กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 339 : จิตใจของหนุมสาว
นับตั้งแต่ อู่ อวี้ ก้าวเข้ามาเป็นศิษย์ของซูซัน
ตลอดเส้นทางเขาต้องพบเจอกับความยากลำบาก
อุปสรรคมากมาย ต้องพบเจอกับเหล่าอัจฉริยะผู้
มากด้วยพรสวรรค์นับไม่ถ้วน แต่เมื่อนำอัจฉริยะ
เหล่านั้นมาเทียบกับ เปั่ยซาน ม่อ แล้ว พวกมันก็
ถือเป็นเพียงแค่เนื้อไม้เสียดี ๆ นี่เอง
การที่ อู่ อวี้ โดน เปั่ยซาน ม่อ ใช้พลังอำนาจสะกด
ข่มเช่นนี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่ากำลังถูก เปั่ยซาน
ม่อ ดูหมิ่นศักดิ์ศรี บนโลกนี้ล้วนมีกฎอยู่ แล้วถ้า
หาก เปั่ยซาน ม่อ คือกฎดังกล่าว อู่ อวี้ ก็กำลัง
เผชิญหน้ากับกฎนี้ สิ่งที่เขาแสดงออกมาบ่งบอกให้
รู้ว่า ไม่คิดจะก้าวถอยหนี จิตวิญญาณของเขา
พร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่ลังเล แม้ว่าต้องแลกด้วย
ชีวิต
พลังอำนาจที่โถมกดดันใส่เขาในวันนี้ รวมถึง
ท่าทางที่มันแสดงให้เห็นว่าตนเองคืออัจฉริยะผู้อยู่
เหนือกฎเกณฑ์ อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง มันได้ตราตรึง
ฝังลงไปในจิตใจส่วนลึกของ อู่ อวี้ แม้ว่าทั้งสองจะ
อยู่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ดูเหมือนว่า
ทางฝังของ เปั่ยซาน ม่อ จะผ่อนคลายสบายกว่า
เขามากนัก เนื่องจากศักดิ์ฐานะปัจจุบันของมัน
ประดุจดั่งบุตรสวรรค์แห่งนิกายเซียนซูซัน ซึ่งดู
เหมือนว่าความเป็นไปของซูซัน จะหมุนอยู่รอบตัว
มัน
ความรู้สึกของการถูกสะกดข่มในวันนี้ ยังคงแจ่ม
ชัดอยู่ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ เกรงว่ามันคงฝังลึก
อยู่ภายในใจของเขาอย่างยากจะลืมเลือนไปเนิ่น
นาน จนกว่าฝีมือของเขาจะเหนือล้ำยิ่งกว่า เปั่ย
ซาน ม่อ คงยากจะลืมเลือนความอัปยศซึ่งเกิดจาก
‘บุตรสวรรค์แห่งนิกายเซียนซูซัน ‘ ในวันนี้ได้
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ในยามนี้คืออำนาจสวรรค์อัน
ไร้เปรียบ
มองจากภายนอก ณ เวลานี้ อู่ อวี้ เสมือนดั่งวานร
คลุ้มคลั่งดุร้าย เป็นเพราะความรู้สึกของการถูก
แบ่งแยกเลือกปฏิบัติ กำลังระเบิดปะทุอยู่ภายใน
จิตใจอย่างรุนแรง บัดนี้ภาพของราชาวานรผู้ไร้
ต้านได้ปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา ซึ่งกำลังท่วมท้น
ไปด้วยโทสะอันเกรี้ยวกราด อยากจะบุกทลาย
กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง หาก เปั่ยซาน ม่อ เปรียบดั่ง
สวรรค์ เขาก็จะฝืนลิขิตสวรรค์ เจตจำนงแห่งการ
ต่อสู้ของเขาจะไม่มีวันแตกดับ…
เกรงว่าแม้วันเวลาจะผ่านไปนานหลายปี เขาก็
ยังคงจดจำโทสะอันท่วมท้นภายในจิตใจยามนี้ได้
อย่างไรเสีย การการต่อสู้ในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงอย่าง
รวดเร็ว ก่อนที่ เปั่ยซาน ม่อ จะทันได้เริ่มต้นเสีย
อีก
อันที่จริงระหว่างการเผชิญหน้า ทำให้ อู่ อวี้ เกือบ
หลงลืมบางอย่างไป ก่อนหน้านี้ที่ตนเองออกมา
จาก มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน ได้ใช้ตราประทับ
สื่อสารติดต่อไปหา หนานกง เหว่ย เพื่อแจ้งข่าวว่า
ตนเองจะกลับไปยัง ถ้ำเทียมฟั้า ในทันที
ยามที่ อู่ อวี้ พึ่งมาถึงได้เพียงไม่นาน นางก็ได้มาถึง
พอดีเช่นกัน เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองกำลังเผชิญหน้า
กัน หนานกง เหว่ย ก็ตื่นตกใจอย่างที่สุด จากนั้น
นางก็รีบเข้าไปขวางตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้ง
สอง เห็นได้ชัดว่า เปั่ยซาน ม่อ กำลังสะกดข่ม อู่
อวี้ อยู่ เมื่อเห็นดังนั้นนางก็รู้สึกโกรธเคืองอยู่ไม่
น้อยทีเดียว นางจึงจ้องมองไปยัง เปั่ยซาน ม่อ
ด้วยท่าทางจริงจังพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” เสี่ยวม่อ
ไฉนเจ้าถึงทำตัวมุทะลุหุนหันเช่นนี้ เจ้าจงหยุด
เดี๋ยวนี้! ”
เมื่อ เปั่ยซาน ม่อ ได้ยินสิ่งที่ หนานกง เหว่ย กล่าว
ถึงแม้มันจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยอมที่จะ
วางมือโดยดี มันรู้สึกเสียใจในการกระทำของ
ตนเองอยู่บ้างเล็กน้อย เมื่อเห็นว่า หนานกง เหว่ย
แสดงสีหน้าไม่พอใจ มันก็กล่าวขึ้นว่า ” พี่สาว
เหตุผลที่ทำเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่ามันไม่คู่ควรกับ
ท่านแม้แต่น้อย ท่านคงไม่อยากให้เศษขยะไร้ค่า
พรรค์นี้ มาถ่วงรั้งอนาคตของท่าน ที่เห็นได้ชัด ๆ
ก็คือ หากท่านอยู่ในอาณาเขตเซียนการเพ็ญเพียร
ของท่านจะก้าวรุดหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กลับต้อง
มาจมปลักอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างอาณาเขต
กระบี่แก่นแท้ เพื่อฝึกตนไปพร้อมกับมัน หาก
ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไป มันก็ยิ่งจะทำให้ท่าน
ล่าช้า ท่านเป็นญาติสนิทของข้า ข้าไม่ยอมปล่อย
ให้มันทำร้ายท่านเด็ดขาด! ”
แม้ว่า หนานกง เหว่ย จะยังอ่อนเยาว์ แต่ทว่า เปั่ย
ซาน ม่อ ยังอ่อนยาวยิ่งเสียกว่านาง
หลังจากฟังสิ่งที่มันกล่าวมา หนานกง เหว่ย ก็รู้ว่า
สิ่งที่มันกระทำล้วนเพื่อประโยชน์ของตัวนางเอง
นางจึงไม่โกรธเคืองมากนักแล้วกล่าวขึ้นว่า ” เสี่ยว
ม่อ นี่มันเรื่องของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจแทน
ข้า ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาระรานเขาผู้นี้ แล้วข้าก็ไม่
อยากอธิบายอะไรกับเจ้าด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้จะ
เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย หากมีครั้งต่อไปข้าคง
ไม่อาจอภัยให้เจ้าได้”
เหนือท้องนภา หนานกง เหว่ย สวมชุดคลุมกระบี่
ยาวพริ้วไหวตามกระแสลม เฉกเช่นดั่งเปลวเพลิง
ลุกโชติ ส่วนทางด้าน เปั่ยซาน ม่อ ยังคงจ้องมอง
ด้วยสีหน้าเยือกเย็น ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อย
เต็มใจนัก
“เจ้าไปเสียเถอะ” หนานกง เหว่ย โบกมือให้มันไป
” แล้วท่านจะต้องเสียใจภายหลัง ข้าเติบโตมา
พร้อมกับท่าน อาศัยอยู่ร่วมกับท่าน ท่านลองตรอง
ดูก็แล้วกัน ว่าผู้ใดกันแน่ ที่มีความสำคัญกับท่าน
มากกว่า ท่านจะต้องตระหนักในข้อนี้” หลังจาก
เปั่ยซาน ม่อ กล่าวจบ มันก็จากไปโดยไม่หัน
กลับมามองอีก เพียงชั่วพริบตามร่างของมันก็หาย
ลับไปจากสายตาของทุกผู้คน ด้วยศักดิ์ฐานะของ
มัน แน่นอนว่ามันย่อมกลับไปยังอาณาเขตเซียน
แห่งซูซัน
” อู่ อวี้ ” เฉิน ชิงหยู๋ มองมาที่ อู่ อวี้ และ หนาน
กง เหว่ย ด้วยดวงตาซับซ้อน จากนั้นก็กล่าวขึ้น
อย่างจำใจว่า ” วันนี้เจ้าก็ทำเกินไปนะ มันใหญ่
เกินกว่าที่ข้าจะสามารถควบคุมได้ อนาคตภาย
ภาคหน้าของเจ้า ขอคงต้องตัดสินด้วยตัวเจ้าเอง
แล้ว ข้าคงไม่สามารถทำอันใดได้อีกต่อไป … ” เมื่อ
ต้องเผชิญหน้ากับ เปั่ยซาน ม่อ นางกลายเป็นผู้ไร้
ซึ่งอำนาจอย่างสิ้นเชิง
” พี่สาวเฉิน ในเมื่อตัดสินใจเลือกหนทางแล้ว ไม่ว่า
จะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ข้าพร้อมจะแบกรับมันเอาไว้
เอง ข้าจะก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าด้วยตนเอง
สำหรับข้าแล้วท่านคือผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวงยิ่ง
ข้า อู่ อวี้ จะขอชดใช้คืนให้แก่ท่านในภายภาค
หน้า” เรื่องราวของ เปั่ยซาน ม่อ ได้สิ้นสุดลงแล้ว
อู่ อวี้ จึงปลอบประโลมจิตใจของนางให้สงบลง
ผู้ใดมีเมตตาห่วงใยอาทรตัวเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
เฉิน ชิงหยู๋ ยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉะนั้นนางจึงขอตัวลาจากไปก่อน อู่ อวี้ ฝั่าฝูงชน
เข้าไปภายใน ถ้ำเทียมฟั้า เป็นคนแรกแล้วตาม
ด้วย หนานกง เหว่ย หลังจากนั้นปากถ้ำเทียมฟั้าก็
ถูกปิดลง ผู้คนมากมายที่มุงดูอยู่ก็พากันพูดคุย
วิพากษ์วิจารณ์กันทันที
” ดูเหมือน หนานกง เหว่ย จะห่วงกังวลในตัว อู่
อวี้ ยิ่งนัก” ศิษย์ระดับกระบี่โลกากล่าวขึ้น
” เจ้าคิดว่าเจ้า อู่ อวี้ นั่นใช้เวทปีศาจอันใดกันแน่
จนทำให้ หนานกง เหว่ย ลุ่มหลงจนหัวปักหัวปา
จนถึงขนาดขับไล่ คู่หมายหมั่นตั้งแต่วัยเยาว์อย่าง
เปั่ยซาน ไปเช่นนี้?”
” มีคนบอกว่า นางอยู่กับ อู่ อวี้ มาตั้งหลายปีตั้งแต่
นางยังเยาว์วัย ที่นางจะตกหลุมรักกับ อู่ อวี้ ย่อม
ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างไรเสียนางนั้นยังคง
อ่อนเยาว์ยิ่งนัก คาดว่าอีกไม่กี่ปีนางคงเข้าใจหูตา
สว่างขึ้นเอง ”
” ขอให้ทุกคนอย่าได้กังวล หาใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอัน
ใด หากลองนึกภาพ ถ้าท่านเป็น เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง จะยอมมอบบุตรสาวให้กับผู้ใด ? ตอนนี้ อู่
อวี้ ยังคงมีลมหายใจอยู่ได้ เนื่องจากมี หนานกง
เหว่ย คอยคุ้มกะลาหัว เจ็ดเซียนกระบี่คงกลัว
หนานกง เหว่ย เสียใจผิดหวังในรัก จนทำให้หันมา
ต่อสู้ห้ำหั่นกับพวกเขา หากไม่มี หนาน กงเหว่ย
อู่ อวี้ ก็จะไม่มีผู้ใดคอยปกปั้องคุ้มกะลาหัวมันได้
อีกต่อไป เมื่อนั้นอาจเป็นวันสุดท้ายของลมหายใจ
ของมัน หรือไม่อาจจะถูกขับไล่ออกจากเซียนซูซัน
”
” จากการต่อสู้ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าฝีมือของ อู่ อวี้
นั้นด้อยกว่า เปั่ยซาน ม่อ ไม่อาจต้านทานได้แม้แต่
น้อย หลังจากวันนี้ อู่ อวี้ คงถูกตัดชื่อออกจาก
อัจฉริยะอย่างสมบูรณ์ ที่ต้องพบเจอยอดอัจฉริยะ
ซึ่งหาได้ยากเป็นประวัติการณ์ของซูซันมาห้ำหั่น
กันเอง ช่างน่าเสียดายพรสวรรค์แลความสามารถ
ยิ่งนัก หากเขาไม่เกี่ยวข้องกับ หนานกง เหว่ย คาด
ว่าอนาคตภายภาคหน้า เปั่ยซาน ม่อ คงต้องคิด
หนักอย่างแน่นอนเมื่อพบเจอเขา ”
ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ไป
ต่าง ๆ นานา ขณะกำลังเดินทางจากไป พวกมัน
เหล่านี้หาใช่คนวัยหนุ่มสาว ฉะนั้นจึงอ่าน
สถานการณ์ได้อย่างแตกฉาน ในเรื่องของสหายเต๋า
เคียงคู่ ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อครั้งยังเยาว์พวก
มันหลายคนก็ต่างเร่งรีบตัดสินใจ เป็นเพราะความ
รักเข้าตา สุดท้ายแล้วก็ค่อยมารู้ทีหลังว่าตนเองนั้น
เลือกสหายเต๋าเคียงคู่ที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง ภาพ
ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจกระทำอันใด ก็ต้องยอม
แบกรับในประสบการณ์ราคาแพง
ตัวตนศักดิ์ฐานะ พรสวรรค์ความสามารถ ภูมิหลัง
ผู้เกื้อหนุน ฯลฯ คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยใน
การเลือกสหายเต๋าเคียงคู่ ทุกอย่างที่ว่ามาจะต้อง
เหมาะสมกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นทำลายซึ่ง
กันและกัน
…
แม้ในวันนี้ อู่ อวี้ จะตกเป็นฝั่ายเสียเปรียบ แม้ว่า
จะต้องถูกเย้ยหยัน แต่ภายในจิตใจของเขาไม่ได้
โกรธเคืองแม้แต่น้อย โทสะของเขาคือเจตจำนง
แห่งร่างกาย ภายในจิตใจของเขายามนี้เต็มไปด้วย
ภาพแห่งการดิ้นรนขัดขืน ไม่ยินยอมต่อความพ่าย
แพ้ ในห้วงภวังค์ส่วนลึกจิตของเขา กำลังจมดิ่งไป
กับความรู้แจ้งในเต๋า ณ เวลานี้ เขากำลังเข้าใกล้
ฉีเทียนต้าเซิ่น มากขึ้นทุกขณะจิต
เขากำลังนั่งกรรมฐานบำเพ็ญอยู่ภายในห้องฝึกตน
หนานกง เหว่ย ติดตามเข้ามาด้วยสีหน้าเชิงขอ
โทษ นางสวมกอดเบา ๆ จากด้านหลังของ อู่ อวี้
ริมฝีปากแดงระเรื่ออวบอื่มดั่งผลเชอรี่ กระซิบลงที่
ข้างหู อู่ อวี้ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า ” พี่ชาย ข้า
ขอโทษที่ไม่ได้เล่าให้เรื่องของคนผู้นี้ให้ฟัง เขาคือ
คนที่เข้าไปในถ้ำกำเนิดใหม่พร้อมกับข้า ในตอน
นั้นเขายังอ่อนเยาว์ เขาเพิ่งเติบใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา
นี่เอง เราทั้งสองเติบใหญ่มาด้วยกัน ถ้าให้กล่าว
เขาก็ไม่ต่างอะไรจากน้องชายของข้า ท่านโปรด
มั่นใจได้ ข้าคิดกับเขาเพียงแค่น้องชายเท่านั้น อีก
อย่างข้าไม่ชอบคนอายุน้อยกว่าด้วย ”
อู่ อวี้ ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ” เขาซูซันกว้าง
ใหญ่ไพศาลยิ่งนัก หากพวกเขาต้องการให้พวกเจ้า
ทั้งสองเคียงคู่กัน ย่อมมีโอกาส 9 ใน 10 ส่วน ”
หนานกง เหว่ย ยิ้มกล่าวว่า ” พวกนั้นก็แค่คนที่ตา
มืดบอด เสี่ยวม่อเขาเป็นน้องชายของข้า อีกอย่าง
ข้าไม่ชอบเขา แต่ข้าชอบท่าน ในปีนั้นที่ข้าได้กล่าว
ว่าจะไปยังวิหารคู่เซียนกับท่าน แล้วจะมีชีวิตอยู่
เคียงคู่กับท่านไปตราบนานเท่านาน ล้วนเป็นเรื่อง
สัตย์จริง ต่อให้ข้าไม่อาจทำตามกฎที่ท่านพ่อให้ตั้ง
เอาไว้ แล้วทำให้เราไม่ได้เป็นสหายเต๋าเคียงคู่ แต่
ข้าก็ยังจะอยู่กับท่าน มีความสุขอยู่กับท่าน
ตลอดไป ”
ในสิ่งที่นางได้กล่าวออกมา ทำให้จิตใจของ อู่ อวี้
สงบลงไปมาก เขาเอื้อมมือโอบกอด หนานกง
เหว่ย ให้นางอยู่ภายในอ้อมแขนของเขา ทำให้เส้น
ผมของนางร่วงตกยาวสยาย นางเก็บเส้นผมข้าง
หนึ่งเน็ตไว้ข้างกกหู ดวงตากลมโตของ หนานกง
เหว่ย มองการเคลื่อนไหวของเขาไปพร้อมกับ
รอยยิ้ม ใบหน้าของนางเปียมล้นไปด้วยความสุข
ภาพของนางยามนี้ช่างสวยงามเสียยิ่งกระไร ผสม
คลุกเคล้ากับกลิ่นกายอันหอมละมุนของสตรีเพศ
ตรงข้าม ย่อมดึงดูดจิตใจของ อู่ อวี้ เต้นระส่ำด้วย
ความเคลิบเคลิ้ม
” เหว่ยเอ๋อของข้า เจ้างดงามน่าดึงดูดถึงเพียงนี้
ตราบชั่วชีวิตหนึ่งก็ยังไม่รู้ว่า จะได้เจอะเจอสตรี
เยี่ยงเจ้าอีกหรือไม่ แล้วขนาดนี้จะไม่ให้ข้าถวาย
ชีวิตสู้ได้เช่นไรกัน ?” อู่ อวี้ กล่าวจากความรู้สึกใจ
จริง
แม้ว่า เปั่ยซาน ม่อ จะโดดเด่นอย่างหาใดเปรียบ
ทว่าหากคิดทำลายแยกพวกเขาทั้งสอง ก็หาใช่
เรื่องง่ายดาย อย่างน้อยพวกเขาย่อมไม่ยอมรับตน
เป็นอย่างแน่แท้ อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังกังวลอยู่บ้าง
เล็กน้อยก็คือ เขากลัวว่า เจ็ดเซียนแห่งซูซัน จะ
เข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้พวกเขาคง
กลัวว่า หนานกง เหว่ย จะโกรธเคืองแล้วหันมา
ต่อสู้กับพวกตน อู่ อวี้ เข้าใจความจริงในข้อนี้
อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ด้วยเหตุนี้เขาจึงอยากกอด
นางไว้ภายในอ้อมแขน ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนาน
ได้ เพราะโอกาสเช่นนี้ช่างหาได้ยากเย็นนัก
แน่นอนว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ยิ่งสิ่งที่ต้องการนั้น
ได้มายากเย็นแสนเข็ญมากเท่าใด มันก็ยิ่งทำให้เขา
รู้สึกท้าทายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
” เหว่ยเอ๋อ กว่าข้าจะได้เจ้ามาเคียงข้าง มันช่าง
ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน ข้าจะต้องทุ่มสุดตัว
ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่ข้ากระทำได้ ” อู่ อวี้ ยิ้ม
หนานกง เหว่ย ยิ้มละมุนแล้วกล่าวว่า ” ข้าเป็นถึง
บุตรสาวของจอมกระบี่ ท่านคิดว่าจะครอบครอง
ข้าได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นรึ ? ท่านเนี่ยช่างนิสัยไม่
ดี ท่านใช้ประโยชน์ตอนข้ายังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ฉก
ฉวยเอาหัวใจของข้าไป แล้วดูสิในวันนี้ท่านทำให้
ข้าเฝั้าคิดถึงท่านวันแล้ววันเล่า ทั้งกลางวันและทั้ง
กลางคืน ”
หรือนี่อาจเป็นโชคชะตา ? หรืออื่นใด ?
อู่ อวี้ ไม่อาจเข้าใจได้
เขารู้ซึ้งอยู่แก่ใจดีว่า เขาไม่อาจชักช้าเสียเวลาได้
เขาจะต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเก่าอีกเท่าตัว!
กล่าวได้ว่า เปั่ยซาน ม่อ มอบโชควาสนาให้แก่ตัว
เขา! ฉับพลันดวงตาของ อู่ อวี้ ก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะ
เยือก เขาดันร่างของ หนานกง เหว่ย ขึ้นเบา ๆ
จากนั้นก็หยิบ เม็ดปรานมรกต ออกมาจากถุง
จักรวาล
” มีอะไรหรือเปล่า ?” หนานกง เหว่ย ยังคงซุกอยู่
ภายในอ้อมแขนของเขา
” ข้ากำลังจะต่อสู้กับโชคชะตา ” ถึงแม้ อู่ อวี้ จะ
เอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกไป แต่อันที่จริงแล้วเขายังไม่
เคยใช้ เม็ดยาปรานมรกต ฝึกฝนบ่มเพาะมาก่อน
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เม็ดยาปรานมรกต นั้นทรง
อนุภาพอย่างยิ่ง มันคือสุดยอดโอสถวิญญาณ! ผู้
ฝึกตนสามัญทั่วไปไม่อาจใช้มันฝึกฝนบ่มเพาะได้
โดยทั่วไปแล้วจะต้องมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต เท่านั้น ถึงจะสามารถใช้
สุดยอดโอสถวิญญาณได้ ถ้าหากกายเนื้อปัจจุบัน
ของเขาไม่แข็งแกร่งมากเพียงพอ เขาก็คงไม่
หาญกล้านำมันมาใช้ฝึกฝนบ่มเพาะ
คำที่เขาเอ่ยออกมานั้น ทำให้ หนานกง เหว่ย รู้สึก
คิดมากเช่นกัน ในที่สุดนางก็ลุกขึ้นยืนอยู่ด้านข้าง
จ้องมองดู อู่ อวี้ ฝึกฝนตกเพราะอยู่เงียบ ๆ เมื่อใน
อดีตนางเองก็ชอบมองดู อู่ อวี้ หมกมุ่นอยู่กับการ
ฝึกฝนบ่มเพาะตนเองเช่นนี้
อันที่จริงแล้วภายในจิตใจของนาง นั้นครุ่นคิด
เรื่องราวมากมาย แม้ว่านางจะต้องทนต่อแรง
กดดันมากขึ้น แต่นางก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ หลังจาก
เกิดการทะเลาะวิวาทยามรุนแรง ในขณะเดียวกัน
อู่ อวี้ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเจ็ดเซียนกระบี่
แห่งซูซัน พวกเขาจะต้องสนับสนุน หนานกง
เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ อย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องราว
ในครั้งนี้จะได้กลายเป็นเป็นหนึ่งในตำนานคู่รักแห่ง
ซูซัน ในอนาคต ทั้งสองจะกลายเป็นบุคคลชั้นนำ
ซึ่งเปลี่ยนล้นไปด้วยพลังอำนาจอันแข็งแกร่ง และ
จับมือเคียงข้างกายจนก้าวเข้าสู่คู่เซียนอมตะ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อู่ อวี้ เป็นตัวอุปสรรค ขัดกั้น
ขวางทางแผนการของพวกเขา
” ข้าจะรักษาสัมพันธ์ครั้งนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน? ”
หนานกง เหว่ย หลับตาลงแล้วครุ่นคิดเรื่องราว
เหล่านี้เป็นเวลานาน
ทันใดนั้นดวงตาของ อู่ อวี้ ก็ลืมขึ้น บัดนี้เขามายืน
อยู่ตรงหน้าของนาง แล้วมองนางด้วยสายตาล้ำลึก
” พี่ชาย … เกิดอะไรขึ้น ” หนานกง เหว่ย ไต่ถาม
อู่ อวี้ มองไปที่นางพร้อมกับเอื้อมมือ ไปโอบกอด
เอวของนาง พร้อมกับกระซิบเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า ”
ข้ารู้มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้า แต่โลกนี้มีหลาย
สิ่งหลายอย่าง แต่เราต้องต่อสู้เพื่อมัน สำหรับ
ตอนนี้ข้าแค่อยากจะพูดบางอย่างกับเจ้า”
“ท่านพูดมาสิ”
“ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังเด็ดขาด”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ