กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 341 : ภารกิจของชนชั้นสูง
ในครั้งนี้ อู่ อวี้ และ หนานกง เหว่ย ได้อยู่ร่วมกันที่
มหาสมุทรกระบี่ไร้ต้านนานกว่าหนึ่งปีเต็ม อู่ อวี้
เอาชนะหุ่นเชิดกระบี่ได้ทั้งหมดเกือบๆหนึ่งร้อยตัว
ได้รับแต้มความสำเร็จมาถึง 60,000 แต้ม ส่วน
หนานกง เหว่ย ถึงแม้ว่าจะเอาชนะหุ่นเชิดกระบี่ได้
ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ อู่ อวี้ แต่คู่ต่อสู้ของนาง
แข็งแกร่งกว่าและมีมูลค่าแต้มความสำเร็จที่สูงกว่า
ดังนั้นจึงได้รับแต้มความสำเร็จทั้งหมด 60,000
แต้มเช่นเดียวกัน อีกทั้งนางยังต้องการที่จะมอบ
มันทั้งหมดให้กับ อู่ อวี้ จึงกล่าวออกไปว่า “นี่ไม่ใช่
ของที่ท่านพ่อข้าให้มา มันเป็นแต้มความสำเร็จที่
ข้าเก็บเกี่ยวด้วยตนเอง และข้าต้องการที่จะมอบ
ให้กับท่าน เช่นนั้นแล้วท่านห้ามปฎิเสธเด็ดขาด”
ที่จริงแล้ว อู่ อวี้ ล้วนปฎิเสธของที่มาจาก ‘เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง’
แต่เมื่อ หนานกง เหว่ย มองเขาด้วยสายตาที่เป็น
ประกาย พร้อมกับแววตาที่แสนจริงใจ อู่ อวี้ จึง
คิดว่า ‘ของขวัญ’ชิ้นนี้ เขาควรจะต้องรับมันเอาไว้
หนานกง เหว่ย ไม่จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับหุ่นเชิด
กระบี่ในที่แห่งนี้ แต่ที่นางทำอยู่ในตอนนี้ ทั้งหมดก็
เพื่อ อู่ อวี้ ความมีน้ำใจนี้ อู่ อวี้ ได้จดจำมันเอาไว้
ข้างในหัวใจของเขาแล้ว
ดังนั้นในตอนนี้ อู่ อวี้ จึงมีแต้มความสำเร็จถึง
120,000 แต้ม นี่ถือเป็นความมั่งคั่งที่เขาไม่เคย
ได้รับมาก่อนในอดีต
อย่างแรกที่เขาได้ทำการแลกเปลี่ยนนั่นก็คือ
วัตถุดิบในการหลอมสกัดปรุงยา ซึ่งเขาใช้จ่ายไป
กว่า 40,000 แต้ม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้กลับไปยัง
ถ้ำเทียมฟั้าอีกครา หนานกง เหว่ย ยังคงทำการรู้
แจ้งเพื่อบรรลุเคล็ดมหาวิถีเชื่อมสวรรค์เคล็ดที่ 2
ส่วน อู่ อวี้ ได้ไปอยู่ที่ห้องปรุงยาเพื่อหลอมสกัด
เม็ดยาออกมา เขาใช้เวลาอยู่ในห้องนี้ทั้งหมดร่วม
สองเดือนเต็มเพื่อทำการกลั่นสกัดเม็ดยาสร้างแกน
นภาอย่างต่อเนื่อง
การกลั่นสกัดปรุงเม็ดยาแต่ละหม้อ เขาได้ส่งให้กับ
เหล่าร่างอวตารเพื่อไปทำการปรับแต่งโดยตรง
ความเชี่ยวชาญในด้านการปรุงยาของเขาทำให้ยิ่ง
มายิ่งหลอมสกัดปรุงเม็ดยาได้เร็วขึ้น ตอนเริ่มแรก
ใช้เวลาครึ่งวันจึงสามารถหลอมสกัดเสร็จหนึ่งเตา
แต่ในตอนนี้เขาใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็
สามารถทำได้สำเร็จแล้ว
นอกจากนี้ยังสามารถกล่าวได้ว่า ความรู้แจ้ง
เกี่ยวกับเต๋าของเขามีความคืบหน้าอย่างก้าว
กระโดด การหลอมสกัดปรุงเม็ดยาอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เม็ดยาสร้างแกนนภาก็จริง
แต่ในทุกๆเตาเขาก็ได้ควบคุมมันอย่างละเอียดอ่อน
ทั้งเขายังหลอมสกัดเม็ดยาเช่นนี้หลายแสนครั้ง
เป็นธรรมดาที่เขาจะได้เกิดความรู้แจ้งอันลึกซึ้งขึ้น
หลังจากผ่านไปสามเดือน เขาได้ใช้วัตถุที่ใช้ในการ
ปรุงเม็ดยาจนหมดเรียบร้อยแล้ว เขาได้ใช้
วิญญาณเซียนไปมากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้งอัตรา
ความล้มเหลวยังต่ำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงสามารถ
กลั่นเม็ดยาสร้างแกนนภาได้ทั้งหมด มาก 70,000-
80,000 เม็ดเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามในตอนนี้เม็ดยาสร้างแกนนภาเหล่านี้
ได้ถูกร่างอวตารทั้งสิบร่างสูบกินไปหมดแล้ว ไม่
คาดว่าการที่จะยกระดับร่างอวตารทั้งสิบร่างยัง
ต้องใช้พลังงานมากขนาดนี้ อู่ อวี้ ไม่อยากจะคิด
เลย ถ้าหากเขามีร่างอวตารอยู่นับไม่ถ้วน แล้วเขา
จะสามารถยกระดับให้พวกมันได้อย่างไร……..
แต่เขายังโชคดีที่ยังได้รับกำไรมาอย่างมหาศาล!
ร่างอวตารทั้งสิบ ระดับของแกนกำเนิดพวกมันใน
ยามนี้อยู่ในระดับเดียวกับ อู่ อวี้ ถึงแม้ว่าพวกมัน
จะยังคงพ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ ได้อย่างง่ายก็ตาม
เนื่องจากมีพลังปั้องกันที่ต่ำ แต่อย่างน้อยในด้าน
ของพลังการโจมตีมันก็น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับ
พลังการต่อสู้แบบปิดล้อมของร่างอวตารทั้งสิบ
แน่นอนว่ายามนี้มันสามารถที่จะเอาชนะ มู่ หลิง
เช่อ ได้แล้ว ส่วนขีดจำกัดของพวกมันอยู่ตรงไหน
นั้น จะต้องผ่านการต่อสู้จริงๆก่อนถึงจะรู้ได้
เคล็ดวิชาอวตารนอกวิถีไม่ได้ทำให้ อู่ อวี้ ผิดหวัง
ศักยภาพของร่างอวตารในตอนนี้ เมื่อเทียบกับ อู่
อวี้ ในตอนแรกแล้วคาดว่ายังแข็งแกร่งกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของแกนกำเนิด ไม่ว่า
ร่างร่างหนึ่ง ในด้านของแกนกำเนิดสามารถขับ
เคี่ยวกับ อู่ อวี้ ได้อย่างสูสี
ที่ร่างอวตารมาได้ถึงขั้นนี้เป็นเพราะความมั่งคั่ง
และความพยายามอย่างหนักของ อู่ อวี้
ส่วน หนานกง เหว่ย……
พวกเขาอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน และได้ถือว่าอีก
ฝั่ายเป็นคนสนิท
ดูเหมือนว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางจะไม่ได้มารบกวน
หนานกง เหว่ย ดังนั้นนางจึงสามารถอยู่ในถ้ำเทียม
ฟั้าต่อได้ แต่เมื่อเร็วๆนี้นางนั้นเกิดความกังวล อู่
อวี้ รู้ว่า นางไม่สามารถอยู่ข้างกายเขาได้เป็น
เวลานาน แน่นอนว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางต้องการ
ให้นางได้ไปหาประสบการณ์การฝึกตนและการ
ยกระดับ เช่นเดียวกับ เปั่ยซาน ม่อ เมื่อไม่นานมา
นี้มันได้ไปไล่ล่าสังหารปีศาจ จนทำให้ยามนี้
กลายเป็นช่วงเวลาอันโดดเด่นที่สุดของมันก็ว่าได้
ว่ากันว่าขอบเขตการฝึกตนของมัน ขาดอีกก้าว
เดียวก็ขึ้นขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 แล้ว
มันถึงกับสามารถก้าวข้าม หนานกง เหว่ย ไปได้…
คาดว่าเซียนกระบี่กุ้ยหยางรู้สึกเป็นกังวลไม่น้อย
อู่ อวี้ ไม่ใช่คนโง่ เขาสามารถมองสถานการณ์
ในตอนนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เห็นได้ชัดว่าเซียน
กระบี่กุ้ยหยางจะต้องเกลียดชังตัวเขาเป็นอย่าง
มากแน่นอน เพราะถ้าหากไม่ใช่เพราะตัวเขาแล้ว
หนานกง เหว่ย คงจะมาเสียเวลากับเขาเช่นนี้?
ต่อมาไม่นาน มีอยู่วันหนึ่งตอนที่ อู่ อวี้ กำลังจมดิ่ง
เพื่อทำความรู้แจ้งเกี่ยวกับขั้นสร้างแกนนภาระดับ
ที่ 8 หนานกง เหว่ย ก็ได้เข้าใกล้ชายขอบของขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3 แล้ว ทันใดนั้นก็มี
เสียงคนดังขึ้นมาจากด้านนอกของถ้ำเทียมฟั้าว่า
“หนานกง เหว่ย ข้านำคำสั่งของ ‘เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง’ มา เพื่อมาพาเจ้ากลับไปปฏิบัติภารกิจของ
นิกาย”
นี่เป็นเสียงของสตรีนางหนึ่ง ทั้งเย็นชาแต่แฝงไป
ด้วยความบริสุทธิ์ ทำให้คนนึกไปถึงดอกบัวสีขาว
บริสุทธิ์ ซึ่งไม่อาจที่จะไปล่วงเกินได้
เมื่อฟังจากเสียงของคนผู้นี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็น
คนที่แข็งแกร่ง อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่า หนานกง
เหว่ย
“ไม่ไป” หนานกง เหว่ย เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่
เฉือนตะปูตัดเหล็กกล้า นางตอบกลับไปทั้งๆที่
ดวงตาของนางไม่ได้เปิดขึ้นมาแม้แต่น้อย
“พี่สาวหนานกง ท่านไม่อาจจะเสียเวลากับที่แห่งนี้
ได้ นี่มันไม่ดีกับพวกท่าน ในครั้งนี้ท่านอาจารย์หก
เริ่มมีโทสะขึ้นมาแล้ว ถ้าหากว่าท่านยังคงดื้อรั้น
เกรงว่าเขาจะต้องออกหน้ามาด้วยตัวเอง ถ้ำเทียม
ฟั้าแห่งนี้เป็นดินแดนที่แห้งแล้ง มันจะทำให้ท่าน
ฝึกตนได้อย่างเชื่องช้า ท่านควรที่จะออกไปเข่นฆ่า
สังหารเหล่าปีศาจเช่นเดียวกับข้า ความต้องการ
ของท่านไม่ใช่การเข่นฆ่าพวกปีศาจชั่วร้ายหรอกรึ?
หรือว่าจะเป็นเพราะเจ้าสวะผู้นี้ ที่คอยฉุดรั้งท่าน
เอาไว้อยู่ที่นี่?”
จากนั้นพลันปรากฎน้ำเสียงของ เปั่ยซาน ม่อ ดัง
ขึ้น เสียงของมันดูกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้ง
ในคำพูดของมันยังแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจ
อย่างชัดเจน
มันก็มาด้วยเช่นกัน
สำหรับ หนานกง เหว่ย แล้ว ทุกคำที่ เปั่ยซาน ม่อ
กล่าวมา ทำให้ในใจนางรู้สึกลำบากยิ่ง
นางเปิดตาและลุกขึ้นยืน อู่ อวี้ ในตอนนี้ก็ยืนอยู่
เบื้องหน้าของนางเช่นกัน
“ไปเถอะ เจ้าและข้ามีหัวใจที่สื่อถึงกัน ไม่จำเป็น
จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ข้าไม่ยินยอมที่จะ
กลายเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าของเจ้า ถ้าหาก
ต้องการจะกลับมา ค่อยกลับมาหาข้าอีกก็ได้” อู่
อวี้ ตบไปที่บ่าของนางเบาๆและยิ้มขึ้น
“พี่ชาย” หนานกง เหว่ย ยังคงรู้สึกลังเล ท้ายที่สุด
นางก็พยักหน้าตอบ นางมีความคิดอยู่ในใจของ
นางแล้ว ถ้าหากจ้องเสียเวลาอยู่ที่นี่ บิดาของนาง
ย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ตั้งแต่ครั้งล่าสุดผ่าน
ไปเพียงพริบตา นางก็อยู่ด้วยกันกับ อู่ อวี้ มาถึง
สองปีกว่าแล้ว จริงๆแล้วความคืบหน้าของนางก็
ไม่ได้ดีเช่น เปั่ยซาน ม่อ จึงนับว่าเป็นการเสียเวลา
เปล่าดังที่ว่าจริงๆ
ในตอนนี้ทั่วทั้งซูซันกำลังแพร่กระจายข่าวออกไป
ว่า อู่ อวี้ ได้กลายเป็นตัวถ่วง หนานกง เหว่ย จึง
ทำให้ตอนนี้คนจำนวนมากในนิกาย ต่างก็พากัน
กล่าวต่อว่า อู่ อวี้ กันอย่างเดือดดาล
พวกเขาต่างกระตือรือล้นเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง
ในอนาคตของนิกายเซียนซูซันแห่งนี้
หลังจากที่กล่าวคำอำลาแล้ว หนานกง เหว่ย ก็
รู้สึกลังไม่ยอมจากไป หลังจากเดินไปไม่ถึงสองก้าว
ทันใดนั้นดวงตาของนางพลันส่องประกายขึ้น
พร้อมหันกลับไปกล่าวขึ้นมาว่า “พี่ชาย ข้านี่โง่
จริงๆ ข้าสามารถพาท่านออกไปด้วยกันได้ พวก
เราไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยกัน ไปเที่ยวชม
วิวทิวทัศน์ของดินแดนแห่งทวยเทพด้วยกัน นี่ก็
ไม่ได้เป็นการขัดขวางการฝึกตนของท่านใช่
หรือไม่?”
จริงๆแล้ว อู่ อวี้ ไม่ได้ออกไปนอกนิกายมานาน
แล้ว ที่จริงเขาก็คิดที่จะออกไปยังโลกภายนอก
เช่นกัน นิกายเซียนซูซันสำหรับพวกเขาแล้ว
เปรียบเสมือนกับจุดพัก เป็นสถานที่ที่ไม่มีอันตราย
ถึงแก่ชีวิต แต่ว่าที่โลกภายนอกมันไม่เหมือนกัน มี
ทั้งคนดีและคนเลวปะปนรวมหมู่กัน นอกจาก
ปีศาจแล้วยังมีขุมอำนาจฝั่ายอื่นที่มองไม่เห็นอีก
ทำให้โลกภายนอกกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่าง
ยิ่ง
ก่อนหน้านี้ เขาเอาแต่จมปลักอยู่แต่กับการทะลวง
ระดับขั้น นี่ไม่นับว่าเป็นการถูกเลี้ยงอย่างวัวใน
คอกหรอกหรือ?
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของ หนานกง เหว่ย อู่ อวี้ ก็ได้
พิจารณาสักครู่ ลึกๆแล้วเขาไม่ต้องการที่จะให้
เปั่ยซาน ม่อ อยู่ใกล้กับ หนานกง เหว่ย เขาจึง
พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าหากสามารถไปได้ ข้าก็
จะไปด้วย”
“วิเศษ” สำหรับ หนานกง เหว่ย แล้ว นี่คือสิ่งที่สุด
กับทั้งสองฝั่าย นางกระโดดโลดเต้นพร้อมคว้าแขน
ของ อู่ อวี้ และเอาหัวไปแอบอิงบนไหล่ของ อู่ อวี้
ในทันที และทั้งสองคนก็ได้เดินออกไปจากถ้ำเทียม
ฟั้าด้วยท่าทางเช่นนี้ ยามเมื่อมองออกไปข้างนอก
ได้ปรากฎคนอยู่ทั้งหมดหกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี
เปั่ยซาน ม่อ อยู่ด้วย
พวกมันคือกลุ่มอัจฉริยะของ เปั่ยซาน ม่อ อีกทั้ง
พวกมันยังเป็นเหล่าอัจฉริยะระดับต้นๆของนิกาย
เซียนซูซัน! นอกจากสตรีที่เป็นผู้นำซึ่งคาดว่าจะมี
อายุถึงหนึ่งร้อยปี คนที่เหลือทั้งหมดน่าจะเป็นถึง
สาวกขั้นกระบี่โลกา และคนที่แก่ที่สุดก็น่าจะยังไม่
ถึงห้าสิบปี ทุกคนเต็มไปด้วยความสง่างามและดู
สูงส่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันต้องเป็นลูกหลาน
ของคนชั้นสูงที่อยู่ในนิกายเซียนซูซัน นอกจากนี้ก็
ยังมีคนที่เขารู้จักอยู่อีกหนึ่งคน นั่นคือ มู่ หลิงเช่อ
ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน มู่ หลิงเช่อ ทำได้เพียงแค่ยืน
อยู่ตรงซอกหลืบ นางน่าจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
แต่ก็เห็นได้ชัดว่า นางได้ฝึกฝนอย่างหนักในช่วง
สองปีที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จในการฝั่า
ทะลวงขั้นไปเป็นขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต และได้
กลายเป็นสาวกขั้นกระบี่โลกา ด้วยความคืบ
หน้าที่ใหญ่หลวงนี้ ทำให้สถานะของนางได้ถูก
ยกระดับขึ้นในทันที และได้แปรเปลี่ยนจากกลุ่ม
ของ เซี่ยว หวนซาน เข้าสู่กลุ่มของ เปั่ยซาน ม่อ
สตรีที่เป็นผู้นำ ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับ ‘เหอ
เต้าจื้อ’ อย่างไรก็ตามระดับระหว่าง เหอ เต้าจื้อ
กับ สตรีผู้นี้แตกต่างกันราวฟั้ากับเหว สตรีนางนี้
สวมใส่ชุดคลุมสีขาว ดูบริสุทธิ์และสูงล้ำราวกับ
ดอกบัวซึ่งอยู่ห่างไกลจนมิอาจเอื้อม แม้ว่านางจะมี
อายุถึง 100 ปีและผ่านประสบการณ์มาอย่างโชก
โชน แต่นางกลับดูเหมือนกับเป็นหญิงสาว
ธรรมดาๆที่มีอายุ26-27ปีเท่านั้น ดูเป็นผู้เยาว์ที่
ทรงเสน่ห์ยิ่ง ด้วยสะโพกที่อวบอิ่ม ต้นขาอัน
สมบูรณ์แบบ และใบหน้าที่เปียมไปด้วยเสน่ห์ ทำ
ให้ผู้เยาว์จำนวนมากที่เห็นต้องรู้สึกเร่าร้อน ด้วย
ท่าทางที่บริสุทธิ์และสูงล้ำเช่นนี้ กลับสามารถทำ
ให้ผู้คนชื่นชม จนผู้อื่นไม่กล้าที่จะไปดูหมิ่น
เมื่อรวมเข้ากับ หนานกง เหว่ย เห็นได้ชัดว่านี่เป็น
กองกำลังขั้นกระบี่โลกา และผู้นำกลุ่มเป็นคนที่มี
หน้าที่ปกปั้องกลุ่มคนเหล่านี้ หรืออาจจะมีส่วน
ช่วยในการตัดสินใจต่างๆ ตัวตนเช่นนี้ อู่ อวี้ คาด
ว่าน่าจะเป็นสาวกขั้นกระบี่สวรรค์
แน่นอนว่า ถึงแม้นางจะเป็นผู้นำกลุ่ม เป็นผู้นำที่
แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แกนหลักของ
กลุ่ม ซึ่งแกนหลักของกลุ่มแน่นอนว่าต้องเป็น เปั่ย
ซานม่อ ตอนนี้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เปั่ยซาน ม่อ
มีใบหน้าไม่แยแสคนอื่น สนใจเพียงแค่ เปั่ยซาน
ม่อ ยามที่นางมองไปยังมัน แววตาและท่าทีได้แปร
เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนราวกับคนละคนไปในทันที
กระทั่งกล่าวได้ว่านี่เป็นการประจบประแจง เพื่อ
หวังผลตอบแทนก็ไม่ผิด
เปั่ยซาน ม่อ ไม่รู้ถึงการตัดสินใจของ หนานกง
เหว่ย เมื่อเห็นว่าในที่สุดนางก็ออกมาจากถ้ำเทียม
ฟั้า ทันใดนั้นใบหน้าของมันจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ราวกับเป็นแสงแดดของฤดูใบไม้ผลิ บัดนี้มันมีอายุ
ถึง 20 ปีแล้ว นับวันยิ่งหล่อเหลาขึ้นจนราวกับ
เป็นปฎิมากรรมชิ้นเอกที่พระเจ้าสร้างมา มี
ลักษณะที่สง่างาม องอาจผ่าเผย ลักษณะบุคลิค
ของมัน ถึงแม้ว่าจะเป็นบุรุษ แต่ก็อยู่ในระดับที่
เทียบเคียงได้กับ หนานกง เหว่ย ถือว่าทั้งคู่ราวกับ
เกิดมาเพื่อคู่กัน ไม่ว่าจะมีกี่พันกี่หมื่นคน ตราบใด
ที่มันปรากฎตัว ย่อมต้องกลายเป็นจุดสนใจไปทุก
หนแห่ง
“พี่สาวหนานกง ในที่สุดท่านก็คิดได้ ข้าว่าแล้ว สิ่ง
ที่ข้ากล่าวออกมานั้น ท่านจะต้องแยกแยะได้อย่าง
แน่นอน” เปั่ยซาน ม่อ ยกยิ้มให้นาง
“กล่าวไร้สาระอันใด” หนานกง เหว่ย เหลือบมอง
แล้วหันหน้าไปมองสตรีที่เป็นผู้นำกลุ่ม พร้อม
กล่าวว่า “หลี่ ชูเสวี่ย ภารกิจนี้ข้าจะพาเขาไป
ด้วย”
หนานกง เหว่ย กล่าวออกมาด้วยท่าทางอันงดงาม
และน่าหลงใหลอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะเผชิญหน้ากับ
สาวกขั้นกระบี่สวรรค์ นางก็กล่าวออกมาอย่างเด็ด
เดี่ยว ไม่ยอมให้อีกฝั่ายปฏิเสธ
สตรีที่มีนามว่า หลี่ ชูเสวี่ย ย่อมไม่กล้าที่จะ
ล่วงเกิน หนานกง เหว่ย จึงทำได้เพียงแค่จ้องมอง
ไปยัง เปั่ยซาน ม่อ แน่นอนว่า เปั่ยซาน ม่อ ได้เอ่ย
คัดค้านออกมาในทันที “นี่มันเป็นไปไม่ได้ ภารกิจนี้
ถูกจัดการขึ้นโดย ‘ท่านอาจารย์หก’ มีเพียงแค่
พวกเราทั้งหกคนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าร่วมได้
และมันก็เกี่ยวข้องกับความลับของนิกายเซียนซู
ซัน อู่ อวี้ ผู้นี้เป็นเพียงแค่สาวกขั้นกระบี่แก่นแท้
ทั่วไปเท่านั้น ยังขาดคุณสมบัติที่จะเป็นแกนหลัก
ของนิกาย ทั้งยังมีภูมิหลังที่ไม่ชัดเจน ใครจะรู้หล่ะ
ว่ามันอาจจะเป็นสายลับของพวกปีศาจหรือผู้ฝึก
ตนนอกรีต? ดังนั้น มันจึงไม่คุณสมบัติที่จะไป”
หลี่ ชูเสวี่ย กล่าวเห็นด้วยออกมา “ถูกต้อง ข้าก็ไม่
เห็นด้วยที่จะเพิ่มเขาเข้ามา ภารกิจระดับนี้ เขา
ยังคงขาดคุณสมบัติอยู่ เพราะนี่เป็นสิ่งที่เซียน
กระบี่กุ้ยหยางจัดการให้พวกเจ้าด้วยตัวของท่าน
เอง แม้กระทั่ง มู่ หลิงเช่อ ก็ยังถือเป็นกรณีพิเศษ
จึงสามารถเข้าร่วมกลุ่มนี้ได้”
บิดามารดาของ มู่ หลิงเช่อ เป็นจอมกระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซันทั้งคู่ จึงเป็นบุคคลที่มี
คุณสมบัติในการเข้าร่วม ส่วน อู่ อวี้……
ส่วนคนอื่นๆ ถึงแม้จะไม่ได้กล่าวออกมา แต่ก็เห็น
ได้ชัดว่าพวกมันไม่เห็นด้วย
หนานกง เหว่ย มองไปด้วยสายตาที่เย็นชา
สุดท้ายก็หันไปกล่าวกับ เปั่ยซาน ม่อ “ได้ ถ้าเขา
ไม่ไป ข้าก็ไม่ไปเช่นกัน ข้าจะให้เวลาพวกเจ้า
ตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจเสร็จแล้วค่อยมาหาข้า”
หลังจากที่นางกล่าวเสร็จ นางก็พา อู่ อวี้ เดินกลับ
เข้าไปโดยไม่หันหลังมามอง
อู่ อวี้ เห็นว่าทั่วทั้งร่างของ เปั่ยซาน ม่อ กำลังสั่น
สะท้าน จากนั้นเขาก็ได้หันไปขยิบตาและส่งยิ้มให้
เมื่อเกิดโทสะ จะทำให้เส้นทางแห่งเต๋า เกิดความ
ไม่มั่นคง
“ได้ แต่ว่าข้าต้องดูก่อนว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอ
หรือไม่!” เปั่ยซาน ม่อ กล่าว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ