กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 342 : หนึ่งเพลงกระบี่กําสรวล
กล่าวได้ว่าการทดสอบเช่นนี้ช่างน่าขันยิ่งนัก
เพราะมันไม่มีอะไรมากไปกว่า เปั่ยซาน ม่อ ไม่
อยากให้ อู่ อวี้ ติดตามมาด้วย ดังนั้นจึงเกิดการ
ทดสอบขึ้น
จากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกับ เปั่ยซาน ม่อ อู่ อวี้ กับ
หนานกง เหว่ย ก็อยู่ด้วยกันตลอดทั้งกลางวัน
กลางคืน ฉะนั้นนี่จึงถือเป็นโอกาสเดียวที่จะแยก
พวกเขาทั้งสองให้ออกห่างจากกัน เปั่ยซาน ม่อ
มาด้วยท่าทางเริงร่ามีความสุขอย่างยิ่ง แต่มันก็ยัง
ไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ ยังคงเปียมล้นไปด้วยจิต
วิญญาณแห่งการต่อสู้ แลไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังแม้แต่
น้อย
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์
คราม’ อาจจะบอกกล่าวสิ่งใดแก่มัน เปั่ยซาน ม่อ
พยายามทำใจให้สุขุมเยือกเย็นลง แล้วกล่าวขึ้นว่า
” ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ คนในกลุ่มต้องมี
ความแข็งแกร่งอยู่ในขอบเขต ‘ตำหนักม่วงทะเล
มรกต’ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถปกปั้องดูแลตนเอง
ได้ ไม่เพียงแต่ตนเองจะเสี่ยงอันตรายแล้ว แต่ยัง
ส่งผลต่อผู้อื่น ซึ่งอาจจะต้องได้รับอันตรายตามไป
ด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของกลุ่มต้อง
ลดลง ฉะนั้นหากต้องการจะเข้าร่วมจะต้องมี
ความสามารถ และ ฝีมือดีพอตัว!”
อันที่จริงมันยังคงปฏิเสธที่จะไปกับ อู่ อวี้ แต่ไม่
ปฏิเสธที่จะไปกับ หนานกง เหว่ย ฉะนั้นมันจึงใช้
กลอุบายเพื่อแยก อู่ อวี้ ออกไปให้พ้นทาง แต่ถ้า
หาก อู่ อวี้ ยังคงดึงดันติดตามไปด้วย มันก็ไม่รู้จะ
ทำเช่นไร อีกทั้งยังไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ต่อ
หน้า หนานกง เหว่ย
หลี่ ชูเสวี่ย ล่วงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีหลังจากนั้น มัน
ก็กล่าวกับ อู่ อวี้ ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ” เจ้าต้อง
คิดใคร่ครวญให้ดี ๆ จงอย่าดึงทุกคนลงมา เพียง
เพราะความปรารถนาของเจ้าคนเดียว นอกจากนี้
ยังอาจส่งผลต่ออนาคตของ หนานกง เหว่ย จะทำ
ให้การพัฒนาของนางชะลอช้าลง ข้าจึงอยากจะ
แนะนำบางอย่าง ว่าคงมีแต่เจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่า
ตนเอง มีความสามารถเพียงพอหรือไม่ ”
นางรู้ดีว่า หนานกง เหว่ย ไม่อาจจัดการในเรื่องนี้
ได้ ดังนั้นจึงหันไปยั่วยุ อู่ อวี้
หลายคนยังคงประชดประชันแดกดันเขาด้วยวาจา
พวกมันต่างคลุกคลีผสมโรงกับ เปั่ยซาน ม่อ มา
นานแล้ว เนื่องจากพวกมันล้วนเป็นลูกหลานของ
จอมกระบี่ ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกมันจะเข้าข้าง
เปั่ยซาน ม่อ เพื่อทำให้ หนานกง เหว่ย รู้สึกว่า อู่
อวี้ นั้นดูไร้ค่าไม่คู่ควรกับนาง
แม้แต่ มู่ หลิงเช่อ ยังกล้าหัวร่อแล้วกล่าวออกมา
ว่า ” ข้าไม่รู้ว่าคางคกอย่างเจ้าไปเอาความมั่นใจ
มาจากไหน ถึงได้คิดว่าตนเองสามารถอาจเอื้อม
คว้ากินเนื้อห่านฟั้าได้ หัดส่องกระจกชะโงกดูเงา
ตนเองเสียบ้าง ว่าสารรูปอย่างเจ้าแตกต่างกับนาง
ราวฟั้ากับดินมากเพียงใด”
ข่าวเรื่อง อู่ อวี้ ชนะการต่อสู้ในมหาสมุทรกระบี่ไร้
ต้าน ได้แพร่กระฉ่อนออกไปยังปากต่อปาก
นับตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือราตรี ทั้ง
โทสะแลความคับแค้นข้องใจ ที่อัดแน่นอยู่ในทรวง
อก ไม่อาจจะลบเลือนให้หายออกไปได้ จนกระทั่ง
ท้ายสุดแล้วนางก็ก้าวเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต อันที่จริงหากนางไม่ได้ยินว่า หนานกง เหว่ย
อยู่กับ อู่ อวี้ ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน พื้นฐานฝึก
ตนของนางคงก้าวเข้าสู่ระดับนี้นานแล้ว แต่เป็น
เพราะความอัปยศแลความอับอายที่ได้รับ จึงทำให้
การยกระดับของนางจึงล่าช้ากว่าควรจะเป็น
ดังนั้นเมื่อในตอนนี้มีโอกาสอันดี นางจึงรีบไขว่คว้า
โอกาสไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ ที่จะทำให้ อู่ อวี้
ได้รับความอัปยศจากถ้อยคำถากถางดูถูกของนาง
” ปล่อยมันไปเถอะ เมื่อถึงเวลานั้นทุกผู้คนจะได้
เห็นว่าขยะไร้ค่าอย่างมัน สะเออะมาอยู่ผิดที่ผิด
ทางจะได้รับผลอย่างไร แม้จะบอกว่าตนเองกำลัง
อยู่ในห้วงแห่งความรัก ถึงแม้ว่าจะมีความ
แข็งแกร่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง แต่ก็
มีชาติกำเนิดต่ำต้อย บิดามารดาก็เป็นเพียงแค่
มนุษย์ปุถุชนธรรมดา ยังไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว
ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากเพียงใด เมื่อถึงเวลา
หนึ่งมันก็เป็นได้เพียงแค่ขยะไร้ค่า เป็นเรื่องน่าตลก
ขบขันชวนหัวร่อเพียงเท่านั้น”
เมื่อ มู่ หลิงเช่อ กล่าวจบ บุปผาก็ร่วงหล่น กลีบ
บุปผาบานสะพรั่งลอยละล่องอยู่รอบกาย ช่างเป็น
ภาพที่งดงามตระการตาอย่างยิ่ง หมู่ภมรผีเสื้อ
กระพือปีกอย่างแผ่วเบา ประหนึ่งว่าพวกมันกำลัง
เริงระบำ
” หุบปาก! โสโครกของเจ้าซะ! ” หนานกง เหว่ย
ตะคอกใส่ด้วยโทสะ หลังจากนั้นทุกคนก็ปิดปาก
เงียบ แม้แต่ หลี่ ชูเสวี่ย ก็เช่นกัน
“พี่ชาย อย่าได้สนใจพวกนี้เลย เรากลับกันเถอะ”
หากไม่ใช่เพราะ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง เป็นผู้
เตรียมการ หนานกง เหว่ย ก็หาได้อยากจะมาร่วม
ด้วยไม่
” ไม่! ” อู่ อวี้ ยื่นมือออกไปกุมมือของนางเอาไว้
หลังจากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ใน
เมื่อใครบางคนคิดยั่วยุท้าทายข้า แล้วข้าจะไปขัด
ศรัทธาคนผู้นั้นได้อย่างไร ? การที่พวกมันกล่าว
เช่นนี้ เนื่องจากคิดว่าตนเองมีฝีมือแข็งแกร่ง
เหนือกว่าข้า แต่มีคนผู้หนึ่งพูดจาใหญ่โตโอหัง ทั้ง
ๆ ที่มันก็พ่ายแพ้อยู่ใต้แทบเท้าข้า ข้าจะทำให้มันรู้
ว่าไม่ควรลองดี แล้วตบหน้าของมันเสีย ”
แน่นอนว่าคนที่ อู่ อวี้ กล่าวถึงนั้นก็คือ มู่ หลิงเช่อ
ถ้อยคำของนางน่ารังเกียจอย่างยิ่ง ทั้งเป็นถ้อย
วาจาที่ไม่ไว้หน้า อู่ อวี้ แม้แต่น้อย ทว่าต่างก็รู้ดีว่า
นางกำลังใช้ถ้อยคำเพื่อบีบบังคับให้ อู่ อวี้ ลงมือ
กับนาง ซึ่งมันจะเป็นโอกาสให้นางได้ล้างอายทวง
คืนความอัปยศที่ตนเองได้รับ แล้วส่งมอบความ
อัปยศนั้นคืนมันให้กับเขา แม้แต่ เปั่ยซาน ม่อ กับ
พรรคพวกของมันก็ใช้แผนนี้เช่นกัน พวกมัน
พยายามยั่วยุ อู่ อวี้ อย่างที่สุด เพียงให้ลงมือกับ
พวกมันก่อน ซึ่งหากว่าเขาไม่อาจอดกลั้นอารมณ์
เอาไว้ได้แล้วเริ่มลงมือ พวกมันก็จะสามารถฉีก
หน้าสร้างความอัปยศให้แก่เขาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้า
หากเป็นไปตามแผนที่พวกมันวางเอาไว้ ถึงแม้ อู่
อวี้ ต้องการจะติดตามไปด้วย แต่มันก็คงไม่มี
ศักดิ์ศรีใด ๆ หลงเหลืออยู่แล้ว
” ข้าไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่หรือไม่ ? ว่าเจ้าคิดจะต่อสู้
กับผู้มีฝีมืออยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต? ” มู่
หลิงเช่อ เอียงศีรษะแล้วยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
หากมองอย่างพินิจ ก็จะรู้ว่า อู่ อวี้ อยู่ในระดับมหา
วิถีสร้างแกนนภา ขั้นที่ 7 เพียงเท่านั้น แม้ว่าจะมี
ความรุดหน้าขึ้นมากกว่าเดิม แต่ มู่ หลิงเช่อ ก็
ย่อมรู้ดีว่าระดับมหาวิถีสร้างแกนนภา กับ ระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต นั้นแตกต่างกันมากเพียงใด
เนื่องจากนางเคยผ่านประสบการณ์เปลี่ยนรูปบด
ขยี้แกนภามาแล้ว
” ข้าจะต้องขจัดอุปสรรคขวากหนาม ที่ขวางกั้น
ออกให้หมด ข้าถึงจะสามารถอยู่กับ เหว่ยเอ๋อ ได้
และเจ้าจักเป็นคนแรกที่ถูกข้าทำลาย ” จากนั้น อู่
อวี้ จะหันไปสบสายตากับ หนานกง เหว่ย คนทั้ง
สองต่างส่งสายตาหวานซึ้งให้กันและกัน แม้แต่มือ
ของคนทั้งสองก็ประสานเขาหากัน เพียงหนึ่ง
รอยยิ้มก็สามารถเข้าใจความคิดของกันและกันได้
เมื่อ เปั่ยซาน ม่อ เห็นภาพบาดตาเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้
ดวงตาของมันได้กลับด้วยความริษยาพุ่งทะยานถึง
ขีดสุด แต่ทว่ามันยังมี ‘จักรพรรดิกระบี่สวรรค์
คราม’ คอยค้ำคออยู่ บ่อยครั้งเมื่อเขาเห็นว่ามันเริ่ม
สติแตกคลุ้มคลั่ง ก็จะเหมือนถูกควบคุมโน้มน้าวให้
สงบสติอารมณ์ลงอยู่บ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้มันคุ้มคลั่ง
จนไปสังหารผู้ใด
“หึหึ …” เปั่ยซาน ม่อ หัวเราะเย้ยหยันขึ้นในลำคอ
จากนั้นมันก็กล่าวยุแยง มู่ หลิงเช่อ แกมสั่งขึ้นว่า
” ศิษย์พี่หญิงหลี่ โปรดยอมรับคำท้าทายด้วย ข้า
เองก็อยากทดสอบ อู่ อวี้ ดูหน่อยซิว่า เขาจะมี
ความพยายามมากเพียงใด แล้วพร้อมที่จะร่วม
ทางไปกับพวกเราหรือไม่”
หลี่ ชูเสวี่ย ยกแขนขึ้นมากอดอก จึงทำให้เนินเขา
ทั้งคู่ของนางถูกบีบรัดอัดแน่น ยิ่งทำให้ดูโดดเด่น
มากยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชาว่า ”
ใช้วิธีนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่า เขามี
คุณสมบัติเพียงพอที่จะร่วมทางไปกับพวกเรา
หรือไม่ รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ทางด้านอายุที่อยู่
ในวัยหนุ่มสาว หากว่าเขาสามารถเอาชนะผู้มี
ฝีมืออยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกตได้ ก็จะถือ
ว่าผ่าน ถือว่าเขาคุณสมบัติเพียงพอที่จะร่วมทาง
ไปกับเรา ซึ่งหากว่าเขาพ่ายแพ้เขาจะได้รู้ตัวเองว่า
ไม่มีคุณสมบัติคู่ควรมากเพียงพอ จะได้ไม่มีปัญหา
เป็นตัวตลกให้ผู้อื่นขบขันเช่นนี้ ต่อให้เจ้าตั้งสัตย์
สาบานว่าจะรักกันชั่วฟั้าดินสลาย ตราบเท่าขุนเขา
แลมหาสมุทรยังคงอยู่ก็ตาม ก็ไร้ประโยชน์ เพราะ
อย่างไรก็มีผู้คนมากมายนักต่อนักที่ไม่ได้เป็นสหาย
เต๋าเคียงคู่ แต่ต้องผกผันกลับกลายมาเป็นศัตรูกัน
ทั้งยังมีปัญหาอีกมากมายจนไม่อาจพรรณนาได้
หมด ”
เมื่อเสียงเป็นเอกฉันท์ คงไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใด
ต่อ ส่วนคนอื่นก็ก้าวถอยหลังออกไป มีเพียง มู่
หลิงเช่อ เพียงผู้เดียวที่ยังยืนอยู่ นางหันหน้าไป
มอง หนานกง เหว่ย กับ อู่ อวี้ จากนั้น หนานกง
เหว่ย ก็ทำท่าทียิ้มเยาะแล้วก็เดินจากไป อันที่จริง
แล้วนางกับ อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนบ่มเพาะร่วมกันมา ซึ่ง
ระหว่างนี้ก็เคยประมือกันอยู่บ่อยครั้ง ทำให้นางรู้
แจ้งถึงความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ อย่างชัดเจน
แม้ว่าฝีมือของเขายังไม่อาจเทียบเท่ากับนาง หรือ
เปั่ยซาน ม่อ แต่นางสามารถบอกได้ว่าฝีมือของ
เขาสูงส่งกว่าคนเหล่านี้มากนัก
นับว่าเป็นการต่อสู้ครั้งที่ 3 แล้ว ที่เขาต้องประ
ฝีมือกับสตรีนางนี้ ทำให้ อู่ อวี้ ค่อนข้างเหลืออด
อยู่ไม่น้อยทีเดียว หลังจากนั้นเขาก็ดึง ศาสตรา
สถิตวิญญาณ ออกมาสองชิ้น พวกมันคือศาสตรา
ที่ หนานกง เหว่ย มอบให้แก่เขา มือขวาถือ ‘กระบี่
กงล้อตะวันผลาญฟั้า ‘ เฉกเช่นดั่งแสงตะวันอัน
ร้อนระอุแผดจ้าโคจรหมุนวน ความร้อนนี้เสมือน
ดั่งโทสะกระเพื่อมสั่นผันผวน ปลดปล่อยคลื่น
ความร้อนแผ่ขยายออกมาอย่างต่อเนื่อง รูปทรง
กระบี่เพรียวยาวไปจนถึงด้ามจับ เสมือนดั่งกับว่า
สามารถใช้แทนเป็นหอกได้
สวนมือข้างซ้ายถือจับ ‘ กระบี่ระบำจันทราพิสุทธิ์
สูญ ‘ ซึ่งแอบซ่อนอยู่ด้านหลัง แผ่ขยายแสง
จันทราสงบเย็นนะเยือก แฝงเร้นหลบซ่อนอยู่
ท่ามกลางดวงตะวันอันเจิดจ้า จึงทำให้ไม่อาจแล
เห็นได้อย่างชัดเจนนัก
ทั้งสองชิ้นล้วนเป็นศาสตราสถิตวิญญาณ!
เนื่องจากว่ามันคือสิ่งของที่ หนานกง เหว่ย มอบ
ให้แก่เขา แน่นอนว่าเกือบทุกคนในซูซันต่างล่วงรู้
เรื่องนี้
มู่ หลิงเช่อ ได้ก้าวเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานางได้ฝึกฝนบ่ม
เพาะ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน และนางยังคงใช้
‘กระบี่เซียนบุปผาโบตั๋น’ เช่นดั่งเดิม ซึ่งถือเป็น
ศาสตราสถิตวิญญาณ อย่างไรเสียราคาแต้ม
ความสำเร็จของมันก็ยังไม่สูงเท่า ‘กระบี่กงล้อ
ตะวันผลาญฟั้า’
มู่ หลิงเช่อ หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันแล้วชู
กระบี่ขึ้น จากนั้นปราณกระบี่หนาแน่นก็ปรากฏขึ้น
ในทันที ช่วงเวลานั้นเองทะเลบุปผาไร้สิ้นสุดก็
ระเบิดกระจายออก ณ เวลานี้ อู่ อวี้ อยู่ท่ามกลาง
โลกแห่งบุปผาเพียงลำพัง
” แล้วเจ้าจะได้เห็นพลังอำนาจอันลึกล้ำของ เคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดิน! แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าระดับสร้าง
แกนนภา กับ ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต นั้นต่าง
ชั้นกันมากเพียงใด! ”
มู่ หลิงเช่อ แผดเสียงกรีดร้องคำรามออกมา
จากนั้นก็พุ่งเข้าโจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว ใด
นั้นเองกระบี่เซียนโบตั๋นก็แตกสลายกลายเป็นเสี่ยง
แปรเปลี่ยนกลายเป็นกลีบดอกโบตั๋น ปกคลุมไป
ท้องนภาจนมืดฟั้ามัวดิน
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
นี่คือภารกิจที่ เปั่ยซาน ม่อ ส่งมอบให้แก่นางเพื่อ
หยุดยั้ง อู่ อวี้ แน่นอนว่านางย่อมตระหนักถึงเรื่อง
นี้
” ฝีมือของศิษย์น้องมู่ไม่เลวเลยทีเดียว ข้าจำได้ว่า
ตอนอายุเท่านาง ข้าเพิ่งจะอยู่ในระดับ ตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีไตร่ตรอง
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ซึ่งนับว่านานกว่านาง
มาก”
” ได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งนางเคยพ่ายแพ้ให้แก่ อู่ อวี้
ด้วยโจมตีเพียงครั้งเดียว ความอัปยศในครั้งนั้น
นางเลยคิดจะล้างบัญชีแค้นในวันนี้ ”
ระหว่างที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกมันกำลังดัง
แซ่ซ่องขึ้น ในชั่วพริบตานั้นเองเขาได้พุ่งโจมตี
สวนกลับ มู่ หลิงเช่อ ด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่ง
กว่านาง กลายเป็นแสงสีทองสว่างสดใสพุ่งผ่า
อากาศไปด้านหน้า เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ ‘กระบี่
วงล้อตะวันผลาญฟั้า’ ถูกตวัดฟันออกไป ภาพที่
เห็นในเวลานี้เสมือนดั่งมีดวงตะวันอันเจิดจ้า ลุก
ไหม้ท่วมท้นไปด้วยเปลวเพลิงสีทองอันร้อนแรง
บดขยี้ทำลายฝั่าอากาศความว่างเปล่า
“เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล!”
ในเวลานี้ รากฐานเซียนของ ‘ กงล้อกระบี่หยินยาง
‘ ของ อู่ อวี้ ได้ปลดปล่อยคุณสมบัติของมันออกมา
อย่างเต็มที่ พลังอำนาจของมันแผ่ขยายปกคลุมไป
ทั่วทั้งแกนกำเนิด แม้กระทั่งกายเนื้อของเขาก็ถูก
แบ่งออกเป็นสอง แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ร่างกายทั้งสองส่วนของเขาได้ปลดปล่อยการโจมตี
สองวิถี เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล
ออกไป!
อย่างไรก็ตามเพลงกระบี่ทั้งสองนั้นแตกต่างกัน
เหตุที่เขาต้องปลดปล่อยการโจมตีจาก ‘กระบี่กงล้อ
ตะวันผลาญฟั้า’ ออกไป เนื่องจากมีความเกี่ยวโยง
กับบัญญัติเวทในร่างของเขา แกนกำเนิดของเขา
หมุนวนโคจรเปลี่ยนแปลงผกผันไปเล็กน้อย ดังนั้น
การโจมตีจากหนึ่งกระบี่กำสรวลที่แท้จริง ได้ผสาน
หลอมรวมไปกับเปลวเพลิงของกระบี่เล่มนี้ ชั่ว
พริบตานั้นเองทุกคนสามารถแลเห็นได้ว่า เปลว
เพลิงซึ่งกำลังลุกโหมกระหน่ำโชติช่วงได้
แปรเปลี่ยนผสานหลอมรวมเป็นกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่ง
พุ่งทะลวงแทงออกไป เผาผลาญตัดผ่านทุกสรรพ
สิ่งเบื้องหน้าราวกับกำลังผ่าต้นไผ่
นอกจากนี้ท่ามกลางดวงตะวันอันเจิดจ้า ยังมีการ
โจมตีอีกหนึ่งสายแฝงเร้นอยู่ เงาจันทราเรือนรังสี
ครามซ่อนเร้นอยู่ภายในแสงตะวัน จึงทำให้ไม่อาจ
มองเห็นได้อย่างชัดเจน
อันที่จริงแล้ว เมื่อ เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียน
กำสรวล ถูกปลดปล่อยออกไป คนอื่นที่ชมการต่อสู้
นี้อยู่ หาได้ตระหนักรู้ไม่ว่ามันคือ เคล็ดวิชาแก่นแท้
ฟั้าดิน ในเวลานี้พวกมันแทบจะอดใจรอคอยที่จะ
เย้ยหยัน อู่ อวี้ กันแทบไม่ไหว มันปรารถนาที่จะ
ได้มาเห็น อู่ อวี้ ตกอยู่ในสภาพอัปยศอดสูไม่ต่าง
จากคนโง่เขลา
ทะลวงแทงโจมตีอย่างหนักหน่วง
แต่อย่างไรนางเป็นตัวแทนของ เปั่ยซาน ม่อ
จัดการ อู่ อวี้
“ฝีมือของเจ้ายังอ่อนหัด!” มู่ หลิงเช่อ คิดว่า อู่ อวี้
มีเพียงแค่ ‘เวทตะวันผลาญฟั้า’ กับ ‘เวทจันทรา
เดียวดาย’ เพียงเท่านั้น เนื่องจากนางเคยพ่ายแพ้
ให้กับสองเพลงกระบี่นี้ หลังจากศึกษามาได้
ประมาณหนึ่ง เมื่อเห็น อู่ อวี้ ปล่อยการโจมตีนี้
ออกมา นางจึงรู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่ง ส่งผลให้จิต
สังหารภายในจิตใจเพิ่มพูนแรงกล้ามากยิ่งขึ้น
แต่ไม่คาดคิดว่า เคล็ดกระบี่แก่นแท้ฟั้าดิน ที่โจมตี
ออกไปในตอนแรก ด้วยความพยายามหมายมาด
บดขยี้ ให้ อู่ อวี้ แตกดับด้วยเพลงกระบี่เดียว แต่
ทันใดนั้นความเร็วจากเพลงกระบี่ทั้งสองของ อู่
อวี้ ก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ชั่วพริบตา
นั้นเองการโจมตีของ อู่ อวี้ ก็เข้าปะทะกับวิชา
กระบี่เบื้องหน้าของนาง ซึ่ง มู่ หลิงเช่อ ยังมิทันได้
ตอบสนองใด ๆ กลับไป
จนกระทั่ง เมื่อปราณกระบี่ของนางได้ถูก กระบี่กง
ล้อตะวันผลาญฟั้า ทำลายลงได้อย่างง่ายดาย
ฉับพลันทันใดนั้นเองทั่วทั้งกะโหลกศีรษะของนางก็
เกิดอาการเสียววาบ แผ่ซ่านไปยั้นกล้ามเนื้อทั่วร่าง
เกิดการชักเกร็งกระตุก บัดนี้นางได้รู้ซึ้งถึงความน่า
สะพรึงกลัวของ อู่ อวี้ อย่างเต็มตา
ในที่สุดนางก็มองเห็นสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ภายในการ
โจมตีนั้น!
วิชากระบี่แก่นแท้กำสรวลแท้จริง แฝงเร้นอยู่
ภายใต้การโจมตี ที่ปลดปล่อยออกมา การโจมตี
ทางจิตวิญญาณในชั่วพริบตาแห่งการเผชิญหน้านี้
ทำให้ มู่ หลิงเช่อ ไม่มีโอกาสได้ปั้องกันแม้แต่น้อย
เมื่อถูกการโจมตีสองครั้งของ อู่ วี้ ทะลวงแทงเข้า
โดยตรง นางก็กรีดร้องโหยหวนขึ้นมาในทันที
ดวงตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด คนทั้ง
คนสิ้นลมหมดสติไป แขนขากางออกลอยละลิ่ว
สูงขึ้นไปบนท้องนภา พุ่งตรงไปยังทิศทางของ
อาณาเขตกระบี่สามัญ
แม้ อู่ อวี้ เผยความแข็งแกร่งออกมาแค่บางส่วน
เท่านั้น แต่ก็มากเพียงพอที่จะสับนางเป็นชิ้น ๆ
แม้ว่านางจะอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต แต่
พลังศักดิ์สิทธิ์อันมหาศาลของ อู่ อวี้ กลับสามารถ
สยบนางลงได้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังมาจากเคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดิน …
ถ้าให้กล่าวถึงการต่อสู้ ตราบใดที่ฝั่ายหนึ่งฝั่ายใด
ไม่มีฝีมือเหนือล้ำจนทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่
ฉะนั้นบนสนามต่อสู้สิ่งใดก็เกิดขึ้นได้
ในยามนี้ มู่ หลิงเช่อ หมดสติลงไปในทันที อู่ อวี้
ส่งร่างของนางลอยกระเด็นออกไป ต่อหน้าต่อตา
เปั่ยซาน ม่อ ซึ่งอย่างน้อย ๆ ก็ยังดีกว่าร่วงตกลง
ไปยังอาณาเขตกระบี่สามัญ จนกระดูกทั่วทั้งแหลก
เหลวเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีชิ้นดี
เมื่อ เปั่ยซาน ม่อ พุ่งเข้าไปประคองร่างของนาง
การต่อสู้ก็เป็นอันจบสิ้นลง อู่ อวี้ ประสานมือ
พร้อมรอยยิ้ม แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ขออภัย ข้าไม่คิด
ว่าผู้ที่เข้าสู่ ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต จะไร้
ฝีมือเช่นนี้ ข้าจึงเผลอหนักมือไปหน่อย ดั่งที่ท่าน
เห็นในตอนนี้ มู่ หลิงเช่อ ได้พ่ายแพ้ให้แก่ข้าแล้ว
ข้าคงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมกลุ่มเสียที
หวังว่าคงไม่มีผู้ใดคัดค้านอีก ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ