กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 340 : เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรคขั้นที่ 2
แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่า อู่ อวี้ จะทำสิ่งใดเขาก็จะทำ
อย่างเด็ดขาดอยู่เสมอ หลังจากที่ลั่นวาจาออก
มาแล้ว เขาก็ไม่คิดที่จะกล่าวอะไรเพิ่มอีก ใน
ปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่าค่อนข้างอยู่ในสถาณการณ์ที่
ลำบากไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญก็คือการสงบจิตใจและ
อารมณ์เพื่อไปบ่มเพาะเต๋าของตน
“พี่ชาย ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเช่นกัน”
ดวงตาของ หนานกง เหว่ย ดูเหมือนว่าจะลุกโชน
ขึ้นด้วยเปลวเพลิงอย่างแผ่วเบา ดูราวกับเป็นวิหค
เพลิงอมตะที่สวยงาม กำลังเต้นระบำอยู่กลางกอง
เพลิง
เพียงคำไม่กี่คำ คำสัญญาของคนหนุ่มสาว เป็น
เหมือนกับอารมณ์ที่พุ่งพล่านดังเปลวไฟกำลังลุก
โชนอยู่ภายในอกของพวกเขา
อู่ อวี้ พึงพอใจอย่างมาก มือค่อยๆยกสูงเพื่อลูบหัว
ของ หนานกง เหว่ย และยิ้มออกมาเล็กน้อย
จากนั้นทั้งสองคนก็จูงมือกันเดินกลับเข้าไปในห้อง
ฝึกตน พวกเขาทั้งคู่นั่งหันหน้าเข้าหากัน การฝึก
ตนเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากการฝึกตนของสหาย
เต๋าเลยแม้แต่น้อย ในถ้ำเซียนที่เงียบสงบแห่งนี้
ไม่มีใครจะสามารถมารบกวนพวกเขาทั้งคู่ได้ พวก
เขาจึงสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อได้พูดคุย
แลกเปลี่ยนกัน ก็จะทำให้สามารถรู้แจ้งถึงเต๋าของ
อีกฝั่ายได้ เมื่อมีคนมาอยู่เป็นสหายเช่นนี้ ทำให้
ยามที่เปิดตาขึ้นมาและเห็นว่ามีคนอื่นกำลังฝึกตน
ไปเคียงคู่กับตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้มันช่างวิเศษ
จริงๆ อย่างน้อยสำหรับตัวของ อู่ อวี้ แล้ว เมื่อใด
ที่เขาได้เห็น หนานกง เหว่ย เขาก็ยิ่งปรารถนาที่จะ
ไล่ตามความฝันในการกลายเป็นเซียนอมตะมาก
ยิ่งขึ้น บัดนี้ในใจของเขายิ่งฮึกเฮิมขึ้นกว่าแต่เก่า
อีกทั้งยังยิ่งฝึกตนอย่างบ้าคลั่งมากขึ้นกว่าเก่า
ลองนึกภาพดูว่าในวันหนึ่ง สามารถจูงมือสาวงาม
ราวนางสวรรค์เดินเคียงคู่ไปยังวิหารคู่เซียนมันจะ
เป็นความรู้สึกที่ดีเลิศเพียงใด?
ครั้งนี้ อู่ อวี้ เริ่มฝึกตนอย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น เขา
พอมีเม็ดยาปราณมรกตอยู่ติดตัวบ้างเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าจะเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ว่าประสิทธิภาพ
ของเม็ดยาปราณมรกตแต่และเม็ดกลับมากมาย
มหาศาล ในตอนนี้เกี่ยวกับเต๋าเขาก็มีความคืบหน้า
ขึ้น ความตั้งมั่นในใจของเขายิ่งมายิ่งรู้สึกได้ชัดเจน
ขึ้น ในใจของเขามีแผนการปรากฎขึ้นมาแล้ว
หลังจากที่เขาสามารถตกผลึกความคิดได้ในเวลา
สั้นๆ ตอนนี้ก็คือเวลาที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขต
แกนนภาระดับที่7แล้ว
เขายังคงมีแต้มความสำเร็จอีก 5,000 แต้มที่ยัง
ไม่ได้ใช้ ซึ่งเขาทำการเก็บมันเอาไว้ก่อน
จริงๆแล้วบนร่างของ หนานกง เหว่ย ไม่ว่าจะเป็น
ทรัพยากรฝึกตนแบบไหนนางก็มีพร้อมทุกอย่าง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่ต้องการที่จะไปรบกวนนาง
และไม่ยินยอมที่จะติดหนี้ หนานกง เหว่ย ทำให้
กลายเป็นขี้ปากของผู้อื่น
ในครั้งนี้ หนานกง เหว่ย ใช้เวลาอยู่กับเขานาน
มาก จนมีความคืบหน้าไปพร้อมกับ อู่ อวี้ ซึ่งอีก
เพียงครึ่งก้าวนางก็ใกล้จะเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตขั้นที่ 2 แล้ว อีกทั้งในตอนนี้ก็ยังฝึกฝน
เคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์เคล็ดที่2อยู่ ดูเหมือนว่า
หลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกตไม่
นานนัก นางก็สามารถฝึกฝนเคล็ดมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์เคล็ดที่2ได้แล้ว
การที่นางมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า
นางต้องฝึกฝนอย่างหนัก
วันนี้ยังคงเป็นวันที่เงียบสงัดเช่นเคย บางครั้งทั้ง
สองคนก็สามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณซึ่งกันและ
กันได้ จึงทำให้บ่อยครั้งพวกเขาเปิดตาขึ้นมาใน
เวลาเดียวกันพร้อมยิ้มให้กัน และสัมผัสได้ถึงความ
รักและความโหยหาของอีกฝั่าย จากนั้นก็เริ่มทำ
การฝึกตนต่อ ความจริงแล้วในตอนนี้ หนานกง
เหว่ย มีความตั้งใจมากกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก จำ
ได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ อู่ อวี้ ฝึกตน นางก็มักจะไปวิ่ง
เล่นอยู่รอบๆ แต่ตอนนี้นางได้เปลี่ยนไปแล้ว
และครั้งนี้เขาใช้เวลาไปถึงครึ่งปี ในที่สุด อู่ อวี้ ก็
ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างแกนนภาระดับที่ 7 !
คืบหน้าอีกก้าวที่จะเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกต!
ขีดจำกัดในด้านพลังการต่อสู้ของ หนานกง เหว่ย
ก็คือ ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่3 อู่ อวี้
รู้สึกว่าเขาเริ่มไล่ตาม หนานกง เหว่ย มาแล้ว
อย่างไรก็ตามเขากลับโล่งใจได้ไม่กี่วัน เนื่องจาก
ภายในเวลาไม่ถึงสองวัน หนานกง เหว่ย ก็มีการ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กลิ่นอายของนางพัดกวาด
ออกมา ร่างกายของนางถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิง
เก้าสี ในขณะนั้นราวกับว่านางได้กลายเป็นวิหค
เพลิงอมตะอย่างแท้จริง ภายในเปลวเพลิงอัน
ร้อนแรงปรากฏเป็นเสียงวิหคกู่ร้องจนแสบแก้วหู
ทำให้ทั่วทั้งถ้ำเทียมฟั้าสั่นสะเทือน
หลังจากที่สิ้นสุดแล้ว หนานกง เหว่ย ก็บอกกับเขา
ว่า นางได้มาถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่2
แล้ว
จริงๆแล้ว การไล่ตามนางมันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง!
อย่างไรก็ตามเขายังมีเวลาอีกมาก ตราบเท่าที่
หนานกง เหว่ย ไม่ยินยอม ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถ
บังคับให้นางกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับผู้อื่นได้
คาดว่า เปั่ยซาน ม่อ ผู้นี้ ก็ควรที่จะบรรลุถึง
ขอบเขตนี้แล้วเช่นกัน ดังนั้นการยกระดับของ อู่
อวี้ ในตอนนี้ ดูเหมือนว่ายังคงไม่ร่นระยะห่าง
ระหว่างพวกเขาลง
แต่เขาก็ยังไม่รีบร้อนจนขาดสติ กลับหันไปให้
ความสำคัญกับมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ ‘ร่างอวตาร
นอกวิถี’ อย่างต่อเนื่องแทน หากว่าความสามารถ
ของร่างอวตาร ได้ยกระดับเพิ่มจำนวนมากขึ้น มัน
ก็เป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในบางครั้งที่ต้องต่อสู้อย่างวุ่นวาย ก็อาจจะ
สร้างความแตกต่างให้เขาได้
การฝึกฝน‘ร่างอวตารนอกวิถี’ ให้ยกระดับขึ้น
หลักๆแล้วก็คือการแบ่งร่างฝึกตน เมื่อ อู่ อวี้
ครุ่นคิดถึงเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์นี้ เขาก็ได้เรียก
ร่างอวตารทั้งหมดออกมา จัดแถวอยู่ด้านหลังของ
เขา ร่างอวตารแต่ละร่างมีการแต่งกาย
เช่นเดียวกับเขามิผิดเพี้ยน กระทั่งรูปลักษณ์ก็เป็น
เช่นเดียวกัน
หนานกง เหว่ย ที่เห็นร่างอวตารของ อู่ อวี้ เป็น
ครั้งแรก จึงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง แล้วกล่าวว่า
“ข้าได้ยินมาว่าอิทธิฤทธิ์ของท่านสามารถแปล่ง
ร่างอวตารได้ถึงห้าร่าง ไม่คาดคิดว่าจะมีถึงสิบ
ร่าง”
อู่ อวี้ จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “สิบร่างนั้นเป็นเพียงแค่
จุดเริ่มต้น เมื่อฝึกฝนไปจนถึงระดับสูงแล้ว แม้จะ
เป็นหนึ่งร้อยร่างก็หาใช่ปัญหา”
“มากมายคงขนาดนั้น?” หนานกง เหว่ย ได้เห็น
พลังอิทธิฤทธิ์มามากมาย แต่อิทธิฤทธิ์เช่นนี้นาง
เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก จากนั้นนางได้ถามอย่าง
อยากรู้อยากเห็นว่า “นี่ก็คือพลังอิทธิฤทธิ์ที่ผู้
เปลี่ยนเต๋านิรมิตที่มอบให้ท่านหรือ ด้วยการ
ช่วยเหลือของอาวุโสคนนี้ พี่ชายไม่แน่ว่าใน
อนาคตท่านอาจจะเป็นเซียนอมตะก็เป็นได้”
“อืม” ความจริงแล้ว อู่ อวี้ ได้ค้นพบว่า หนานกง
เหว่ย ไม่ได้ตีค่าตนสูงขนาดนั้น เพียงแค่นางรู้ว่า
อนาคตของเขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างสูง
เท่านั้น แต่ในความจริงมันก็สามารถคาดเดาได้
ง่ายๆ เพราะยังไงแล้วนางมีทรัพยากรฝึกตนนับไม่
ถ้วน ทั้งในตอนนี้ยังมีการเพาะปลูก ‘จักรพรรดิ
กระบี่วิหคเก้าสี’ ผนวกกับการเพราะปลูกของ
นิกายเซียนซูซันอีก แม้แต่ศิษย์ขั้นกระบี่สามัญก็ยัง
รู้ ในอนาคต หนานกง เหว่ย ก็จะต้องอยู่ในระดับ
เจ็ดเซียนซูซันอย่างแน่นอน แต่สำหรับ อู่ อวี้ นั้น
ไม่!
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่อาจตำหนินางได้ เพราะยังไง
แล้วเขาก็ไม่สามารถบอกกับนางได้อยู่ดีว่าตนได้รับ
สืบทอดมรดกจากเซียนอมตะมา
ในอนาคต หากพวกเขาสนิทกันมากกว่านี้ อู๋ อวี้ ก็
วางแผนว่าไม่จะคิดไม่ปกปิดความลับนี้กับนางอีก
ในตอนนี้เขาได้ยกระดับขึ้นอีกหนึ่งขอบเขต
ขีดจำกัดของร่างอวตารก็ได้รับการปลดปล่อยขึ้น
ตาม ร่างอวตารแต่ละร่างต้องการเม็ดยาจำนวน
มากจึงจะสามารถยกระดับได้อย่างรวดเร็ว อู่ อวี้
ได้นำแต้มความสำเร็จทั้งหมดที่อยู่ติดตัวของเขาไป
แลกเปลี่ยนเป็นเม็ดยาสร้างแกนนภามาทั้งหมด
และแจกจ่ายให้กับร่างอวตารของเขา ทรัพย์สมบัติ
ของเขากลับกลายเป็นความว่างเปล่าอีกครา แต่
สุดท้ายเขาก็สามารถยกระดับความสามารถของ
ร่างอวตารให้ได้ถึงขีดสุด
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังต้องการที่จะยกระดับมหา
วิถีเชื่อมสวรรค์นี้ให้กลายเป็นระดับที่สอง หากเป็น
เช่นนั้น ความสามารถของร่างอวตารทั้งสิบนี้ก็จะ
สามารถยกระดับได้ขึ้นไปอีก เมื่อถึงเวลานั้นยามที่
ใช้ออกวิชานี้ออกในการต่อสู้ กองทัพร่างอวตารก็
จะสำแดงพลังความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่
เรื่องนี้เขาจำเป็นที่จะต้องสงบจิตใจลงและเพิ่ม
สมาธิจนถึงขีดสุด เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ
‘ร่างอวตารนอกวิถี’ มากยิ่งขึ้น
“การเปลี่ยนแปลงจากขั้นที่ 1 ไปยังขั้นที่ 2 ระดับ
การประสานงานของร่างอวตาร และด้วยระดับ
ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างอวตารนอกวิถี จะทำให้ข้า
สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้ง
ความสามารถของพวกมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาล”
ในความเป็นจริงตราบใดที่เขาทำความเข้าใจอย่าง
ลึกซึ้ง ขอบเขตของ อู่ อวิ้ ในตอนนี้ก็สามารถที่จะ
สำเร็จเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์ขั้นที่ 2 ได้ไม่ยาก
ด้วยความเข้าใจของเขาในตอนนี้ มันง่ายมากต่อ
การควบคุม
“ที่ถูกเรียกว่าร่างอวตาร มันก็คือการเปลี่ยนแปลง
จากเส้นผมบนร่างของข้า มันเป็นส่วนหนึ่งของ
ร่างกายข้า แต่เพียงแค่มันมีพลังมากขึ้นเท่านั้น”
“ในท้ายที่สุดพวกมันก็คือข้า เป็นส่วนหนึ่งของข้า
เป็นเหมือนกับแขนขาของข้า กระทั่งมี
ความสามารถมากกว่าแขนของข้าเอง เพียงแค่ให้
คำสั่ง มันก็จะสามารถทำตามคำสั่งได้อย่างใจนึก”
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับร่างอวตาร จะต้องมี
ความเข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน ถึงจะสามารถ
ก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้
ที่อยู่เหนือแกนนภา ก็คือตราประทับของ ‘มหาวิถี
เชื่อมสวรรค์’ ด้วยการไตร่ตรองอย่างหนักของเขา
กับการฝึกฝนอย่างหนักของร่างอวตาร การลงมือ
ร่วมกันของพวกเขา ฝึกตนผสานร่วมกัน พื้นฐาน
ของตราประทับเหล่านี้ ก็ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น ทำ
ให้ตราประทับมหาวิถีเชื่อมสวรรค์มีความลึกล้ำ
มากยิ่งขึ้น
และในตอนนี้ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ของ อู่ อวี้ ได้
มาถึงขั้นที่ 2 แล้ว
เมื่อมาถึงระดับนี้ แกนกำเนิดของร่างอวตารแต่ละ
ร่าง ดูเหมือนว่าแทบจะอยู่ระดับเดียวกับ อู่ อวี้
เลยทีเดียว อู่ อวี้ ในตอนนี้อยู่ขอบเขตสร้างแกน
นภาระดับที่ 7 แต่คุณสมบัติของแกนนภาของเขา
มีความแข็งแกร่งเกือบจะเท่ากับแกนนภาระดับที่ 9
ของคนทั่วไป ดังนั้นขีดจำกัดของร่างอวตารของ
เขาก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน
หากว่าสามารถทำให้ร่างอวตารทั้งสิบร่วมแรงร่วม
ใจกัน ความจริงแล้วสามารถเทียบได้กับ อู่ อวี้
เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามนี้ร่างอวตาร
เหล่านี้ สามารถใช้เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ‘เคล็ด
วิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’ได้เช่นเดียวกับ อู่
อวี้ แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับตอนนี้เขามีปัญหาที่ค่อนข้าง
จะหนักอยู่พอสมควร นั่นก็คือ เขาต้องการให้ร่าง
อวตารทั้งสิบนี้ยกระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกเหนือการปรับแต่งแกนนภาในระยะยาวแล้ว
ถ้าหากว่าเขาต้องการใช้วิธีลัด แน่นอนว่าจะต้องมี
เม็ดยาสร้างแกนนภาหรือว่าเม็ดยาปราณมรกต
จำนวนมาก
อู่ อวี้ ในตอนนี้ เพิ่งจะใช้ความสำเร็จทั้งหมดของ
เขาไป ทำให้เขาต้องยากจนอีกครั้ง
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะไปมหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
อีกครั้ง ไปเก็บเกี่ยวแต้มความสำเร็จ เพื่อที่จะ
นำมายกระดับร่างอวตารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เมื่อเขาฝึกตนเสร็จแล้ว ก็ได้บอกกล่าวกับ หนาน
กง เหว่ย ว่าเขาต้องการเม็ดยาสร้างแกนนภา
จำนวนมาก แน่นอนว่า หนานกง เหว่ย จะต้อง
มอบให้กับเขาอย่างแน่นอน เนื่องจากทรัพยากรใน
มือของนางไม่มีที่สิ้นสุด หากเขายินยอม มันช่วย
ประหยัดเวลาให้กับเขาได้อย่างมาก
แต่เมื่อ อู่ อวี้ คิดแล้วคิดอีก สุดท้ายเขาก็ต้อง
ตัดสินใจที่จะพึ่งตัวเอง
“ทำไมท่านถึงเป็นคนที่สุดโต่งเช่นนี้กันนะ? พี่ชาย
ของๆข้า มันไม่ใช่ของๆท่านหรืออย่างไร?” หนาน
กง เหว่ย เอ่ยแนะนำเขา
เนื่องจากเขากลัวว่าหลังจากที่เขารับมันไปแล้วจะ
เกิดเป็นนิสัยติดตัว และมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่
ขัดขวางเต๋าในใจของเขา ซึ่งเส้นทางแห่งเต๋าของ
อู่ อวี้ ก็คือเต๋าแห่งความเด็ดเดี่ยว
อู่ อวี้ จึงตัดสินใจที่จะเลือกไปยังมหาสมุทรกระบี่ไร้
ต้านอีกครั้ง
ส่วน หนานกง เหว่ย ก็ต้องการที่จะทดสอบเคล็ด
มหาวิถีเชื่อมสวรรค์เคล็ดที่ 2 ของนาง ทั้งสองคน
จึงตัดสินใจไปพร้อมๆกัน ในตอนนี้คนส่วนใหญ่ใน
นิกายเซียนซูซันให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหว
ของพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างยิ่ง ข่าวคราวของพวก
เขาได้ถูกแพร่กระจายออกไปเรียบร้อย ทันทีที่ออก
จากถ้ำเทียมฟั้า
หลังจากที่ เปั่ยซาน ม่อ ถูก หนานกง เหว่ย ขับไล่
ออกไป ก็ไม่ได้กลับมารบกวนพวกเขาอีกเลย
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาออกมาแล้วได้ยินมาว่า
มันได้รับภารกิจออกไปข้างนอก ไปทำการเข่นฆ่า
สังหารปีศาจจำนวนมาก และได้เอาชนะตัวตน
อัจฉริยะของพรรคนิกายอื่นๆมากมาย ซึ่งทำให้
บัดนี้มันมีชื่อเสียงเลื่องลือเพิ่มมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า อู่ อวี้ มีสาวงามอยู่เคียงข้าง ก็ทำให้ยิ่ง
มีผู้คนอิจฉามากยิ่งขึ้น
พวกเขาทั้งสองได้เมินเฉยต่อความสนใจของคน
จำนวนมาก และเข้าไปที่มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้าน
อย่างเงียบๆ ทั้งสองคนไม่ได้แยกออกจากกัน หุ่น
เชิดกระบี่ของแต่ละคนได้พุ่งเข้ามาหาพวกเขาเอง
โดยทั่วไปแล้วการเข้ามายังที่นี่มักจะแยกกันต่อสู้ที
ละคน เมื่อถึงการต่อสู้ของ อู่ อวี้ และ หุ่นเชิด
กระบี่ หนานกง เหว่ย ก็เฝั้าดูเขาอย่างตั้งใจ เมื่อ
เห็นแกนนภาของ อู่ อวี้ อยู่ในระดับที่ 7 กลับมี
ความแข็งแกร่งเช่นนี้ ทำให้นางก็รู้สึกประหลาดใจ
มาก อย่างน้อยในด้านนี้นางก็ไม่สามารถที่จะ
ลอกเลียนแบบได้
ลักษณะพิเศษพวกเขาก็คือการได้เปรียบในธาตุ
เปลวเพลิง ดังนั้นเมื่อถึงการต่อสู้ของ หนานกง
เหว่ย กับหุ่นเชิดกระบี่ อู่ อวี้ ก็ตั้งใจสังเกตุหลายๆ
จุดเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ และเขาก็สามารถเก็บ
เกี่ยวมาได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ตามเปั้าหมายหลักของ อู่ อวี้ ในครั้งนี้ก็
ยังคงเป็นการเก็บเกี่ยวแต้มความสำเร็จ เพื่อไป
แลกเปลี่ยนเม็ดยาสร้างแกนนภามาให้กับร่าง
อวตาร แต่กระนั้นวิธีที่เขาใช้ในตอนนี้กลับไม่ได้ใช้
การแลกเปลี่ยนมาเป็นเม็ดยาสร้างแกนนภามา
โดยตรง แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบเพื่อ
มาหลอมสกัดปรุงเม็ดยาสร้างแกนนภาแทน
จากนั้นก็ปรับแต่งเม็ดยาสร้างแกนนภาของตนเอง
ด้วยแต้มความสำเร็จ 10,000 แต้ม ก็มีความ
เป็นไปได้สูงทีเดียวที่เขาจะสามารถสร้างเม็ดยา
สร้างนภาได้ถึง 20,000 เม็ด
การหลอมสกัดปรุงเม็ดยา สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมี
ประโยชน์ต่อการรู้แจ้งในเต๋าของเขาอย่างมาก
และไม่ถือว่าเป็นการเสียเวลาแต่อย่างใดอีกด้วย
หนานกง เหว่ย พบว่า ในด้านการหลอมสกัดปรุง
เม็ดยาและวาดสัญลักษณ์เวทย์ของ อู่ อวี้ นั้นอยู่
เหนือกว่านางเสียอีก
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ