กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 331 : มหาสมุทรกระบี่ไรตาน
แม้ อู่ อวี้ จะคิดว่าตนเองสามารถปรับแต่งศาสตรา
สถิตวิญญาณได้ แต่สำหรับ หนานกง เหว่ยแล้ว
หาก อู่ อวี้ ยังไม่เคยทำสำเร็จมาก่อนนางย่อมไม่
สามารถปักใจเชื่อได้
นอกจากนั้น อู่ อวี้ ไม่ได้กำราบศาสตราสถิต
วิญญาณเพียงแค่ชิ้นเดียว แต่ว่าเขาต้องกำราบถึง
สอง
ศาสตราสถิตวิญญาณสองชิ้น กับ ศาสตราสถิต
วิญญาณชิ้นเดียว จะใช้วิธีการที่แตกต่างกัน
ศาสตราเต๋าทั้งสองนี้มีความพิเศษมากกว่าชิ้นอื่นๆ
เนื่องจากความสัมพันธ์กับเจ้าของเดิมของมัน ดู
เหมือนว่ามันจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ระดับของ
สติปัญญาของศาสตราสถิตวิญญาณก็นับได้ว่า
เติบโตจนสุกงอม เมื่อพวกมันเชื่อมโยงถึงกัน
ดังนั้น อู่ อวี้ จะต้องปรับแต่งอาวุธทั้งสองเล่มใน
เวลาเดียวกัน มิฉะนั้น พวกมันก็ยากที่จะยอมสยบ
หากเล่มหนึ่งถูกปรับแต่ง ในทางตรงกันข้ามอีกเล่ม
หนึ่งก็จะอ้างว้างในบัดดล
หลังจากกลับมาที่ถ้ำเซียนเทียมฟั้าแล้ว หนานกง
เหว่ย ก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันน่ารักว่า “พี่ชาย
ท่านวางใจและมุ่งมั่นในเรื่องการปรับแต่งศาสตรา
เถอะ เดี๋ยวข้าจะเป็นผู้พิทักษ์ให้ท่านเอง”
“ไม่ต้องเป็นห่วง”
บนเส้นทางแห่งการฝึกตนก็คือความโดดเดี่ยว ถ้า
หากมีคนมาอยู่ด้วย มีจิตใจเดียวกันมีความคิด
คล้ายกัน เดินอยู่บนหนทางแห่งเต๋าเดียวกัน นั่นก็
คือสิ่งที่มาเติมเต็มบนโลกของการฝึกตนนี้
ในตอนที่รู้แจ้งเต๋า ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตามเมื่อเปิดตา
ขึ้นมา แล้วพบว่ามีคนมาอยู่ข้างกาย
บางทีในใจก็อาจจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา และ
การที่จะรู้แจ้งในเส้นทางแห่งเต๋าได้มากมาย
มหาศาล ก็อาจจะเป็นเพราะนาง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคนสองคนที่มีพรสวรรค์แบบ
เดียวกัน ต่างฝั่ายต่างแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน มันยากที่จะมีความ
ใกล้ชิดกันแบบพี่น้องหรือแม้กระทั่งแบบพ่อกับลูก
ได้
เมื่อมีนางมาอยู่ข้างกาย อู่ อวี้ ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
เขามุ่งเน้นความสนใจทั้งหมดของเขาไปที่ศาสตรา
สถิตวิญญาณทั้งสองนี้
อู่ อวี้ นำศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสอง หนึ่งยาว
หนึ่งสั้น หนึ่งสีทอง ส่วนอีกหนึ่งสีคราม มาวางอยู่
เบื้องหน้า ทั่วทั้งห้องฝึกตนพลันเต็มไปด้วยแสง
ของศาสตราเต๋าทั้งสองที่สาดส่องออกมา ส่องแสง
ประกายเจิดจ้าราวกับตะวันได้ขึ้นวันใหม่ ระหว่าง
แสงทั้งสองไม่มีความขัดแย้งกันแม้แต่น้อย แต่กลับ
ผสานเข้ากันอย่างลงตัวจนน่าเหลือเชื่อ หากกระบี่
ทั้งสองเล่มอยู่รวมกัน ก็เป็นเช่นเดียวกับ สัตว์ตัว
เล็กๆสองตัวที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
ฟูั่ววว!
ทันใดนั้น อู่ อวี้ เกือบจะคว้าด้ามจับของกระบี่ทั้ง
สองเล่นในเวลาเดียวกัน
หนึ่งซ้าย หนึ่งขวา
กงล้อกระบี่หยินหยาง จิตใจแบ่งเป็นสอง พลัน
นำมาผสานเข้ากับการปรับแต่งศาสตราสถิต
วิญญาณทั้งสองในเวลาเดียวกัน!
อู่ อวี้ รับรู้ได้ว่าภายศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองนี้
มีโลกแห่งวิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ทันใดนั้น อู่ อวี้
รู้สึกราวกับถูกแบ่งออก เข้าไปอยู่ในโลกที่แตกต่าง
กันอย่างสิ้นเชิงสองใบ ในโลกใบหนึ่งร้อนแรงราว
กับอยู่ท่ามดวงตะวันอันเฉิดฉาย ทั้งสี่ทิศเต็มไป
ด้วยคลื่นความร้อนของเปลวไฟ ส่วนโลกอีกใบราว
กับว่าอยู่ในใจกลางดวงจันทร์ แสงจันทร์สงบนิ่ง
เหมือนน้ำ ล้อมรอบอยู่สี่ทิศ มีความเย็นเฉียบที่
อันตรายจนสามารถแช่แข็งคนได้
บูม!
เนื่องจากว่า อู่ อวี้ บุกรุกเข้าไปในโลกทั้งสองใบนี้
ทันใดนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟั้าพลิก
แผ่นดิน ใจกลางของดวงตะวัน คลื่นความร้อน
แพร่กระจายออกมาอย่างกับภัยพิบัติ ท่ามกลาง
ดวงจันทร์ ลมเย็นยะเยือกพัดกวาดออกไป ปราณ
กระบี่ระเบิดออกไปทั่วทุกทิศทาง แสงจันทร์ที่
เหมือนกับสายธารา ปลดปล่อยพลังมหาศาล
ออกมา
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ถูกดีดกระเด็นออกไป กระบี่ในมือ
ทั้งสองข้างสั้นสะท้านอย่างบ้าคลั่งและต้องการที่
จะหลุดออกจากการควบคุมของ อู่ อวี้
“พี่ชาย…..”
หนานกง เหว่ย รู้สึกกังวลเล็กน้อย จริงๆแล้วนาง
เข้าใจว่ามันยากมากในการปรับแต่งศาสตราสถิต
วิญญาณ ก่อนหน้านี้บางครั้งนางก็ยอมแพ้ให้กับ
กระบี่โลหิตวิหคเพลิง นอกจากนี้ยังต้องใช้เวลา
หลายวัน
แต่ปัญหาของ อู่ อวี้ เห็นได้ชัดว่ามันยากกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม ถึงจะล้มเหลวไปแล้วครั้งหนึ่ง อู่ อวี้
ก็ไม่ได้ยอมแพ้ ความแข็งแกรงทางกายเนื้ออันไม่
สิ้นสุดของเขา ถูกทำลายตรงๆโดยศาสตราสถิต
วิญญาณทั้งสองนี้ ศาสตราสถิตวิญญาณที่อยู่ใน
มือของเขากรีดร้องและสั่นอย่างรุนแรง กระทั่งวง
เวทย์บนตัวของมันก็ถูกกระตุ้นใช้งาน เพลิงพิโรธ
และกระแสความเย็นพุ่งออกมาจากร่างของ อู่ อวี้
แพร่กระจายลุกลามไปบนแขนของเขา พร้อมเข้า
โจมตีไปที่ อู่ อวี้ อย่างฉับพลัน
ต้องรู้ว่า ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตไม่ได้กำราบยากเย็น
เช่นนี้ มีเพียงแต่ศาสตราสถิตวิญญาณเท่านั้น ที่มี
ความสามารถในการต่อต้านขนาดนี้
“กายาเพชรอมตะ” อู่ อวี้ ไม่ยอมอีกต่อไป เปลี่ยน
ร่างเป็น ‘พระพุทธรูปแก่นแท้วัชระธรรมสูตร’
พระพุทธรูปที่มีความสูงถึงหกจั้ง ฝั่ามืออันใหญ่
และหนาคู่หนึ่งพุ่งเข้าจับไปที่กระบี่ทั้งสองเล่มนี้
เพื่อไม่ให้มันหลบหนีออกไปได้ พลังอำนาจวง
เวทย์ศาสาตราของกระบี่ทั้งสองเล่มนี้แพร่กระจาย
ออกมา ทำให้ร่างพระพุทธวัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง พลังปราณกระบี่อัน
หนาแน่นพุ่งเข้าเจาะทะลวงไปมั่วซั่วอย่างไม่รู้
ทิศทาง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ว่าตัว
ของศาสตราสถิตวิญญาณจะดิ้นรนยังไง ก็ยากที่จะ
หลุดออก ‘พระพุทธรูปแก่นแท้วัชระธรรมสูตร’ ได้
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้ หนานกง เหว่ย รู้สึก
สงบลงเล็กน้อย แต่ว่า นางก็ยังคงไม่เชื่อว่า อู่ อวี้
จะสามารถทำได้สำเร็จอยู่ดี
ตอนนี้ อู่ อวี้ กลับเข้าไปในโลกแห่งจิตวิญญาณ
ของศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองอีกครั้ง ในตอนที่
พึ่งเข้ามาอีกรอบนั้น อู่ อวี้ ก็จินตนาการไปถึง
หัวใจวานร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ ปรากฎเป็น
หัวใจของวานรที่เขาจินตนาการขึ้นมาบนโลกของ
ศาสตราสถิตวิญญาณ
ตูม ตูม ตูม!
ศาสตราสถิตวิญญาณกำลังโจมตีไปที่ราชาวานรที่
อยู่ใจกลางเปลวเพลิงอย่างรุนแรง
เกิดต่อต้านกันอยู่เบื้องหน้า ครั้งนี้ อู่ อวี้ เตรียมตัว
มาอย่างดี ความจริงแล้วตราบใดที่เขาสามารถทน
ต่อการโจมตีของศาสตราสถิตวิญญาณในแต่ละ
ครั้งก็จะไม่มีปัญหาใดๆแล้ว เพราะยังไงหากไม่มี
ร่างภาชนะคอยส่งพลังให้แก่ศาสตราสถิตวิญญาณ
ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณก็จะค่อยๆอ่อนแอ
ลงไปเรื่อยๆ
เปลวเพลิงแห่งดวงตะวันซึ่งม้วนกวาดออกมา
อย่างบ้าคลั่งพร้อมปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาล
แต่ อู่ อวี้ ยังคงมั่นคงไม่ขยับเขยื้อนดั่งขุนเขา ดื่ม
ด่ำกับหัวใจวานรที่อยู่ในโลกนี้ จิตใจอันแน่วแน่
ราวกับกำลังแสวงบุญ สายตาเพ่งเล็งมองหา
ศาสตราสถิตวิญญาณในโลกแห่งนี้ เพื่อ
ประทับตราสัญลักษณ์ลงไป
เมื่อเวลาผ่านไป หากมองจากภายนอก ดูเหมือนว่า
ผิวของพระพุทธรูปแก่นแท้วัชระธรรมสูตรที่กำลัง
ต่อสู้กับศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองนี้จะปรากฏ
รอยร้าวแตกออกให้เห็นเล็กน้อย
หนานกง เหว่ย อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วลง นางรู้สึก
ว่า อู่ อวี้ อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้
ทันใดนั้น ศาสตราสถิตวิญญาณที่ถูกโจมตีออกไป
อย่างฉับพลัน ก็แปลเปลี่ยนกลายเป็นพลังอ่อนโยน
สายหนึ่ง ส่วนร่างกายของ อู่ อวี้ เกิดการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่าง พระพุทธรูปแก่นแท้วัชระ
ธรรมสูตรที่ครอบคลุมร่างของเขาแปรเปลี่ยน
กลับไปดั่งเดิม ตอนนี้เขาถือกระบี่ยาวทั้งสองเล่ม
อยู่ในมือ ทางด้านซ้ายราวกับดวงตะวันที่เผาไหม้
ด้านขวาเป็นแสงจันทร์ที่สวยเหมือนภาพวาด
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีไปมาระหว่างสีทองและสี
คราม สามารถมองเห็นได้ว่าใบหน้าของเขาซีดลง
เล็กน้อย แต่ดวงตาเขาร้อนแรงและเต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่น จากนั้นแววตาจ้องมองลงไปยัง
ศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองที่ยอมสยบอยู่ในมือ
ของเขา ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็ทำ
สำเร็จ
เสร็จสิ้น
เมื่อ หนานกง เหว่ย มองไปยังภาพดังกล่าว หัวใจ
ของนางก็ตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ท่านทำ
ได้อย่างไร?”
ตัวนางเองก็พอมีประสบการณ์ในเรื่องเช่นนี้อยู่บ้าง
“ขนาดไม่มีเจ้าของเดิม พลังจิตวิญญาณช่าง
แข็งแกร่ง สามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันแน่ว
แน่” อู่ อวี้ กล่าวสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจออกมา ความ
จริงแล้วนี่เป็นความสามารถพิเศษของเขา
“ไม่น่าเชื่อ” หนานกง เหว่ย รู้สึกทึ่งเล็กน้อย แสดง
ใบหน้าอันแปลกใจออกมา แต่ก็ยังแฝงไปด้วย
ความน่ารักมากเสน่ห์ คล้ายคลึงกับการแสดงออก
ในตอนที่นางยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
อย่างไรก็ตามนางยอมรับผลลัพท์เช่นนี้ได้อย่าง
รวดเร็ว พร้อมหัวเราะคิกคักแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่า
พี่ชายจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง”
“ไม่เอาน่า แค่ศาสตราสถิตวิญญาณอันจิ๊บจ๊อยทั้ง
สองนี้ แน่นอนว่ามันยังไม่เพียงพอ” อู่ อวี้ ยิ้มแล้ว
กล่าวออกมา
“พี่ชาย ท่านต้องทำความคุ้นเคยกับพวกมันอย่าง
ต่อเนื่อง ข้าจะต้องสงบจิตใจลงสักหน่อย ก่อนที่จะ
ก้าวไปขั้นถัดไป” หนานกง เหว่ย นั่งขัดสมาธิลงที่
เบื้องหน้าของเขา ดูเหมือนจะหมายความว่าให้เขา
นั่งลงและทำการฝึกฝนบ่มเพาะไปด้วยกัน
“ตกลง”
ทั้งสองคนนั่งอยู่คนละด้าน ไม่ได้พูดคุยมากนัก
ภายในห้องฝึกฝนแห่งนี้ จะสามารถรับรู้ได้ถึงลม
หายใจอันอบอุ่นของแต่ละฝั่าย ช่างเป็นสิ่งที่ยอด
เยี่ยมเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
บน กระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า และ กระบี่ระบำ
จันทราพิสุทธิ์สูญ มีวงเวทย์อยู่นับร้อย ซึ่งส่วน
ใหญ่แล้วเป็นวงเวทย์แบบส่งเสริม มีหน้าที่ส่งเสริม
ประสิทธิ์ภาพการโจมตี และยังมีวงเวทย์หลักที่
ช่วยค้ำยันศาสตราสถิตวิญญาณอีกสองวงเวทย์
ซึ่งกระบี่ทั้งสองเล่มนี้มีความคล้ายคลึงกับ เสาเก้า
จัตุรัสสยบมาร ที่มีวงเวทย์โจมตีอันหนักหน่วง
สามารถใช้วงเวทย์เหล่านี้ไปช่วยวงเวทย์หลัก เข้า
ส่งเสริมความสามารถในการสังหาร
ในกระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า มี ‘วงเวทย์ตะวัน
ผลาญฟั้า’ ที่มีพลังอำนาจมหาศาล ส่วนบนกระบี่
ระบำจันทราพิสุทธิ์ มี ‘วงเวทย์กระบี่จันทรา
เดียวดาย’ เต็มไปด้วยพลังแห่งการสังหาร
สามารถเรียกได้ว่ามันทำผู้คนต้องรู้สึกหวาดกลัว
เมื่อได้เห็น
อู่ อวี้ ในตอนนี้เขากำลังจมดิ่งเข้าไปในการ
พิจารณาเกี่ยวกับวงเวทย์ศาสตราทั้งสองนี้
หลังจากที่ศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองตกอยู่
ภายใต้การควบคุมของเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
เพียงแต่ว่าเขาจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
เท่านั้นก็จะสำเร็จ
เขาเปิดตาขึ้นเป็นครั้งคราว หนานกง เหว่ย กำลัง
ปิดตาฝึกฝนบ่มเพาะพลังอยู่ ร่างกายของนางถูก
ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงเก้าสีอันงดงาม ภายใต้
แสงเพลิง ราวกับเป็นเทพธิดาที่แห่งสรวงสวรรค์
ด้วยองค์ประกอบทุกอย่างมารวมกับบนใบหน้า
ของนางทำให้สามารถดึงดูดผู้คนให้หลงไหลได้
อย่างไม่ยากเย็น อู่ อวี้ ยังรู้สึกว่าในไม่กี่ปีนี้ สาว
น้อยตัวเล็กในตอนแรก ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นที่
อิจฉาของได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นที่ใฝั่ฝันของ
เหล่าบุรุษทุกผู้ซึ่งอยากจะกลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียร
กับนาง
การที่ได้ครอบครองนางเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นความ
โชคดีอย่างยิ่ง เกรงว่ามันจะสามารถช่วยรักษา
ความโดดเดี่ยวบนโลกแห่งการฝึกตนได้นานนับ
หลายสิบปี
เวลาล่วงเลยผ่านไป
ในชีวิตการฝึกตนที่ผ่านมา หากมีคนคอยอยู่
ด้วยกันไม่จากไปไหน ก็จะรู้สึกราวกับว่าแม้แต่การ
บ่มเพาะก็จะเร็วขึ้นอย่างมาก อู่ อวี้ ใช้เวลาใน
การศึกษาสมบัติทั้งสองชิ้นนี้ไม่นานมากนัก ตอนนี้
สมบัติทั้งสามชิ้นซึ่งอยู่ในมือของเขา ทั้งหมดเป็น
ของที่ หนานกง เหว่ย มอบให้กับเขา มันทำให้เขา
รักและทะนุถนอมสมบัติเหล่านี้เป็นพิเศษ
ถึงแม้ว่าตัวเขาจะมาจากดินแดนตะวันออกอัน
ห่างไกล แต่ว่า หนานกง เหว่ย นับถือเขาราวกับ
ว่าเป็นสหายที่เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
หนึ่งเดือนต่อมา มีอยู่วันหนึ่ง หนานกง เหว่ย
ตะโกนเรียก อู่ อวี้ หลังจากที่เขาเปิดตาขึ้นมา ก็
ค้นพบว่าดวงตาและสีหน้าของนางเต็มไปด้วย
ความเจ็บปวด นางกล่าวว่า “พี่ชาย พ่อของข้า
บอกให้ข้ากลับไปที่อาณาเขตเซียนสักพักหนึ่ง
ท่านเตรียมการสำหรับภารกิจให้ข้าเสร็จสิ้นแล้ว”
เมื่อมองจากสีหน้าของนาง อู่ อวี้ ก็รู้ทันทีว่านั่น
จะต้องเป็นคำสั่งของเซียนกระบี่กุ้ยหยางที่ต้องการ
ให้นางจำเป็นต้องสำเร็จภารกิจ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่
รั้งนางเอาไว้ เกรงว่าเขาไม่ต้องการที่จะให้พวกเขา
อยู่ด้วยกันตลอดเวลา อู่ อวี้ จึงพยักหน้าแล้วตอบ
ไปว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง หากเจ้าต้องการพบข้า เจ้า
ก็สามารถมาหาข้าได้ทุกเวลา”
“ใช้ตราผนึกสื่อสารนี่ในการติดต่อกับข้า” หนาน
กง เหว่ย มอบถุงจักรวาลที่ข้างในบรรจุตราผนึก
สื่อสารนับพันชิ้นโดยเฉพาะ เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขา
สามารถใช้ตราผนึกสื่อสารติดต่อกันได้โดยตรง นี่ก็
เป็นเพราะความมั่งคั่งของนาง จึงสามารถ
แลกเปลี่ยนตราผนึกสื่อสารได้มากมายขนาดนี้
หลังจากที่ อู่ อวี้ รู้เช่นนี้แล้ว เขาจึงยอมแพ้ให้กับ
นางแต่โดยดี…..
อู่ อวี้ ส่งนางออกไปจากถ้ำเซียนเทียมฟั้า เมื่อออก
จากถ้ำเซียนเทียมฟั้าแล้ว ก็ยังมีคนมากมายที่
สนใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน ความ
จริงข่าวที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมานานกว่าหนึ่งเดือน
ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว ในตอนนี้ อู่ อวี้ จึง
กลายเป็นที่อิจฉาของคนทั่วทั้งนิกายเซียนซูซัน
“ใช่แล้ว ยังมีอีกเรื่อง” ขณะที่กำลังจะออกจากถ้ำ
เซียนเทียมฟั้า หนานกง เหว่ย ก็พาเขากลับเข้าไป
และปิดประตู ฉับพลันนางหยิบตรากระบี่สีขาว
บริสุทธิ์ออกมาจากถุงจักรวาลแล้วกล่าวว่า “นี่คือ
‘ตรากระบี่ไร้ต้าน’ ข้าขอมอบให้ท่าน หลังจากนี้
มันเป็นของท่านแล้ว”
“มันเอาไว้ใช้ทำสิ่งใด?” อู่ อวี้ พลิกไปพลิกมาสอง
สามครั้ง ตราคำสั่งนี้ไม่ได้มีลักษณะพิเศษของมัน
เอง เพียงแค่ว่ามันมีสัญลักษณ์เวทย์ที่ยากจะ
คัดลอกอยู่หนึ่งแบบเท่านั้น
หนานกง เหว่ย กล่าวว่า “นี่ก็คือสิ่งที่เอาไว้เข้าไป
ฝึกตนภายใน ‘มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน’ ถ้าหากมี
ตรากระบี่ไร้ต้าน จะสามารถเข้าไปหา
ประสบการณ์ภายใน ‘มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน’ได้”
อู่ อวี้ ไม่เคยได้ยินสถานที่แห่งนี้มาก่อน ดังนั้นเขา
จึงไม่ได้เอ่ยอะไรมากนัก แต่กำลังรอให้ หนานกง
เหว่ย อธิบายให้เขาฟัง
“มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน เป็นสถานที่ที่นิกายมอบ
ให้กับผู้เยาว์หนุ่มสาว เป็นสถานที่ที่จัดตั้งขึ้น
เพื่อให้เหล่าสาวกที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นเข้ามา
หาประสบการณ์ คนที่รู้เรื่องนี้มีไม่มาก ผู้ที่ถือตรา
กระบี่ไร้ต้านสุดจะต้องเก็บมันเอาไว้เป็นความลับ
คาดว่าถึงข้าจะไม่ได้มอบให้ท่าน แต่อีกไม่กี่วัน
เฉิน ชิงเหยา ก็จะนำมามอบให้ท่านเอง หาก
เปรียบเทียบกับสถานที่หาประสบการณ์ที่อื่นใน
นิกาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
จะเป็นสถานที่ที่จะได้รับแต้มความสำเร็จเยอะที่สุด
และเป็นสถานที่ที่ฝึกฝนได้ดีที่สุด ซึ่งสถานที่แห่งนี้
เป็นสถานที่ของเหล่าอัจฉริยะระดับต้นๆเท่านั้นจึง
จะมีคุณสมบัติในการเข้าไป ตัวอย่างเช่น เมื่อ
กล่าวถึง จ้าว ซวนเซียน ถึงรอให้มันไปถึงขั้นสร้าง
แกนนภาระดับที่9 ก็ยังแทบจะไม่มีคุณสมบัติเพียง
พอที่จะเข้าไปยังมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน ส่วน เหอ
ไท่เหยา ซึ่งไม่ใช่สาวกแกนหลักของนิกายเซียน
กระบี่ซูซัน ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปเช่นกัน”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ