กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 337 : ศิษยแหง7เซียนกระบี่
เหล่าสาวกขั้นกระบี่ปฐพีต่างพากันมองหน้ากัน
และกัน
การที่นินทาผู้อื่นในทางไม่ดี และคนผู้นั้นกลับมาได้
ยินเข้าเช่นนี้ อีกทั้งผู้ที่พวกเขากล่าวถึงยังเป็น
บุคคลที่แข็งแกร่งกว่าตนอย่างยิ่งยวด กล่าวให้ถูก
ก็คือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึก
ละอายใจเป็นอย่างมาก
เมื่อ อู่ อวี้ ถามขึ้น กลับไม่มีใครหาญกล้าที่จะ
ออกมาให้คำตอบกับเขา พวกมันยืนอยู่กับที่ด้วยสี
หน้าอึดอัด
“ที่จริงไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่สมควรกล่าว คาดว่าก่อน
นี้ท่านคงได้ปิดด่านฝึกตน จึงไม่รู้ว่าในตอนนี้มี
บุคคลที่เปียมล้นไปด้วยพรสวรรค์ปรากฎขึ้นมาใน
นิกาย และเรื่องนี้ยังกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก
อีกด้วย”
“คนผู้นี้ก็คือ เปั่ยซาน ม่อ ชื่อเสียงของมัน
แม้กระทั่งยังเลื่องลือยิ่งกว่า หนานกง เหว่ย อยู่
เล็กน้อย น่าเสียดายยิ่งที่ท่านไม่ได้เห็นช่วงเวลา
นั้น”
มีคนจั่วหัวขึ้น และเมื่อเห็น อู่ อวี้ ไม่ได้จะพาล
โกรธ ดังนั้นเหล่าสาวกขั้นกระบี่ปฐพีจึงเริ่มเกิด
ความกล้าที่จะบอกกล่าวแก่เขาให้มากขึ้น
“ไม่ต้องอ้อมค้อม กล่าวออกมาตรงๆว่าคนผู้นี้มี
สถานะเช่นไรและแข็งแกร่งขนาดไหน” อู่ อวี้ ขัด
ขึ้นพร้อมกับเร่งรัดให้กล่าวออกมาตรงๆ
ในตอนนี้ก็มีคนหนึ่งก้าวออกมา มันเป็นชายชราที่
มีผมขาวและใบหน้าแดงฝาด อายุขนาดนี้จึงกล่าว
ได้ว่าไม่เกรงกลัวสิ่งใดในโลกนี้แล้ว มันกล่าว
ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่านประสบการณ์มาอย่าง
โชกโชนว่า “นิกายซูซันของพวกเรามีมรดก
สายเลือดที่ล้ำเลิศอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมี
ตระกูล หนานกง และ เปั่ยซาน ที่ถือครองอยู่ ทำ
ให้ในประวัติศาสตร์ได้ปรากฏผู้ยิ่งใหญ่มากมาย
ในตอนนี้ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็คือผู้สืบทอด
สายเลือดของหนานกง หนานกง ซวน และใน
สายเลือดของเปั่ยซาน ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับ
หนานกงมาช้านาน อย่างไรก็ตามตระกูลนี้ได้
เกือบจะเลือนหายไปเป็นเวลานานแล้ว ตระกูลเปั่ย
ซานได้เสื่อมลงจนเกือบจะฟืนมาไม่ได้แล้ว จนถึง
ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าตระกูลเปั่ยซานจะถูกทอดทิ้งให้
โดดเดี่ยวอย่างแร้นแค้น และในตอนที่ เปั่ยซาน
ม่อ ยังเป็นเด็ก ตัวเขานั้นถือได้ว่ามีพรสวรรค์อยู่ใน
ระดับธรรมดา เซียนกระบี่กุ้ยหยางได้นึกไปถึง
ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูล เลยให้เขามาเป็น
คู่ฝึกซ้อมกระบี่กับ หนานกง เหว่ย ไม่คาดคิด
หลังจากอายุ 7 ขวบ พรสวรรค์ของเขา
เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แสดงให้เห็นถึง
พรสวรรค์ที่ฝืนชะตาฟั้า เขาได้ปิดด่านฝึกตนมา
ตลอดสิบปี จวบจนวันนี้เขาได้มีอายุ 17 ปีแล้ว ทำ
ให้บัดนี้เขาจึงกลายเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุด ซึ่ง
ไม่ด้อยไปกว่า หนานกง เหว่ย แม้แต่น้อย!”
อู่ อวี้ กำลังสงสัย เลยเอ่ยออกมาว่า “พวกเจ้าก็
เพิ่งจะรู้จัก หนานกง เหว่ย เพียงแค่ไม่กี่เดือนเ
เช่นนี้แล้วทำไมถึงรู้จัก เปั่ยซาน ม่อ ดีนัก?”
ชายชราผู้นั้นก็กล่าวตอบว่า “ปกติมักจะมีการเล่า
ลือถึง ชื่อเสียง ตัวตน สถานะ ความแข็งแกร่ง
ของเขาออกมาอยู่เสมอ”
และหนานกง เหว่ย ไม่เคยได้กล่าวถึงเรื่องนี้กับ อู่
อวี้ ว่ามีคนที่เป็นคู่ซ้อมกระบี่ในตอนเด็กอยู่คนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม คนที่มีอายุ 17 ปี ซึ่งมีอายุไม่ห่างกับ
หนานกง เหว่ย ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หายากยิ่ง อีก
ทั้งพวกเขายังได้กล่าวว่า เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ ได้รับ
สืบทอดมรดก ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ อีก
กล่าวอย่างง่ายๆคือ จักรพรรดิกระบี่สวรรค์นั้นอยู่
เหนือกว่าจักรพรรดิกระบี่วิหคเพลิงเก้าสีมากนัก
เกรงว่าถึงแม้จะเป็นเจ็ดเซียนแห่งซูซัน คาดว่าก็
อาจจะไม่ได้รับมรดกเช่นนี้
สิ่งที่พึ่งเกิดไม่นานมานี้ อู่ อวี้ คาดว่าคนผู้นี้คงจะ
สำแดงพลังที่น่าอัศจรรย์ให้เป็นประจักษ์ เกรงว่า
คนผู้นี้อาจจะได้เข้าไปฝึกฝนอยู่ในถ้ำกำเนิดแห่งซู
ซันพร้อมกันกับ หนานกง เหว่ย
“สองเดือนก่อนหน้านี้ เปั่ยซาน ม่อ ได้ปรากฏตัว
อยู่บนอาณาเขตกระบี่โลกา ท้าทายสาวกขั้นกระบี่
โลกาที่อยู่อันดับที่ 73 บนรายนามกระบี่โลกา และ
เอาชนะมาได้! หลังจากนั้น จอมกระบี่ชั่วฮวา ก็
กล่าวแนะนำตัวตนของเขาว่านี่ก็คือผู้สืบทอดของ
ตระกูลเปั่ยซานที่สูญหายไป อายุยังไม่ถึง 17 ปีเต็ม
แต่กลับมาถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตแล้ว พลัง
การต่อสู้ของเขายังอยู่เหนือกว่า หนานกง เหว่ย!
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ครามรุ่นต่อไปก็คือเขาอย่าง
แน่นอน! เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ ถือเป็นบุตรอันน่า
ภาคภูมิใจของนิกายเซียนซูซันของพวกเรา
ในตอนนี้ ท่านรู้ไหมว่าหลังจากต่อสู้เสร็จเกิดอะไร
ขึ้น?” คนที่กล่าวนี้เล่าเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น
ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ
ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมี
ความสามารถในการต่อสู้ขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา
มาก นอกจากนี้คนผู้นี้ก็ยังเป็นผู้สืบทอดของ
ตระกูลที่สูญหาย ถึงแม้จุดเริ่มต้นของ เปั่ยซาน ม่อ
ผู้นี้อาจจะไม่ค่อยสูงเท่าไหร่แต่กลับสามารถไต่เต้า
มาจนถึงระดับนี้ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย
อู่ อวี้ รอคอยให้คนผู้นี้เล่าต่อ
อีกฝั่ายแสดงท่าทางชื่นชมออกมาแล้วกล่าวว่า
“เปั่ยซาน ม่อ ผู้นั้นประกาศก้องออกมาแทนเจ็ด
เซียนแห่งซูซัน เกี่ยวกับข่าวสำคัญข่าวหนึ่ง!”
“ข่าวนั้นก็คือ เมื่อสามเดือนก่อน เจ็ดเซียนแห่งซู
ซัน ตัดสินใจร่วมกันที่จะรับ เปั่ยซาน ม่อ เป็นลูก
ศิษย์ผู้สืบทอด กล่าวได้อีกอย่างก็คือ เปั่ยซาน ม่อ
จะมีอาจารย์อยู่ถึงเจ็ดคน อีกทั้งคนเหล่านั้นยังเป็น
ถึงเจ็ดเซียนแห่งซูซัน! นี่หมายความว่าอะไรน่ะ
หรือ? นิกายเซียนซูซันของพวกเรา ไม่เคยมี
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณ
มันหมายความว่าเจ็ดเซียนแห่งซูซันเห็นถึงความ
สามรถในตัวของ เปั่ยซาน ม่อ มองเห็นถึง
ศักยภาพอันไร้ที่สิ้นสุดในตัวของเขา และต้องการที่
จะฝึกฝนให้เขากลายเป็นตัวตนเช่นเดียวกับ
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม ดังนั้นพวกเขาจึง
ตัดสินใจที่จะร่วมกันสอนสั่ง จะต้องรู้ว่าถึงแม้
หนานกง เหว่ย จะเป็นลูกสาวของเซียนกระบี่กุ้ย
หยาง แต่ก็ไม่ได้มีสถานะเช่นนี้ สิ่งที่ข้าต้องการจะ
กล่าวก็คือ เปั่ยซาน ม่อ ในตอนนี้ เขาถือเป็นศิษย์
คนแรกของเจ็ดเซียนแห่งซูซัน และยังอยู่เหนือกว่า
หนานกง เหว่ย กระทั่งจอมกระบี่ซวนจี ก็ยังไม่
น่าจะเทียบได้กับ เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ได้กระมั้ง?”
ข่าวเช่นนี้สำหรับ อู่ อวี้ จริงๆก็ทำให้เขารู้สึกสั่น
สะท้านและตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิง
เจ็ดเซียนซูซันเป็นตัวตนอันสูงส่ง ในสายตาของผู้
ฝึกตนในทวีปแห่งทวยเทพทั้งหมด พวกเขาแต่ละ
คนเป็นตัวตนที่เปรียบเสมือนกับพระเจ้า
อัจฉริยะเช่นนี้ ทำให้พวกเขาต้องปล่อยวางศักดิ์
ฐานะ และร่วมกันช่วยฟูมฟักเลยหรือ?
อย่างน้อยระดับของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ ก็ยังไม่มีใคร
ในเจ็ดเซียนแห่งซูซันสักคนเดียวออกมาปรากฏอยู่
ต่อหน้าเขาเลย ตั้งแต่ต้นจนจบดูเหมือนว่า อู่ อวี้
มักจะอยู่ริมขอบของนิกายเซียนซูซันมาโดยเสมอ
ส่วน เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ กลับกลายเป็นหัวใจหลัก
ของพวกเขา
หนานกง เหว่ย,เปั่ยซาน ม่อ ตัวตนที่สั่นคลอนไป
ทั่วทั้งซูซันค่อยๆปรากฏตัวขึ้นทีละคนๆ จริงๆแล้ว
มันได้ก่อให้เกิดเป็นความโกลาหลตลอดทั่วทั้งทวีป
แห่งทวยเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำของ
เหล่าเจ็ดเซียนแห่งซูซัน ทำให้ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วน
หรือแม้แต่เหล่าปีศาจ ผู้ฝึกตนนอกรีต ต้องพุ่ง
ความสนใจทั้งหมดไปที่ เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในใจของ อู่ อวี้ ก็รู้คำตอบแล้ว
จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะมองอย่างไร เปั่ยซาน ม่อ และ
หนานกง เหว่ย ก็เป็นคนที่เกิดมาคู่กัน ทั้งคู่ล้วน
เป็นผู้สืบทอดที่แสนสำคัญ อีกทั้งยังได้รับการสั่ง
สอนจากเจ็ดเซียนแห่งซูซัน และเกิดมาจากนิกาย
เซียนซูซัน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าพวกเขาต่างเป็นสหาย
สมัยวัยเด็ก ที่สำคัญทั้งสองคนนี้มีคุณสมบัติที่
สามารถบดขยี้อัจฉริยะคนอื่นๆได้ทั้งหมด และทั้งคู่
ต่างก็ได้รับสืบทอดมรดกที่ดีที่สุด……..แม้กระทั่ง
คาดว่าในอนาคตพวกเขาจะต้องเติบโตการเป็น
ตัวตนอันยิ่งใหญ่ และมีอนาคตที่กว้างไกลยิ่งกว่า
อู่ อวี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงเข้าใจได้ว่าทำไม
เซียนกระบี่กุ้ยหยางถึงไม่เหลือบมามองตนเองเลย
สักนิด ทั้งยังได้ตั้งกฏและข้อจำกัดเอาไว้ให้ หนาน
กง เหว่ย เห็นได้ชัดว่า เปั่ยซาน ม่อ เป็นบุคคลที่มี
คุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของเซียนกระบี่กุ้ย
หยางทุกอย่าง ทั้ง เปั่ยซาน ม่อ เป็นคนที่เขาชุบ
เลี้ยงมากับมือตัวเอง และให้ความสำคัญราวกับ
เป็นลูกชายแท้ๆ ด้วยทั้งหมดทั้งปวงนี้ จึงทำให้ทุก
คนคาดเดาได้ว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางนั้นคิดอะไรอยู่
เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ หนานกง เหว่ย
กับคนนอกหนึ่งคน จะได้ทำการสาบานว่าจะรัก
และซื่อสัตย์ต่อกันและกันตลอดไป อีกทั้งยังไม่ยอม
เชื่อฟังความคิดเห็นของเขาเลยสักนิด
“ถ้าหาก เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ คิดที่จะต่อสู้เพื่อ
ต้องการแย่งชิงเหว่ยเอ๋อร์ นั่นหมายความว่าคู่แข่ง
ทางความรักของข้าเก่งกาจอย่างมาก ในทาง
กลับกัน ข้ากลายเป็นมือที่สามแล้ว……” อู่ อวี้
หัวเราะอย่างขมขื่นออกมา
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างไร
เนื่องจากบนร่างกายของเขาก็ยังมีมรดกสืบทอด
ของเซียนอมตะอย่าง ‘พลองทองสมปรารถนา’ ทำ
ให้ในใจเขารู้ดีตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ และตราบ
ใดที่เขามีเวลาพร้อมทั้งทรัพยากรเพียงพอ
ความสำเร็จในอนาคตของเขาก็ย่อมเหนือกว่า
หนานกง เหว่ย และ เปั่ยซาน ม่อ อย่างแน่นอน
เรื่องที่อยากรู้ก็ได้รับทราบหมดแล้ว คนจึงเร่งหมุน
กายจากไป ปล่อยให้เหล่าสาวกขั้นกระบี่ปฐพียืน
เซ่อมองหน้ากันและกัน
“โอ้ว ข่าวนี้สำหรับเขาแล้ว ถือว่าหนักเกินไป”
“ข้าเห็นว่าเขากับ หนานกง เหว่ย จริงๆแล้ว มี
โชคชะตาร่วมกันอยู่บ้าง แต่ว่าในตอนนี้โชคชะตา
ของเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไร การจะกลายเป็นสหายเต๋า
กันได้ ไม่ว่าจะคุณสมบัติ ตำแหน่ง และภูมิหลัง
ของพวกเขาจะต้องมีความใกล้เคียงกัน อู่ อวี้
ในตอนนี้เป็นเพียงแค่ชนชั้นรากหญ้า ไร้ซึ่งอาจารย์
และมีสหายอยู่น้อยนิด จะเอาอะไรไปเทียบกับ เปั่ย
ซาน ม่อ ที่เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของเจ็ดเซียนแห่งซู
ซัน?”
“ข้าเกรงว่าอีกสักพักหนึ่ง หนานกง เหว่ย ก็จะ
สามารถเข้าใจได้ และไม่ไปหาเขาอีกแล้ว”
“ด้วยความสำเร็จในตอนนี้ของ อู่ อวี้ ในยามนี้
หากขยันเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ในอนาคตการที่จะ
กลายเป็นจอมกระบี่จักรพรรดิแห่งซูซันย่อมไม่เป็น
ปัญหา หากว่าเขาสามารถปล่อยวางมันลงได้ ใน
อนาคตไม่แน่ว่าเขาจะกลายเป็นขุนพลข้างกาย
ของ หนานกง เหว่ย และ เปั่ยซาน ม่อ ก็เป็นได้!”
อู่ อวี้ จากไปไกลแล้ว และไม่ได้ฟังคำพูดนินทา
ของพวกมัน แต่ความเป็นจริงแล้วเขาก็สามารถ
รับรู้ได้โดยไม่ต้องคาดเดา
“บนเส้นทางแห่งการฝึกตน ทุกสิ่งที่เข้ามาล้วนทำ
ให้เกิดความร้อนใจ แต่การไล่ล่าไปบนเส้นทางเต๋า
ไม่อาจจะมีความกังวลได้ หากจิตใจเกิดความ
สับสน เส้นทางที่ก้าวเดินก็จะเกิดการบิดเบี้ยว ” อู่
อวี้ ยิ้มขึ้น ที่จริงเขายังคงเชื่อมันในตัว หนานกง
เหว่ย นางจะต้องทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง อู่
อวี้ รู้ดีว่าสิ่งเดียวที่เขาต้องทำ นั่นก็คือการทำให้
ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อหุบปากของคนอื่น
จากอาณาเขตกระบี่ปฐพีถึงอาณาเขตกระบี่แก่น
แท้ ตลอดทางค่อนข้างเงียบสงบไม่น้อย อู่ อวี้
เตรียมตัวที่จะกลับไปรอ หนานกง เหว่ย ที่ถ้ำเซียน
เทียมฟั้า
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเข้าใกล้ถ้ำเซียนเทียมฟั้าก็
พบว่าหน้าถ้ำของตนเอง ถูกล้อมรอบไปด้วยผู้คน
มากมาย พวกมันทั้งหมดก็คือสาวกขั้นกระบี่แก่น
แท้ที่อยู่ระแวกใกล้เคียง เหล่าผู้ฝึกตนต่างขี่กระบี่
บินจักรพรรดิบินวนอยู่รอบๆ หากนับคร่าวๆแล้ว
น่าจะมีราวๆพันคน ทำเอาฉากเบื้องหน้าเต็มไป
ด้วยความคึกคักในทันที และดูเหมือนว่าพวกมัน
กำลังรอคอยใครบางคนอยู่
เขาได้ผ่านกลุ่มคนขนาดใหญ่นี้โดยไม่สนใจ สายตา
เพียงเพ่งเล็งไปยังถ้ำประตูเซียนของตนอย่างแน่ว
แน่เท่านั้น
“อู่ อวี้ กลับมาแล้ว!”
หลังจากมีคนพบเห็นเขา ช่วงพริบตาก็บังเกิดเป็น
ความโกลาหลวุ่นวาย คนนับพันคนจับจ้องมอง
มายังเขาด้วยสายตาจริงจังและมองเขาด้วยความ
คาดหวังอยู่เล็กน้อย และกระทั่งบางคนยังมองเขา
มาด้วยสายตาที่เป็นกังวล
ด้วยสายตาของพวกมันที่จับจ้องมา ทำให้ อู่ อวี้
สามารถคาดเดาได้ลางๆ ว่าใครกำลังรอเขา
กลับมาจากมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
จะต้องเป็นคนที่มีความขัดแย้งกับเขา ถึงจะ
สามารถดึงดูดผู้คนมาได้มากมายขนาดนี้!
แม้กระทั้งคนในกลุ่มนี้ก็ยังมีสาวกขั้นกระบี่โลกา
ที่มาจากที่ที่ห่างไกล เพื่อรอรับความความสนุก
ดังนั้นหลังจากที่ อู่ อวี้ กลับมาแล้ว คนนับสิบที่ยืน
ขวางเส้นทางอยู่จึงรีบหลีกทางให้แก่ อู่ อวี้
จากนั้นสายตาของเขาปรากฎคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่
เบื้องหน้าถ้ำเซียนเทียมฟั้า คนผู้นี้เป็นผู้เยาว์คน
หนึ่งซึ่งกำลังปิดตาและรอคอยเขาอยู่
มันเป็นเด็กหนุ่มที่สามารถจดจำใบหน้ายามแรก
เห็นได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของมันค่อนข้างไร้
เดียงสาบริสุทธิ์ผุดผ่อง รูปร่างดูผอมเพรียวแต่
เปียมไปด้วยพลัง สวมใส่ชุดคลุมสีขาวธรรมดาๆ
ผมยาวของมันถูกมัดเอาไว้อยู่ด้านหลังอย่างเป็น
ระเบียบ มีลักษณะโครงหน้าที่งดงามและ
ละเอียดอ่อน ใบหน้าดูเรียบร้อยคล้ายกับหญิงสาว
ปรากฎผิวพรรณอันผ่องใสราวกับหยกที่ถูกเจียรไน
มาอย่างละเมียดละไม แต่เมื่อมันเปิดตาขึ้นมา
ปราณกระบี่ทั้งสองได้ปะทุออกมาอย่างรุนแรง หมู่
เมฆที่อยู่ในระยะร้อยรี้รอบๆถูกพัดกวาดออกไปจน
สิ้น ดวงตาสีฟั้าสดใสที่ราวกับเป็นอัญมณี ได้จ้อง
มองเจาะทะลุร่างกายของ อู่ อวี้ ทำให้คนรอบข้าง
รู้สึกหนาวเย็น
แน่นอนว่าคนผู้นี้ก็คือ เปั่ยซาน ม่อ
แสงประกายของดวงตาสีฟั้าครามคู่นั้น จ้องมอง
ทะลุจิตใจคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ได้ทำให้ผู้คน
ตระหนักถึงความสามารถที่น่าสนใจของเด็กหนุ่มผู้
นี้ ไม่ว่าจะเป็นใคร แต่เมื่ออยู่ภายใต้สายตาของมัน
ผู้นี้ จะมีความรู้สึกราวกับว่าตกลงไปอยู่ในถ้ำ
น้ำแข็ง
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้หวาดกลัวต่อแรงกดดันนี้แม้
เพียงเสี้ยว จิตวิญาณของเขายังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำ
นิ่ง พร้อมสังเกตไปที่ศิษย์ผู้สืบทอดของเจ็ดเซียน
แห่งซูซันที่เป็นตัวตนราวกับของรักของหวงของ
เหล่าเจ็ดเซียนแห่งซูซัน
“ไอ้หยา บนคอของไอเจ้าหนูนี่มีสมบัติล้ำค่าแขวน
เอาไว้อยู่” หมิงซวง ถอนหายออกมาทำลาย
บรรยากาศที่จริงจังนี้ลง
เมื่อ อู่ อวี้ มองไป เห็นเพียงแต่ว่าบนลำคอของ
เปั่ยซาน ม่อ มีอะไรบางอย่างสีดำถูกแขวนเอาไว้
อยู่ เป็นสิ่งของบางสิ่งที่มีลักษณ์คล้ายฟัน เมื่อมอง
จากมุมของ อู่ อวี้ นี่ก็คือฟันของสัตว์ปกติธรรมดา
ทั่วไป
“นี่ก็คือศาสตราเต๋าวิถีแท้!”
“อะไรคือศาสตราเต๋าวิถีแท้?” อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึง
“นั่นก็คือ……สิ่งที่มีเฉพาะในเจ็ดเซียนแห่งซูซัน
มันเป็นสิ่งของที่คนทั่วไปไม่อาจจะมีได้ ซึ่งมัน
เปรียบได้กับพระเจ้าของศาสตราเต๋า และบน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ยังมีเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณ
สถิตอยู่ด้วย!”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ