่มี
คุณค่าอันใดต้องให้สนใจ ! ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“ อย่างไรก็เสีย หากคนทั้งสองยังใช้เวลาอยู่
ร่วมกันต่อไป ชายหญิงแนบชิดอิงกาย ข้าเกรงว่า
อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นได้ … ”
ความจริงแล้ว ถึงแม้ อู่ อวี้ จะไม่ได้ยิน แต่เขาก็รู้
ว่าพวกมันจะพูดคุยเรื่องอันใดกันบ้าง
บางทีสำหรับคนนอกแล้ว อาจคิดว่าตัวเขาไม่
เหมาะสมกับ หนานกง เหว่ย แต่ภายในจิตใจของ
เขา กลับหาได้รู้สึกกดดันแต่ประการใด กล่าวได้ว่า
หนานกง เหว่ย ยามนี้เปรียบดั่งดวงตะวันอันเจิด
จ้า นับเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งคนหนึ่ง แต่ อู่ อวี้ ก็
มั่นใจมากเช่นกัน ว่าอีกไม่ช้านานตนเองต้องอยู่
เหนือนาง
เพียงชั่วพริบตา ท่ามกลางความสนใจจากสาวก
กระบี่แก่นแท้ แลสาวกกระบี่โลกาบางคน ทั้งสองก็
เดินทางมาถึง วิหารศาสตราเต๋า หลังจากที่ หนาน
กง เหว่ย ร่อนลงมา นางก็กล่าวขึ้นด้วยความ
ภาคภูมิใจว่า “พี่ชาย เนื่องจากข้าไม่อาจทำตามที่
เราสัญญากันเอาไว้ได้ ดังนั้นครั้งนี้ข้าอยากจะไถ่
โทษ ด้วยการมอบ ศาสตราสถิตวิญญาณ ภายใน
วิหารตาเต๋า นี้ให้แก่ท่าน”
เมื่อเห็นว่านางยังคงยืนกรานคำเดิม อู่ อวี้ ก็ไม่
อยากทำให้นางต้องเสียน้ำใจ เขากล่าวขึ้นอย่าง
ผ่อนคลายว่า ” ครั้งนี้ข้ายกโทษแล้วกัน แต่ถ้าหาก
เจ้าทำอีกแค่ ศาสตราเต๋าสถิตวิญญาณอย่างเดียว
คงไม่เพียงพอให้ข้าพอใจ ”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการหยอกเย้าเท่านั้น
“ข้ารู้แล้วน่า” จากนั้นนางก็คล้องแขน อู่ อวี้ ทำ
เสมือนประหนึ่งคู่สามีภรรยา เดินเข้าไปภายใน
วิหารศาสตราเต๋า พร้อมกับ อู่ อวี้ ภาพฉากนี้ทำให้
ผู้คนมากมายต่างรู้สึกอิจฉาริษยาไปตาม ๆ กัน
เนื่องจากเหล่าฝูงชนต่างตระหนักดีถึงตัวตนอัน
สูงส่งของ หนานกง เหว่ย ในทางกลับกัน พวกมัน
ก็รู้สึกอิจฉาริษยา อู่ อวี้ ที่สามารถใช้ชีวิตเคียงคู่
บุปผางามเช่นนี้ ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แถมใน
ยามนี้นางยังพา อู่ อวี้ มายังวิหารศาสตราเต๋าเพื่อ
แลกเปลี่ยน ศาสตราสถิตวิญญาณ ให้อีกด้วย…
ทำให้ ภาพลักษณ์ของ อู่ อวี้ ยามนี้เสมอเสมือนดั่ง
‘แมงดาปีกทองกำลังเกาะกินสตรี ‘ มากยิ่งขึ้น
บุรุษทุกผู้คนต่างจับจ้องมายังเขาด้วยความอิจฉา
ริษยา แลเกลียดชังอย่างสุดแสน
ความเอื้ออาทรของนางในครั้งนี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
อยากยินดีอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของ
ตนเองในยาม ช่างยากจนข้นแค้นถึงขีดสุด ดังนั้น
จึงไม่ได้ครุ่นคิดให้มากความนัก เร่งรีบก้าวเดินมุ่ง
ตรงไปยัง ‘กระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า’ กับ ‘กระบี่
ระบำจันทราพิสุทธิ์สูญ’ ทันที ไม่จำเป็นต้องกล่าว
อันใด หนานกง เหว่ย ก็ทราบว่า เขาให้ความ
สนใจกับศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองเล่มนี้ ซึ่งมี
ความแตกต่างกัน อีกทั้งศาสตราทั้งสองเล่มยังมี
มูลค่าสูงเสียยิ่งกว่า ‘กระบี่โลหิตวิหคเพลิง’ ของ
นางเสียอีก
” ข้าจำได้ว่ากระบี่ทั้งสองเล่มนี้ เป็นของคู่เซียน
แห่งซูซันเรา คนทั้งสองจับมือเคียงคู่ ก้าวเดินไปยัง
สุดขอบโลก ร่วมทุกข์ร่วมสุข ตราบจนชีวิตหาไม่”
แม้แต่การพูดคุยของ หนานกง เหว่ย ก็ยังดูเป็น
หญิงสาววัยรุ่นแรกแย้ม การได้รู้เรื่องราวของ
ศาสตราสถิตวิญญาณ ทำให้จิตใจของนางเต้นระ
ส่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะเลยทีเดียว
กระบี่เล่มหนึ่งเสมือนดั่งดวงตะวันบนท้องนภา
ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นสีน้ำเงินดูลึกล้ำดั่งดวงจัน
ทรายามราตรี จับมือเคียงคู่กันไปจนกว่าชีวิตจะหา
ไม่
“ข้าต้องการกระบี่ทั้งสอง” หนานกง เหว่ย หันไป
กล่าวกับสาวกกระบี่โลกาผู้ประจำการอยู่ที่นี่
“นะ… นี่มัน 45,000 แต้มความสำเร็จเลยนะ
ขอรับ!” เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุตรีของ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง สาวกกระบี่โลกาผู้มีหน้าที่
รับผิดชอบดูแลก็รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย
มันเป็นคนแนะนำกระบี่ทั้งสองเล่มนี้ให้แก่ อู่ อวี้
เอง จากนั้น มันก็หันไปมอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตา
เปียมล้นไปด้วยความอิจฉาริษยา
” รับนี่ไป ” หนานกง เหว่ย แสดงท่าทางราวกับว่า
ราคาของศาสตราทั้งเต๋าทั้งสองเล่มนี้ หาได้
มากมายอันใด จากนั้นนางก็โยนถุงจักรวาลไปให้
สาวกผู้ดูแล สำหรับวิหารศาสตราเต๋าแล้ว โอสถ
นั้นสามารถใช้แทนแก่นกระบี่ได้โดยตรง
“ขอรับ ๆ”
ไม่นานนัก อู่ อวี้ ก็ได้รับ ศาสตราสถิตวิญญาณ ที่
ตัวเขาใฝั่ฝันปรารถนา
ช่างง่ายดายยิ่งนัก
ในระหว่างขั้นตอนนี้ ทำให้เขาตระหนักขึ้นมาจริง
ๆ ว่า การมีผู้อาวุโสคอยช่วยเหลือสนับสนุนนั้น
มันเป็นเรื่องโชคดีมหาศาลมากเพียงใด ซึ่งหาก
ปรารถนาสิ่งใด โดยทั่วไปแล้วไม่มีทางที่จะไม่ได้
ดั่งใจปรารถนา
เมื่อได้รับถุงจักรวาลที่บรรจุ ศาสตราสถิตวิญญาณ
ทั้งสองเล่มไว้ภายใน อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่าตนเอง
นั้นฝันไป
“พี่ชาย ไปกันเถอะ” เมื่อ หนานกง เหว่ย เห็นเขา
แสดงท่าทางเช่นนี้ก็อดหัวเราะออกมาอย่างช่วย
ไม่ได้
ด้านนอกวิหารมีผู้คนมากมายเฝั้ามองอยู่ ซึ่ง อู่ อวี้
ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผ่านไปไม่นานนัก
ข่าวคราวว่า หนานกง เหว่ย ได้ส่งมอบศาสตรา
สถิตวิญญาณสองเล่มให้แก่เขา ก็แพร่กระจายไป
ทั่วทั้งซูซันในชั่วพริบตา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ยิ่งทำ
ให้ อู่ อวี้ ดูเสมือนกับ ‘แมงดาเกาะผู้หญิงกิน’ มาก
ยิ่งขึ้น
“พี่ชาย ท่านต้องการเคล็ดวิชาเต๋าด้วยหรือไม่ ?
ท่านอยากลองทดสอบ ศาสตราสถิตวิญญาณ กับ
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ด้วยหรือไม่ ? เมื่อไม่นาน
มานี้พึ่งบ่มเพาะ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินไป”
หนานกง เหว่ย ใช้เม็ดยาปราณมรกตไปมากมาย
ด้วยท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไรแม้แต่น้อย
“ไม่…พอแล้ว” ถึงแม้มันจะทำให้เขารู้สึก
สะดวกสบายอย่างยิ่ง แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ต้องการมัน
เขาไม่อยากกระทำเช่นนี้โดยที่ไม่ได้ใช้ความ
พยายามอะไร เนื่องจากภายในหัวใจของเขา
ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าปล่อยให้ หนานกง
เหว่ย จัดเตรียมทุกอย่างให้เขา นานวันเข้า เขา
อาจสูญเสียตัวตนไปได้ อย่างน้อย ๆ ลางสังหรณ์ก็
ร้องเตือนแต่แก่เขาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ใน
ความพอดี ไม่ควรหักโหมมากเกินไป
“ก็ได้ รอจนกว่าท่านจะทำพันธะสัญญากับศาสตรา
สถิตวิญญาณทั้งสองชิ้นนี้ได้แล้วกัน” การที่ หนาน
กง เหว่ย กล่าวเช่นนี้แสดงให้เห็นว่านางยังไม่ยอม
แพ้ ท่ามกลางสายตาซึ่งเปียมล้นไปด้วยความ
อิจฉาริษยามากมายจากเหล่าสาวกกระบี่แก่นแท้
คนทั้งสองได้บินออกไปจากวิหารศาสตราเต๋า
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ