กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 336 : เป่ยซาน ม่อ
“ผู้พิทักษ์วารี” ที่เปรียบดั่งเครื่องจักรสังหาร และ
มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็น
หุ่นเชิด แต่มันก็ดูสมจริงราวกับมีชีวิต
ในตอนที่ทำการลงมือโจมตี วงเวทย์นับร้อยที่อยู่ใน
ร่างมันก็ถูกกระตุ้นใช้งานขึ้นพร้อมกัน วงเวทย์แค่
ละวงต่างก็มีประสิทธิภาพเป็นเลิศ จากนั้นมหาวง
เวทย์ตรงจุดศูนย์กลาง ที่ได้สะสมพลังฟั้าดินมา
เป็นเวลานาน พลันระเบิดออกมาพร้อมกัน ใน
เวลาเดียวกันมันได้ควบคุมมหาสมุทรอันสงบเงียบ
กลายเป็นคลื่นพิโรธทะยานสู่ท้องนภา หนึ่งกระบี่
ฟาดฟัน ม้วนกวาดไปทั่วมหาสมุทรทั้งผืน
ปราณกระบี่ที่อยู่ในมหาสมุทรนี้ได้เปลี่ยนกลายเป็น
มังกรวารีนับพันนับหมื่น มังกรแต่ละตัวจะมีพลัง
อำนาจโจมตีนับพันจิน พุ่งปะทะเข้ามาราวกับม้า
ห้อทะยาน ในวงเวทย์นี้แน่นอนว่าได้ซ่อนความรู้
แจ้งในกระบี่ที่ลึกล้ำเอาไว้ มังกรวารีเหล่านั้นกำลัง
กู่ร้องคำราม บางครั้งก็เปลี่ยนกลายเป็นปราณ
กระบี่ที่กว้างใหญ่ไพศาล
“สุดยอดกระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพ!”
อู่ อวี้ ถือโอกาสใช้วิชากระบี่ นั่นก็คือเคล็ดวิชา
กระบี่ไร้ลักษณ์ที่ไร้ซึ่งรูปร่าง ก่อตัวขึ้นมาเป็น
ระลอกคลื่นที่ไร้รูปร่าง ค่อยๆคลืบคลานไปทีละ
ขั้นๆ พลังทั้งสองก็ปะทะกันขึ้นในชั่วพริบตา ใน
การปะทะกันครั้งสุดท้ายแล้วการโจมตีของ อู่ อวี้
แข็งแกร่งกว่านิดหน่อย ดังนั้นเคล็ดวิชาสุดยอด
กระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพ จึงสามารถทำลายการ
โจมตีของ ‘ผู้พิทักษ์วารี’ ลงได้อย่างง่ายดาย
“กระบี่ไร้ลักษณ์สังหารแทพ!”
มือของ อู่ อวี้ ที่ถือกระบี่กงล้อตะวันผลาญฟั้า
เอาไว้ ปรากฎเป็นพลังอำนาจของวงเวทย์กระบี่
หลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชานี้ ทำให้พลังของเคล็ด
วิชากระบี่ไร้ลักษณ์สังหารเทพและพลังวงเวทย์
ตะวันผลาญฟั้าผสานรวมกัน อำนาจการสังหารทวี
ขึ้นอย่างรุนแรง หนึ่งกระบี่เจาะทะลวง นภากาศ
เกิดการบิดเบี้ยว ก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่ยักษ์หนึ่งเล่ม
พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของ ‘ผู้พิทักษ์วารี’ พริบตาค่าย
กลเวทย์ที่อยู่บนตัวของมันก็พังทลายลง ท้ายที่สุด
‘ผู้พิทักษ์วารี’ ก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นชิ้นๆ
“สำเร็จ!” อู่ อวี้ เก็บรวบรวมชิ้นส่วนซากของ ‘ผู้
พิทักษ์วารี’ ขึ้นมา
ชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นแต้ม
ความสำเร็จได้
ได้ยินมาว่าชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมดนี้ จะถูก
ส่งกลับเข้าไปอยู่ในมือของจอมกระบี่ซวนจี ดู
เหมือนว่าเขาจะสามารถประกอบขึ้นมาใหม่จาก
ชิ้นส่วนที่เหลือเหล่านี้ ทำการปรับปรุงแก้ไขปัญหา
และวาดค่ายกลขึ้นมาใหม่ ทำให้สามารถกลับมา
เป็นหุ่นเชิดกระบี่อีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าความสามารถในด้านค่ายกลของ
‘จอมกระบี่ซวนจี’ ผู้นี้ ได้มาถึงจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุด
แล้ว
“เหตุผลที่ข้าสามารถเอาชนะ ‘ผู้พิทักษ์วารี’ ได้
อย่างง่ายดาย เนื่องจากว่าผู้พิทักษ์วารีเป็นหุ่นเชิด
กระบี่ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุด ดังนั้นมันจึงถูกส่ง
มาหาข้า นอกจากนั้นเป็นเพราะว่าแกนกำเนิดของ
ข้าอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่6 แต่ข้าคาดว่า
ในเวลานี้ จอมกระบี่ซวนจีได้รู้ถึงความสามารถ
ของข้าแล้ว หุ่นเชิดตัวต่อไปที่จะถูกส่งมาหาข้า
มันจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้”
อู่ อวี้ เปลี่ยนตำแหน่งไปมา อยู่ระหว่างทะเลและ
ท้องฟั้า เขาเปลี่ยนตำแหน่งและมุ่งความสนใจของ
ตัวเองไปที่ ‘เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’
ในการต่อสู้กับ ‘ผู้พิทักษ์วารี’ เขาไม่ได้คิดถึงเคล็ด
วิชากระบี่วิชานี้เลย คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสัก
ระยะหนึ่งจากการต่อสู้กับหุ่นเชิดกระบี่ ถึงจะ
ฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวลได้
“หุ่นเชิดกระบี่ ไม่มีชีวิตจิตใจจริงๆ ดังนั้นเมื่อไม่มี
จิตวิญญาณ การใช้เคล็ดวิชาเคล็ดวิชากระบี่แก่น
แท้เซียนกำสรวลก็จะสามารถเอาชนะพวกมันได้
อย่างยากลำบาก”
“จิตวิญญาณ เป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิต สิ่งที่อยู่ใน
ร่างกายของข้า ก็คือจิตวิญญาณ และมันก็คือ
ตัวตนของข้า”
เมื่อเวลาผ่านไป อู่ อวี้ ก็จมอยู่ในเคล็ดวิชาแก่นแท้
ฟั้าดินนี่อย่างสมบูรณ์ จนหุ่นเชิดกระบี่ตัวใหม่ได้
ปรากฎกายเบื้องหน้าเขา
แน่นอนว่า ‘หุ่นเชิดกระบี่’ ตัวที่สองนั้นย่อมมี
ความแข็งแกร่งมากกว่าหุ่นเชิดกระบี่ตัวแรก
ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงใช้ความพยายามอย่างมากจนถึง
ขนาดต้องใช้ศาสตราสถิตวิญญาณถึงสองชิ้นเพื่อ
จะสามารถเอาชนะมันได้ในที่สุด ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้
ได้ใช้ ‘หุ่นเชิดกระบี่’ มาขัดเกลาฝึกฝนวิชา ‘เคล็ด
วิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’ เขาพยายาม
หลายครั้ง แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่ไม่มากนัก เขาให้
ตัวเองไปเผชิญหน้ากับวิกฤตความเป็นความตาย
หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็อาศัยศาสตราสถิตวิญญาณ
ทั้งสองชิ้นมาจัดการกับวิกฤตนี้
“เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินจะต้องใช้ความเข้าใจ
อย่างมาก ความจริงแล้วมันยากกว่าการปรับแต่ง
ศาสตราสถิตวิญญาณมหาศาล”
โชคดี ที่ขั้นต่อไปมันจะราบรื่นขึ้นมาก บางที
อาจจะเกี่ยวกับความสามารถในการรู้แจ้ง อู่ อวี้
จึงสามารถรับรู้ถึงจิตวิญญาณได้อย่างไม่ยากเย็น
นัก
“อันที่จริงเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินสำหรับเจ้าแล้วมี
ประโยชน์อย่างมาก เพราะสุดท้ายแล้วเจ้าจะต้อง
อยู่ในขั้นกำร่างกำเนิดจิตเทวะ แต่เจ้ากลับสามารถ
รับรู้ถึงจิตวิญญาณได้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลานั้นทุก
สิ่งก็จะกลายเป็นง่ายดายราวพลิกฝั่ามือ เช่นนี้จึง
ทำให้เจ้าเกิดช่องว่างระหว่างคนอื่นๆใหญ่หลวง
ขึ้นไปอีก” หาได้ยากที่ หมิงซวง จะกล่าวอย่าง
จริงจัง
อย่างไรก็ตาม การเดินไปบนถนนสายนี้ อู่ อวี้ ก็
รู้สึกว่าสิ่งที่นางกล่าวมานั้นถูกต้อง
จิตวิญญาณก็คือรากฐานของมนุษย์
หลังจากที่ผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน หลังจาก
พยายามแต่ละครั้ง อู่ อวี้ สามารถใช้เคล็ดวิชา
‘เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’ เบื้องต้นได้
แล้ว แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ของเขาก็คือหุ่นเชิดกระบี่
ดังนั้นเขาจึงไม่อาจรู้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของ
มันได้
ในเวลาหนึ่งเดือน อู่ อวี้ ได้พบกับหุ่นเชิดกระบี่
ทั้งหมดเจ็ดตัว เขาสามารถเอาชนะได้ห้าตัว ทำ
การหลบหนีหนึ่งตัว และอีกตัวหนึ่งนั้นแข็งแกร่ง
จนเกินไป ดังนั้น อู่ อวี้ จึงคิดหลบหนีไปก่อนที่จะ
ต่อสู้ ทำให้หลุดรอดจากปะทะของอีกฝั่ายมาได้
เมื่อพบเจอกับหุ่นเชิดกระบี่ อู่ อวี้ ก็จะใช้ความ
พยายามในทุกครั้งเพื่อไตร่ตรอง ปรับแนวคิดใหม่ๆ
เพื่อแสดงผลลัพธ์ใหม่ๆออกมา หลังจากผ่านการ
ต่อสู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจซ้ำไปซ้ำมา ทำให้แม้ว่า
จะผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน แต่เขาได้ใช้ความ
พยายามไปไม่น้อยกว่าพันครั้ง
พลังแห่งการรู้แจ้งอันแข็งแกร่งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้
ฝึกฝนจะกลายเป็นยอดคนได้ และมันทำให้เขา
ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าได้ทีละนิด
ในระยะเวลาหนึ่งเดือน เห็นได้ชัดว่าความเข้าใจใน
‘เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’ ได้เริ่มเป็น
รูปเป็นร่างขึ้นแล้ว
แน่นอนว่าเขาใช้หุ่นเชิดกระบี่มาทำการฝึกฝน
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว แต่มันก็
ยังไม่ใช่พลังอำนาจที่แท้จริงของมัน
อู่ อวี้ ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เขาคาดว่า หนานกง
เหว่ย ก็น่าจะไม่เสร็จภารกิจของนางได้เร็วนัก
ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาอีกหนึ่งเดือน หลังจากผ่าน
เดือนนี้ไป ความเข้าใจของเขาได้รับการยกระดับ
ขึ้นอย่างสมบูรณ์ ภายใต้ความพยายามของกาย
และใจ ทำให้ผลลัพธ์ทุกสิ่งทุกอย่างสุกงอม คน
อื่นๆอาจจะต้องใช้เวลานานในการที่จะฝึกฝนเคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดินเพื่อให้สามารถเข้าใจได้อย่าง
ทะลุปรุโปร่ง
และถึงแม้คนที่อยู่ในมหาสมุทรไร้ต้านจะพอมีอยู่
แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้มาหาเรื่องรบกวน อู่ อวี้
จนทำให้เกิดการปะทะกัน ดังนั้นในท้ายที่สุด อู่
อวี้ จึงตัดสินใจออกมาจากมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
ซึ่งจนบัดนี้เขาก็ยังไม่ได้ลองใช้พลังที่แท้จริงเคล็ด
วิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวลกับผู้คนเป็นๆเลย
เพราะยังไงแล้วมันก็ไม่มีผลอะไรกับเหล่าหุ่นเชิด
กระบี่
เวลามากกว่าสามเดือน อู่ อวี้ ได้จัดการหุ่นเชิด
กระบี่ไปแล้วกว่าสิบสามตัว
ที่ประตูทางเข้า ในตอนที่เขาได้ส่งมอบชิ้นส่วนของ
หุ่นเชิดกระบี่เข้าไปในกระท่อมไม้ คนที่อยู่ใน
กระท่อมไม้ได้โยนถุงจักรวาลออกมาใบหนึ่ง อู่ อวี้
เปิดมันขึ้นมาดู ก็พบว่าภายในนั้นมีแก่นแท้กระบี่
อยู่ถึง 6,000 กว่าชิ้น
“การเก็บเกี่ยวในมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านนั้น
มากมายจริงๆ ออกไปปฏิบัติภารกิจ เกรงว่า
จะต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปี จึงจะได้รับแต้ม
ความสำเร็จเท่านี้”
กำไรจากการเก็บเกี่ยวครั้งนี้ เขาได้เตรียมที่จะซื้อ
ตำราหลอมสกัดปรุงยาและสัญลักษณ์เวทย์ เพื่อ
เรียนการหลอมสกัดปรุงยาและการวาดสัญลักษณ์
เวทย์ให้มากกว่านี้ แม้กระทั่งทดลอง ‘มหาเวทย์
ฟั้าดิน’
ความจริงแล้วการที่สามารถรู้แจ้งในเต๋าของจิต
วิญญาณได้ภายในระยะเวลาสามเดือน มันก็ได้ทำ
ให้ อู่ อวี้ มีความก้าวหน้าอยู่ไม่น้อย การก้าวหน้า
เหล่านี้เมื่อผสานรวมเข้ากับแกนนภา จึงทำให้
ความเร็วในการปรับแต่งเพิ่มขึ้นอยู่ไม่น้อยเลย
ทีเดียว และจริงๆแล้วภายในมหาสมุทรกระบี่ไร้
ต้านก็มีพลังฟั้าดินที่อยู่ในระดับสูงจนแทบจะไม่
ต่างกับพลังฟั้าดินของอาณาเขตกระบี่โลกา ดังนั้น
เขาจึงคาดว่าอีกไม่นานเขาก็จะสามารถทะลวงเข้า
สู่ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่7ได้แล้ว
หนานกง เหว่ย ในตอนนี้อยู่ในขอบเขตที่สูงเกินไป
ทำให้เขารู้สึกกดดันอยู่เล็กน้อย
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่แยแสกับมัน แต่คนอื่นก็จะมอง
เขาไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดเป็นคำติฉินนินทาได้
นอกจากนี้ยังมีตัวตนเช่นเซียนกระบี่กุ้ยหยางอยู่
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะยังไม่เคยเห็นเขาก็ตาม แต่
อย่างไรก็ตามอีกฝั่ายก็ยังคงมีอคติกับเขามาก
ตั้งแต่ที่เขาตั้งกฏขึ้นมาถ้าหากว่าตนสามารถ
เอาชนะ หนานกง เหว่ย ได้จึงจะสามารถกลายเป็น
สหายเต๋าของนางได้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการที่จะ
กำจัด อู่ อวี้ ทิ้ง
นอกจากนี้ บิดาของนางก็ยังตามติด หนานกง
เหว่ย ทุกฝีก้าว ทำให้ อู่ อวี้ ไม่สามารถจะแตะเนื้อ
ต้องตัวนางได้ ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่สุภาพบุรุษสมควร
กระทำจริงๆก็เถอะ…..
ในตอนที่ออกจากมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน เขาก็รับรู้
ได้ว่านิกายเซียนซูซันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกเล็กน้อย
อู่ อวี้ ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน หลังจากที่ออก
มาแล้ว เขาก็รีบใช้ตราผนึกสื่อสารที่ได้รับมาจาก
หนานกง เหว่ย เขียนไปว่า “ข้าทำภารกิจเสร็จ
แล้ว และออกมาจากมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านเป็นที่
เรียบร้อยแล้ว เจ้าส่งข่าวคราวมาให้ข้าบ้างนะ”
เขาไม่ได้ส่งตราผนึกสื่อสารมาเป็นระยะเวลานาน
แล้ว สามเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พลันบังเกิดเป็น
ความคิดถึง อู่ อวี้ ส่งตราผนึกสื่อสารออกไปหนึ่ง
ชิ้น หลังจากนั้นก็รีบกลับไปที่ ‘ถ้ำเซียนเทียมฟั้า’
เนื่องจากเขารู้ว่า หลังจากที่ หนานกง เหว่ย ได้รับ
ตราผนึกสื่อสารแล้ว นางก็จะต้องรีบมายังถ้ำเซียน
เทียมฟั้า เพื่อมาหาเขาแน่นอน
เขาใช้กระบี่บินจักรพรรดิบินไปอย่างรวดเร็ว ใช้
เวลาไม่นานนัก เขาก็บินขึ้นมาอยู่บนภูเขาชิงเทียน
เขายังคงบินผ่านอาณาเขตกระบี่ปฐพีขึ้นไปอีก
ผ่านสนามประลองเซียน และบัดนี้เขาก็พบว่าทาง
ฝังสนามประลองเซียนปรากฎมีคนอยู่มากมาย
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมกับสนามประลองเซียน
แต่เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้สัมผัสกับบรรยากาศ
ของการต่อสู้ที่เร่าร้อนเช่นนี้
“เมื่อเทียบกันแล้ว อู่ อวี้ ไม่คู่ควรที่จะกลายเป็น
หินรองเท้าให้แก่ เปั่ยซาน ม่อ เสียด้วยซ้ำ”
“ใช่แล้ว พวกเขาแตกต่างกันเกินไป นางนั้นอยู่กัน
คนละโลกเกินไป ” มีหลายคนที่ถอนหายใจและ
รู้สึกเสียดาย
“เมื่อกล่าวจริงๆแล้ว คนที่เหมาะสมคู่ควรกับนาง
ราวกับเป็นกิ่งทองกับใบหยก นั่นก็คือ เปั่ยซาน ม่อ
กับ หนานกง เหว่ย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อู่ อวี้
ยังอยู่ห่างไกลจากคนทั้งสองมากนัก กล่าวแบบ
ตรงๆแล้ว ถ้าหาก อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย อยู่
ด้วยกัน จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่………..ไม่ถูกต้องยิ่ง
นัก ข้ารู้สึกเสมอว่า อู่ อวี้ ได้แทรกเท้าของคนเพื่อ
ไปทำลายการแต่งงานอันงดงาม ”
“นั่นมันเป็นเพราะสถานะของพวกเขานั้นแตกต่าง
กันมาก ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของพรสวรรค์
ก็แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งการรวมกันของ
ตระกูล เปั่ยซาน และ หนานกง มันเป็นสิ่งที่พวก
ข้าทุกคนในนิกายเซียนซูซันต่างก็เฝั้ารอคอย ซึ่ง
เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ในนภาสวรรค์อันกว้างใหญ่นี้
ตระกูลเปั่ยซานเคยความดีความชอบในการสู้รบ
เคียงบ่าเคียงไหล่กับนิกายเซียนซูซัน มี
ความสำเร็จที่โดดเด่น เพียงแต่ว่าในหมื่นปีมานี้
กลับได้ถูกทอดทิ้งไป และบัดนี้ตระกูลของพวกเขา
ได้ปรากฎ เปั่ยซาน ม่อ กล่าวได้ว่าสายเลือดที่
สาบสูญไปของซูซันเราได้กลับมาอย่างแท้จริง
แล้ว”
“หนานกง เหว่ย เป็นผู้สืบทอดมรดก ‘จักรพรรดิ
วิหคเพลิงเก้าสี’ ส่วน เปั่ยซาน ม่อ นั้นน่า
หวาดกลัวยิ่งกว่า ได้ข่าวว่าเขาได้รับสืบทอดมรดก
‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ จักรพรรดิกระบี่
สวรรค์คราม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมรดกอันดับ
หนึ่งของนิกายเซียนซูซันในตอนนี้ ตามตำนานของ
นิกายเซียนซูซันเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว จักรพรรดิ
กระบี่สวรรค์คราม เป็นคนที่มีโอกาสสำเร็จ
กลายเป็นเซียนอมตะได้มากที่สุด เพียงแต่เขาได้
ตกตายลงไปหลังจากเผชิญหน้ากับมหาภัยพิบัติ
เซียน หากว่าเขาสามารถก้าวผ่านมหาภัยพิบัติ
เซียนได้ ในตอนนี้เขาก็คงจะกลายเป็นเซียนอมตะ
อยู่เคียงคู่สวรรค์ไปแล้ว ส่วนจักรพรรดิกระบี่วิหค
เพลิงเก้าสี และ จักรพรรดิกระบี่เขตแดนดารา ก็
ยังคงอยู่ห่างไกลจากขั้นนั้นมากนัก”
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม!
ดูเหมือนว่าในตำราประวัติศาสตร์ของทวีปแห่ง
ทวยเทพ ก็ได้มีบันทึกเกี่ยวกับตัวตนเช่นนี้เอาไว้อยู่
เขาเป็นมหาวีรบุรุษของนิกายเซียนซูซัน เคยเป็น
ผู้ปกครองสูงสุดของนิกาย ในเวลานั้นมีบุคคลผู้นั้น
เป็นผู้ปกครองนิกายเซียนซูซัน ทำให้นิกายเซียนซู
ซันกลายเป็นขุมอำนาจอันดับหนึ่งของทวีปแห่ง
ทวยเทพโดยไม่ต้องสงสัย ในเวลานั้นเหล่าปีศาจ
ทั้งหลายแทบจะสูญสิ้นไปเพราะฝีมือของเขา
จนกระทั่งวันนี้ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามก็ยัง
ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากเหล่าลูกหลานของ
เขาอยู่
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินพวกที่นินทาทั้งหลาย เขาจึงเกิด
ความสงสัยว่า เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้เป็นใครกัน?
ตัวตนที่จู่ๆได้ปรากฎขึ้น และผู้คนทั้งหลายก็นำมา
เปรียบเทียบกับตนเอง ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ถึง
ตัวตนของคนๆนั้นเป็นอย่างดี อาจจะมีเพียงแต่เขา
เท่านั้นที่ไม่รู้ก็เป็นได้?
จริงๆแล้วในตอนนี้เหล่าผู้คนที่กำลังจับเข่าพูดคุย
กันอยู่นั้น ก็ได้เห็น อู่ อวี้ แล้ว กล่าวตามตรงพวก
เขาต่างหวาดกลัวต่อ อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึง
รีบปิดปากอย่างรวดเร็วและยิ้มให้กับ อู่ อวี้
อู่ อวี้ ยังไม่ได้จากไปแต่อย่างใด เขาร่อนลงไปอยู่
บนสนามประลองเซียน พร้อมจ้องมองไปยังฝูงชน
แล้วกล่าวว่า “ข้าได้จากไปเป็นเวลาสามเดือน ดู
เหมือนว่าจะมีบุคคลที่สั่นคลอนฟั้าดินปรากฏขึ้นใน
นิกายเซียนซูซันใช่หรือไม่? ทุกท่านมีใครที่จะบอก
กล่าวแก่ข้าได้บ้าง?”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ