กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 338 : ศาสตราเตาวิถีแท
ศาสตราเต๋าแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ก็คือ ศาสตรา
สามัญ ,ศาสตราเต๋าเชื่อมจิต , ศาสตราสถิต
วิญญาณ!
แลศาสตราเต๋าวิถีแท้ คือ ตนตัวซึ่งอยู่เหนือยิ่งกว่า
ศาสตราเต๋า แลความแตกต่างเด่นชัดที่สามารถ
สังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายนั่นก็คือ วงเวทย์ที่ถูก
วาดเอาไว้บนศาสตราเต๋าเป็นเพียงวงเวทย์คัดลอก
เท่านั้น ส่วนวงเวทย์ที่ถูกวาดเอาไว้บน ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ คือวงเวทย์ที่แท้จริง ซึ่งถูกวาดโดยผู้อยู่
ในอาณาจักรก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ถือเป็นวงเวทย์
ที่แท้จริงมิใช่เพียงวงเวทย์คัดลอก
แน่นอนว่าจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในศาสตราเต๋า
วิถีแท้ มีระดับเหนือล้ำยิ่งกว่าศาสตราสถิต
วิญญาณอย่างเทียบกันไม่ติด
วงเวทย์ที่แท้จริง มีพลังอำนาจมหาศาลซึ่งสามารถ
สั่นคลอนไปได้ทั้งโลกหล้า เมื่อผู้ที่อยู่ในอาณาจักร
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะวาดวงเวทย์ลงบนศาสตรา
เต๋า ศาสตราชิ้นนั้นจะถือเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้
เปียมล้นไปด้วยพลานุภาพมากมายมหาศาลยิ่ง
“อาวุธที่แข็งแกร่งสุดในโลกแห่งโลกีนี้ คือศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะกลายเป็นเซียน
อมตะได้จริง ๆ มิเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะ
ได้รับศาสตราเซียน ซึ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ มาไว้ในครอบครองได้” หมิ
งซวง กล่าวขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง
ไม่คาดคิดว่า เปั่ยซาน ม่อ ไม่เพียงแต่ได้รับสืบทอด
มรดกจาก ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ แต่มันยัง
ครอบครองวัตถุวิญญาณอย่างศาสตราเต๋าวิถีแท้
อีกด้วย ถ้าอีกฝั่ายตั้งตนเป็นศัตรูกับตัวเขา ถึงจะ
นำทุกสิ่งอย่างที่ตนมีมาเทียบก็ตาม แต่นับว่าอีก
ฝั่ายถือเป็นศัตรูที่รับมือยากเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้
เขารู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแท้จริง คนผู้นี้
ต้องไม่ง่ายดายดังเช่นรูปลักษณ์ที่แสนอ่อนโยน
อย่างแน่นอน
” แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป เด็กน้อยผู้นี้ยังห่างไกล
จากการใช้งานศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้อย่างสมบูรณ์
สิ่งที่มันทำได้มากสุดในตอนนี้ คงทำได้เพียงใช้
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ปั้องกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามเจ้า
ต้องระวังการโจมตีจากวิญญาณสถิตภายใน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ เพราะนั่นอาจเป็นจิตวิญญาณ
ของ ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ การที่มันถูก
สังหารจนตกตายไป ภายใต้ภัยพิบัติแห่งมหาเซียน
เต๋า นับเป็นเกียรติยศสูสุดของผู้ฝึกตนแล้ว
ห่างไกลจากการบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะเพียง
ก้าวงั้นรึ นับว่าไม่เลวทีเดียว ด้วยการชี้แนะของ
‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ เจ้าเด็กน้อยผู้นี้มี
แนวโน้มจะกลายเป็นเซียนอมตะได้อย่างแน่แท้ อัน
ที่จริงแล้วความสำเร็จในอนาคตอาจสูงกว่าชู้รัก
ของเจ้าเสียอีก”
อู่ อวี้ ตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง แต่เขาก็ยังตอบกลับไป
ว่า ” บ้านเจ้าสิ ใครเป็นชู้รักกัน?”
“แหะแหะ” หมิงช่วงหัวเราะแห้งๆ
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า บรรพชนอย่างจักรพรรดิกระบี่
สวรรค์ครามจะทิ้งมรดกอย่างศาสตราเต๋าวิถีแท้
เอาไว้ด้วย แต่ก็ยังพอเข้าใจได้ เนื่องจาก หมิงซวง
ยังสามารถดำรงอยู่ได้ ผู้คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในอาณา
เขตจิตเทวะ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจิตเทวะไม่มีวัน
ดับสูญ สามารถคงอยู่ได้ชั่วนิรันดร์ และศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ หรือพลองทองสมปรารถนา ก็เป็น
เสมือนดั่งที่สิงสถิต ซึ่งทำให้ชิ้นส่วนวิญญาณของ
พวกมันเหล่านี้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
การที่ หมิงช่วง เอ่ยปากว่า เปั่ยซาน ม่อ มี
แนวโน้มจะกลายเป็นเซียนอมตะ ซึ่งเสมือนดั่ง
ความใฝั่ฝันของเขาเช่นนี้ เขาจึงตระหนักว่า บุรุษ
หนุ่มเบื้องหน้าเขา เกรงว่าจะเป็นผู้ก้าวเดินอยู่ใน
วิถีทางแห่งการบำเพ็ญเพียรกลายเป็นเซียนอมตะ
เช่นเดียวกับตนเอง คนผู้นี้คือศัตรูที่ไม่เคยปรากฏ
ขึ้นมาก่อน!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เห็นได้ชัดว่า เปั่ยซาน ม่อ
มิใช่คนโง่เขลา ไม่เพียงแต่มี เจ็ดเซียนแห่งซูซัน
คอยหนุนหลังอยู่ ยังได้รับการชี้แนะจากจักรพรรดิ
กระบี่สวรรค์ครามโดยตรง เป็นการยากที่บุคคล
เช่นนี้จะมีข้อบกพร่องใด ๆ ในจิตใจ และการต้อง
ต่อสู้กับฝั่ายตรงข้ามที่มีจิตใจแข็งแกร่งเช่นนี้
นับว่ายากจะรับมืออย่างแท้จริง
ขณะนี้เอง เปั่ยซาน ม่อ ก็ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ชุด
คลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์บนร่างของสะบัดลง บุรุษผู้นี้
ดูสะอาดบริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทินใด ๆ ภายในจิตใจ
เปียมล้นไปด้วยความรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋าแท้อย่าง
ชัดเจน ทุก ๆ อิริยาบถการเคลื่อนไหว แฝงเร้นไว้
ด้วยกฎเกณฑ์เต๋าแห่งธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่ามันมี
ความรู้แจ้งในเต๋าอย่างลึกซึ้ง
อู่ อวี้ คิดว่า เปั่ยซาน ม่อ อาจเคยเป็นเด็กยากไร้ผู้
หนึ่ง และสิ่งที่ทำให้โชคชะตาของมันพลิกผันเช่นนี้
น่าจะเริ่มต้นจากการได้พบพานกับจักรพรรดิกระบี่
สวรรค์คราม เหมือนกับตัวเขาที่ได้พบพานกับ
พลองทองสมปรารถนาและหมิงซวง หลังจากนั้น
เจ็ดเซียนแห่งซูซัน ก็รับ เปั่ยซาน ม่อ เข้าเป็นศิษย์
ร่วม ซึ่งผู้ที่คอยชี้แนะให้การสั่งสอนมันก็คือ
‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม’ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
ภายในจิตใจของเซียนกระบี่กุ่ยหยาง เปั่ยซาน ม่อ
ผู้นี้ มีความสำคัญต่อ หนานกง เหว่ย อย่างยิ่งยวด
เพียงแค่ได้รับการชี้แนะสั่งสอนจากบรรพชน
โดยตรง ก็ทำให้มันกลายเป็นผู้หยิ่งทะนงเทียมฟั้า!
“อู่ อวี้” เปั่ยซาน ม่อ กล่าวขึ้น น้ำเสียงของมัน
กระจ่างใส แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงยิ่งกว่านั้น
คือเสียงของมันดังก้องกังวานขึ้นในหูของพวกเขา
อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่ามันรอเขาอยู่ที่นี่นานแล้ว ซึ่งนี่แสดงให้
เห็นว่ามันต้องมีเจตนาร้ายอย่างแน่นอน
หลังจากเงียบไปขณะหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเป็นเขา มัน
ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนาวเย็นยิ่งขึ้นว่า “ข้าได้
ฟังเรื่องราวของเจ้ามาแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าจะมีพอ
ความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจาก
คุณสมบัติที่จะมีสัมพันธ์กับพี่สาวหนานกง ข้าขอ
แนะนำให้เจ้าตัดสัมพันธ์กับพี่สาวหนานกงให้เร็ว
ที่สุด มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าตายอยู่ที่นี่ เข้าใจ
หรือไม่?”
บุรุษผู้นี้แสดงออกด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน แต่
คำพูดกับแฝงเร้นไปด้วยความรู้สึกเย็นเยียบถึงขีด
สุด ทั้งยังเปียมล้นไปด้วยกลิ่นอายทรงพลังอย่าง
ยิ่งยวด เมื่อพบปะมันก็พูดจี้ตรงเข้าประเด็นทันที
ระหว่างที่กล่าวอยู่นั้น มันก็ใช้ดวงตาสีฟั้าครามจับ
จ้องมายัง อู่ อวี้ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าได้บังเกิด
เป็นพลังอำนาจแห่งมหาสมุทรขึ้นภายในร่างกาย
คลื่นแห่งมหาสมุทรนี้ซัดสาดพุ่งพล่านปันปั่วน
อย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่ามันคือบุคคลที่สามารถ
ล้ม เฉิน ชิงหยู๋ ลงได้อย่างง่ายดาย
เฉิน ชิงหยู๋ ยืนอยู่ไม่ห่างจาก อู่ อวี้ ในเวลานี้นาง
หอบหายใจถี่รัว นางรู้สึกได้ถึงวิกฤติอย่างรุนแรง
จากนั้นก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณแก่ อู่ อวี้ บอกให้
เขาถอยก่อนชั่วคราว หลังจากนั้นค่อยหารือเรื่องที่
เกิดขึ้นกันในภายหลัง เขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับ
เปั่ยซาน ม่อ อย่างยากลำบากที่นี่
อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึงความหวังดีของนาง แต่สำหรับ
ชายชาตรีอกสามศอกอย่างเขาแล้ว มีบางสิ่ง
บางอย่างที่ทำให้เขาไม่อาจถอยหลังกลับไปได้
ภายในดวงตาของเขาลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิง
โหมกระหน่ำ สยบสายตาซึ่งเปียมล้นไปด้วย
อำนาจคุกครามจาก เปั่ยซาน ม่อ พร้อมกล่าวขึ้น
ว่า ” เจ้าเป็นใคร? เจ้ามิใช่คนที่เซียนกระบี่กุ่ยหยา
งส่งมาใช่หรือไม่? ถ้าไม่ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยว
เรื่องระหว่าง เหว่ยเอ๋อ กับ ข้า เราทั้งสองมีใจ
ให้แก่กัน แน่นอนว่าในภายภาคหน้าย่อมกลายเป็น
สหายเต๋าเคียงคู่ แล้วเจ้ามีความสัมพันธ์อันใด
เกี่ยวข้องกับนางกัน? ถ้าเจ้าเรียกขาน เหว่ยเอ๋อ
ว่าพี่สาว เช่นนั้นถ้าในอนาคตข้ากลายเป็นสหาย
เต๋าเคียงคู่กับนาง เจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าพี่เขย ”
คำพูดของเขาก่อให้เกิดความโกลาหลปันปั่วน
ในทันที ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า อู่ อวี้ จะเผชิญหน้ากับ
เปั่ยซาน ม่อ ผู้มีตัวตนอันสูงส่งอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
เช่นนี้ ความจริง อู่ อวี้ ทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของ
มันแล้ว แต่เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ก็เท่านั้น
ถึงแม้ว่าทุกคนจะสรรเสริญเยินยอ เปั่ยซาน ม่อ ว่า
เป็นบุตรผู้ที่พระเจ้าทรงรักใคร่เพียงใด แต่ อู่ อวี้
กลับมีความคิดว่า ใครจะได้เป็นเซียนอมตะในภาย
ภาคหน้า ชะตากำหนดได้เสียที่ไหนกัน
เมื่อฟังสิ่งที่ อู่ อวี้ ได้กล่าวมา สีหน้าของ เฉิน ชิง
หยู๋ ก็ซีดเผือดลงทันที นางเดินวนมาอยู่ด้านหลัง
ของ อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าขาวซีด
ว่า ” เจ้าไม่ได้ยินมางั้นหรือว่ามันเป็นผู้ใด ? อู่ อวี้
ฟังคำของพี่สาวคนนี้เอาไว้นะ คนผู้นี้คือคนที่เจ้าไม่
สามารถไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวด้วยได้ เจ้าจงไปขอ
ขมายอมรับผิดกับเขาเสีย เชื่อข้า หลังจากผ่าน
วิกฤตครั้งนี้ไปได้ ข้าจะบอกเล่าเรื่องอื่น ๆ ให้กับ
เจ้า ข้ายากจะตักเตือนเจ้าสักอย่าง บุรุษผู้นี้เป็น
ศิษย์ร่วมของเจ็ดเซียนกระบี่ซูซัน ซึ่งเป็นศักดิ์
ฐานะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์! ”
อู่ อวี้ โบกมือไปมาเบา ๆ เป็นสัญญาณบอกนางว่า
ไม่ต้องห่วงกังวลในเรื่องนี้ไป
สิ่งที่ อู่ อวี้ คิดก็คือตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะ
ต่อสู้ยืนหยัดจนถึงที่สุด ไม่ว่าฝั่ายตรงข้ามของเขา
จะเป็นผู้ใด หรือต่อให้เป็นถึงเซียนกระบี่กุ้ยหยาง
เขาก็จะไม่มีวันก้าวถอยหลังกลับเป็นอันขาด
อันที่จริงจากคำกล่าวของ อู่ อวี้ กล่าวได้ว่า เปั่ย
ซาน ม่อ หาได้ถือโทษโกรธเคืองแต่ประการใด มัน
อยู่ในอารมณ์ที่โอนอ่อนเรียบง่ายผ่อนปรน มิได้
รู้สึกขุ่นเคืองคำว่า ‘พี่เขย’ แต่ประการใด ทั่วทั้งร่าง
ของมันเยี่ยมเปียมล้นไปด้วยกลิ่นอายอันเย็นยะ
เยือก พร้อมกับกล่าวเน้นย้ำขึ้นทีละคำว่า ” ข้า
เข้าใจ ดูเหมือนว่าเจ้าไม่พร้อมที่จะฟังคำแนะนำ
ของข้า ถ้าเช่นนั้นในวันนี้ข้าก็จะสังหารเจ้าเสีย
แล้วค่อยอธิบายให้พี่สาวหนานกง กับ ท่าน
อาจารย์ ฟังก็แล้วกัน”
สิ้นคำกล่าว เปั่ยซาน ม่อ ก็ลงมือทันที! ระหว่างที่
เสียงพูดคุยดังขึ้น มันก็ใช้กระบี่บินจักรพรรดิพุ่ง
ทะยานเข้ามาอย่างฉับพลัน ไอเย็นอันน่า
สะพรึงกลัวได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่าง ไม่ว่า
จะเป็นสาวกระดับกระบี่แก่นแท้ หรือ ระดับกระบี่
โลกา เร่งรีบกระจายตัวหลบหนี ด้วยสีหน้าตื่น
ตระหนกหวาดกลัวออกไปให้ไกลที่สุดในทันที ใน
บริเวณนั้นเหลือเพียงแค่สามคนเท่านั้น นั่นก็ อู่ อวี้
,เฉิน ชิงหยู๋ แล้วก็ เปั่ยซาน ม่อ ซึ่งอยู่ด้านนอกถ้ำ
เทียมฟั้า
” เปั่ยซาน ม่อ ช่างดื้อรั้นไม่ยอมลดราวาศอกเสีย
จริง ๆ แม้แต่ อู่ อวี้ ซึ่งถือเป็นอัจฉริยะ มันยัง
หาญกล้าเข่นคร่าสังหาร! ”
” เหลวไหลสิ้นดี! มันเป็นถึงศิษย์ร่วมของเจ็ดเซียน
กระบี่แห่งซูซัน ทั้งยังเป็นลูกหลานของเจ็ดเซียน
ไม่ต้องกล่าวถึง อู่ อวี้ ต่อให้มันสังหารจอมกระบี่
เกรงว่าเจ็ดเซียนกระบี่ก็ยังไม่ลงโทษมัน ข้าได้ยิน
มาว่าเจ็ดเซียนกระบี่ต้องการชุบเลี้ยงมัน ให้
กลายเป็น จักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม คนใหม่
ด้วยเหตุนี้จึงได้ยินดีรับมันเป็นศิษย์ร่วม! ”
” ทั้งเจ้านครจักรพรรดิเพลิง ยังมี ประมุขศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซู แห่ง พรรคซ่างหยวน ต่างเป็นผู้ที่ทรงพลัง
อำนาจอย่างยิ่ง ด้วยตัวตนเพียงคนเดียวก็สามารถ
เทียบเท่าได้กับเจ็ดเซียนของพวกเราแล้ว และซู
ซันในยุคนี้ของเรายังขาดบุคคลชั้นนำผู้แข็งแกร่ง
อยู่ เราก็จะค่อย ๆ ถูกพรรคซ่างหยวนสะกดข่ม
ซึ่งถ้าหลังจากนี้ เปั่ยซาน ม่อ แข็งแกร่งขึ้นจน
กลายเป็นผู้ค้ำจุนได้ ซูซันของเราก็จะเหนือล้ำยิ่ง
กว่าพรรคซ่างหยวน! ”
นิกายเซียนซูซัน มีกฎระเบียบที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ผู้
ที่อ่อนแอจะต้องถูกลงโทษอย่างไม่อาจบิดพริ้วได้
ทว่าสำหรับ เปั่ยซาน ม่อ แล้ว กลับอยู่เหนือทุก
กฎเกณฑ์ หากทำลายทุกกฎระเบียบนับว่ามันเป็น
ผู้มีสิทธิพิเศษอย่างล้นพ้น
ไม่มีสิ่งใดที่มันทำไม่ได้ เพราะมันคือ เปั่ยซาน ม่อ
ดังนั้นเมื่อมันกล่าวว่าอยากจะสังหาร อู่ อวี้
สำหรับคนอื่น ๆ จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่า
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดหาญกล้า
ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ หรือแม้แต่ให้คำชี้แนะ ไม่มี
ผู้ใดหาญกล้าบ้าบิ่นเอาชีวิตของตนเองไปสิ กับ
เพียงแค่การละเล่นสนุกของมัน
แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เฉิน ชิงหยู๋
ก็ไม่ได้หลบหนีทิ้งเขาไปไหน ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
ซาบซึ้งในน้ำใจของนางไม่น้อยทีเดียว นางยังคง
ยืนหยัดอยู่ข้างกาย อู่ อวี้ แม้ว่านางจะหวาดกลัว
เป็นกังวลอยู่ในใจก็ตาม จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ”
เปั่ยซาน ม่อ อู่ อวี้ มิได้ล่วงรู้ว่าตัวตนของเจ้า
แท้จริงเป็นเช่นไร เขาจึงพูดจาเหลวไหลไม่ยั้งคิด
ออกมาเช่นนี้ ฉะนั้นข้าจึงขอให้เจ้าโปรดเมตตา
ด้วย ให้ข้าได้มีเวลาสั่งสอน บอกเขาให้ล่วงรู้ ถึง
ผลดีผลเสียที่จะตามมา ”
เปั่ยซาน ม่อ หาได้หยุดไม่มันยังกล่าวขึ้นมาต่อว่า
” ท่านอย่าปกปั้องมันเลยดีกว่า เมื่อดูจากสายตา
ของมัน เห็นได้ชัดว่ามันรู้จักข้า ท่านจงรีบไปเสีย
เถิด ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจสังหารท่านอีกคน!”
อันที่จริงมันนั้นฉลาดปราดเปรื่องไม่เบา แค่เพียง
สังเกตสีหน้าและคำพูดของเขา ก็รู้แล้วว่า อู่ อวี้
ทราบถึงตัวตนของมัน
ทันใดนั้นเอง มันก็ปลดปล่อยพลังอำนาจอะไร
สิ้นสุดออกมาจนครอบคลุมอาณาเขตกระบี่แก่นแท้
ทั้งหมด ณ เวลานี้ อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ได้ถูก
โอบล้อมด้วยแรงกดดันอันมหาศาลราวกับ
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ในแววตาของ อู่ อวี้ ท่วม
ท้นไปด้วยแรงกดดันที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา
เปล่า ส่วน เปั่ยซาน ม่อ เป็นเฉกเช่นดั่งจ้าว
มหาสมุทรแห่งนี้ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมันยืน
อยู่ในตำแหน่งด้านหน้าสุด เสมือนดั่งราชาผู้
ยิ่งใหญ่ บัดนี้แรงกดดันที่ราวกับมหาสมุทรอัน
กว้างใหญ่ไพศาลได้กดทับลงมายังศีรษะของ อู่ อวี้
มันคือแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มันได้
อัดปะทะลงบนล่างของ อู่ อวี้ โดยตรง
” ถ้าตอนนี้เจ้ายอมคุกเข่าเพื่อขอขมา แล้วบอกกับ
ข้าว่าเจ้าจะปล่อยมือจากพี่สาวหนานกง ข้าจะ
ยอมละเว้นชีวิตของเจ้า อีกทั้งยังจะมอบ เม็ดยา
ปรานมรกต 3,000 เม็ด ให้แก่เจ้าด้วย ” เปั่ยซาน
ม่อ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
เม็ดยาปรานมรกต 3,000 เม็ด!
มันหาใช่ เม็ดยาสร้างแกนนภา แต่มันคือ เม็ดยา
ปรานมรกต 3,000 เม็ด! ด้วยเม็ดยาจำนวนนี้
สามารถหาซื้อแลกเปลี่ยน ‘ศาสตราสถิตวิญญาณ’
ได้อย่างมากมาย! สาวกระดับกระบี่โลกาส่วนใหญ่
ไม่มีทางมี เม็ดยาปรานมรกต ถึง 3,000 เม็ดได้
อย่างแน่นอน หรือแม้แต่สาวกระดับกระบี่สวรรค์
บางคน ก็ยังไม่อาจครอบครองสินทรัพย์จำนวน
มากมายขนาดนี้ได้
แต่มว่า เปั่ยซาน ม่อ กับกล่าวประโยคนี้ออกมา
ด้วยความภาคภูมิใจยิ่ง
ด้านหนึ่งคือถานการณ์วิกฤตถึงตาย แต่อีกด้าน
หนึ่งคือไม่จำเป็นต้องตกตาย อีกทั้งยังได้เม็ดยา
ปรานมรกต 3000 เม็ด มาเป็นของแถมปลอบใจ
ทุกคนต่างคิดว่า อู่ อวี้ ต้องเลือกหนทางนี้เป็นแน่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องอยู่ภายใต้แรงกดดัน
บีบคั้นของ เปั่ยซาน ม่อ
” ช่างร้ายกาจยิ่งนัก! ” อู่ อวี้ ต้องยอมรับว่าพลัง
การต่อสู้ปัจจุบันของชายผู้นี้นั้น เหนือกว่าตนเอง
อยู่มากโข เขาจึงตกเป็นฝั่ายที่ถูกสะกดคำอยู่ฝัง
เดียว ทั้งยังหายใจได้อย่างยากลำบาก กระทั่ง
ร่างกายยังแทบจะแตกสลาย
แต่ทว่า อุ่ อวี้ ก็ยังคงแหงนหน้ามองไปยัง เปั่ยซาน
ม่อ โดยไม่ล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ในช่วงเวลา
วิกฤติ นี้เขาไม่รู้ว่ามีผู้ใดที่สามารถยื่นมือเข้ามา
ช่วยเหลือตนเองได้ อู่ อวี้ รู้เพียงแค่ว่า หากในวันนี้
เขาเลือกที่จะถอย นั่นก็คือการทรยศต่อจิตใจแห่ง
เต๋าของตนเอง ถึงแม้จะต้องตกตายในวันนี้ เขาก็
ไม่มีทางถอยเด็ดขาด
บางครั้งการต่อสู้ ก็ต้องแลกด้วยชีวิต!
อู่ อวี้ พยายามที่จะดึง “กระบี่กงล้อตะวันผลาญ
ฟั้า” กับ “กระบี่ระบำจันทราพิสุทธิ์สูญ” ออกมา
การกระทำนี้นับเป็นคำตอบให้แก่ เปั่ยซาน ม่อ
อย่างชัดเจน
” วิเศษ! นับเป็นทางเลือกที่โง่เขลาสิ้นดี แต่ข้าก็หา
ได้รู้สึกอันใด เพราะอย่างไรเสียคนอย่างเจ้าคงไม่
ยอมพ่ายแพ้อะไรง่าย ๆ พี่สาวหนานกง ถึงได้เห็น
เจ้าแตกต่างจากผู้อื่น” ถึงแม้ท่าทีของ เปั่ยซาน ม่อ
ยังคงดูสงบเยือกเย็นอย่างยิ่ง ทว่าแท้จริงแล้ว มือ
ของมันพร้อมที่จะสังหาร
กล้าลองดีกับอัจฉริยะผู้นี้!
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บัดนี้โทสะของเขาได้
พุ่งทะยานถึงขีดสุด ด้วยวิถีแห่งเต๋าจากมรดกที่เขา
ได้รับมา ยิ่งเจอคู่ต่อสู้เก่งกาจมากเท่าใด ตัวเขาก็
ยิ่งพัฒนาก้าวรุดหน้ามากขึ้นเท่านั้น ด้วยเวลา
เพียงชั่วครู่ทำให้เขารู้สึกได้ว่า ตนเองนั้นกำลังก้าว
รุดหน้าในวิถีแห่งเต๋าขึ้นมาก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่
เคยมีมาก่อน ราวกับว่าตัวของเขาคือสรรพสิ่งใน
โลกหล้านี้ และในตอนนี้สรรพสิ่งโลกหล้า กำลัง
ระเบิดพวยพุ่ง โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งรุนแรง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ