กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 332 : จอมกระบี่ซวนจี
หลังจากนั้น หนานกง เหว่ย ก็ได้อธิบายสรุป
เกี่ยวกับ มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านให้ อู่ อวี้ ฟัง
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านตั้งอยู่ในอาณาเขตกระบี่
สามัญ อย่างไรก็ตามจำเป็นจำต้องมี ‘ตรากระบี่ไร้
ต้าน’ จึงจะสามารถหาเส้นทางและประตูของ
มหาสมุทรทะเลไร้ต้านได้พบ
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านเป็นสถานที่ที่แปลก
ประหลาดของนิกายเซียนซูซัน ในนั้นเป็น
มหาสมุทรกระบี่ ไม่ว่าจะเป็นก้อนเมฆบนฟั้าหรือ
ว่าคลื่นสมุทรใต้เท้า ทั้งหมดต่างก็อยู่ในรูปแบบ
ของกระบี่ แม้แต่หยดน้ำที่กระเด็นออกมา ก็อยู่ใน
รูปแบบของกระบี่ ดังนั้นเมื่ออยู่ในมหาสมุทรกระบี่
ไร้ต้าน เหล่าสาวกที่ต้องการที่จะรู้แจ้งเกี่ยวกับ
เคล็ดวิชากระบี่ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาล
จริงๆแล้วมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านนั้นมีขนาดไม่
ใหญ่ จึงสามารถรองรับผู้คนได้มากที่สุดเพียงแค่
ไม่กี่สิบคนเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงจำกัด
เฉพาะเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่มีคุณสมบัติเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าไปฝึกฝนประสบการณ์ในที่
แห่งนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘หุ่นเชิดกระบี่’ แน่นอน
ว่า ตอนที่ อู่ อวี้ อยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์ ก็ได้รู้ถึง
การดำรงอยู่ของหุ่นเชิดกระบี่ ด้วยความเข้าใจใน
ด้านสัญลักษณ์เวทย์ของเขา เขายังไม่เคยลองวาด
‘สัญลักษณ์เวทย์จักรกล’ ‘สัญลักษณ์เวทย์หุ่นเชิด’
มิฉะนั้นเขาก็สามารถสร้างมันออกมาได้เช่นกัน
แน่นอนเขาเป็นเพียงแค่มือใหม่ และหุ่นเชิดที่อยู่ใน
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน ไม่ได้เป็นเหมือนกับหุ่นเชิด
ทั่วๆไป
หุ่นเชิดของมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน มีทั้งแข็งแกร่ง
และอ่อนแอ กลุ่มที่แข็งแกร่งจัดว่าสาวกขั้นกระบี่
โลกา หรือแม้กระทั่งกระบี่สวรรค์ยังยากที่จะ
จัดการ แม้แต่ตัวที่อ่อนแอ คาดว่า อู่ อวี้ ก็ยังยาก
ที่จะจัดการได้
ในมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน การต่อสู้กับหุ่นเชิดกระบี่
ก็เหมือนกับการต่อสู้กับบรรพบุรุษของนิกายเซียน
ซูซัน ทำให้ได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้และ
ประสบการณ์ในการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว หุ่น
เชิดกระบี่เหล่านี้มีความสามารถในการต่อสู้
มากกว่าเหล่าปีศาจเสียอีก
เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าหุ่นเชิดกระบี่
เหล่านี้ ทั้งหมดถูกสร้างจากคนเพียงผู้เดียว นั่นก็
คือคนที่รู้จักกันในนามจอมกระบี่ซวนจี ซึ่งคนผู้นี้
ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ผู้แข็งแกร่งอันดับที่แปดแห่ง
ซูซัน ’ ‘จอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง
แห่งซูซัน’
จอมกระบี่ซวนจีหลงใหลในเรื่องของสัญลักษณ์
เวทย์ ในโลกของผู้ฝึกตน ว่ากันว่าเขาเป็นคนที่
เชี่ยวชาญในด้านสัญลักษณ์เวทย์ที่สุดผู้หนึ่งใน
ดินแดนแห่งทวยเทพ อาจจะกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะ
ไม่ได้อยู่ในขั้นจิตเทวะ แต่กลับสามารถวาดอักขระ
เวทย์ที่แท้จริงออกมาได้ ได้ยินมาว่าในด้านของ
สัญลักษณ์เวทย์ เขากระทั่งสามารถแข่งกับผู้ที่เป็น
เจ็ดเซียนแห่งซูซันได้ จากการต่อสู้นี้ทำให้
กลายเป็นตัวตนในตำนานผู้หนึ่ง
จอมกระบี่ซวนจีผู้นี้ อาศัยอยู่ที่มหาสมุทรกระบี่ไร้
ต้าน ในวันปกติที่ไม่ได้มีธุระอะไร นอกจากการฝึก
ตนแล้วเขาก็มักจะวาดสัญลักษณ์เวทย์นับร้อย
สัญลักษณ์เวทย์ออกมา
หากมีคนทำลายหุ่นเชิดกระบี่หนึ่งตัว เขาก็จะถือ
โอกาสสร้างขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
“ได้ยินมาว่า ในตอนที่เขากำลังวาดสัญลักษณ์
เวทย์และสร้างหุ่นเชิดกระบี่ขึ้น เขาจะใส่เคล็ดวิชา
กระบี่ ความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋าของตนลงไปในหุ่น
เชิดกระบี่ จนกล่าวได้ว่าแทบเสมือนกับได้เป็นคู่มือ
กับจอมกระบี่ซวนจีเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่
มหาสมุทรไร้ต้านสามารถช่วยพวกเราได้อย่าง
มหาศาล ยามที่ข้ากลับไปอาณาเขตเซียน ท่านก็ไป
อยู่ที่มหาสมุทรไร้ต้านเสียเถอะ”
หนานกง เหว่ย ได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้เขา
เรียบร้อยแล้ว
ดูเหมือนว่านางต้องการที่จะให้ อู่ อวี้ ไล่ตามนาง
ให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นหากยังอยู่ด้วยกัน ก็ดูเหมือนว่า
จะไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
“อยู่ในมหาสมุทรไร้ต้าน แล้วจะได้รับแต้ม
ความสำเร็จยังไง?” แน่นอนว่า อู่ อวี้ ต้องการที่จะ
ไล่ตาม หนานกง เหว่ย ให้เร็วที่สุด อีกทั้งเขาก็ยัง
ต้องการที่จะพิสูจน์ตนเองอีกด้วย
“เพียงแค่ต้องจัดการล้มหุ่นเชิดกระบี่ ที่อยู่ในซาก
ปรักหักพังตรงทางเข้าของมหาสมุทรไร้ต้าน ก็จะ
ได้แก่นแท้กระบี่นำไปแลกเป็นแต้มความสำเร็จ แต่
การเก็บเกี่ยวมูลค่าแต้มความสำเร็จของหุ่นเชิด
กระบี่ไม่ค่อยจะคุ้มค่าเท่าไหร่นัก ตัวอย่างเช่น
เอาชนะหุ่นเชิดที่เทียบเท่ากับขั้นสร้างแกนนภา
ระดับที่สิบ ก็จะได้แต้มความสำเร็จห้าร้อยแต้ม หุ่น
เชิดกระบี่ยิ่งแข็งแกร่ง แต้มความสำเร็จยิ่งสูง แต่
แน่นอนว่าเนื่องจากหุ่นเชิดกระบี่มีจำนวนจำกัด
ทั้งยังมีข้อจำกัดอื่นๆอีก จึงเป็นไปไม่ได้ถ้าหาก
ต้องการที่จะเข้าไปเกี่ยวเก็บผลกำไรต่างๆ
โดยเฉพาะ ”
“ในหมู่หุ่นเชิดกระบี่ก็ยังมีบางตัวที่แม้แต่เหล่า
สาวกขั้นกระบี่สวรรค์ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ หาก
ข้าพบแล้วข้าควรจะทำตัวเช่นไร?” อู่ อวี้ ถามอีก
ครั้ง
“ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จอม
กระบี่ซวนจีจะเป็นผู้ที่คอยควบคุมหุ่นเชิดกระบี่
เหล่านี้เอาไว้ด้วยตนเอง เขาจะเป็นคนคอยเลือก
หุ่นเชิดกระบี่ให้เหมาะสมจะเป็นคู่มือให้เอง เมื่อ
กล่าวไปแล้ว ในมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน ไม่ใช่
ตนเองที่จะไปหาหุ่นเชิดกระบี่ แต่เป็นพวกหุ่นเชิด
กระบี่มาหาท่านเอง”
เมื่อเขาเข้าใจรายละเอียดทั่วๆไปแล้ว อู่ อวี้ จึงไป
เตรียมตัวที่จะเดินทางไปยังที่ดังกล่าว
ประการแรก เขาสามารถปรับแต่งศาสตราสถิต
วิญญาณชิ้นใหม่ได้แล้ว ประการที่สอง เขา
สามารถยกระดับวิชากระบี่และเต๋า เพื่อช่วยให้
การปรับแต่งแกนนภาได้ง่ายขึ้น ประการที่สาม
เขาต้องการที่จะได้รับแต้มความสำเร็จ เพื่อที่จะไป
แลกกับทรัพยาการการฝึกตนอื่นๆได้
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านแห่งนี้ จึงกลายเป็นสถานที่
ที่ อู่ อวี้ ต้องการจะไปมากที่สุด และหนานกง
เหว่ย ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ของเขาในปัจจุบันนี้
เป็นอย่างดี
“พี่ชาย ต้องรอข้ากลับมานะ ” หลังจากกล่าว
อำลาเสร็จ หนานกง เหว่ย พร้อมความรู้สึกอันไม่
ยินยอมเล็กน้อย
“ช้าก่อน” อู่ อวี้ รั้งนางเอาไว้ ดึงกลับเข้ามา ไม่
สนใจสิ่งใด จูบที่ริมฝีปากสีเชอรี่ของนางอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าเปลวไฟสีดำจะยังคงปะทุออกมา เผาไหม้
อู่ อวี้ เนื่องจากมันคิดว่าเขาจะทำร้ายนาง แต่เขาก็
ยังคงจูบนางต่อไป
ฉับพลันใบหน้าของ หนานกง เหว่ย แดงขึ้น และ
จ้องมอง อู่ อวี้ อย่างเหนียงอาย จากนั้นคนเร่งบิด
กายขึ้นไปอยู่บนกระบี่บินจักรพรรดิและจากไป
อย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็หายลับไปเหนืออาณา
เขตกระบี่แก่นแท้ ไปยังที่ที่ อู่ อวี้ ไม่สามารถไปได้
“ข้าจะต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อนาง!”
ในระยะเวลาสั้นๆ อย่างน้อยก็ปรากฎความ
กระตือรือร้นขึ้นมาเพื่อเปั้าหมายที่เขาปรารถนา
ยิ่งเซียนกระบี่กุ้ยหยางขัดขวาง อู่ อวี้ ยิ่งไม่ยินยอม
ในตอนนี้เขายังไม่มีตรากระบี่ไร้ต้านเป็นของตนเอง
เขาจึงไม่กล่าวอะไรมาก และไม่สนใจเกี่ยวกับคน
รอบข้างที่ริษยาหรือว่าสายตาที่อิจฉาเขา ฉับพลัน
มุ่งตรงไปที่อาณาเขตกระบี่สามัญอย่างไม่รีรอ
“สักวันหนึ่ง พวกเขาก็จะต้องค่อยๆแยกจากกัน
เพราะช่องว่างขนาดใหญ่ ในโลกแห่งการฝึกตนมี
คู่รักจำนวนมาก ไม่สามารถเคียงคู่กันได้เนื่องจาก
ช่องว่างที่แตกต่างกันเกินไป สิ่งที่เรียกว่าคู่ชีวิต
และจะอยู่กันไปตลอด บนโลกใบนี้จะมีอยู่เท่าไหร่
กัน?”
ในโลกแห่งการฝึกตน จริงๆแล้วมันช่างโหดร้าย
ถึงแม้ว่าจะรักกัน แต่ถ้าหากคนหนึ่งคนได้ถูกทิ้ง
ห่างไป มันก็จะเป็นการยากที่จะสามารถอยู่ด้วยกัน
จนกระทั่งแก่ตาย
……….
เป็นเวลานานที่ไม่ได้กลับมายังอาณาเขตกระบี่
สามัญ เขาล่องลอยอยู่บนผืนท้องนภา สำหรับกลิ่น
อายฟั้าดินที่เบาบางเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมกับเขา
อีกต่อไปแล้ว ความแตกต่างเช่นนี้เห็นได้อย่าง
เด่นชัด ตอนที่อยู่บนอาณาเขตกระบี่โลกา ราวกับ
เป็นวิหารแห่งสวรรค์ที่ดำรงอยู่จริงๆ แต่เบื้องหน้า
นี้ราวกับอาณาจักรมนุษย์ที่ตนได้จากมาก็มิปาน
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังอาณาเขตกระบี่โลกา
อาณาเขตกระบี่สวรรค์ อาณาเขตเซียนแห่งซูซัน
ที่อยู่ห่างไกล เขตแดนเหล่านี้ถือว่าเป็นดินแดน
ต้องห้ามสำหรับเขา อู่ อวี้ ต้องการที่จะไปยืนอยู่
บนจุดที่สูงที่สุดของนิกายเซียนกระบี่ซูซัน ลองขึ้น
ไปอยู่บนดินแดนสวรรค์แห่งนั้นสักครั้ง
“ตรากระบี่ไร้ต้าน”
สัญลักษณ์เวทย์ที่อยู่บนตรากระบี่ไร้ต้านจะปรากฏ
เป็นเส้นทาง อู่ อวี้ เดินไปบนเส้นทางของโลกหิมะ
และน้ำแข็งอันขาวโพรน หลังจากเดินไปมาหลาย
รอบ เปลี่ยนเส้นทาง ในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปยัง
พื้นที่อ้างว้างที่อยู่ในโลกของหิมะและน้ำแข็ง
เหล่าสาวกแกนกระบี่สามัญที่อยู่ตลอดทาง เมื่อ
มองเห็น อู่ อวี้ พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะ
ตกลงมาจากกระบี่บินจักรพรรดิ
“นั่น อู่ อวี้ ไม่ใช่หรือ?”
“เขากลับมาที่อาณาเขตกระบี่สามัญ? เขาไม่ใช่ว่า
อยู่ด้วยกันกับลูกสาวของเซียนกระบี่กุ้ยหยางหรอก
หรือ?”
“ทำไมถึงกลับมาคนเดียว ทั้งสองคนนั้นแยกทาง
กันแล้วหรือ?”
“ไม่รู้หรือยังไงว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้จองหองเกินไป ข้าไม่
ชอบมันเอาเสียเลย มีคนบอกว่าเขาจะเป็นจอม
กระบี่ชิงเหอคนถัดไป ข้ามองไม่เห็นว่าจะทำได้
จอมกระบี่ชิงเหอสูงส่งถึงเพียงไหนกัน หากเขาเป็น
เช่นนี้ต่อไปคาดว่าเขาจะต้องตายก่อนเวลาอันควร
อย่างแน่นอน”
กล่าวได้ว่าถึง อู่ อวี้ จะเป็นสาวกขั้นกระบี่แก่นแท้
แต่ก็มิอาจห้ามไม่ให้ให้พวกเขานินทาได้ อย่างไรก็
ตามชีวิตของการฝึกตนนั้นช่างน่าเบื่อหน่าย หากมี
เรื่องให้นินทาเรื่องสองเรื่องก็นับว่าเป็นสีสันแล้ว
บนสถานที่อ้างว้างไร้ซึ่งผู้คนของโลกของหิมะและ
น้ำแข็ง คือปากทางเข้าของ ‘มหาสมุทรกระบี่ไร้
ต้าน’
“ข้าไม่ทราบมาก่อน ว่าบนนิกายเซียนซูซันแห่งนี้
ยังมีสถานที่ที่หลบซ่อนอยู่อีกเท่าไหร่ที่ข้ายังไม่รู้”
อู่ อวี้ เดินไปเข้าในส่วนลึก ตรากระบี่ไร้ต้านที่อยู่
ในมือส่องแสงสว่างสีขาวออกมา เมื่อเขาหันไป
ทางซ้ายก็พบกับกำแพงหนา ฉับพลันบนกำแพงได้
ปรากฎมีแสงของอักขระเวทย์ส่องออกมา ในตอน
ที่แสงกระพริบอยู่ หินบนกำแพงของภูเขาบิดตัว
กลายเป็นอ่อนยวบเหมือนกับเกลียวคลื่น อู่ อวี้ จึง
รีบก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ยื่นมือข้าง
หนึ่งทะลุข้ามกับแพงออกไป
“นี่ก็คือประตูทางเข้า” เขาไม่มีความลังเลแม้แต่
น้อย ก้าวขาเข้าไปในกำแพงทันที เมื่อเข้าไปใน
กำแพงแล้วตัวของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ใน
พริบตานั้นอักขระเวทย์ที่อยู่บนกำแพงของภูเขาก็
หายไปด้วย ก้อนหินบนกำแพงพลันฟืนฟูกลับมา
อยู่ในรูปร่างเดิมและกลับมาแข็งเช่นเดิม
อู่ อวี้ เดินทางเข้าไปสู่โลกใต้ทะเลแห่งหนึ่ง รอบ
กายทั้งหมดของเขาเป็นน้ำ เขาจึงเร่งพุ่งทะยานขึ้น
สู่เหนือน้ำในทันที
นี่เป็นโลกที่สว่างและบริสุทธิ์แห่งหนึ่ง
น้ำทะเลที่อยู่ใต้ฝั่าเท้าทั้งสงบและบริสุทธิ์ หยดน้ำที่
กระเด็นออกมาราวกับเป็นกระบี่สายหนึ่ง หากมอง
ไปใกล้ๆ จะสามารถค้นพบว่าหยดน้ำที่อยู่ในทะเล
จะประกอบไปด้วยปราณกระบี่อัดอยู่ข้างในอย่าง
แน่นหนา
บนท้องนภาอันว่างเปล่าก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน
ก้อนเมฆที่อยู่บนท้องนภาต่างมีรูปร่างเช่นเดียวกับ
กระบี่ ทั่วทั้งโลกใบนี้สงบเป็นอย่างมาก
ตลอดเวลาจะเห็นได้ชัดถึงเต๋าของกระบี่ ราวกับว่า
นี่เป็นโลกที่สามารถเปลี่ยนกลายเป็นสนามรบของ
เทพสงครามได้
บนมหาสมุทรที่เงียบสงบ มีกระท่อมหลังหนึ่งอยู่
ห่างออกไปไม่ไกล บนกระท่อมมีหน้าต่างไม้
ธรรมดาๆอยู่บานหนึ่ง อู่ อวี้ สามารถรับรู้ได้ว่าข้าง
ในมีคนอยู่ และน่าจะมีเพียงแค่คนเดียว เขาใช้
เวลาครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก็เข้าใจได้ว่าที่นี่น่าจะเป็น
สถานที่ที่เอาไว้แลกเปลี่ยนแต้มความสำเร็จ
ตรากระบี่ไร้ต้านสามารถใช้เปิดเส้นทางเข้ามาได้ปี
ละสองครั้ง แต่ละครั้งจะอยู่ได้ไม่จำกัดเวลา
ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่แห่งนี้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ถ้าหาก
ต้องการจะออกไป ถึงแม้ว่าจะออกไปเพียงแค่เวลา
สั้นๆ ก็นับว่ามันเป็นหนึ่งครั้ง ดังนั้นโดยปกติแล้ว
คนที่เข้ามาก็จะอยู่ในมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านแห่งนี้
เป็นเวลานาน
คนที่อยู่ภายในกระท่อมไม้ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
อู่ อวี้ เตรียมพร้อมที่ออกจากเหนือน่านน้ำแห่งนี้
โลกใบนี้ให้ความรู้สึกมันสงบเกินไป ผืนแผ่นดินอัน
เงียบสงบก็รู้สึกแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย แม้แต่
ผืนทะเลที่อยู่ใต้ฝั่าเท้า ระลอกคลื่นเล็กๆน้อยๆก็ยัง
ไม่มี สงบเงียบราวกับเป็นกระจกจนน่าขนลุก
แต่เมื่อเดินไปไม่กี่ก้าว ดูเหมือนมีกลุ่มคนจากพื้นที่
ห่างไกลกำลังมายังทิศทางนี้ ขอบเขตในสถานที่
แห่งนี้กว้างใหญ่มาก ในตอนที่ อู่ อวี้ พบกับพวก
เขา พวกเขาก็พบ อู่ อวี้ ด้วยเช่นกัน ในพริบตา
พวกเขาก็ปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้า อู่ อวี้
เพียงไม่กี่สิบจั้ง
“อู่ อวี้ เป็นเจ้า!” ผู้นำกลุ่มก็คือสตรีนางหนึ่งที่สวม
ใส่กระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ งดงามและมากด้วย
เสน่ห์ อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของนางกลับดูเย่อหยิ่ง
จนราวกับมิอาจเอื้อมได้ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถ
เทียบได้กับ หนานกง เหว่ย อยู่ดี อู่ อวี้ และ หนาน
กง เหว่ย อาศัยอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ทำให้เมื่อยามที่มองมายัง มู่ หลิงเช่อ อีกครา จึง
รู้สึกว่านางไม่มีความงามเลยแม้แต่น้อย
ถูกต้องแล้ว กลุ่มคนทั้งหกนี้ ก็คือพวก เฉิน ฟูั่หยู
มู่ หลิงเช่อ ดูเหมือนว่าพวกมันต่างก็มีตรากระบี่ไร้
ต้าน ซึ่งหมายความว่าพวกมันทั้งหมดคืออัจฉริยะ
ที่นิกายเซียนซูซันยอมรับ
“เจ้าก็ได้รับตรากระบี่ไร้ต้านมารึ? ใครเป็นคนให้
เจ้า?” ใบหน้าของ เฉิน ฟูั่หยู เย็นยะเยือกขึ้น เห็น
ได้ชัดว่าเขาไม่พอใจในตัวของ อู่ อวี้
อู่ อวี้ เกียจคร้านเกินไปที่จะเสียเวลากับพวกมัน
เขาจึงไม่ได้ตอบกลับไป และกำลังจะเตรียมตัวจาก
ไปเพื่อที่จะไปดูรอบๆ และยามที่เขากำลังจะจาก
ไปนั่นเอง มู่ หลิงเช่อ ก็ขึ้นกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้อยู่
เล่นสนุกกับ หนานกง เหว่ย หรอกหรือ แล้วเจ้ามา
อยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังเกาะบุตรีของ
เซียนกระบี่อยู่ ฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องฝึกฝน
อย่างหนัก เพียงแค่เกาะผู้หญิงกินไปตลอดชีวิตก็
เพียงพอแล้วกระมั้ง มี หนานกง เหว่ย คอย
คุ้มครองเจ้าอยู่ แล้วใครกันที่จะกล้ามาล่วงเกินเจ้า
ได้?”
หญิงสาวอีกคนที่อยู่ข้างกายนางก็กล่าวเสริมว่า
“ใช่แล้ว นางมอบศาตราสถิตวิญญาณให้เจ้าถึง
สองชิ้น ทำให้คนไม่น้อยรู้สึกอิจฉาเจ้า ไม่คาดว่า
เจ้า อู่ อวี้ จะแกล้งทำตัวเป็นเด็กหนุ่มใสซื่อบริสุทธิ์
เช่นนี้ได้ ข้าหล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมคนชั้นสูงเช่น
หนานกง เหว่ย ถึงได้หลงรักเจ้า เจ้าไปล่อลวงนาง
มาได้ยังไงกัน? ได้ยินมาว่าพวกเจ้ารู้จักกันตั้งแต่
ตอนยังเด็ก ข้าว่าในตอนนั้นเจ้าจะต้องถือโอกาสที่
นางยังเด็กและไม่เข้าใจเรื่องราว ไปหลอกลวงนาง
อย่างแน่นอน แต่ว่า อู่ อวี้ ข้าขอบอกความจริงให้
เจ้าได้รู้ ข้าได้ยินมาว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางไม่พอใจ
ในตัวเจ้ามาก เพียงแต่ว่า หนานกง เหว่ย ยังคงยืน
กรานดื้อรั้น และถ้าหากในวันหนึ่งนางเกิดเปลี่ยน
ใจ เจ้าก็ไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆ”
ฝูงชนต่างก็หัวเราะสนุกสนานออกมา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ