กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 348 : สหายเกา
” ทรงพลังขนาดนี้เชียวรึ ? ” เมื่อปีศาจหมูปั่าได้ยิน
เสียงกรีดร้องของ หลี่ ชูเสวี่ย ปีศาจหมูปั่านับหมื่น
ต่างพากันหัวหดด้วยผวาหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน
แม้แต่ ราชันหมอกทมิฬ ก็ยังแสดงท่าทาง
ประหลาดใจ
ในเวลานั้นเอง หลี่ ชูเสวี่ย ชักกระบี่ยาวออกมา
กระบี่เล่มนี้เป็นสีขาวประดุจผลึกหิมะ แน่นอนว่านี่
คือ ศาสตราสถิตวิญญาณ ชั้นยอด นางชี้กระบี่ไป
ทาง ราชันหมอกทมิฬ พร้อมกับร้องตะโกนขึ้นว่า ”
ราชันหมอกทมิฬ เจ้าเป็นถึงราชันของเหล่าปีศาจ
กลุ่มนี้ เจ้าหาญกล้าพอหรือไม่ ที่จะต่อสู้กับข้าแบบ
ตัวต่อตัว ? ”
ราชันหมอกทมิฬ แสดงท่าทางประหลาดใจ
จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกขึ้นว่า ”
แม่นางน้อยผู้นี้ช่างโอหังยิ่งนัก ถึงขนาดหาญกล้า
ท้าทายเราราชันผู้นี้! ”
แม้นว่า ราชันหมอกทมิฬ จะไม่แสดงท่าทีใด ๆ
แต่เหล่าปีศาจรุ่นเยาว์กลับเดือดพล่านยิ่ง
เนื่องจาก หลี่ ชูเสวี่ย กรีดร้องตะโกนสบประมาท
เหล่าพวกพ้องของตนเอง แม้แต่เหล่าพี่น้องที่อยู่
รอบกายต่างก็เดือดดาลไปด้วยโทสะพร้อมกล่าว
ขึ้นว่า ” พี่ใหญ่ นางกล้าท้าทายท่าน ท่านโปรด
แสดงให้นางผู้นี้ได้แลเห็น ฝีมืออันร้ายกาจของ
ท่าน ว่ามีพลังมากมายเพียงใด! ”
” ใช่แล้วพี่ใหญ่ จัดการนางเลย แสดงให้น้องชาย
เห็นว่าท่านทรงพลังมากเพียงใด ข้าอยากรู้นักว่า
เจ้าคนผิวขาวพวกนี้ รวมถึงสตรีนางนั้น เมื่อถูก
ปลดเปลื้องอาภรณ์จนสิ้น พวกมันจะมีสภาพเช่น
ไรกัน ”
ทันใดนั้นเอง ปีศาจเยาว์วัยผู้หนึ่งก็ตะโกนขึ้นว่า ”
องค์ราชัน โปรดจัดการมันด้วย อย่าปล่อยให้ผู้ฝึก
ตนเหล่านี้ดูถูกเราได้! ”
“อาา! ใช่แล้ว แค่ตะโกนก็ทำให้ข้าตกใจกลัวจน
ขวัญหนีดีฝั่อ เสียงของผู้ฝึกตนมันดังเกินไปแล้ว! ”
“ดี! รอให้ข้าจัดการนางเสร็จสิ้นลงก่อน แล้วพวก
เจ้าก็รอคอยกอบโกยผลประโยชน์ต่อจากข้า! ”
ราชันหมอกทมิฬที่นั่งอยู่บนหลังหมูปั่า ค่อย ๆ ลุก
ขึ้นยืน เผยเห็นถึงมัดกล้ามดำทะมึนทั่วทั้งร่าง
พร้อมแสดงท่าทางภาคภูมิใจยิ่ง
ยามนี้ เปั่ยซาน ม่อ รู้สึกไม่พอใจ หลี่ ชูเสวี่ย
เท่าใดนัก แต่ หลี่ ชูเสวี่ย ก็รู้จักมันดีนัก นางเดิน
เข้าไปกล่าวกับ เปั่ยซาน ม่อ ว่า ” ทั่วทั้งกลุ่มสุกร
โง่เง่าเหล่านี้ มีเพียงแค่ราชันหมอกทมิฬเท่านั้นที่
เป็นภัยคุกคามกับเจ้า ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันมีความ
แข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้า ระหว่างที่ข้าต่อสู้
กับมัน เจ้าอาศัยช่วงเวลานี้ไล่ฆ่าสังหารสุกรตัวอื่น
ๆ ก็ย่อมได้ ท่ามกลางเหล่าพี่น้องของมัน ผู้
แข็งแกร่งสุดอยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ระดับ 4 ”
เปั่ยซาน ม่อ รู้ดีว่ามันนั้น มิอาจต่อกรกับ ราชัน
หมอกทมิฬ ได้ อีกทั้ง หลี่ ชูเสวี่ย ยังคำนึงถึงความ
ปรารถนาในการสังหารปีศาจของมันด้วย ดังนั้น
มันจึงมิได้ดึงดันแข็งขืนอีกต่อไป พร้อมตอบ
กลับไปว่า “ตกลง เยือกเย็นเข้าไว้ล่ะ พวกเรารอ
เจ้าอยู่”
หลี่ ชูเสวี่ย รู้สึกโล่งใจ จากนั้นก็ทุ่มเทสมาธิไปกับ
การเอาชนะ ราชันหมอกทมิฬ เป็นอันดับแรก
หลังจากนั้น เปั่ยซาน ม่อ ก็หันไปกล่าวกับ หนาน
กง เหว่ย ที่อยู่ไม่ไกลว่า ” พี่สาวหนานกง วันนี้ข้า
ต้องสั่งหารปีศาจให้จงได้อย่างน้อย 1,000 ตัว เจ้า
หมูปั่าโง่งม น่าขยะแขยงเหล่านี้ ข้าจะสังหารมัน
ให้สิ้น ถือว่าเป็นการแก้แค้นให้กับ ‘ฮูหยินหก’ ข้า
จะบดขยี้พวกมัน ”
สีหน้าของ หนานกง เหว่ย ในตอนนี้มืดทะมึนอย่าง
ถึงขีดสุด นางพยักหน้าตอบรับ โดยมิได้กล่าว
โต้ตอบกลับไป อู่ อวี้ แลเห็นอย่างชัดเจนว่า นาง
เกลียดชังปีศาจหมูปั่าเหล่านี้อย่างลึกล้ำ ถ้าไม่ใช่
เพราะ หลี่ ชูเสวี่ย อาสาเป็นคู่ต่อสู้กับ ราชันหมอก
ทมิฬแล้วละก็ เกรงว่ายามนี้นางคงกระโจนเข้าไป
สังหารมันด้วยตนเองแล้ว
” เพียงเพื่อสะสางความเคียดแค้นครั้งเก่าก่อน
ถึงกับต้องดึงผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วยมากมาย มัน
ถูกต้องจริง ๆ แล้วงั้นรึ ? ” เมื่อได้ฟังสิ่งที่คน
เหล่านั้นกล่าว อู่ อวี้ ก็ตั้งคำถามกับตนเองขึ้น
ความจริงแล้วเขาคิดจะช่วย หนานกง เหว่ย ล้าง
แค้น แต่การถือว่าปีศาจทั้งหมดเป็นศัตรู ต้องเข่น
ฆ่าสังหารทุกตัวให้สิ้น ดูเหมือนว่านี่จะมากเกินไป
เสียหน่อย อย่างไรก็ตามเขาคือคนที่ หนานกง
เหว่ย เชื่อใจมากที่สุด ทั้งนางยังต้องการให้ตัวเขา
คอยสนับสนุน ซึ่งถือเป็นเรื่องขัดข้องใจ แต่การที่
ดึงคนที่ไม่มีความแค้นเข้ามาพัวพันเช่นนี้ด้วย มัน
สมควรแล้วงั้นรึ?
อู่ อวี้ ครุ่นคิดกับตนเอง เขารู้สึกว่าไม่ควรจมลงไป
ในความเกลียดชังจนหูตามืดบอดเหมือนกับ หนาน
กง เหว่ย แต่ทุกครั้งที่เขาเห็นนางดิ้นรน อยู่
ท่ามกลางความเคียดแค้นชิงชังนี้ แล้วเมื่อคิดว่า
นางต้องสูญเสียมารดาไป อู่ อวี้ ก็รู้สึกว่าความคิด
ของตนเองช่างน่าอับอายยิ่งนัก ซึ่งมันทำให้เขาได้
ค้นพบอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ระหว่าง
ความรู้สึกกับวิถีแห่งเต๋า บางทีก็มีความขัดแย้งกัน
แบบสุดขั้ว เสมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า อุ้งตีนหมีกับ
มัจฉามิอาจครอบครองได้ในเวลาเดียวกัน[1]
เนื่องจาก เปั่ยซาน ม่อ ยังเยาว์วัยนัก ดังนั้นการแก้
แค้นให้แก่ หนานกง เหว่ย มันจึงสามารถกระทำได้
อย่างง่ายดายเนื่องจากไม่จำเป็นต้องคิดอันใดให้
มากความ
ในชั่วงเวลานั้นเอง หลี่ ชูเสวี่ย กับ ราชันหมอก
ทมิฬ สองผู้แข็งแกร่งมากที่สุด ของแต่ละฝั่ายเริ่ม
ลงมือเข้าห่ำหั่นกัน
กล่าวกันว่าผู้ฝึกตนจนถึงระดับ ตำหนักม่วงทะเล
มรกต ขั้นที่ 5 คนผู้นั้นจะสามารถกลายเป็นสาวก
ระดับ กระบี่สวรรค์ ซึ่งอันที่จริงแล้วความ
แข็งแกร่งของ เปั่ยซาน ม่อ แล หนานกง เหว่ย
กับสาวกผู้อ่อนแอมากสุดในระดับ กระบี่สวรรค์ ก็
อยู่ห่างกันไม่มากแล้ว
แน่นอนว่า หลี่ ชูเสวี่ย ที่กำลังต่อสู้ห้ำหั่นอยู่กับ
ราชันหมอกทมิฬ นั้น เห็นได้ชัดเจนว่านางหาใช่ผู้
อ่อนแอมากที่สุด ในบรรดาสาวกกระบี่ระดับ
สวรรค์ ดังนั้นการต่อสู้ของคนทั้งสอง เปั่ยซาน ม่อ
กับ คนอื่น ๆ จึงมิอาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ส่วนทางฝังของเหล่าปีศาจหมูปั่า ซึ่งอยู่ใน ห้วง
ทะเลปีศาจอนันต์ เมื่อเห็นว่าราชาของตนเองกำลัง
จะเข้าร่วมต่อสู้ พวกมันก็พากันโห่ร้องสรรเสริญ
ออกมาอย่างพร้อมเพรียง เสียงโห่ร้องยินดีผสม
ปนเปกับเสียงจากความวุ่นวายของพวกมัน ทำให้
เหล่าสาวกของซูซันรู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง
พวกมันพากันหยุดมือขุดแร่ พร้อมทั้งพากันก้าว
เดินออกมายังด้านนอก ด้วยเจตจำนงซึ่ง
เตรียมพร้อมจะต่อสู้กับพวกปีศาจทุกขณะจิต
เนื่องจากมีปีศาจหมูปั่าอยู่มากเกินไป หากพวกเขา
ไม่สามารถสยบ ราชาหมอกทมิฬ ลงได้ ย่อมมี
แนวโน้มว่าอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมาย
” ราชันหมอกทมิฬ โง่เง่าไร้สติปัญญา เจ้ารู้ได้
อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่นี่?” หลี่ ชูเสวี่ย รู้สึกสงสัย
ว่าต้องมีคนคาบข้าวไปบอกมันอย่างแน่นอน มิ
เช่นนั้นมันคงไม่มาที่นี่ หลังจาก อู่ อวี้ สังหาร
ปีศาจค้างคาวไปแล้วหนึ่งเดือน
ทว่า ราชาหมอกทมิฬ ก็ไม่ได้โง่เง่าจนถึงขนาดไม่รู้
ความ จิ๊จิ๊ มันหัวเราะขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า ”
เมื่อไหร่ที่เจ้าให้กำเนิดบุตรพิสดารกับข้าราชันย์
เมื่อนั้นข้าจะบอกเจ้า”
“ไปตายซะ!” หลี่ ชูเสวี่ย แลเห็นหัว และ หูขนาด
ใหญ่ของมัน รวมถึงใบหน้าอันน่ารังเกียจ น่า
ขยะแขยงอย่างที่สุด ฟันสีเหลืองเต็มไปด้วยคราบ
สกปรกเน่าเหม็น ภาพที่แลเห็นอยู่นี้แทบจะทำให้
ทุกผู้คนที่แลมอง อยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้
จึงทำให้ หลี่ ชูเสวี่ย รู้สึกมีโทสะอย่างยิ่ง
นิกายเซียนซูซัน มีสาวกระดับกระบี่สวรรค์อยู่นับ
ร้อยคน ซึ่งสาวกกระบี่สวรรค์เหล่านี้คือความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงของซูซัน พวกมันคือผู้ก้าวเดิน
อยู่ในวิถีสวรรค์ เปียมล้นไปด้วยพลังอำนาจในการ
รบ และ พลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
สาวกเหล่านี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าสาวกกระบี่โลกา
อย่างเทียบกันไม่ติด ชั่วพริบตานั้นเองท่ามกลาง
เพลิงโทสะของ หลี่ ชูเสวี่ย เคล็ดวิชากระบี่ได้ถูก
ปลดปล่อยออกไป พลิกคว่ำขุนเขา ขยี้ทำลายห้วง
ธารา พื้นบริเวณใกล้เคียงกับห้วงทะเลปีศาจอนันต์
แทบทั้งหมด ขุนเขาและธาราจำนวนนับไม่ถ้วน
ต่างพังทลายราบเป็นหน้ากอง แม้กระทั่งเหล่า
ปีศาจรุ่นเยาว์ที่ไม่ระวัง ยังถูกบดขยี้จนกลายเป็น
ก้อนเนื้อแหลกเหลว ร่วงหล่นกลับคืนสู่พื้นปฐพี
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน
หนึ่งกระบี่ ปลดปล่อยเกล็ดน้ำแข็งปลิวพริ้วไสวเริง
ระบำไปตามสายลม เกาะตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนาแผ่
ออกไปนับหมื่นลี้!
หลี่ ชูเสวี่ย ปลดปล่อยเคล็ดวิชากระบี่ แช่แข็ง
ขุนเขาโดยรอบจนกลายเป็นเสมือนดั่งเขาหิมะของ
ซูซันก็มิปาน เกล็ดหิมะปรานกระบี่จำนวนนับไม่
ถ้วนปลิวไสวไปตามสายลม เบียดเสียดหนาแน่น
ปิดซ่อนผืนฟั้าบดบังปฐพี ทันใดนั้นเองเกล็ด
น้ำแข็งทั้งหมดก็ผสานหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อรูป
เป็นใบกระบี่เหมันต์อันคมกริบ บดขยี้ทำลายฝั่า
อากาศบุกทะลวงแทงเข้าใส่ร่างของราชันหมอก
ทมิฬ
” อาา∼ แม่นางน้อย ช่างร้ายกาจเสียเหลือเกิน ! ”
ดวงตาของราชันหมอกทมิฬอึ้งตะลึงแข็งค้าง
ทันใดนั้นร่างกายของมันก็เริ่มแปรเปลี่ยน
กลายเป็นหมูปั่าขนาดใหญ่ ร่างกายมืดทะมึน มี
ขนาดใหญ่กว่าปีศาจหมูปั่าทั่วไป ควันสีดำค่อย ๆ
แผ่ขยายเพิ่มขึ้น กลิ่นอายชั่วร้ายก็เพิ่มขยายขึ้น
ตามลำดับด้วยเช่นกัน กลิ่นอายปีศาจส่งกลิ่นเหม็น
คละคลุ้งออกมาอย่างรุนแรง ชวนคลื่นเหียน
อาเจียนอย่างที่สุด
ท่ามกลางการจับจ้องจากทุกสายตา ทั้งสองได้
แสดงพลานุภาพความแข็งแกร่งของฝีมือออกมา
อย่างไม่ยั้ง มันคือการต่อสู้ที่รุนแรงดุเดือดอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ปราณกระบี่กระทะกับเวทย์ปีศาจ ทั้งสอง
ห้ำหั่นหมายปลิดชีพกันแลกัน อู่ อวี้ จงมองการ
ต่อสู้นี้อย่างตื่นตาตื่นใจ
หลี่ ชูเสวี่ย ไม่เคยแสดงฝีมืออกมาอย่างอย่าง
จริงจัง ทั้งส่วนใหญ่แล้วยังคอยติดตามสนับสนุน
เปั่ยซาน ม่อ เสียส่วนใหญ่ อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดว่า
นางจะมีฝีมือทรงพลังร้ายกาจถึงเพียงนี้ หลี่ ชู
เสวี่ย คือสาวกระดับกระบี่สวรรค์ เป็นระดับที่อยู่
เหนือสุดในมหาวงจร 4 วิถีกระบี่ นางได้รับ
มอบหมายหน้าที่อันยิ่งใหญ่คือพาพวกเขาทั้งหมด
ซึ่งเป็นสาวกชั้นแนวหน้าของซูซันออกมา พวกเขา
เหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานแห่งซูซัน ปกครองพรรค
นิกายต่าง ๆ และเหล่าพรรคนิกายมากมายที่ยอม
สยบแก่ซูซัน
การต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้ชุลมุนรุนแรงหนักหน่วง น่า
เหลือเชื่ออย่างยิ่ง อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ต่างตื่นตะลึง
กับภาพฉากการต่อสู้ เขาครุ่นคิดถึงวิถีกระบี่ของ
หลี่ ชูเสวี่ย อย่างจริงจัง วิถีกระบี่ของนางเปียมล้น
ไปด้วยความดุดันรุนแรง เลือดเย็น อย่างที่สุด
เช่นเดียวกับความจริงที่ว่า นางนั้นจงเกลียดจงชัง
ปีศาจอย่างฝังลึก ฉะนั้นทุกครั้งที่นางโจมตี จึง
รุนแรงและทรงพลังยิ่งกว่าปราณชั่วร้ายของราชัน
ทมิฬ ทำให้นางสามารถสยบราชันหมอกทมิฬลงได้
ทั้งยังฝากร่องรอยบาดแผลเอาไว้บนผิวหนังขรุขระ
หยาบกระด้างของมัน
” เยี่ยมยอดมาก แม่นางน้อย! ถึงแม้จะยังไม่
แข็งแกร่งเท่ากับข้าราชันหมอกทมิฬผู้นี้ แต่ก็นับได้
ว่าพอจะเป็นคู่มือกับข้าได้ ในวันนี้ข้า ราชันหมอก
ทมิฬ จะไม่รบกวนเจ้าอีก รออีกสัก 2-3 วันให้ข้า
ราชันได้พักฟืน แล้วข้าจะหากองหนุนมาเพิ่มอีก
บางส่วน วันหน้าข้าจะกลับมาต่อสู้เป็นตายกับเจ้า
ใหม่อีกครั้ง เจ้าตัวน้อยทั้งหลาย ถอย! ” ราชัน
หมอกทมิฬที่ถูกสยบโดย หลี่ ชูเสวี่ย ทันใดนั้นพวก
มันก็ได้กระทำเรื่องไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ นั่นก็
คือพวกมันหันหลังแล้ววิ่งหลบหนีไปทันที
” ใช่ ในครั้งนี้เราจะถอยกันไปก่อน พร้อมเมื่อไหร่
แล้วค่อยกลับมาใหม่ในวันหน้าก็ยังไม่สาย แม่นาง
น้อยผู้นี้ช่างดุร้ายยิ่งนัก!”
ในช่วงเวลานั้นเอง หลังจากบรรดาลูกกระจ๊อกได้
ยินราชันของมันกล่าวเช่นนี้ ต่างก็พากันประหลาด
ใจอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นพวกมันก็แสดงปฏิกิริยา
กับคำพูดดังกล่าวอย่างรวดเร็ว พวกมันต่างหันรี
หันขวาง ส่งเสียงร้องดังกึกก้องอึกทึกครึกโครม
และวิ่งติดตาม ราชันหมอกทมิฬ ไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าบรรดาพี่น้องราชันหมอกทมิฬ
เพราะพวกมันต่างสับเกียร์สุนัข วิ่งถอยหนีรวดเร็ว
มากที่สุด
ผู้ที่เคยวางท่าใหญ่โตก่อนหน้า ทว่าบัดนี้กลับวิ่ง
ถอยหนีหางจุกตูด อุปนิสัยของราชันหมอกทมิฬ
นั้นไม่มั่นคงอย่างยิ่ง แม้แต่ หลี่ ชูเสวี่ย นางเองก็
ยังไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อแแสดงฝีมือเหนือกว่าฝั่าย
ตรงข้าม อีกฝั่ายจะหันหลังวิ่งหลบหนีหางจุกตูด
กลับไปทันทีเช่นนี้
ไม่เพียงแค่หลบหนี ทว่าฝูงของมันยังแตกฮือไม่
เป็นท่า วิ่งหลบหนีกระจัดกระจายไปทั่วทั่วทุก
สารทิศของภูเขา เนื่องจากว่าอาณาเขตแห่งนี้ อยู่
ใกล้กับห้วงทะเลปีศาจอนันต์อย่างยิ่ง ตราบใดที่
พวกมันวิ่งหลบหนีกันอย่างสุดฝีเท้า ในไม่ช้าพวก
มันก็จะเข้าสู่ ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ แล้วหายไปใน
ที่สุด
หลิวจิน ซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนถอนหายใจออกมา
แล้วกล่าวว่า ” ข้าก็เพิ่งแน่ใจในวันนี้ ว่าราชัน
หมอกทมิฬนั่นขี้ขลาดเป็นเช่นดังตำนานล่ำลือ ไร้
ซึ่งแบบแผนในต่อสู้ หากยังไม่มั่นใจ ก็จะไม่ยอม
ต่อสู้จนตัวตาย ไล่ล่าติดตามเพียงคู่ต่อสู้ที่สามารถ
จัดการทิ้งได้โดยง่าย เมื่อเห็นว่าฝั่ายตรงข้ามอย่าง
หลี่ ชูเสวี่ย ยากที่จะเอาชนะได้ มันจึงรีบหลบหนี
ทันที ”
กลับกลายเป็นเช่นนี้เอง
หลิวจิน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียด ”
ปัญหาคือ ราชันหมอกทมิฬ ถือเป็นปีศาจชั่วช้า
อย่างแท้จริง มันจะต้องกลับไปรวบรวมสมัคร
พรรคพวก ไม่ว่าสิ่งใดที่หมายตาไว้ มันจะไม่มีทาง
ปล่อยไปเด็ดขาด การจากไปในครั้งนี้ของมัน ก็เพื่อ
รวบรวมกองกำลังให้มากขึ้น จนกว่ามันจะแน่ใจว่า
สามารถบดขยี้พวกเราลงได้อย่างง่ายดาย ด้วย
ความสามารถของมัน คาดว่าอีกเพียงไม่กี่วันมันจะ
ขนปีศาจตัวอื่นมาจัดการพวกเรา ”
เปั่ยซาน ม่อ รู้สึกเศร้าหมองหดหู่อย่างยิ่ง
เนื่องจากในครั้งนี้มันก็ยังไม่ได้ต่อสู้แสดงฝีมือ เมื่อ
ฟังคำกล่าวของ หลิวจิน มันก็ทอดถอดใจแล้ว
กล่าวว่า ” ถ้าเป็นดั่งที่เจ้ากล่าวก็ดี ข้ายังเกรงว่า
มันหวาดกลัวจนไม่กล้ากลับมาอีก ถ้าเช่นนั้นข้าจะ
อดใจรออีกสักหน่อย รอให้พวกมันมารนหาที่ตาย
”
หากกล่าวถึงปีศาจ ในเวลานี้ปีศาจหมูปั่านับหมื่น
ตัวได้เข้าสู่อาณาเขต ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ เป็นที่
เรียบร้อย ภายในพื้นที่อันท่วมท้นไปด้วยหมอกมืด
ทมิฬ จึงเป็นเรื่องยากที่จะพบเจอตัวพวกมัน อีกทั้ง
นิกายเซียนซูซันมีข้อห้ามว่าไม่ให้สาวกของนิกาย
ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตต้องห้ามอย่าง ห้วงทะเล
ปีศาจอนันต์ อย่างเด็ดขาด จากหลักฐานเรื่องราว
ในอดีตเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันได้ว่า ผู้ฝึกตนคนใดที่
ก้าวย่างรุกล้ำเข้าไปยังอาณาเขต ห้วงทะเลปีศาจ
อนันต์ ยากที่จะมีชีวิตรอดกลับมาได้ ส่วนใหญ่แล้ว
ล้วนเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นทั้งสิ้น
ฉะนั้นเรื่องที่ อู่ อวี้ สามารถออกจาก ‘ อาณาเขต
ล่าแห่งเกียรติยศ ‘ ได้นั้น อีกทั้งยังสามารถกลับมา
ยังซูซันในแบบยังมีลมหายใจ จึงถือได้ว่าเป็นเรื่อง
ปฏิหารอย่างยิ่ง
สายตาของ หลี่ ชูเสวี่ย เย็นเฉียบ แต่เมื่อนางหัน
กลับมามอง เปั่ยซาน ม่อ นางก็ยิ้มขึ้นอย่าง
อ่อนโยน แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ข้าเองก็ไม่คิดว่าไอ้หมู
โง่นั่น จะวิ่งหนีหางจุกตูดกลับไปเช่นนี้ มันจะต้อง
ย้อนกลับมาอีกอย่างแน่นอน แต่ทว่าด้วยตัวตน
ของมัน อาจจะยิ่งทำให้เกิดปัญหายุ่งยากมากขึ้น
กว่าเก่าเอาได้ คาดว่าเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดฝัน
เช่นนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตามมันอาจคิดหา
แผนการอื่นมาจัดการเรา นับจากนี้เราต้อง
ระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น ”
” ไม่จำเป็นต้องกังวล ” เปั่ยซาน ม่อ กล่าวขึ้น
อย่างภาคภูมิใจ
หลี่ ชูเสวี่ย กล่าวว่า ” เพื่อปั้องกันไม่ให้เหล่าปีศาจ
หมูปั่าลอบโจมตีพวกเรา เราจะต้องแบ่งกลุ่ม
ลาดตระเวน ผลัดเปลี่ยนเวรยามสำรวจตรวจตราดู
ให้รอบ ๆ หากผู้ใดพบเจอศัตรู ให้เร่งรีบใช้ตรา
ประทับสื่อสารแจ้งผู้อื่นให้ทราบโดยด่วน ”
ซึ่งการจัดตำแหน่งยังถือตามตอนแรกที่เริ่มภารกิจ
อย่างไรก็ตามได้ย่นระยะให้หดกระชับลงมา
เล็กน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนสามารถ
ช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันแลกันได้ตลอดเวลา เมื่อ
มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ กลับมายังตำแหน่งใกล้ปาก
เหมืองทางทิศใต้อีกครั้ง จากนั้นก็ลาดตระเวน
ตรวจตราพื้นที่โดยรอบ
” ผู้ใดกัน บอกราชันหมอกทมิฬเกี่ยวกับเหมืองแร่
แห่งนี้ ?” อู่ อวี้ กำลังขบคิด
เขารู้สึกว่า หนานกง เหว่ย คือจุดศูนย์รวมของ
กลุ่มที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ ในเวลานี้ไม่ว่าจะ
เป็น หลี่ ชูเสวี่ย หรือ เปั่ยซาน ม่อ ต่างอยู่ใกล้ ๆ
นาง ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเสมือนเช่นเดิม
แต่อย่างใด ทั้งเขายังคาดว่ามีองครักษ์แอบปกปั้อง
หนานกง เหว่ย คอยซุ่มดูสถานการณ์อยู่ที่นั่นด้วย
ด้วยเนื่องจากไม่อาจรู้ได้ว่าปีศาจหมูปั่า จะปรากฏ
ตัวขึ้นมาเมื่อใด ดังนั้นสถานการณ์ในเวลานี้จึงตึง
เครียดอย่างยิ่ง
สามวันต่อมา
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ได้ยินเสียงแว่วดังมาจากทางทิศใต้
เขาตื่นตัวทันที เตรียมพร้อมด้วยการรีบนำ ตรา
ประทับสื่อสาร มาไว้ในมือ
” อู่ อวี้ ข้าเองจิ่วอิง ” ทันใดนั้นเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้น
………………
เชิงอรรถ
สำนวน : อุ้งตีนหมี กับ มัจฉามิอาจครอบครองได้
ในเวลาเดียวกัน ความหมายคือ ไม่อาจครอบครอง
สิ่งของสองสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน โดยต้องเลือก
อย่างใดอย่างหนึ่ง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ