กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 333 : นัดล้างตา
อู่ อวี้ รู้สึกกังขาอย่างยิ่งว่า บรรดาลูกหลานเหล่า
จอมกระบี่ทั้งหลาย วัน ๆ ไม่เห็นจะทำอะไรเป็นชิ้น
เป็นอัน นอกจากเดินแกว่งไปแกว่งมา แห่แหนโอ้
อวดตนเองไปทั่วบ้านทั่วเมือง คอยเหยียดหยาม
ผู้อื่น จมูกยื่นจมูกยาวจุ้นเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ?
อันที่จริงแล้ว เขานั้นไม่อยากที่จะใส่ใจสุงสิงกับ
พวกมัน แต่ฝั่ายตรงข้ามก็ยังคงคอยตามระรานไม่
เลิกรา บุรุษทั้ง 4 ในกลุ่มของพวกมันริษยา อู่ อวี้
อย่างยิ่ง แม้แต่ มู่ หลิงเช่อ ก็ยังเห็นว่าเขานั้นช่าง
เกะกะลูกตา อู่ อวี้ จำไม่ได้ว่าตนเองเคยไปยั่วยุ
โทสะของนางตอนใด
ในคราแรกนางมาปรากฎตัวเพื่อระบายโทสะให้แก่
เสี่ยว หวนซาน ซึ่งเป็นพรรคพวกของตนเอง อีก
ทั้งนางก็ยังเอาชนะเขาไปแล้ว…
เป็นไปได้ไหมว่าพวกมันมิอาจทนมองผู้ที่เคยพ่าย
แพ้ให้แก่ตัวมัน ก้าวล้ำหน้าเหนือกว่าตนเองได้?
ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็น เสี่ยว หวนซาน หรือ
เฉิน ฟูหยู๋ จะเอื้อนเอ่ยถ้อยวาจาใดออกมา อู่ อวี้ ก็
ไม่อยากที่จะใส่ใจกับพวกมัน เนื่องจาก อู่ อวี้ รู้
นิสัยใจคอของพวกมันเป็นอย่างดีว่าพอลับหลังมัน
เองแล้ว พวกมันก็จะนินทาให้ร้ายต่าง ๆนาๆ ทว่า
สำหรับ มู่ หลิงเช่อ ซึ่งเป็นถึงอันดับ 1 ของ
รายนามเซียนกระบี่แก่นแท้ ความพ่ายแพ้ในครา
นั้น ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อไฟ
กระทบน้ำเบื้องหน้าเช่นนี้ เขากลับไม่ได้เดินก้าว
ออกไป แต่กลับใช้สายตาจับจ้องมองตรงไปยัง มู่
หลิงเช่อ พร้อมกับกล่าวว่า ” ข้า อู่ อวี้ หาได้มี
ความสัมพันธ์อันใดกับเจ้า อีกทั้งการที่ข้าจะร่วม
เดินทางไปพร้อมกับ เหว่ยเอ๋อ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ
เจ้าแม้แต่น้อย แล้วข้าต้องมาคอยฟังคำตัดสินจาก
เจ้า ให้เจ้าควบคุมข้าอย่างนั้นรึ? เจ้าไม่ได้แยแสข้า
ข้าก็มิได้แยแสเจ้า แล้วจะมาคอยระรานข้าด้วย
เหตุผลอันใด? ”
มู่ หลิงเช่อ แสยะยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “ก็มิได้มี
จุดมุ่งหมายอันใดเป็นพิเศษ ข้าคิดว่าซูซันนี้เป็น
ของเรา เจ้ามันก็แค่สายโลหิตชั้นต่ำ แต่บังอาจมา
หาญกล้าท้าทาย ต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรจากเรา
ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่เรื่องละเมอเพ้อพกของเจ้า
เท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการทะยานรุ่งโรจน์ในชั่ว
พริบตา ริบังอาจปรารถนาจะกลายเป็นสหายเต๋า
เคียงคู่กับบุตรีเซียนกระบี่ เป็นแค่ผู้ที่เคยพ่ายแพ้
ให้แก่ข้า มู่ หลิงเช่อ เจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติ
อะไร? ไม่ต้องกล่าวถึง หนานกง เหว่ย แค่เป็นหิน
รองเท้าให้ข้าเจ้ายังมิคู่ควร”
คราแรก อู่ อวี้ มีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย แต่คำพูดของ
มู่ หลิง เช่อ ก็ทำให้โทสะของเขาพวยพุ่งขึ้นมา
อย่างฉับพลัน อันที่จริงแล้ววันนี้ เขามิได้ปรารถนา
ทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของตน แต่การที่ฝั่ายตรง
ข้ามเข้ามายั่วระลานไม่เลิกลาเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็มิได้
เกรงกลัวที่จะสนองตอบกลับไปเช่นกัน ซึ่งเขาก็คิด
วิธีรับมือจัดการกับเจ้าพวกลูกคุณหนูเหล่านี้เอาไว้
แล้ว ดังนั้น อู่ อวี้ จึงกล่าวขึ้นว่า “ตกลง ในเมื่อ
เจ้าบอกว่าข้าเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ เช่นนั้นวันนี้ข้า
จะขอท้าทายเจ้า มู่ หลิงเช่อ อีกครั้ง ใช้กฎเดิม
แต่ครานี้ข้าจะใช้จ่ายเม็ดยาสร้างแกนนภา 20,000
เม็ดเดิมพัน ซึ่งค่าของมันเทียบได้กับ 200 เม็ดยา
ปราณมรกต เจ้าผู้เป็นถึงสายโลหิตดั้งเดิมแห่งซูซัน
หาญกล้าต่อสู้กับข้าหรือไม่? ”
การกล่าวอ้างสายโลหิตดั้งเดิมแห่งซูซัน เห็นได้ชัด
ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้พวกมันไม่อาจยอมรับได้มากที่สุด
เฉิน ฟูั่หยู หัวเราะเยาะแล้วกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้
เม็ดยาสร้างแกนนภา 20,000 เม็ด ถือเป็นจำนวน
ที่มากมายอย่างยิ่ง ทั้งเวลายังพึ่งผ่านไปไม่นานเจ้า
ไปเอามันมาจากไหนกัน? หรือเจ้าทนแบกหน้าไร้
ยางอายไปกล่าวขอมาจาก หนานกง เหว่ย ? ที่นี่
ไม่ใช่สนามประลองเซียน แต่ที่แห่งนี่คือ
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน ? หากศิษย์น้องมู่ต้องการ
ทำลายเจ้า ก็ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งนางได้ เจ้ายังคิดจะ
ท้าประลองอยู่อีกหรือ?
มู่ หลิงเช่อ แสยะยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าว
ว่า ” เจ้าอย่ามาโปั้ปด นี่ก็แค่การเขียนเสือให้วัว
กลัวเท่านั้น หากเจ้ายืนกรานว่ามีเม็ดยาสร้างแกน
นภา 20,000 เม็ดเดิมพันจริง วันนี้ข้าก็จะทำให้เจ้า
พ่ายแพ้อีกครั้ง เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอเนจอนาถ
กว่าครั้งก่อน ”
อู่ อวี้ มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ เขานำ ‘กระบี่กงล้อ
ตะวันผลาญฟั้า’ กับ ‘กระบี่ระบำจันทราพิสุทธิ์สูญ’
ออกมา พร้อมทั้งกล่าวขึ้นว่า ” กระบี่ทั้งสองเล่มมี
มูลค่ามากกว่า 45,000 แต้มความสำเร็จ ข้าจะนำ
หนึ่งในกระบี่ไปขายที่คลังสมบัติก้นหีบ อีกทั้ง
มูลค่าของมันก็น่าจะเกินกว่า 20,000 แต้ม
ความสำเร็จด้วย ”
นี่คือ ‘ของรำลึกแทนความรู้สึกแห่งรัก’ ที่ หนาน
กงเหว่ย มอบให้แก่เขา เมื่อเห็น อู่ อวี้ นำกระบี่ทั้ง
สองออกมา มู่ หลิงเชอ ก็อดที่จะหันไปส่งยิ้มกับ
สหายด้านหลังของมันอย่างช่วยไม่ได้
“อู่ อวี้ มันหลงโกรธเกรี้ยวไปตามการยั่วยุของเรา
แล้ว ถึงขนาดนำสมบัติวิเศษทั้งสองออกมาเดิมพัน
ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!” พวกมันลอบสื่อสารกัน
” ศิษย์น้องมู่จัดการแล้วเอาศาสตราเต๋าของมันมา
ให้ได้ หากหนาน กงเหว่ย พบเรื่องนี้เข้า นางต้อง
บันดาลโทสะในความไร้ค่าของมันอย่างแน่นอน
บางทีในตอนนั้น ข้าอาจมีโอกาสกลายเป็นบุตรเขย
ของเซียนกระบี่ก็เป็นได้ มู่ หลิงเช่อ ตอนนี้ทุกอย่าง
ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว! ”
“ใช่! อู่ อวี้ มันชอบการพนันขันต่อ หากต้อง
สูญเสียของขวัญที่ หนานกง เหว่ย มอบให้เพราะ
การเดิมพันนี้ หากข้าเป็น หนานกง เหว่ย ข้าจะ
ไม่ให้อภัยมันอย่างแน่นอน”
พวกมันลอบสื่อสารกัน อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุก
อย่างที่มันคิดไม่อาจหลุดรอดสายตาของ อู่ อวี้ ไป
ได้
หากกล่าวถึงสติปัญญาแล้ว อู่ อวี้ ฉลาดกว่าพวก
มันมากนัก สิ่งที่พวกมันคิดหรือตั้งใจกระทำ อู่ อวี้
ต่างตระหนักล่วงรู้ได้อย่างชัดเจน ทั้งเขายังมิได้
รู้สึกกังวลแม้แต่น้อยหากต้องเผชิญหน้าท้าทายกับ
มู่ หลิงเช่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้จะถูก
แก้ไขผ่านการต่อสู้ มิเช่นนั้นพวกมันคงใช้ข้ออ้าง
ที่เขาพ่ายแพ้ให้แก่ มู่ หลิงเช่อ มาระรานเขาไม่
เลิกรา ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้ จะทำให้พวกมันต้องหุบ
ปากลงไปอย่างสิ้นเชิง
” ได้! ข้าจะยอมเล่นกับเจ้าอีกสักครั้ง แต่ถ้าหากว่า
เจ้าพ่ายแพ้ ก็อย่าได้ร้องห่มร้องไห้ออกมาก็แล้วกัน
อีกอย่างที่นี่ไม่ใช่สนามประลองเซียน ฉะนั้นข้าจะ
ไม่เมตตาเจ้าเหมือนครั้งที่แล้วแน่ ” มู่ หลิงเช่อ ยิ้ม
ออกมาอย่างดูถูก กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่ว
เบาถือดี
” มู่ หลิงเช่อ นี่คือโอกาสที่เราจะได้เกี้ยวพาราสี
หนานกง เหว่ย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
” หากในภายภาคหน้าอนาคตของข้ารุ่งโรจน์ดั่ง
อาชาทะยานฟั้า ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้าเด็ดขาด ”
มู่ หลิงเช่อ กวาดตามองไปยังพรรคพวกของ
ตนเอง แล้วกล่าวขึ้นว่า ” พวกเจ้านี้มันขยะไร้
ประโยชน์จริง ๆ มีตาหามีแววไม่ ถึงได้พ่นถ้อยคำ
น่าอัปยศอดสูเช่นนี้ออกมา จงอย่าได้แสดงความ
น่ารังเกียจเช่นนี้ออกมาให้ข้าเห็นอีก” หากให้กล่าว
ตามจริงสำหรับ มู่ หลิงเช่อ การปรากฏตัวอย่าง
กะทันหันของ หนานกง เหว่ย ทำให้นางรู้สึกไม่สบ
อารมณ์นัก นั่นเพราะครั้งหนึ่งนางเคยเป็นเทพธิดา
แห่งเขาซูซัน แต่ยามนี้กลับกลายเป็นของผู้อื่นไป
อีกทั้งสถานะของนางยังได้กลับตาลปัตรเพียงชั่ว
ข้ามคืน
ในเวลานี้พวกมันไม่เปิดโอกาสให้ อู่ อวี้ ได้ล่าถอย
แม้แต่น้อย รีบโอบล้อม อู่ อวี้ เป็นวงกลมในทันที
เพื่อปั้องกันไม่ให้เขาหลบลี้หนีรอดออกไปไหนได้
บรรยากาศในยาม เฉกเช่นท้องทะเลอันเงียบสงบ
ไร้ซึ่งคลื่นลมพายุ มีเพียง อู่ อวี้ กับ มู่ หลิงเช่อ
เท่านั้นที่กำลังเผชิญหน้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ในครั้งนี้ อู่ อวี้ พร้อมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ภาพ
ความพ่ายแพ้ให้แก่ศัตรูในครั้งก่อน ยังคงแจ่มชัด
อยู่ภายในจิตใจของเขา ทุกครั้งที่ต่อสู้แล้วต้องพ่าย
แพ้ให้แก่ฝั่ายตรงข้าม เขาจะกลับมาคิดทบทวน
ไตร่ตรองว่าเพราะเหตุใด แล้วเขาก็รู้ว่าความพ่าย
แพ้ในครั้งก่อน เกิดจากตนเองไม่เข้าใจ
ความสามารถที่แท้จริงของฝั่ายตรงข้าม
มู่ หลิงเช่อ ยังคงสวมใส่อาภรณ์ในชุดกระโปรงยาว
แม้ไม่อาจสัมผัสได้ถึงกระแสวายุ แม้ว่าไม่อาจ
มองเห็นได้ ทว่ากลีบดอกบุปผาหลากสีก็ปรากฏขึ้น
กลีบบุปผากำลังลอยละล่องอยู่รอบกายของนาง
ช่วงเวลาร้อยบุปผาเบ่งบาน ทำให้นางดูราว
ประหนึ่งดั่งเทพธิดาก็ไม่ปาน ช่างสวยสดงดงาม
ชวนหลงใหลเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกว่า ภาพของ หนาน
กง เหว่ย เสมือนดั่งหงส์เพลิงทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า
มันคือความงดงามที่สะกดข่มทุกสรรพสิ่ง ความ
งามที่ มู่ หลิงเช่อ แสดงออกมาเมื่อสักครู่ กลับ
กลายเป็นความงามอันเล็กจ้อยลงไปในพริบตา
หากให้อธิบายถึงทิวทัศน์ในยามนี้ เพียงระยะเวลา
สั้นๆคงจะมิพอ
อู่ อวี้ พร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ ขณะการ
ต่อสู้กำลังดำเนิน เขาได้เปลี่ยนร่างเป็นร่างจำแลง
เซียนวานร กลับกลายเป็นวานรสีทองไปในบัดดล
เมื่อเซียนวานรปรากฏกายขึ้น ผิวมหาสมุทรอัน
เงียบสงบนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นพลุ่งพล่านปันปั่วน
ขึ้นในฉับพลัน ห้วงอารมณ์สงบนิ่งของมหาสมุทร
ก่อนหน้านี้ แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ดึงเส้นขน 5 เส้นออกมาพร้อม
กับเปั่าเบา ๆ ออกไป ทันใดนั้นเองวานรสีทอง 5
ตัว ที่รูปลักษณ์เหมือนกันทุกประการตั้งแต่ศีรษะ
จรดปลายเท้า ก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้า มู่ หลิงเช่อ
นอกจากนี้ในมือของวานรทุกตน ยังถือจับกระบี่แต่
หาใช่ศาสตราสถิตวิญญาณไม่ วานรทั้งหมดเริ่ม
สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งของตน พร้อมทั้งเปล่งแสง
สีทองอันเจิดจ้าบดบังวิสัยทัศน์การมองเห็น มู่ หลิง
เช่อ และ พรรคพวกของมัน สำหรับคนอื่น ๆ แล้ว
ยากจะแยกแยะร่างอวตารตรงหน้านี้ได้ว่าตัวใดคือ
ร่างจริงของ อู่ อวี้ กันแน่
” ร่างอวตารของมันไม่ใช่มีแค่สามตนเท่านั้นรึ มีห้า
ตนได้อย่างไร? ”
” แสดงว่าก่อนหน้านี้ มันอาจจะเก็บซ่อนพลังที่
แท้จริงเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นร่างอวตาร 5 ตน เมื่อ
อยู่ต่อหน้าพลังอิทธิฤทธิ์ของ มู่ หลิงเช่อ พวกมันก็
เป็นได้แค่มดแมลงอันเล็กจ้อยเท่านั้น ”
ระหว่างที่ เฉิน ฟูั่หยู กับพรรคพวกของมันต่าง
สงสัยกังขากับสิ่งที่ปรากฏขึ้นด้าน มู่ หลิงเช่อ เมื่อ
แลเห็นร่างอวตาร 5 ก็แสยะยิ้มขึ้นอย่างความดูถูก
เพราะสำหรับนางแล้วร่างอวตารเหล่านี้หาได้
แข็งแกร่งอันใดไม่
ทันทีที่นางม้วนบิดกาย เป็นท่วงท่าประหนึ่งนาง
กำลังร่ายรำไปกับกลีบบุปผานับไม่ถ้วน ที่ราย
ล้อมรอบกายอยู่ในยามนี้ ทุกท่วงท่าการ
เคลื่อนไหว อ่อนชดช้อยสง่างามอย่างหาใดเปรียบ
เริงระบำอยู่ท่ามกลางมวลหมู่บุปผานับไม่ถ้วน
ภาพที่ปรากฏกล่าวได้ว่า บัดนี้พลังอิทธิฤทธิ์ของ
นางกำลังสำแดงเดชอีกครั้ง กลิ่นหอมหวลของ
มวลบุปผาได้ส่งกลิ่นฟุั้งกระจายไปยัง อู่ อวี้
กล่าวได้ว่าขณะนี้ โลกทั้งโลกได้ผันเปลี่ยนแปรเป็น
ห้วงทะเลบุปผาไปในบัดดล
อู่ อวี้ สกัดกั้นลมหายใจ ปิดผนึกการเชื่อมโยงพลัง
ฟั้าดินจากสวรรค์และปฐพีตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วเขาจำต้องจบการต่อสู้ครั้งนี้ให้
เร็วที่สุด ฉะนั้นก่อนแดนมายาร้อยบุปผาจะแสดง
พลังอิทธิฤทธิ์ของมันออกมาเต็มที่ ฉับพลัน อู่ อวี้
ก็เริ่มโจมตีทันที
หวืดดดด!
วานรสีทองทั้ง 6 แยกกระจายตัวกันออกไป
ฉับพลันพวกมันก็พุ่งโจมตี พร้อมประโคมเคล็ด
วิชากระบี่เข้าใส่ มู่ หลิงเช่อ จากทั่วทุกทิศทาง ไม่
ว่าจะเป็น สุดยอดกระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพ หรือ
แม้แต่ กระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพ ซึ่งล้วนเป็นเคล็ด
วิชาทรงพลังมหาศาลอย่างยิ่ง ปราณกระบี่ฉีก
กระชากบิดเบือนมิติความว่างเปล่า บดขยี้ทำลาย
หมู่มวลกลีบบุปผาจนสิ้น
” ตัดการเชื่อมโยงอย่างนั้นรึ ? ถ้าเช่นนั้นมาดูกันว่า
เจ้าจะทนไปได้อีกสักกี่น้ำ ” มู่ หลิงเช่อ ยิ้มเหยียด
หยามขึ้นอีกครั้ง นางรู้ดีว่า แดนมายาร้อยบุปผา
ไม่อาจใช้งานสำเร็จได้โดยง่าย แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ
นางไม่ได้เพียงความสามารถนี้เท่านั้น
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง กระบี่ก็ปรากฏขึ้นที่มือ
ของนาง
แม้แต่กระบี่ของนาง ก็ยังมีรูปลักษณะกลีบบุปผา
ขนาดเรียวยาว ใบกระบี่สีแดงดูงดงามอย่างยิ่ง บน
ใบกระบี่ยังมีวงเวทย์ศาสตราเต๋าถูกประทับไว้เป็น
จำนวนมาก ทันทีที่แกนกำเนิดระเบิดพวยพุ่งขึ้น
วงเวทย์กระบี่ก็เปิดใช้งานอย่างรวดเร็ว
“ศาสตราสถิตวิญญาณ! ” อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดมา
ก่อนว่านอกตนเองแล้ว ผู้อื่นที่อยู่ในระดับสร้าง
แกนนภา จะสามารถทำพันธะสัญญากับ ศาสตรา
สถิตวิญญาณ ได้เช่นเดียวกัน! สมแล้วที่ มู่ หลิง
เช่อ เป็นอันดับ 1 ของรายนามเซียนกระบี่แก่นแท้
ดูเหมือนว่าการที่นางไต่ขึ้นไปจนถึงอันดับ 1 นั้น
คงไม่ได้ใช้แค่ความสามารถของ แดนมายาร้อยบุป
ผา เพียงอย่างเดียวเป็นแน่แท้
แดนมายาร้อยบุปผา ยังคงทรงพลังสามารถสร้าง
ผลกระทบแก่ อู่ อวี้ อยู่บ้าง ประการแรกเขาไม่
สามารถดูดซับพลังฟั้าดินเพิ่มพูนพลังแกนกำเนิด
ได้ ประการที่สอง กลิ่นบุปผาสามารถแทรกซึมเข้า
สู่ทุกอณูร่างกายอันแข็งแกร่งของเขาเข้ามาได้
เรียกว่าไม่มีที่ไหนให้หลบซ่อน
หวืดดด!
วานรสีทองทั้ง 6 พุงเข้ามาโอบล้อมร่าง มู่ หลิงเช่อ
กระบี่ในมือของพวกมันตวัดกวัดแกว่ง ถาโถม
โจมตีทุ่มเข้าฟาดฟันจากทั่วทุกทิศทาง ถึงกระนั้นก็
เห็นได้ชัดว่า ศาสตราสถิตวิญญาณ ของ มู่ หลิง
เช่อ นั้นทรงพลังอย่างยิ่งยวด วานรทั้ง 6 ถูกโจมตี
สวนกลับมา ด้วยพลังที่เหนือกว่าสะกดข่มมันได้
อย่างราบคาบ จนทำให้เหล่าวานรต้องร่นถอยไป
อย่างต่อเนื่อง
เฉิน ฟูั่หยู กับพรรคพวกคนอื่น ๆ จับตามองดูการ
ต่อสู้ของคนทั้งสอง แล้วพวกมันก็เป็นเสียงหัวเราะ
ออกมาอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ เมื่อ
ต้องตกอยู่ภายใต้ ‘กระบี่เซียนบุปผาโบตั๋น’ ของ
ศิษย์น้องมู่ อู่ อวี้ ย่อมไม่มีทางยืนหยัดอยู่ได้นาน ”
” ถูกต้องที่สุด! ไม่ว่าผู้ใดเมื่อตกอยู่ภายใต้ แดน
มายาร้อยบุปผา ของ มู่ หลิงเช่อ พลังต่อสู้ของมัน
ผู้นั้นจะลดลงอย่างมหาศาล”
” ฮ่า ๆ ๆ อู่ อวี้ เจ้าไม่ได้ตายดีแน่!”
ระหว่างที่พรรคพวกของมันกำลังเปล่งเสียง
หัวเราะกันอยู่นั้น มู่ หลิงเช่อ ก็ยิ่งโหมโจมตีเพิ่ม
มากยิ่งขึ้น ด้วยการปลดปล่อยพลังจากเคล็ดวิชา
กระบี่ชนิดใหม่ออกมา
” เคล็ดวิชากระบี่ทะลวงใจมายาร้อยบุปผา! ” แม้
เพลงกระบี่ที่พวยพุ่งออกไปจะดูเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ทว่าทันทีที่มันสัมผัสโดนร่างอวตารของ อู่ อวี้ ก็
เกิดการระเบิดขึ้นโดยฉับพลัน ตู้มมมม! แล้วนางก็
เริ่มกวาดสายตา จ้องมองไปยังอวตารที่เหลือทั้ง 5
ตน จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปิดชีพอย่างเต็ม
รูปแบบ แม้กระบี่ในมือของนางกวัดแกว่งอย่าง
ดุดัน ทว่าท่าทางของ มู่ หลิงเช่อ กลับดูผ่อนคลาย
อย่างที่สุด
” ข้าจะบดขยี้เจ้า! ” เมื่อกระบี่ถูกทะลวงแทง
ออกไป ร้อยบุปผาก็บิดม้วนเป็นเกลียว ปราณ
กระบี่ก็พุ่งทะยานเข้าใส่จุดตายของฝั่ายตรงข้าม
ในทันที แน่นอนว่าโดยปกติแล้วไม่มีผู้ใดสามารถ
รอดพ้นมัจจุราชแห่งความตายนี้ไปได้
ในขณะนี้ นางใช้พลังอันแข็งแกร่งกวาดผ่านบดขยี้
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ อีกครา
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง อู่ อวี้ ร่างจริงที่กลมกลืน
อยู่ ได้ประสบพบเจอโอกาสที่เฝั้ารออยู่ เนื่องจาก
ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ เขาไม่ได้ใช้พลังออกมาอย่าง
เต็มที่ ทั้งหมดก็เพื่อรอโอกาสนี้
แน่นอนว่าพวกมันต่างไม่รู้ความจริงในข้อนี้
เนื่องจาก อู่ อวี้ ได้ทำพันธะสัญญากับ ศาสตรา
สถิตวิญญาณ ทั้ง 2 ชิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็น อู่
อวี้ ต่อสู้เช่นนี้ พวกมันจึงพากันคิดว่า อู่ อวี้ กำลัง
เข้าตาจน
ทันใดนั้นเองพลังของ อู่ อวี้ ก็พุ่งทะยานเพิ่มสูงขึ้น
อย่างฉับพลัน เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร ปรากฏขึ้นมา
ในมือ พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังอำนาจอันมหาศาล
ของ เก้าจัตุรัสแดนทำลายล้าง พวยพุ่งทะยานอัด
กระแทกเข้าใส่ มู่ หลิงเช่อ !
มู่ หลิงเช่อ ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ข้า
คิดไว้อยู่แล้ว ว่าเจ้าต้องลอบโจมตี! ” นางเองก็
เตรียมพร้อมตั้งรับเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เช่นเดียวกัน เมื่อกระบี่ถูกทะลวงแทงออกไป การ
โจมตีรอบที่สองก็ตามมาติด ๆ ปลดปล่อยพลัง
อำนาจแห่งวิถีกระบี่ ที่ทั้งรวดเร็วดุดันออกมาอย่าง
ไร้สิ้นสุด ก่อนที่ อู่ อวี้ จะใช้ เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร
ตวัดฟาดเข้าใส่ มู่ หลิงเช่อ นางก็โจมตีส่วนเขา
กลับมาในฉับพลัน
ตู้มมมม!
ร่างอวตารของ อู่ อวี้ ก็ระเบิดทันที
ช่างน่าเสียดายที่ มู่ หลิงเช่อ คิดไม่ถึงว่า
สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ นางคิดเพียงว่า อู่ อวี้ จง
ใจหาโอกาสลอบโจมตีเพียงเท่านั้น ไม่คาดคิดว่า อู่
อวี้ ที่โจมตีเข้าใส่นางด้วยพลังมากมายมหาศาลจะ
เป็นเพียงร่างอวตาร
ทันใดนั้น ‘กระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า’ กับ ‘กระบี่
ระบำจันทราพิสุทธิ์สูญ’ ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
ซึ่งกำลังเฝั้ารอคอย มู่ หลิงเช่อ มาเนิ่นนานอยู่
ด้านหลัง
ชั่วพริบตานั้นเอง ขณะที่ มู่ หลิงเช่อ กำลังลำพอง
ใจกับการทำลายร่างอวตารที่ใช้ เสาเก้าจัตุรัสสยบ
มาร อู่ อวี้ ตัวจริงก็โจมตีเข้าใส่น้ำอย่างฉับพลัน!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ